ความเป็น “งู” ในตัวฉันและลูกนก — บทเรียนแห่งอุเบกขา

ความเป็นกลางพูดง่าย แต่ทำให้เกิดขึ้น รู้สึกได้จริงนั้นไม่ง่ายเลย เพียงจะ “เข้าใจ” ก็ยังยากเหลือเกิน ฉันจึงไม่ค่อยพูดหรืออ้างถึง “ความเป็นกลาง วางเฉย หรืออุเบกขา” เพราะยังไม่เข้าใจ ไม่รู้จัก มิพักจะบอกให้คนอื่นเข้าถึงและเข้าใจ

ใจของคนเรามักตกอยู่ในสองขั้วตรงข้ามโดยมาก รัก-เกลียด ชอบ-ชัง เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย สู้-ถอย ทำให้เข้าใจคำสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า ไม่ตกไปในความสุดโต่งสองด้าน และการปฏิบัติธรรมนั้นคือการเดินสายกลาง ไม่เคร่งเกินหรือสบายไป

วันนี้ ฉันขอบคุณบรรดาลูกนกและสัตว์ทั้งหลาย ที่เพียรเข้ามาบทเรียนแห่งอุเบกขาให้ฉันได้เข้าใจบ้างพอสมควร

หลุมฝังร่างลูกนก

หลุมฝังร่างลูกนก

บ้านที่อยู่ท่ามกลางแมกไม้ เวลาพายุฝนมา มักจะพบว่า มีลูกนกตกจากรังอยู่เสมอ ๆ หลายครั้ง ฉันพบลูกนก หลากพันธุ์ บ้างขนยังน้อย ตายังปิด บางตัวก็มีขนขึ้นบ้างแต่ยังไม่บิน และบางตัวกำลังเตาะแตะหัดบิน

เมื่อรับอุปถัมภ์ลูกนกตกรัง ฉันขวนขวายหาความรู้ในการดูแลลูกนกต่าง ๆ เป็นนกพันธุ์ไหน กินอะไร อยู่อย่างไร รังของมันอยู่ที่ไหน เอากลับคืนให้พ่อแม่นกได้หรือไม่ เป็นต้น นอกจากนั้น ฉันยังต้องปรับเปลี่ยนตารางชีวิตตัวเองเพื่อดูแลเหล่าลูกนก คือ ตื่นพร้อมกับเสียงนกเริ่มร้อง ซึ่งเร็วกว่าเวลาตื่นสาย (ตะวันส่องก้น)

นกบางตัวก็อยู่กับฉันร่วมอาทิตย์ บางตัวก็เพียงข้ามคืน จนทำให้ฉันเริ่มรู้สึกว่า บ้านของฉันไม่ใช่ bird hospital แต่เป็น bird hospice เสียมากกว่า บางตัวก็เป็นนกเต็มวัยที่ป่วย ก็เอามาดูแลให้จากไปอย่างสงบ ที่บ้าน มันจะได้พักกายและใจ ในบรรยากาศที่ไม่ต้องห่วงกังวลสัตว์อื่นมาทำร้ายรังแก ไม่มีรถหรือคนเหยียบ ไม่มีหมา แมวมาไล่ มีน้ำและอาหารบริการแล้วแต่มันจะกินหรือไม่ — ก่อนที่มันจะค่อย ๆ หมดลมหายใจไปอย่างสงบ แล้วฉันก็จะมีพิธีสวดมนต์ ส่งวิญญาณนกสู่สุคติ และฝังร่างให้ด้วยความรัก

ในครั้งแรก ๆ เมื่อลูกนกตัวแรก ๆ ที่รับดูแลจากไป ฉันร้องไห้ฟูมฟาย บ่นว่าตัวเองว่าไม่ได้เรื่อง รู้สึกผิดที่ช่วยลูกนกไม่ได้ สงสารชีวิตที่ต้องจบในตอนเริ่มต้น แต่ก็ไม่เข็ด เพราะไม่อาจปล่อยให้ลูกนกลำบากหรือตาย โดยที่ตัวเองไม่ทำอะไรเลยไม่ได้

บางครั้ง ที่ได้ลูกนกมาดูแล ฉันอธิษฐานและแผ่เมตตาให้ลูกนกรอดชีวิต ฉันเช็คใจตัวเองว่า ปรารถนาเช่นนั้นเพื่อนกหรือเพื่อตัวเอง (เพื่อตัวเอง คือ ไม่อยากรู้สึกเสียใจหรือรู้สึกผิด จึงอยากให้มันรอด) ฉันตรวจสอบเพื่อให้ใจมีความบริสุทธิ์ในการช่วยเหลือสัตว์อื่นอย่างแท้จริง โดยไม่มีตัวตนเป็นที่ตั้ง — ตัวล่าสุดนี้ ฉันบอกตัวเองได้ว่า ไม่รู้สึกผิดหรือเสียใจ แต่ปรารถนาจริง ๆ ให้ลูกนกรอด แต่เมื่อมันไม่รอด ก็ไม่เป็นไร ทุกอย่างเกิดตามเหตุปัจจัย

บางทีการช่วยเหลือก็หมายถึงความกล้าที่จะเผชิญความทุกข์ ที่เราไม่อาจช่วยเขาได้เหมือนกัน

ครั้งก่อนหน้านี้ เก็บลูกนกได้ และมีโอกาสให้มันอยู่ในรังที่ทำขึ้น โชคดีที่แม่มันมาและรับดูแลต่อ เราเลยรู้สึกว่า คราวนี้ ลูกนกเหล่านี้คงรอด … แต่ก็มีเหตุจนได้

วันหนึ่ง เสียงนกร้องเอะอะดังมาก ปรากฏว่า งูมากินลูกนกเหล่านั้น ฉันเสียใจมาก ใจกำลังจะเข้าสู่ความรู้สึก “เกลียดชัง” งู แต่แล้วก็คลายไป สิ่งที่เข้ามาแทน คือ ความสลดสังเวช

“งูมันกินสัตว์อื่นเพื่อเอาชีวิตรอดเช่นกัน ถ้าเราไม่ต้องการให้งูกินลูกนก แล้วจะให้งูกินอะไร”

“งูกินลูกนก เราโกรธ แต่ถ้างูกินหนู เราดีใจ อย่างนั้นหรือ นกกับหนูก็ชีวิตเหมือนกัน”

ใจตั้งคำถามตัวเองว่า “เห็นความเป็นงูในตัวเราไหม?”

เราเองก็เบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่นเช่นกัน แม้จะลดละการบริโภคเนื้อสัตว์ แต่วิถีชีวิตสมัยใหม่ก็เบียดเบียนที่อยู่อาศัยสัตว์มากมาย ทำลายคุณภาพชีวิตสัตว์หลายพันธุ์ น้ำในคลองเน่าเสีย ทำให้ปลาและสัตว์น้ำลำบาก คุณภาพอากาศแย่ สัตว์อื่น ๆ ที่หายใจด้วยก็แย่ไปด้วย

วันนี้ ลูกนกตัวล่าสุดที่ได้มาเป็นพันธุ์กินเนื้อ คือ หนอน แมลง การดูแลมันหมายถึงฉันต้องไปให้แมลง หนอนมาป้อนให้มันกิน — ฉันรู้สึกระอักกระอ่วนใจไม่น้อย ทำใจลำบากที่จะเอาสัตว์เป็น ๆ ป้อนเป็นอาหารให้อีกตัว และภาพของงูตัวนั้นก็กลับมา “เห็นความเป็น “งู” ในตัวลูกนก?”

เจ้าลูกนกคงรู้สึกได้ถึงความลำบากใจของฉัน เลยชิงลาโลกไปเสียก่อน ทั้ง ๆ ที่ฉันเพิ่งออกไปหาซื้ออาหารเม็ดที่ทำจากหนอนและแมลงมาให้มัน (มาอยู่ช่วงเย็นเมื่อวานถึง 10 โมงวันนี้) ฉันสวดมนต์แผ่เมตตาให้มัน แล้วนำร่างไปฝังไว้ในสวน ที่เป็นหลุมฝังศพสัตว์หลายตัวทีเดียว ทั้งนก ปลา คางคก ตุ๊กแก … โดยเฉพาะนก ฉันจำได้ทุกหลุมและทุกตัวว่าฝังตัวไหนไว้ที่ไหน

ชีวิตต่อชีวิต ไม่เพียงว่า เราทุกคนอยู่ได้ด้วยชีวิตของสิ่งอื่น แต่หมายถึงชีวิตได้ให้ปัญญา ให้ความหมายกับอีกชีวิตด้วย ในที่นี้ การจากไปของนกและลูกนกแต่ละตัว รวมถึงสัตว์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง นำความเข้าใจบางอย่างมาให้ฉัน

สำหรับฉัน อุเบกขา คือ ปัญญา ความเข้าใจความเป็นจริง

อุเบกขา คือ การทำเหตุให้ดีที่สุด แล้ววางใจในผลว่า ผลย่อมเกิดตามเหตุนั้น ๆ เมื่อเรากรุณา ก็พยายามช่วยสัตว์ให้พันทุกข์ ทำให้ดีที่สุด และเข้าใจว่า ทุกอย่างมาแต่เหตุและปัจจัย เราเป็นเหตุหนึ่งซึ่งอาจช่วยให้เขารอดได้ หรือไม่ก็ได้

ความเป็นกลาง คือ การไม่เลือกที่รัก มักที่ชัง — รักนก เกลียดงู — งูกินหนูได้ แต่ห้ามกินนกที่เรารักหรือเราเลี้ยง เมื่อใจปลอดจากฉันทาคติหรืออคติ (อันมีตัวตนเป็นที่ตั้ง) การกระทำที่จะเกิดขึ้นก็น่าจะเป็นกลาง เป็นธรรมมากขึ้น

เหตุเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ความเป็นกลางในใจได้ คือ การรู้เท่าทัน ฉันทคติ และอคติในตน (จะหมายรวมถึง การเท่าทันคติอื่น ๆ เช่น ภยคติ (ความกลัวภัย) และโมหคติ (ความไม่รู้) หรือเปล่านะ ไม่แน่ใจ ตอนนี้สติปัญญาไปถึงแค่ว่า ต้องเท่าทัน อคติและฉันทาคติ) และหากฉันเห็นงูกำลังจะกินนก กบ หรืออะไร ฉันจะเข้าไปขวางห้ามแน่ ๆ  คงไม่ปล่อยให้เบียดเบียนกันซึ่งหน้า ถ้าลับหลังกถือว่าไม่เห็น แม้นกเองก็เถอะ เวลาเห็นมันบินไล่ผีเสื้อ ฉันก็ไล่มันอีกต่อ “อย่ามากินกันต่อหน้าเลย”

ความเข้าใจในอุเบกขายังไม่สมบูรณ์ แต่เข้าใจมากกว่าเดิมที่ไม่เข้าใจเลย บทเรียนนี้ทำให้ฉันตั้งใจว่า จะลดการเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ตั้งใจแผ่เมตตาให้สรรพชีวิตในทุกลมหายใจที่ตื่นรู้ตื่นตัว (ครูสอนธรรมท่านหนึ่งเคยสอนให้หายใจกับความรัก — หายใจเข้ารับพลังและความรักจากสรรพชีวิต หายใจออก แบ่งปันความรักความปรารถนาดีให้สรรพชีวิตเช่นกัน) สุดท้าย หากปรารถนาชีวิตที่ไม่ต้องเบียดเบียน ซึ่งยากเต็มที ดีที่สุด คือ ไปพันจากวัฎฎะนี้

ฉันขออุทิศบุญกุศลจากปัญญาอันเกิดขึ้นนี้ให้กับชีวิตของเหล่าสัตว์ทั้งปวง  

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s