“แม่คือโพธิสัตว์ของลูก”

“แม่คือโพธิสัตว์ของลูก” คำพูดนี้ผุดขึ้นในหัวใจ พร้อมหยดน้ำที่ค่อย ๆ รื้นและรินอาบแก้ม

ภาพและความคิดถึงคุณยาย แม่ น้า พ่อ ครอบครัว และบรรดาแม่ ๆ ทั้งหลายไหลเข้ามาในใจ “พวกแม่ ๆ ทั้งหลายทำได้อย่างไร มีลูกหลายคนที่ต้องดูแล แล้วยังต้องทำงานบ้าน ทำงานเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว พวกเธอทำได้อย่างไร” ฉันรำพึงกับตัวเอง

เพื่อน ๆ ที่เป็นแม่คนอาจจะซึ้งกับสิ่งที่ฉันคิดอยู่ตอนนี้มานานแล้วก็ได้ แต่สำหรับคนโสดสนิท ฉันไม่มีลูกให้ได้เรียนรู้ความเป็นแม่ แต่ฉันมีน้องหมา

เดิมที ฉันมีน้องหมาอยู่แล้ว ๒ ตัว แต่ในช่วงที่ผ่านมา ไปรับมา ๒ ตัวเพื่อมารักษาอาการป่วยและผอมขึ้นซี่โครงเพราะขาดอาหาร

ตลอด ๑ เดือน เจ้าหมา ๒ ตัวอยู่ที่คลินิคหมอ ซึ่งฉันแวะไปเยี่ยมเป็นประจำ จนเมื่อมันอาการดีขึ้นมากแล้ว ฉันก็ไปรับมันมาปรับตัวที่บ้านก่อนจะส่ง ๑ ตัวต่อไปให้เพื่อนรุ่นน้องที่ใจดีรับอุปการะ

ในช่วงเวลา ๔ วัน ๔ คืน กับหมาน้อย ๔ ตัว ช่างเหนื่อยมาก ฉันต้องทำงานบ้านสารพัด และทำงาน (หาเงิน) ไปพร้อม ๆ กัน อีกทั้งพยายามทำในสิ่งที่เป็นวินัยคือความปรารถนาส่วนตัวด้วย — ฉันเข้าใจหลายอย่างในชีวิต เข้าใจคนที่รับดูแลหมาในสภาวะทุกข์ยากหลายตัวที่บ้าน ที่สำคัญ ฉันเข้าใจความเป็นแม่มากขึ้นเลยทีเดียว

เหนื่อยกายมาก เพราะต้องทำอาหารให้น้องหมา พาเดิน ขับถ่าย เล่นด้วย ทำความสะอาดบ้าน ซักผ้า รีดผ้า และทำงานเขียน เรียกว่า ไม่ได้หยุดนั่งนิ่ง ๆ นาน ๆ เลย จะหาเวลานิ่งก็เพียง ๕-๑๐ นาทีเป็นห้วง ๆ จะเอาเวลาไปฝึกฝนภาวนาสักพักก็ไม่มี เลยผสานเข้าไปในกิจกรรมชีวิตเลย

ใจมีหงุดหงิด อารมณ์เสีย ต้องดุ/ขู่ปรามกันบ้างไม่ให้เห่าเล่นกันเสียงดัง ไม่กินข้าวผิดชามกัน ไม่แย่งของเล่นกัน .. ในความเหนื่อยกาย อารมณ์เสีย และเวลาส่วนตัวที่ถูกลดทอนไป ฉันถามตัวเองว่า “เป็นไงล่ะ” คำตอบคือ “ไหว ทนได้ เพราะเราอยากให้เขามีความสุข” เราพร้อมเหนื่อย ทน หาวิธีการที่จะทำให้ชีวิตของตัวเองและน้องหมาลงตัว ยิ่งเวลาส่วนตัวมน้อย เรายิ่งตั้งใจเจริญสติในชีวิตประจำวัน ยิ่งต้องฝึกใจเป็นสมาธิเพื่อให้ทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด (ในเวลาไม่นาน) ยิ่งต้องมีวินัยกับตัวเอง

ฉันนึกถึงแม่ ในวัยเด็ก บางทีเราก็ไม่เข้าใจความหงุดหงิด ความเครียด ความดุบางเรื่องของแม่ “เข้าใจอารมณ์แบบนี้ของแม่แล้ว และเห็นว่า เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ใครจะทำอะไรมากมายให้ดีทุกอย่าง แม่ต้องทำงานนอกบ้าน เหนื่อยกลับมา ก็ต้องดูแลลูก และทำงานบ้านอีก แม่คงเหนื่อยมาก” คิดถึงตรงนี้ ยิ่งรักแม่มากขึ้นไปอีก (รวมถึงคุณยาย พ่อ และน้า ๆ ที่เลี้ยงดูฉันมา)

ฉันนึกต่อไปถึง คุณยายของฉันและบรรดาแม่ ๆ (ในสมัยก่อน) อีกหลายคน ที่มีลูกมาก แต่ละคนอยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน แม่ ๆ เหล่านี้ต้องทำงานในไร่นา สวน ตลาด แล้วก็ต้องทำงานต่าง ๆ ในบ้าน พร้อมกับดูแลลูกเป็นพรวน “โอ้ ทำได้ไงเนี่ย”

การเป็น “แม่คน” ยากกว่าการเป็น “แม่หมา” หลายเท่า

หมามีความต้องการไม่มาก มีที่นอน อาหาร ความรัก ก็พอ แต่คนต้องการมากกว่านั้น

หมาไม่ต้องไปโรงเรียนทุกวัน ไม่มีข้าวของเครื่องใช้ ค่าใช้จ่ายมากมาย ต่อเนื่องหลายปี

หมาไม่มีความเสี่ยงเรื่องปัญหายาเสพติด หมาไม่เมาเหล้า และถ้าเราทำหมันมันก่อน โอกาสท้องไม่พึงปรารถนาก็จะไม่มี

หมามีปัญหาเรื่องคบเพื่อน (แล้วเสียหมา) น้อยหรือแทบไม่มี แต่จะมีปัญหาที่ อยู่กับคนแล้วเสียความหมาไปเลย

อายุหมาสูงสุดก็ ๑๕ ปีโดยเฉลี่ย แต่แม่ต้องดูแลลูกอย่างน้อย ๒๒ ปี สำหรับบางคน อาจต้องดูแลไปจนถึง ๔๐ ๕๐ หรือ ตลอดชีวิตเลยก็ว่าได้

เราไม่ต้องคาดหวังกับหมา ให้มีงานทำและหาเลี้ยงดูแลแม่บ้าง เพราะกับหมา เราต้องเป็นที่พึ่งชั่วชีวิตของเขาอยู่แล้ว เลยไม่มีปัญหาความผิดหวัง

ฯลฯ

คำว่า “โพธิสัตว์” คือ สิ่งมีชีวิตที่เป็นที่พึ่งของลูก ผู้มีใจยิ่งใหญ่ ผู้เสียสละ ผู้เพียรและอดทนเพื่อลูก — คำนี้ไม่เกินจริงแต่อย่างใด

เราอาจจะอธิษฐานได้พบและฟังธรรมจากพระโพธิสัตว์ (ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต) แต่ในปัจจุบัน เราก็ได้พบและมีโพธิสัตว์อยู่ใกล้ ๆ แล้ว นับเป็นบุญของชีวิต และการดูแลโพธิสัตว์ทุกท่านในชีวิตก็เป็นบุญใหญ่เช่นกัน เป็นบุญที่ทำได้ทุก ๆ วันด้วย  

ปัจจัตตัง – การเรียนการสอนเป็นของเฉพาะตัว

ในขณะที่เรากำลังเขียนเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา รู้หรือไม่ว่า เรากำลังเขียนฉากชีวิตที่กำลังจะเป็นไป

“ผมไม่ชอบและไม่อยากเขียน แต่ถูกผลักและบังคับให้มา” ครูพงษ์ ชายหนุ่มร่างกายสูงใหญ่ หน้าเข้มกล่าวทักทายกัน ในชั่วโมงแรกของการอบรมการเขียนเรื่องเล่าเร้าพลังและเรื่องเล่าถอดบทเรียนความรู้จากการปฏิบัติ สำหรับครูข้างถนน เมื่อ ๓-๕ ตุลาคมที่ผ่านมา

ฉันยิ้มชอบใจในความตรง จริงใจ และสุภาพของครูพงษ์ ที่ฉันรู้จักมาได้สักปีกว่า นับตั้งแต่คราวที่เขาเป็นวิทยากรเล่าเรื่องราวการเป็นครูข้างถนนให้กับผู้สนใจเป็นอาสาสมัคร ในงานเปิดโลกอาสา ที่จัดขึ้นโดยธนาคารจิตอาสา ฉันประทับใจครูพงษ์มากด้วยเขาเป็นตัวอย่างของผู้ที่ก้าวข้ามอุปสรรคที่ชีวิตเลือกมาทดสอบภาวะผู้นำของเขา ครูพงษ์เป็นเด็กเร่ร่อน ที่ต้องตามพ่อแม่ไปตามพื้นที่ก่อสร้าง ไม่เคยเรียนหนังสือตามระบบการศึกษา แต่ครูมีความกล้าที่จะสร้างชีวิตใหม่ให้ตัวเองและมอบโอกาสให้กับเด็กคนอื่นๆ

แม้จะไม่ชอบการเขียน แต่ครูพงษ์ก็ตั้งใจเรียนรู้ ทำแบบฝึกหัด ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น ตลอดการอบรม จนเช้าวันสุดท้าย ฉันให้ทุกคนสนทนาในกลุ่มว่า “การเขียนให้อะไรเราบ้าง เราเห็นความเปลี่ยนแปลง หรือศักยภาพอะไรในตัวเองและเพื่อนบ้าง”

ครูพงษ์ลุกขึ้นพูด “วันนี้ต้องขอบคุณคนจัดการอบรม มันทำให้รู้ว่ามนุษย์ทำได้ทุกอย่างหากตั้งใจ และทำได้ดีด้วย”
ตั้งแต่เช้าก่อนเริ่มกระบวนการ ฉันเห็นครูพงษ์ตั้งอกตั้งใจเขียนงานเรื่องเล่าในแบบบทสัมภาษณ์ (interview) ที่เป็นการบ้านตั้งแต่เมื่อเย็นวาน เพื่อนๆ ในห้องอบรมต่างแซวครูพงษ์ว่า นั่งเขียนทั้งคืน ฟังเทปที่บันทึกเสียงการสัมภาษณ์ไว้ ฟังแล้วฟังอีก เขียนแล้วเขียนอีกและไม่มีทีท่าว่า จะหยุดเขียน

“งานที่เราทำเรื่องเด็กเร่ร่อน ครูทุกคนทำงาน เข้าถึงเด็กได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก” ครูพงษ์เล่าต่อ “แต่เมื่อสัมภาษณ์ครูอ้วน (นักวิจัย) เราได้รู้ว่า การเข้าถึงเด็กยากมากสำหรับบางคน หากเราไม่ได้ถามกัน เราก็จะไม่รู้ การคุยกันทำให้ใจถึงใจ มนุษย์ต่อมนุษย์ ยิ่งได้เขียน ยิ่งอยากให้ทุกคนเก็บผลงานของตัวเองไว้ ผมคิดว่าที่ผ่านมา ครูทุกคนทำงานสำเร็จ”
เสียงปรบมือดังขึ้น ฉันรู้สึกตื้นตันในหัวใจ สิ่งที่ครูพงษ์พูดและแสดงออกมาย้ำความเชื่อของฉันที่ว่า “คนทุกคนเขียนได้” (Anyone can write) และทำให้ฉันเชื่อมั่นในเป้าหมายของการเขียนที่ว่า “การเขียนเป็นหนึ่งในกระบวนการพัฒนาตน”

ในฐานะวิทยากรผู้ออกแบบกระบวนการและกิจกรรมการเรียนรู้ ฉันไม่ได้วางเป้าหมายในการอบรมการเขียนที่ทักษะ เทคนิค แต่ฉันเน้นให้การเขียนเป็นเครื่องมือ ที่จะนำพาให้ผู้เรียนได้เห็นศักยภาพในตน เข้าใจตน เห็นคุณค่าแห่งตน และเป็นตัวของตัวเองในการเขียน

ทักษะหรือกระบวนการที่ฉันเน้นสำหรับการเขียน คือ กระบวนการทางใจ และเรียนรู้ด้วยตัวเอง จากตัวเอง

ใจที่นิ่ง สงบ มีสมาธิ เพื่อให้ความคิด ความเห็น ความรู้สึกตกผลึก ตกตะกอน เห็นภาพและเรื่องราวที่จะเขียนกระจ่างชัด จากนั้นค่อย ๆ เขียน โดยไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ วิตกกังวล เขียนและอยู่กับการเขียนอย่างสมบูรณ์

ฉันสร้างบรรยากาศ กระบวนการ และกิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายแนว มีทั้งบรรยายเนื้อหา มีทั้งให้ทุกคนสนทนาในกลุ่ม ตั้งคำถามชวนสะท้อนครุ่นคิด รวมถึงมีสื่อต่าง ๆ ทั้งคลิป เพลง หนัง ตัวอย่างงานเขียนเรื่องเล่าแนวต่าง ๆ มาให้อ่าน แล้วถามให้ผู้เข้าอบรมได้ถอดความรู้จากประสบการณ์ตรงของตัวเอง “ทำไมจึงชอบทความนี้ อะไรที่รู้สึกว่า เขียนดี ผู้เขียน เขียนอย่างไร) ฉันให้ผู้เข้าอบรมได้ฝึกอ่าน และเรียนรู้การเขียนผ่านการอ่านของตัวเองและจากเพื่อน

ฉันเชื่อว่า การเรียนรู้ต้องทำให้คนเราเป็นอิสระมากขึ้นเรื่อย ๆ ความเป็นอิสระหมายถึง การที่สามารถพึ่งพิงตัวเอง สอนตัวเองได้ เรียนรู้ด้วยตัวเองได้ ไม่ใช่ต้องพึ่งพิงครูทุกเมื่อไป … “เราสอนให้เขาสอนตัวเองได้” 

…ในการอบรม ฉันก็เรียนรู้จากผู้เรียนเช่นกัน ฉันพบว่า “การเรียน การสอนเป็นเรื่องเฉพาะตัว”
ในช่วงที่ครูกำลังทำแบบฝึกหัดเขียนเรื่องเล่าเพื่อบรรยายภาพ ครูคนหนึ่งเงยหน้าถามฉันว่า สิ่งที่เขาเขียนนั้นมาถูกทางหรือยัง
ฉันอ่านงานที่เขาเขียนแล้วนึกถามตัวเองว่า “เราจะอธิบายอย่างไรให้เขาเข้าใจนะ” ในเวลาสั้นๆ ฉันประเมินสิ่งที่เขาเขียน สังเกตแววตา ท่าทาง คำถามที่เขามีต่อฉัน เพื่อจะเข้าใจตัวตนของเขา ก่อนจะให้คำแนะนำที่เหมาะสม เลือกภาษา ถ้อยคำอธิบาย ตัวอย่าง ที่เขาจะเข้าใจและทำแบบฝึกหัดได้

ฉันพยายามครั้งแรก ดูเขายังงง ๆ ฉันพยายามครั้งที่สอง ดูเขาจะเข้าใจขึ้น ฉันจึงให้กำลังใจว่า ลองทำดู แล้วฉันจะดูให้อีกทีว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเขาก็ทำได้ดีขึ้นจริง ๆ

ฉันเดินต่อไปอีกโต๊ะ ผู้เข้าอบรมบางคนเงยหน้าถามฉัน ปรึกษาถึงประเด็น และวิธีการเขียน และนี่เองที่ทำให้ฉันเข้าใจว่า การสอนนั้น ให้ดี ต้องทำเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เพราะต่างคน ก็ต่างวิธี บางคนเราต้องบอกด้วยภาษา เรื่องราวแบบหนึ่ง อีกคนก็อีกแบบหนึ่ง ฉันให้คำแนะนำกับแต่ละคนไม่เหมือนกัน โดยดูจากผู้เรียนเป็นหลักว่า อะไรที่เขาไม่เข้าใจ และทำไม เขามีจุดเด่น จุดอ่อนตรงไหนอย่างไร คนแต่ละคนมีทักษะติดตัว พื้นฐานต่างกัน จุดอ่อน จุดเด่น ไม่เหมือนกัน ความรู้ ความเข้าใจ โลกทัศน์ ฯลฯ

การเป็นวิทยากรกระบวนการทำให้ฉันต้องลับประสาทสัมผัสให้ฉับไว ที่จะเข้าใจ รู้จักคน (ผู้เข้าอบรม)ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะสามารถ

ฉันนึกถึงการเรียนรู้ในสมัยโบราณ ที่ครูกับศิษย์ถ่ายทอดวิชาให้กันอย่างใกล้ชิด ศิษย์เรียนรู้จากครู และเรียนจากเพื่อนพี่น้องที่ร่วมเรียนด้วยกัน การเรียนรู้แบบนี้ ครูจะเห็นศิษย์ ให้แนวทางการฝึกฝนที่เหมาะกับแต่ละบุคคลได้ …
การเรียนรู้โดยเฉพาะในแง่ของทักษะการปฏิบัติ และชีวิตเป็นเรื่องยากมากที่จะสอนแบบเป็นมาตรฐานเดียว ดั่งการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ไม่เหมือนกับการสอนความรู้ ให้จดจำ ที่อาจบอกกล่าวกันได้โดยภาพรวม

ฉันมองตัวเองเป็นคนสวนฝึกหัด ทักษะประสบการณ์ความรู้ของคนสวนมีส่วนสำคัญพอ ๆ กับคุณภาพศักยภาพของเมล็ดพันธุ์ เมล็ดพันธุ์แข็งแรง ได้สภาพแวดล้อมเหมาะสมก็งอกงามรวดเร็ว โดยที่คนสวนอาจไม่ต้องทำอะไรมากมาย แต่บางเมล็ดพันธุ์ คนสวนอาจต้องมีทักษะ ความเข้าใจอย่างมาก และลงแรงเยอะ จึงจะเติบโต

ครูข้างถนนจำนวน ๒๗ ชีวิตที่เข้าร่วมการอบรมครั้งนี้ มีหลายคนกำลังมุ่งมั่นฝึกฝนตนเองในการเล่าเรื่อง เพื่อเผยชีวิตของ “คนใน” แวดวงให้คนในสังคมได้รับรู้ เข้าใจ

บางคนได้รับแรงบันดาลใจที่จะเอากระบวนการการเขียนไปใช้ต่อกับเด็ก ๆ ที่ตนเองดูแลเพื่อปลูกความรักในการเขียน ที่จะนำให้เด็กเรียนรู้ที่จะนิ่ง สงบ สมาธิ อยู่กับตัวเองได้ สนทนากับตัวเองเป็น ระบายความรู้สึกสุข-ทุกข์ผ่านตัวอักษร รู้จักสังเกตสิ่งรอบข้างที่อาจเป็นเรื่องเล่าในสมุดบันทึก และรู้จักใคร่ครวญเรื่องราวรอบตัว

แม้การอบรมจะสิ้นสุด แต่ความเป็นคนสวนยังไม่จบ คนสวนฝึกหัด ยังต้องฝึกอีกมากต่อไป

เหตุผลที่คนรักสัตว์

น้องหมานอนหงายให้เราเกาพุง
เรามองตากัน ฉันสัมผัสความรู้สึกรักที่กลางอก
ความรัก ความสุข ความซาบซึ้ง
คนเรารักสัตว์เพราะอะไร
อะไรในตัวสัตว์ที่ทำให้เรารัก

ฉันไม่ได้หวังอะไรจากน้องหมา แต่มันก็ให้ฉันหลายอย่าง ที่สำคัญ
มันช่วยให้ฉันเห็นความเป็นมนุษย์ในตัวเอง มันเปิดหัวใจฉันสู่ความกรุณาที่กว้างขวางขึ้น ทำให้ฉันกล้าทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะทำได้

ทุกครั้งที่มองตามัน ฉันเห็นดวงตา หัวใจ ชีวิต ของคนและสัตว์อื่นๆ
มันอาจจะถูกเรียกว่า สัตว์ หมา แมว นก กบ … แต่ใจฉันนิยามน้องหมาว่า เป็นเพื่อน เป็น
ครอบครัว และเมื่อเรานิยามสิ่งใดว่าเป็นเพื่อน เป็นครอบครัว ท่าทีต่อสิ่งนั้นก็จะเป็นเช่นนั้น เราจะมีความสัมพันธ์และชีวิตใหม่กับสิ่งนั้น 

ดิน สัตว์ ต้นไม้ สายน้ำ สายลม ไอแดด เมฆ ดวงดาว … ทั้งมวลคือเพื่อน (ผู้มีอุปการะต่อชีวิตเรา)


ฉันได้ยินพี่สาวคนหนึ่งพูดถึงการตรวจค้นและยึดไม้ซุงที่ถูกโค่นจำนวนมาก ภาษาที่เธอเล่าทำให้ฉันรู้สึกราวกับว่า ได้เสียเพื่อนไปจำนวนมาก … หากคนเห็นต้นไม้เป็นเพื่อน คงไม่ไล่โค่นทำลายอย่างนี้ ..กับเรื่องอื่นๆก็เช่นกัน

หากเรารักให้มากกว่านี้ ปัญหาต่างๆในโลกคงน้อยลง
ขอบคุณน้องตัวอ้วนขนขาวปุกปุย ที่ทำให้ฉันสุขใจก่อนนอน… เหมือนทุกๆคืน

ความรักคือปัญญา ปัญญาคือรัก ???

บุญของหมา บุญของคน

ขณะทีกำลังเล่นกับน้องหมาที่เอาไปฝากรักษาอาการป่วย ที่คลินิครักษาสัตว์ที่ใช้บริการประจำ ฉันเห็นรถแท๊กซี่สีชมพูคันเก่าเข้ามาจอดเทียบที่ฟุตบาทหน้าร้าน ชาววัยเกษียณก้าวลงมาจากรถ

ฉันจำได้ทันทีว่า ลุงขับรถแท๊กซี่คนนี้มักมาที่คลินิคบ่อย ๆ พร้อมหอบหิ้วหมาเร่ร่อนมาทีละตัว สองตัว เพื่อให้คุณหมอทำหมัน รักษาอาการป่วย หรือไม่ก็อาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนน

คราวนี้ คุณลุงมาพร้อม รปภ. สาววัยกลางคน เธอจูงหมาพันธุ์ทางหน้าตาน่ารักมาตัวหนึ่ง เป็นหมาเร่ร่อนที่เธอรับอุปการะมาตั้งแต่มันยังเด็ก ส่วนอีกตัว คุณลุงอุ้มลงมาจากรถ มันเป็นหมาไทยขนสีน้ำตาลอ่อน แววตามันหวาดระแวง น้ำลายไหลยืด คุณลุงบอกว่า มันเมารถ

“วันนี้ ทำหมันสองตัวนะคุณหมอ” คุณลุงพูด พร้อมหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าเสื้อ ขึ้นปาดเม็ดเหงื่อบนใบหน้า “รอรับกลับไปเลยนะลุง กรงที่ร้านเต็มแล้ว ช่วงนี้มีหมาเยอะ” คุณหมอบอก
“ครับ เดี๋ยวผมกลับมา เอารถไปล้างก่อน หมามันอ้วกออกมา” แล้วคุณลุงก็ออกจากร้านไป พ่ีรปภ. รอคิวทำหมันให้หมาของเธอ ฉันจึงได้นั่งคุยกับเธอ

“คุณลุงทำแบบนี้มานานแล้วค่ะ รับงานจากคุณหมอ (รักษาคน) และมูลนิธิที่รู้จัก เอาหมาเร่ร่อนมาทำหมันหรือรักษาตัวบ้าง” เธอเล่า และบอกต่อว่า หลังจากทำธุระของน้องหมาแล้ว คุณลุงจะทำความสะอาดรถ ฉีดสเปรย์ให้สะอาด เพื่่อรับส่งผู้โดยสารต่อไป

“คุณลุงบอกว่า ไม่มีผู้โดยสารรังเกียจที่ลุงทำอย่างนี้ หนำซ้ำ ลุงรู้สึกว่า หมาที่ลุงช่วยพามาทำหมัน หรือรักษาตัว มันช่วยให้ลุงมีผู้โดยสารตลอด ไม่เคยขาด ไม่วิ่งรถเปล่า ใครเรียกไปไหน ลุงก็ไป ลุงจึงมีรายได้ ไม่เคยอดอยาก ลุงเล่าว่างั้นนะ” พี่รปภ. สาวบอก

การทำหมันหมาไปเรื่อย ๆ สักวันปัญหาหมาเร่ร่อนก็จะลดลง ปัญหาอุบัติเหตุบนถนนทั้งหมา คน จักรยานก็ลด ปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย อย่างพิษสุนัขบ้า … คุณลุงบอกว่า จะทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆด้วยความหวังว่า จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดปัญหาหมาเร่ร่อนให้กับสังคม และดูแลให้สัตว์มีสวัสดิภาพในชีวิตที่ดีเท่าที่ลุงจะช่วยได้

หัวใจของคุณลุงทำให้ฉันนึกถึงเรื่องราวของคุณยายวัย 70-80 ปีคนหนึ่ง ทั้งสองท่านเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า เมื่อคุณให้ความเมตตากรุณา คุณจะได้ความเมตตากรุณา ทั้งที่เติบโตในหัวใจคุณและที่จักรวาลหยิบยื่นให้ในรูปแบบต่าง ๆ

คุณยายท่านนี้อยู่ในชุมชนแออัดหลังวัดแห่งหนึ่ง ท่านไม่มีลูกหลาน แต่มีหมา แมวที่เอามาดูแล หรือจะบอกว่า แชร์ห้องพักด้วยก็ว่าได้ ยายไม่ได้ทำงาน แต่อาศัยขอข้าววัดกิน ไม่อดและเอามาแบ่งปันให้หมา แมวในอุปการะ

วันหนึ่ง ในวัยผมสีดอกเลาทั่วศีรษะ ยายพบพระหนุ่มรูปหนึ่ง ได้พูดคุยกัน พระหนุ่มรู้สึกอยากช่วยเหลือคุณยาย เมื่อถึงกำหนดลาสิกขาบท เขาได้ชักชวนเพื่อนชาย 2 คน มาดูแลคุณยายที่บ้านเป็นประจำ ทุกอาทิตย์ พวกเขาจะมาล้างห้องน้ำ ซักผ้าให้ยาย ทำอาหาร กวาดถูบ้าน และเอาอาหารมาให้พอสำหรับหนึ่งอาทิตย์ของยายและบรรดาหมาแมว คุณยายป่วย ก็เอายามาให้ และพาไปหาหมอ

ยายอาจจะไม่ได้สบายมากมาย แต่ก็ไม่เคยอดอยาก ได้พบกับผู้ที่ดูแลอุปการะคุณยาย (เหมือนที่คุณยายดูแลเจ้าหมา แมวมากมายใต้ถุนบ้านหลังน้อย)

บุญ กุศล ?
ฉันเชื่อว่าพลังในจิตจะเหนี่ยวนำสิ่งที่จิตสนใจ ใส่ใจมาให้กับคนนั้น ๆ
คนที่มีใจเมตตา ความเมตตาในใจจะเหนี่ยวนำพลังแห่งความเมตตามาในชีวิต ในรูปแบบต่าง ๆ
ผู้ที่มีความเมตตากรุณาโดยแท้ไม่มีความปรารถนาการตอบแทน เพราะพวกเขาได้รับความสุข ความพอใจ ความเต็มอิ่มในหัวใจเป็นรางวัลอยู่เสมอ ‪#‎พรบคุ้มครองสัตว์‬ ‪#‎หมาเร่ร่อน‬ ‪#‎ความเมตตากรุณา‬

(ข้อเขียนนี้ และที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมรณรงค์ให้เรามี พรบ. คุ้มครองสัตว์ เพื่อดูแลสวัสดิภาพของสัตว์ ทั้งสัตว์ในเมือง ในป่า รวมถึงเพื่อรดน้ำความเมตตากรุณาในสังคมให้งอกงาม)

ฝาก..ไว้ในลมหายใจ

“รู้สึกว่าที่ผ่านมาไม่ได้ทำประโยชน์อะไรเลย” ฉันอ่านเจอข้อความของพี่สาวคนหนึ่ง ฉันไม่รู้ว่าบริบทชีวิตอันใดที่ทำให้พี่รำพึงข้อความนี้ แต่มันก็ทำให้ฉันคิดต่อในบริบทของตัวเอง …
ฉันถามตัวเองบ้างว่า “ชีวิตนี้ได้ทำประโยชน์กับใคร สิ่งใด และตัวเองบ้างหรือไม่”
ฉันพยักหน้ากับตัวเอง “แน่นอน ฉันเชื่อว่า ที่ฉันได้ทำประโยชน์กับผู้อื่นหรือสิ่งอื่นได้ ก็เพราะฉันได้รับประโยชน์จากสิ่งอื่น คนอื่นมาก่อนด้วย ฉันเขียนบทความที่พอจะสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้ผู้คนและสังคมได้บ้าง ก็เพราะมีหลายสิ่ง หลายคนทำประโยชน์ให้ฉัน พ่อแม่ ครอบครัว ครู สังคมท่ี่ส่งเสียให้เรียนหนังสือ ฯลฯ”

“เราจะเป็น/ทำ/มีประโยชน์ให้มากขึ้นไปอีกได้หรือไม่ ต้องทำอะไร อย่างไร” ฉันถามตัวเองต่อ “เราจะมีประโยชน์กับคนอื่น สิ่งอื่นได้หรือไม่ ในยามที่เราอยู่คนเดียว”

ฉันก็นึกถึง “ลมหายใจ”
ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ เราหายใจเข้า-ออกตลอดเวลา หากเราทำลมหายใจให้เป็นประโยชน์ก็คงจะดีมากเลย

ลมหายใจเป็นพลังงานที่หมุนเวียนในโลกที่มีชีวิตใบนี้ สรรพสิ่งได้ประโยชน์จากลม-หายใจ
ฉันนึกถึงการอบรมเมื่อหลายปีก่อน เป็นการอบรมบ่มเพาะโพธิจิตกับครูชาวต่างชาติ ลูกศิษย์องค์ทาไล ลามะ ครูคนนี้แนะนำให้เราหายใจเข้าแล้วทำความรู้สึกว่า มีแสงสว่างกลางอกที่แปรเปลี่ยนอากาศที่เข้าไปนั้นให้เป็นพลังความเมตตากรุณา แล้วหายใจออก แผ่พลังแห่งความสุขให้กับโลก

หายใจเข้า-กตัญญูต่อโลกที่โอบอุ้มชีวิตเรา
หายใจออก-แผ่พลังความรัก ความเมตตาให้สรรพชีวิตทั้งมวล
หายใจเข้า – น้อมรับเอาความทุกข์ทั้งหลายในโลก
หายใจออก-แปรเปลี่ยนความทุกข์นั้นให้เป็นแสงสว่างแห่งความสุขสันติ จากหัวใจของเรา
หรือบางที เราก็อาจจะ
หายใจเข้า-รู้ว่าหายใจเข้า
หายใจออก-รู้ว่าหายใจออก
พลังแห่งสติไม่เพียงเป็นประโยชน์กับตัวเรา แต่ยังเป็นพลังที่ดูแลโลกด้วย

ฉันเคยดูภาพยนตร์สารคดีเรื่อง I AM ความตอนหนึ่งพูดถึงองค์ประกอบเคมีในลมหายใจที่มีมากมาย ไม่เพียงออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์และอีกมาก เคมีเหล่านี้แปรเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ แต่จะมีเคมีตัวหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงและหมุนเวียนเข้า-ออกในสิ่งมีชีวิต คน สัตว์ ต้นไม้ ดิน น้ำ มาตั้งแต่บรรพกาลก่อนยุคมนุษย์ครองโลกเสียอีก

นั่นหมายความว่าอะไร
ในลมหายใจของเรา มีลมหายใจที่พระพุทธองค์เคยหายใจ ลมหายใจที่ยาจก ราชา สัตว์น้อยใหญ่ พ่อแม่ ครอบครัว คนที่เรารักทั้งมวล ฯลฯ เคยหายใจเข้าไป

ฉันเลือกจะเชื่อความคิดนี้ั มันทำให้ฉันรู้ว่า
คนที่ฉันรักไม่เคยจากไปไหน แม้เขาตายจากไปแล้ว พวกเขายังอยู่ในลมหายใจเข้า-ออกของในกายฉัน

ฉันจะเป็นประโยชน์กับชีวิตทั้งหลายในปัจจุบัน และชีวิตที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ เพียงฉันรู้จักฝากความดีงาม พลังแห่งสติ ความกรุณาเมตตา และคุณงามความดีทั้งหลายไว้ในลมหายใจ และหวังว่า ใครก็ตามที่กำลังทุกข์ หากได้รับพลังดี ๆ ในลมหายใจที่ฉันฝากไว้ ก็ขอให้เขาพบความสุข เห็นทางออกจากทุกข์

ฉันว่า น่าจะจริงบ้างนะ เพราะบางเวลา ที่ฉันเศร้า เป็นทุกข์ บางลมหายใจก็ทำให้ฉันเกิดปัญญา

ฉันเชื่อว่า ทุกชีวิตมีประโยชน์และเป็นประโยชน์ต่อกันทั้งสิ้น ซากกิ่งไม้ก็เป็นประโยชน์ให้เห็ดแสนอร่อยเติบโต เพียงหายใจให้ดีก็เป็นประโยชน์

ขอบคุณพี่สาวที่ให้โจทย์ได้ใคร่ครวญ ทำให้ฉันระลึกถึงและพยายามทำตัวให้เป็นประโยชน์เท่าที่สถานการณ์และศักยภาพจะอำนวย ที่สำคัญ ในยามที่อยู่ลำพัง คำว่า “ประโยชน์” ก็ทำให้ฉันอยู่กับลมหายใจสบาย ๆ มีความสุข

ฤทธิ์ของเรื่องเล่า

ช่วงเริ่มต้นชีวิตการทำงาน อาจเปรียบได้เหมือนการเกิดในโลกอีกใบ ในโลกแห่งการทำงานและช่วงต่อไปอีกยาวไกลของชีวิต เราต้องการครอบครัว พ่อ แม่ พี่น้อง ญาติ ที่คอยอบรมสั่งสอน ชี้ทางให้เราเติบโตในชีวิตงานที่ดี และฉันโชคดีที่มีครอบครัวที่ทำงานที่อบอุ่น (พี่น้องเพื่อนฝูงที่บางกอกโพสต์ เนชั่น และสำนักข่าวอื่น ๆ) มีเครือญาติ (แหล่งข่าวและผู้ที่เราสัมภาษณ์เรื่องราวในชีวิตของเขาเพื่อมาถ่ายทอดต่อ) ทุกคนให้บทเรียนชีวิตและสอนให้ฉันรู้จักความเป็นนักข่าวนักเขียนเพื่อมวลชน

นักข่าวคือนักเล่าเรื่อง หลายเรื่องที่เราเล่าสร้างผลสะเทือนในสังคม สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับบุคคลและสังคม แล้วมีเรื่องเล่าอะไรบ้างที่สะเทือนหัวใจนักข่าว สร้างแรงบันดาลใจให้นักข่าวแปรเปลี่ยนตัวเอง … มากมาย ในวันนี้ ฉันพบว่า ตัวละครในเรื่องเล่าเหล่านั้นดำรงอยู่ในชีวิตของฉันและรอวันแสดงตัวตนเมื่อเวลาที่ “ใช่”มาถึง

ในวัยยี่สิบอ่อน ๆ พี่สาวคนหนึ่งเล่าให้ฟังถึงพี่ชายคนหนึ่ง ที่เป็นอดีตนักข่าว และผันตัวเองไปทำงานในองค์กรพัฒนาสังคมด้านสุขภาพ ในช่วงที่พี่ชายคนนี้ทำงานในองค์กรสุขภาพ วันหนึ่งตอนสิ้นเดือน เขาเดินไปหาเจ้านายและบอกเจ้านายว่า “ขอลดเงินเดือน” (ที่ได้ปรับขึ้น ถ้าจำไม่ผิด) เหตุผลคือ เงินเดือนที่ได้รับนั้นมากเกินความจำเป็นในการดำรงชีวิตของเขา อยากให้เอาเงินส่วนต่างไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น ๆ

สั้นแต่ตรึงใจ พี่คนนี้มีความชัดเจนในชีวิตว่า เขาต้องการอะไร ต้องการดำเนินชีวิตอย่างไร รู้ว่าอะไรที่พอ อะไรที่เกิน และมีความกล้าที่จะเดินตามความปรารถนาในชีวิต

ในวันที่ฉันพบพี่ชายคนนี้ เขาไม่ได้เป็นนักข่าวแล้ว แต่เป็นเกษตรกรทำนา ปลูกผักและนำผักมาขายที่บริษัทเป็นประจำทุกสัปดาห์ ทุกครั้งที่พี่เขามาขายผัก เขาคงไม่รู้ว่า ฉันแอบมองเขาอยู่ไกลๆ ชื่นชมผ่านเรื่องเล่าที่เคยรับฟัง และเห็นว่า เขาเป็นอย่างที่เคยได้ฟังจริง ๆ เรียบง่าย สุภาพ อ่อนโยน และมักน้อย บางที ฉันก็จะแวะเวียนไปคุยด้วย เพื่อรับพลังจากพี่ชายคนนี้ และแน่นอนว่า ซื้อผักที่พี่เอามาขายด้วยบ้าง

ฉันไม่รู้เลยว่า ความประทับใจทำให้พี่ชายได้เข้ามาอยู่ในชีวิตของฉันแล้ว และพาให้ฉันทำอย่างที่เขาทำ

คราวหนึ่งไม่นานมานี้ ฉันรับงานผลิตต้นฉบับรายงานประจำปีขององค์กรเพื่อสังคมแห่งหนึ่ง ฉันตกลงงานและงบประมาณเรียบร้อย ในขั้นการดำเนินงาน เกิดมีงานเพิ่มเข้ามาโดยไม่วางแผนไว้ก่อน

ฉันและทีมก็ทำงานตามที่ควรจะเป็นและที่เพิ่มเติม เมื่อใกล้เสร็จงาน ผู้ว่าจ้างเสนอค่าตอบแทนเพิ่มให้อีก 40 เปอร์เซ็นต์

มากกว่าดีใจ ฉันรู้สึกชื่นชมอาจารย์ (ผู้จ้าง) “เมื่อท่านมอบความเป็นธรรมและน้ำใจให้เรา เราก็ต้องตอบแทนท่านด้วยสิ่งนั้นเช่นกัน”

ฉันถามตัวเองว่า “ความพอและความจำเป็นของเราอยู่ที่เท่าไร ที่เราอยู่ได้ และเป็นธรรมกับแรง เวลา สติปัญญาที่ทำงานไป” ฉันจึงเสนออาจารย์ไปว่า ขอเพิ่มค่าแรงเพียง 25 เปอร์เซ็นต์ก็พอ

เมื่องานเสร็จเรียบร้อย อาจารย์และทีมของท่านกำลังดำเนินงานเบิกจ่าย “แน่ใจนะคะว่า ไม่รับตามที่พี่เสนอไป เพราะงานตรวจทานต้นฉบับทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ” เธอถามย้ำ

ฉันคิดในใจ “จะถามกันอีกทำไม ให้อยาก เสียดายเหมือนกันนะ รู้ไหม” ในเสี้ยววินาที สองใจสู้กัน ใจที่อยากได้เงิน กับ ใจที่อยากทำตามอุดมคติชีวิต “ตามที่เคยบอกไปค่ะ ที่อาจารย์ให้มากเกินไป ถ้ารับไป จะไม่สบายใจ” ฉันตอบหนักแน่น สิ่งสำคัญในเวลานั้น คือ รักษาคำพูดที่ให้ไว้

ได้เงินเพิ่มก็ดี แต่เงินนั้นใช้ไปก็หมด และคงไม่เหลืออะไรให้ฉันรู้สึกภูมิใจในตนเอง ความภูมิใจอยู่ที่การทำตามสิ่งที่ตนเชื่อว่าเป็นธรรม ถูกต้องกับทุกฝ่าย ทั้งผู้จ้าง ผู้รับจ้าง สังคม (ที่จะได้รับประโยชน์จากงานที่เราทำ) ที่สำคัญ คือภูมิใจที่ได้เดินตามอุดมคติชีวิตที่ปรารถนา … ใบหน้าและรอยยิ้มของพี่ชายคนนั้นลอยมาในห้วงความคิด

เราไม่ได้อยู่ลำพัง ในชีวิตของเรา มีผู้คนจำนวนมากอยู่ด้วย เรื่องราวของเขา ความประทับใจที่เรามีต่อเขา ประสบการณ์ที่สัมพันธ์กัน ทั้งหมดล้วนสร้างตัวตน ทัศนคติ วิถีชีวิตและชะตามกรรมของเรา

หากฉันประทับใจเรื่องเล่าอีกแบบ ฉันอาจเป็นคนอีกแบบและมีชะตากรรมอีกแบบก็ได้

คิดต่อไปว่า … สังคมของเราบอกเล่าเรื่องอะไรกันบ้าง ผู้คน เด็ก ๆ เยาวชน คนทำงาน คนสูงวัย เราเล่าอะไรให้กันฟัง แล้วเราประทับใจเรื่องเล่าอะไรกันบ้าง … สื่อส่งต่อเรื่องเล่าอะไร … ชะตากรรมของสังคมไทยในวันนี้จะเป็นเรื่องเล่าในวันหน้า เราจะสร้างเรื่องเล่าแบบไหน

พลังแห่งการชื่นชม

 Beauty is in the eyes of the beholder. ความงามอยู่ในใจของผู้ทีเห็นและชื่นชมมัน (ความงาม)

อยากมอบคำนี้ให้กับน้องสาวคนหนึ่งและเพื่อนๆ ทุกคน ในวันพระวันนี้

อยากชวนให้เปิดใจรับความงาม ชื่นชมตัวเองและทุกอย่างรอบตัวในชีวิตค่ะ

การรู้สึกชื่นชมกัน และบอกกล่าวคำชื่นชมต่อกันให้พลัง เป็นหนทางในการเรียนรู้ พัฒนาและแปรเปลี่ยนตัวเองได้มาก

สองสามวันก่อน โทรศัพท์ไปปรึกษาหารือเรื่องการทำและพิมพ์หนังสือ จากน้องสาวคนหนึ่งที่ทำงานในสำนักพิมพ์

หลังจากถามไถ่ทุกข์สุข ขอคำแนะนำ ความรู้ และความช่วยเหลือจากน้องเรียบร้อยแล้ว เราก็วางสายกันไป

ยังไม่ทันวางโทรศัพท์ ก็มีเสียงเรียกเข้าจากน้องคนนั้น “เอ…ลืมอะไรหรือเปล่าน้อ” เราคิด

น้องสาวคนนั้นโทรกลับมาเพื่อบอกว่า ท่ามกลางความวุ่นวายในชีวิตและการทำงานของเธอ การได้ฟังและพูดกับเรา ทำให้เธอรู้สึกสงบ รู้สีกดี น้ำเสียงน้อมนำใจให้สบาย ประมาณนั้น … น้องโทรศัพท์กลับมาเพื่อบอกความนี้ให้เรารับรู้ คุยอีกสักพัก ก็วางสายกันไปอีกครั้ง

อึ้งอยู่คนเดียวในความเงียบ เรารู้สึกขอบคุณที่น้องโทรศัพท์กลับมาสะท้อนความรู้สึกนี้ ทำให้เราตระหนักว่า สิ่งที่เราพูด น้ำเสียง ท่าทีในใจของเรามีผลอย่างไรต่อผู้ฟัง

เราได้ยินกันผ่านคลื่นโทรศัพท์ แต่อะไรเป็นคลื่นที่ส่งความสงบใจ สบายใจไปถึงผู้รับสายปลายทาง?

ผู้สนทนาเปิดใจส่งคลื่นพลังให้แก่กันหรือเปล่านะ

เรื่องนี้ทำให้คิดต่อไปว่า ไม่ว่าเราจะทำอะไร สีหน้าท่าทาง น้ำเสียง คำพูด การกระทำ ทั้งหมดที่เป็นเรา ล้วนมีผลสะท้อน สะเทือนต่อคนรอบข้างเสมอ … ต้องมีสติรู้ตัวให้มากเสียแล้ว

วันนี้ ชื่นชมตัวเอง ชื่นชมคนในครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมทาง เพื่อนร่วม… สัตว์ ต้นไม้ ธรรมชาติ แสงแดด สายลม อาหาร เรื่องราว เหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต สุข ทกข์ ความสบายกาย ความไม่สบายใจ ….  แล้วเราจะแปรเปลี่ยนงอกงาม ต้องลองดู

ขอบคุณมากนะคะน้อง