ปัจจัตตัง – การเรียนการสอนเป็นของเฉพาะตัว

ในขณะที่เรากำลังเขียนเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา รู้หรือไม่ว่า เรากำลังเขียนฉากชีวิตที่กำลังจะเป็นไป

“ผมไม่ชอบและไม่อยากเขียน แต่ถูกผลักและบังคับให้มา” ครูพงษ์ ชายหนุ่มร่างกายสูงใหญ่ หน้าเข้มกล่าวทักทายกัน ในชั่วโมงแรกของการอบรมการเขียนเรื่องเล่าเร้าพลังและเรื่องเล่าถอดบทเรียนความรู้จากการปฏิบัติ สำหรับครูข้างถนน เมื่อ ๓-๕ ตุลาคมที่ผ่านมา

ฉันยิ้มชอบใจในความตรง จริงใจ และสุภาพของครูพงษ์ ที่ฉันรู้จักมาได้สักปีกว่า นับตั้งแต่คราวที่เขาเป็นวิทยากรเล่าเรื่องราวการเป็นครูข้างถนนให้กับผู้สนใจเป็นอาสาสมัคร ในงานเปิดโลกอาสา ที่จัดขึ้นโดยธนาคารจิตอาสา ฉันประทับใจครูพงษ์มากด้วยเขาเป็นตัวอย่างของผู้ที่ก้าวข้ามอุปสรรคที่ชีวิตเลือกมาทดสอบภาวะผู้นำของเขา ครูพงษ์เป็นเด็กเร่ร่อน ที่ต้องตามพ่อแม่ไปตามพื้นที่ก่อสร้าง ไม่เคยเรียนหนังสือตามระบบการศึกษา แต่ครูมีความกล้าที่จะสร้างชีวิตใหม่ให้ตัวเองและมอบโอกาสให้กับเด็กคนอื่นๆ

แม้จะไม่ชอบการเขียน แต่ครูพงษ์ก็ตั้งใจเรียนรู้ ทำแบบฝึกหัด ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น ตลอดการอบรม จนเช้าวันสุดท้าย ฉันให้ทุกคนสนทนาในกลุ่มว่า “การเขียนให้อะไรเราบ้าง เราเห็นความเปลี่ยนแปลง หรือศักยภาพอะไรในตัวเองและเพื่อนบ้าง”

ครูพงษ์ลุกขึ้นพูด “วันนี้ต้องขอบคุณคนจัดการอบรม มันทำให้รู้ว่ามนุษย์ทำได้ทุกอย่างหากตั้งใจ และทำได้ดีด้วย”
ตั้งแต่เช้าก่อนเริ่มกระบวนการ ฉันเห็นครูพงษ์ตั้งอกตั้งใจเขียนงานเรื่องเล่าในแบบบทสัมภาษณ์ (interview) ที่เป็นการบ้านตั้งแต่เมื่อเย็นวาน เพื่อนๆ ในห้องอบรมต่างแซวครูพงษ์ว่า นั่งเขียนทั้งคืน ฟังเทปที่บันทึกเสียงการสัมภาษณ์ไว้ ฟังแล้วฟังอีก เขียนแล้วเขียนอีกและไม่มีทีท่าว่า จะหยุดเขียน

“งานที่เราทำเรื่องเด็กเร่ร่อน ครูทุกคนทำงาน เข้าถึงเด็กได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก” ครูพงษ์เล่าต่อ “แต่เมื่อสัมภาษณ์ครูอ้วน (นักวิจัย) เราได้รู้ว่า การเข้าถึงเด็กยากมากสำหรับบางคน หากเราไม่ได้ถามกัน เราก็จะไม่รู้ การคุยกันทำให้ใจถึงใจ มนุษย์ต่อมนุษย์ ยิ่งได้เขียน ยิ่งอยากให้ทุกคนเก็บผลงานของตัวเองไว้ ผมคิดว่าที่ผ่านมา ครูทุกคนทำงานสำเร็จ”
เสียงปรบมือดังขึ้น ฉันรู้สึกตื้นตันในหัวใจ สิ่งที่ครูพงษ์พูดและแสดงออกมาย้ำความเชื่อของฉันที่ว่า “คนทุกคนเขียนได้” (Anyone can write) และทำให้ฉันเชื่อมั่นในเป้าหมายของการเขียนที่ว่า “การเขียนเป็นหนึ่งในกระบวนการพัฒนาตน”

ในฐานะวิทยากรผู้ออกแบบกระบวนการและกิจกรรมการเรียนรู้ ฉันไม่ได้วางเป้าหมายในการอบรมการเขียนที่ทักษะ เทคนิค แต่ฉันเน้นให้การเขียนเป็นเครื่องมือ ที่จะนำพาให้ผู้เรียนได้เห็นศักยภาพในตน เข้าใจตน เห็นคุณค่าแห่งตน และเป็นตัวของตัวเองในการเขียน

ทักษะหรือกระบวนการที่ฉันเน้นสำหรับการเขียน คือ กระบวนการทางใจ และเรียนรู้ด้วยตัวเอง จากตัวเอง

ใจที่นิ่ง สงบ มีสมาธิ เพื่อให้ความคิด ความเห็น ความรู้สึกตกผลึก ตกตะกอน เห็นภาพและเรื่องราวที่จะเขียนกระจ่างชัด จากนั้นค่อย ๆ เขียน โดยไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ วิตกกังวล เขียนและอยู่กับการเขียนอย่างสมบูรณ์

ฉันสร้างบรรยากาศ กระบวนการ และกิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายแนว มีทั้งบรรยายเนื้อหา มีทั้งให้ทุกคนสนทนาในกลุ่ม ตั้งคำถามชวนสะท้อนครุ่นคิด รวมถึงมีสื่อต่าง ๆ ทั้งคลิป เพลง หนัง ตัวอย่างงานเขียนเรื่องเล่าแนวต่าง ๆ มาให้อ่าน แล้วถามให้ผู้เข้าอบรมได้ถอดความรู้จากประสบการณ์ตรงของตัวเอง “ทำไมจึงชอบทความนี้ อะไรที่รู้สึกว่า เขียนดี ผู้เขียน เขียนอย่างไร) ฉันให้ผู้เข้าอบรมได้ฝึกอ่าน และเรียนรู้การเขียนผ่านการอ่านของตัวเองและจากเพื่อน

ฉันเชื่อว่า การเรียนรู้ต้องทำให้คนเราเป็นอิสระมากขึ้นเรื่อย ๆ ความเป็นอิสระหมายถึง การที่สามารถพึ่งพิงตัวเอง สอนตัวเองได้ เรียนรู้ด้วยตัวเองได้ ไม่ใช่ต้องพึ่งพิงครูทุกเมื่อไป … “เราสอนให้เขาสอนตัวเองได้” 

…ในการอบรม ฉันก็เรียนรู้จากผู้เรียนเช่นกัน ฉันพบว่า “การเรียน การสอนเป็นเรื่องเฉพาะตัว”
ในช่วงที่ครูกำลังทำแบบฝึกหัดเขียนเรื่องเล่าเพื่อบรรยายภาพ ครูคนหนึ่งเงยหน้าถามฉันว่า สิ่งที่เขาเขียนนั้นมาถูกทางหรือยัง
ฉันอ่านงานที่เขาเขียนแล้วนึกถามตัวเองว่า “เราจะอธิบายอย่างไรให้เขาเข้าใจนะ” ในเวลาสั้นๆ ฉันประเมินสิ่งที่เขาเขียน สังเกตแววตา ท่าทาง คำถามที่เขามีต่อฉัน เพื่อจะเข้าใจตัวตนของเขา ก่อนจะให้คำแนะนำที่เหมาะสม เลือกภาษา ถ้อยคำอธิบาย ตัวอย่าง ที่เขาจะเข้าใจและทำแบบฝึกหัดได้

ฉันพยายามครั้งแรก ดูเขายังงง ๆ ฉันพยายามครั้งที่สอง ดูเขาจะเข้าใจขึ้น ฉันจึงให้กำลังใจว่า ลองทำดู แล้วฉันจะดูให้อีกทีว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเขาก็ทำได้ดีขึ้นจริง ๆ

ฉันเดินต่อไปอีกโต๊ะ ผู้เข้าอบรมบางคนเงยหน้าถามฉัน ปรึกษาถึงประเด็น และวิธีการเขียน และนี่เองที่ทำให้ฉันเข้าใจว่า การสอนนั้น ให้ดี ต้องทำเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เพราะต่างคน ก็ต่างวิธี บางคนเราต้องบอกด้วยภาษา เรื่องราวแบบหนึ่ง อีกคนก็อีกแบบหนึ่ง ฉันให้คำแนะนำกับแต่ละคนไม่เหมือนกัน โดยดูจากผู้เรียนเป็นหลักว่า อะไรที่เขาไม่เข้าใจ และทำไม เขามีจุดเด่น จุดอ่อนตรงไหนอย่างไร คนแต่ละคนมีทักษะติดตัว พื้นฐานต่างกัน จุดอ่อน จุดเด่น ไม่เหมือนกัน ความรู้ ความเข้าใจ โลกทัศน์ ฯลฯ

การเป็นวิทยากรกระบวนการทำให้ฉันต้องลับประสาทสัมผัสให้ฉับไว ที่จะเข้าใจ รู้จักคน (ผู้เข้าอบรม)ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะสามารถ

ฉันนึกถึงการเรียนรู้ในสมัยโบราณ ที่ครูกับศิษย์ถ่ายทอดวิชาให้กันอย่างใกล้ชิด ศิษย์เรียนรู้จากครู และเรียนจากเพื่อนพี่น้องที่ร่วมเรียนด้วยกัน การเรียนรู้แบบนี้ ครูจะเห็นศิษย์ ให้แนวทางการฝึกฝนที่เหมาะกับแต่ละบุคคลได้ …
การเรียนรู้โดยเฉพาะในแง่ของทักษะการปฏิบัติ และชีวิตเป็นเรื่องยากมากที่จะสอนแบบเป็นมาตรฐานเดียว ดั่งการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ไม่เหมือนกับการสอนความรู้ ให้จดจำ ที่อาจบอกกล่าวกันได้โดยภาพรวม

ฉันมองตัวเองเป็นคนสวนฝึกหัด ทักษะประสบการณ์ความรู้ของคนสวนมีส่วนสำคัญพอ ๆ กับคุณภาพศักยภาพของเมล็ดพันธุ์ เมล็ดพันธุ์แข็งแรง ได้สภาพแวดล้อมเหมาะสมก็งอกงามรวดเร็ว โดยที่คนสวนอาจไม่ต้องทำอะไรมากมาย แต่บางเมล็ดพันธุ์ คนสวนอาจต้องมีทักษะ ความเข้าใจอย่างมาก และลงแรงเยอะ จึงจะเติบโต

ครูข้างถนนจำนวน ๒๗ ชีวิตที่เข้าร่วมการอบรมครั้งนี้ มีหลายคนกำลังมุ่งมั่นฝึกฝนตนเองในการเล่าเรื่อง เพื่อเผยชีวิตของ “คนใน” แวดวงให้คนในสังคมได้รับรู้ เข้าใจ

บางคนได้รับแรงบันดาลใจที่จะเอากระบวนการการเขียนไปใช้ต่อกับเด็ก ๆ ที่ตนเองดูแลเพื่อปลูกความรักในการเขียน ที่จะนำให้เด็กเรียนรู้ที่จะนิ่ง สงบ สมาธิ อยู่กับตัวเองได้ สนทนากับตัวเองเป็น ระบายความรู้สึกสุข-ทุกข์ผ่านตัวอักษร รู้จักสังเกตสิ่งรอบข้างที่อาจเป็นเรื่องเล่าในสมุดบันทึก และรู้จักใคร่ครวญเรื่องราวรอบตัว

แม้การอบรมจะสิ้นสุด แต่ความเป็นคนสวนยังไม่จบ คนสวนฝึกหัด ยังต้องฝึกอีกมากต่อไป

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s