ความทุกข์กาย กับหัวใจชิว ๆ (ตอนต่อจากความทุกข์ใจ กับ อารมณ์ “ชั่ววูบ”)

แม้หญิงสาวจะก้าวพ้นจากความคิดชั่ววูบที่อยากพักร้อนจากความทุกข์สัก 3 วัน แต่ความทุกข์ใจที่เธอแบกถือมานานก็เบียดเบียนร่างกายของเธอให้อ่อนแอ มีเหตุให้ต้องไปพบแพทย์ ได้รับยาที่ไม่คุ้นมาทานแล้วก็เกิดอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง

เล่าโดยย่อ อาการแพ้ยานั้นเปรียบได้กับการรับพิษเข้าไป แล้วพิษแสดงอาการออกในลักษณะที่ทำลายเนื้อเยื่อบุผิวหนังอ่อนๆ ทั้งร่างกาย ทั้งภายในและภายนอก

เหงือกลอกเป็นแผ่น ๆ จนถึงโคนฟัน/ ริมฝีปากแตกบวมผุพองเลือดซิบอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องกินอาหารเหลวและผ่านหลอดดูด เพราะการอ้าปากแม้เพียงนิดก็ทำให้ริมฝีปากแยกเลือดไหล / เนื้อเยื่อในดวงตาลอกทำให้ตาเหนียวและดวงตาปิด ต้องมองโลกผ่านซี่กรงของขนตา ถ้ารักษาไม่ถูกทางก็จะทำให้ตาบอดถาวร/ ตามตัว ผิวหนังผุพองลอกเหมือนคนถูน้ำร้อนลวกหรือไฟไหม้/ เนื้อเยื่อที่อวัยวะเพศและทวารก็ลอกทำให้การขับถ่ายแต่ละครั้งเหมือนเอาเกลือหรือน้ำกรดราดบนแผลสด มีเลือดออกมาเสมอ/ ในช่วงท้าย ๆ ยังมีอาการปอดและหัวใจเต้นคร่อมจังหวะเล็กน้อยด้วย  ฯลฯ

เธออยู่โรงพบาบาล 12 วัน เป็นช่วงที่เธอมีความสุขทีเดียว เธอถือโอกาสในการรักษากายครั้งนี้เป็นการปลีกวิเวกรักษาใจ เหมือนที่เธอเคยไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมที่วัดเป็น 10 วัน

เธอบอกให้ญาติและครอบครัวดำรงชีวิตตามปกติ ส่วนเธออยู่โรงพยาบาลตามลำพังได้ ชีวิตในช่วงนั้น ไม่เปิดทีวี เพราะแสงจากทีวีจะรบกวนสายตาและความสงบที่เธอต้องการเพื่อเยียวยาเซลล์ในร่างกาย ทั้งวั้นเธอมีใจกับกายเป็นเพื่อนและเป็นครู ความเจ็บป่วยและเจ็บปวดเป็นแบบฝึกหัดย่อย เพื่อฝึกฝนเธอให้เข้าใจว่า เธอยังต้องฝึกฝนอะไรอีกบ้างก่อนจะถึงวันสอบใหญ่ของชีวิต (ความตาย)

ชีวิตในห้องพักส่วนใหญ่ เธอปฏิบิตามแนวทางที่เคยฝึกฝนมาบ้าง ตามดูตามรู้กายที่เคลื่อนไหว ตามดูตามรู้เวทนา ความรู้สึกสุขทุกข์ เจ็บปวด (ซึ่งไม่ง่ายเลย) ตามดูตามรู้ความคิด และตามดูตามรู้กระบวนการการทำงานของใจ — ทั้งหมดเท่าที่จะรู้ได้และตามภูมิความเข้าใจในการปฏิบัติ

เธอได้เรียนรู้ชีวิต เรียนรู้ธรรม และเผชิญหน้ากับเสี้ยวเวลาที่รู้สึกว่าความกลัวกำลังเกี่ยวกุมหัวใจเธอ

ความทุกข์กายครั้งนี้สอนให้เธอรู้จักบทเรียนแห่งความอ่อนน้อมถ่อมตนและลดมานะอัตตาลงบ้าง เธอเรียนรู้ที่จะเจียมตัวกับความทุกข์ ที่เป็นครูใหญ่สอนบทเรียนสำคัญ ท่าทีที่อ่อนน้อมกับความทุกข์ช่วยให้ทุกข์คลายลงได้บ้าง อย่างน้อยก็คงเพราะใจที่อ่อนน้อมเป็นใจที่มีความเบาในตัวของมันเอง

ชีวิตที่ดูแลและช่วยเหลือทำอะไรเองเป็นส่วนใหญ่ได้สร้างเปลือกแข็งให้เธอโดยไม่รู้ตัว เธอมั่นใจในตนและทะนงตน (pride and self-autonomy) รู้สึกว่าตนมีอำนาจจัดการชีวิตตัวเองอย่างโน้นอย่างนี้ (และหลายครั้งก็ไผลไปคอยจัดการชีวิตคนอื่นด้วย) แต่ความเจ็บป่วยครั้งนี้ทุบทะลายเปลือกที่หุ้มไว้แหลกกระจาย เธอรู้สึกเหมือนหอยทากที่โดนกระชากเปลือกออกไป ตัวเปล่า ใจเปลือย เธอไม่มีอำนาจเหนือร่างกาย โดยเฉพาะในเวลาเช่นนี้ คุมสั่งอะไรไม่ได้เลย และเธอยังต้องนอนให้พยาบาลคอยจัดการกับร่างกายให้เธอล้างตา ล้างปากเช็ดตัว นอนเปลือยโล่งโจ้งราวกับเด็กทารก (ที่มีสำนึกอายของผู้ใหญ่) เธอนึกถึงการอบรมเผชิญความตายอย่างสงบ ของเครือข่ายพุทธิกา ที่นำกระบวนการโดยพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ในยามที่กายเปราะบาง ใจก็อ่อนไหวไปด้วย เข้าใจเลยว่า ผู้ป่วยหลายคนคงจะรู้สึกเช่นนี้ ไม่มีพลัง/อำนาจในตน ซึ่งอาจจะสั่นคลอนความรู้สึกเคารพนับถือในตัวเอง (เกิด low self-esteem) อันเกิดจากการที่ต้องพึ่งพาคนอื่น

ความรู้สึกดังกล่าวเข้ามาเยือนเธอเพื่อสะท้อนเปลือกที่เธอมองไม่เห็นในยามปกติและสอนให้เธอรู้จักที่จะก้าวข้ามมันไป เธอพลิกความรู้สึกนั้นไปอีกด้าน “เมื่อเห็นความถือตนแล้ว ก็คงได้เวลาฝึกฝนความอ่อนน้อมถ่อมตน และใครจะไปรู้ สักวันในชีวิต เราก็ต้องพึ่งพาความกรุณาจากผู้อื่น ในยามแก่ ยามป่วยหนักและยามตาย ฝึกไว้แต่ตอนนี้เลย” เธอบอกตัวเอง

เธอยังเห็นเรื่องนี้เป็นโอกาสที่จะได้ชื่นชมกับความเมตตากรุณาของผู้คนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะโดยวิชาชีพหรือด้วยความรักและมิตรภาพ เธอจึงอยู่ในโรงพยาบาลอย่างมีความสุข เห็นความงดงามในตัวผู้คนและตึกอาคาร นกที่เกาะริมหน้าต่าง พระอาทิตย์ขึ้น แสงไฟถนนามค่ำคืน (และเห็นเข็มฉีดยาด้วยความปลง)

เพื่อน ๆ หลายคนมาเยี่ยมพร้อมคำอวยพร รอยยิ้ม และชวนคุยจนทำให้เธอหัวเราะจนต้องดื่มเลือดตัวเอง (เพราะการอ้าปากเพียงนิดก็ทำให้ริมฝีปากแตก เลือดไหลตลอด)

พยาบาลแต่ละคนที่เข้ามาดูแลอ่อนโยนกับเธอมาก ทุกคนเข้ามาพร้อมสายตาที่อธิบายไม่ถูก — สยอง-เสียว ประมาณนั้น “เจ็บหน่อยนะคะ” พยาบาลบอกทุกครั้งที่เข้ามาทำแผลที่ริมฝีปาก ดวงตาและอวัยวะเพศ

“ยังไงก็ต้องเจ็บอยู่แล้ว เรื่องความเจ็บปวดเป็นหน้าที่ของเจ้าตัวที่ต้องดูแลเอง ไม่ต้องห่วงนะคะ พยาบาลทำให้เต็มที่ก็แล้วกันค่ะ” เธอพูดทุกครั้ง แล้วก็จะหลับตาเริ่มตามรู้ความรู้สึกเจ็บเป็นขณะ ๆ เมื่อทำแผลเสร็จ (ต้องทำทุก ๆ 3-4 ชั่วโมงเลยทีเดียว) พยาบาลมักจะถอนใจแบบโล่งไปที หญิงสาวยิ้มและขอบคุณพยาบาล

ช่วงเวลาที่เจ็บมากที่สุด คือ ตอนเข้าห้องน้ำ เห็นโถส้วมเป็นดั่งสมรภูมิที่ต้องหลั่งเลือด เธอสูดหายใจลึก ๆ หลาย ๆครั้งก่อนที่จะหย่อนตัวลงทำธุระ นับ 1-2-3 ก่อนแล้ว ….. เจ็บแสบแปลบทรวงเหลือเกิน เหมือนบีบมะนาวลงบนแผลสด แล้วบีบ ๆๆๆ ไปจนกว่าจะปล่อยน้ำจากร่างกายหมด จะเร่งจังหวะปล่อยให้เร็วก็ไม่ได้ …. เธอตามดูตามรู้ความเจ็บปวดไป มันเจ็บไม่เท่ากันตลอด มีจังหวะหนักเบา ขึ้น ลง แต่ก็เหนื่อยมาก ความเจ็บปวดทำให้กายล้า อ่อนแรง เธอเดินออกจากห้องน้ำเหมือนคนไม่ได้กินน้ำมาสองวัน

แต่เธอจะหลายร่างเป็นซอมบี้ผีดิบก็ตอนที่ทำธุระหนัก อันนี้หลั่งเลือดท่วมโถกันเลยทีเดียว เพราะพิษที่อยู่ในร่างกายทำลายเนื้อเยื่ออ่อนภายในหมายถึงทวารด้วย ทำให้เลือดสด ๆ ไหลออกมาทุกครั้งในเวลาถ่าย เพราะสิ่งที่ถ่ายนั้น ไม่ว่าจะนิ่มนวลปานใดก็ระคาย-ครูดกับลำไส้ที่โดนลอกไปเรียบร้อยด้วยพิษยา

เธอเจ็บปวดท่วมท้นจนตามดูตามรู้ไม่ไหวแล้ว เธอจึงอัญเชิญพระอาจารย์หลายองค์เข้าห้องน้ำด้วย ทุกครั้งเวลาเข้าห้องน้ำ เธอจะนำวิทยุและเทปเสียงธรรมไปเปิด  (เทป — อึม.. ช่างสะท้อนความเก่าแก่ของเรื่องราว)

เธอจะตามดูตามรู้ความเจ็บปวดด้วยตัวเองจนกว่ารู้สึกใจสั่นเหมือนจะขาด แล้วจึงจะเปิดเทปธรรมะเพื่อให้จิตพักไปฟังเสียงธรรม เคลื่อนจากการรับรู้เวทนาชั่วคราว เมื่อรู้สึกดีขึ้น ก็จะกลับมาเจริญสติตามรู้ความเจ็บปวดต่อ ทำอย่างนี้สลับไปมา จนเสร็จธุระ ทั้งหมดใช้เวลาราว ๑๕-๓๐ นาที เธอเดินออกจากห้องน้ำราวกับผีดิบ ขึ้นเตียงแล้วนอนหมดสภาพไร้เรี่ยวแรง

เวลาที่กายอ่อนแอมากอย่างนั้นพาใจให้อ่อนล้าไปด้วย ในภาวะที่ใจพลังตก (จิตตก) ความคิดและความรู้สึกที่ไม่เป็นกุศลบางอย่างอาจผุดขึ้นได้ง่าย ในเวลานั้น เธอรู้สึกท้อแท้ หน่ายกับสิ่งที่เผชิญ และสงสารตัวเอง —- ซึ่งในเวลาปกติที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล เธอจะรู้สึกสบายใจ สงบ เป็นสุขพอสมควร แต่ในเวลาเจ็บมาก กายหนื่อย ก็ฉุดใจลงไปด้วย ขาดแรงเจริญสติ (พลังตก)

ความท้าทายที่สุดในความเจ็บป่วยครั้งนั้นมาเยือนในคืนหนึ่ง

อยู่บนเตียง เธอนอนดูร่างกายหายใจ ตามรู้ลมหายใจ สักพักเริ่มรู้สึกว่าลมไม่เข้าปอด หรือปอดรับลมได้เพียงครึ่งหนึ่ง พยายามเบ่งซี่โครงดึงลมเข้าปอด แต่ลมก็ไม่เข้าไปสักเท่าไร

เธอกดกริ่งเรียกพยาบาล “ตอนนี้ รู้สึกหายใจไม่ออก เหมือนไม่มีอากาศเข้าปอด ช่วยบันทึกไว้หน่อยนะคะ แล้วถ้ากดกริ่งอีกครั้ง รบกวนเอาอ๊อกซิเจนเข้ามาเลยนะคะ แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องค่ะ จะพยายามดูแลตัวเองก่อน” พยาบาลพยักหน้ารับคำ

เธอกุมกริ่งในมือ หลับตาแล้วตามดูร่างกายหายใจต่อไป จนช่วงหนึ่ง รู้สึกว่าแทบไม่มีลมเข้าปอดแล้ว “เราจะตายแล้วหรือนี่”

ตามการฝึกฝนและความรู้ที่เคยได้รับจากกาอบรมเผชิญความตายอย่างสงบ และการเขียนหนังสือเผชิญความตาย ทำให้เธอเร่งสำรวจว่า ตนเองมีความกังวลห่วงหาอะไรหรือไม่

ไม่มี —ไม่ห่วงใคร อะไร ไม่ห่วงงาน ไม่มีทรัพย์สินให้ห่วงหรือหวงแหน

รู้สึกค้างคาอะไรกับใครหรือเปล่า

ไม่มี

มีสิ่งที่อยากทำแล้วยังทำไม่สำเร็จ ยังคาใจอยู่ไหม (unfinished business)

ไม่มี

(คือคนมันไม่ค่อยแยแสใครหรืออะไร ค่อนข้างเห็นแก่ตัวก็งี้ มั้ง)

แต่อารมณ์หนึ่งปรากฏชัด — “กลัว”

เธอตามดูตามรู้ความรู้สึกกลัว แล้วก็ได้พบกับบางอย่างที่สะดุ้งใจ เธอสรุปเป็นความคิดในภายหลังได้ว่า เธอกลัว “ตัวตน” จะหายไป ความเป็น ”ตัวกู” ดิ้นรนเป็นทุกข์อย่างเห็นชัด

“ยังไม่ผ่าน” เธอบอกกับตัวเอง

เธอรู้ตัวอีกทียามเช้า รู้สึกสดใสเบิกบาน เมื่อทบทวนเรื่องราวสุดท้ายเมื่อคืน เธอไม่รู้ว่าหลับไปตอนไหน ทั้งๆ ที่หายใจไม่ออก จำได้แต่ว่า เมื่อเห็นความดิ้นรนของตัวกู ก็หลับไปเลย (กูคงเหนื่อยมากจนขอหลับก่อน) และได้คิดว่า นี่คืองานที่ต้องทำต่อไป งานทำให้ตัวกู (ความเป็นตัวเป็นตน) เลิกดิ้นรนที่จะคงอยู่หรือกลัวว่าจะสูญ …. และแม้ไม่สำเร็จในชีวิตนี้ ก็ไม่เป็นไร

Advertisements

ทุกข์ใจกับ อารมณ์ “ชั่ววูบ”

ทึ่งกับภูมิจิตภูมิธรรมของบรรพบุรุษที่ประดิษฐ์คำได้ตรงกับสภาวะของอารมณ์เหลือเกิน “อารมณ์ชั่ววูบ” ทุกอารมณ์วูบมา วูบไป ถ้าเราเห็นอย่างนั้นและไม่เข้าไปจับ/ยึดอารมณ์ (ที่ไม่ดี) อารมณ์ไหน ๆ มันก็จะผ่านเลยไป โดยที่เราไม่ถูกลากจูงไปกระทำการบางอย่างที่ไม่ควร ยกตัวอย่าง เช่น การทำร้ายตัวเอง

เรื่องย่อมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานๆๆๆแสนนานมาแล้ว หญิงสาวผู้หนึ่งประสบกับความผิดหวังในความรัก รู้สึกอกหักอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดในหัวใจมิอาจแปรเป็นถ้อยคำภาษา รู้เพียงว่า ทุกข์จนรู้สึกว่าหัวใจแบกรับความรู้สึกทุกข์ไม่ไหวอีกแล้ว

ในขณะที่เธอนอนซมอยู่บนเตียงราวกับซากสิ่งมีชีวิตที่นอนนิ่งไม่ไหวติง ความคิดหนึ่งวูบเข้ามา “อยากจะนอนหลับไปสัก 3 วัน จะได้ไม่ต้องรับรู้ความรู้สึกทุกข์ที่กำลังเผาใจ ทนไม่ไหวแล้ว” เธอแอบคิดเอาว่า เมื่อตื่นขึ้นมา ความทุกข์ทั้งหลายจะอันตรธานหายไปสิ้น

ในเวลานั้น เธอไม่รู้เลยว่า วูบความคิดดังกล่าวได้เกาะกุมใจเธอแล้ว ความคิดนั้นกำลังบงการให้เธอลุกขึ้นจากที่นอน  เพื่อที่จะไปหายาที่จะทำให้เธอได้นอนหลับสมใจ กินสักหลาย ๆ เม็ดก็น่าจะใช้ได้

มารู้ตัวอีกทีก็เป็นวูบอารมณ์ที่รู้สึกสะดุดและสะดุ้งกับความคิดที่เกิดขึ้น “เอ้ย นี่มันเฉียดฆ่าตัวตายนี่หว่า”

วูบต่อมา เธอรู้สึกสลดใจ จากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจคนจำนวนหนึ่ง “บางที คนที่ทำร้ายตัวเองสำเร็จ เขาอาจไม่คิดจะตายจริง ๆ หรอก บางทีเขาต้องการแต่พัก-วางจากทุกข์บ้างก็เท่านั้นเอง”

อารมณ์ชั่ววูบเหมือนกับพายุ พายุที่พัดกระหน่ำเข้ามา หากเราอยู่ในบ้านที่มีความมั่นคง ก็ยากที่จะถูกพัดปลิว แต่หากเราอยู่ในกระท่อมไม้เก่า ๆ ผุ ๆ หรือที่โล่งแจ้ง พายุจะพัดพาเราไปได้โดยง่าย

ถ้าใจเราไม่ตั้งมั่นพอก็จะถูกลากจูงไปให้ทำการตามที่วูบอารมณ์นั้นบงการ แทบไม่รู้ตัวและเมื่อทำไปแล้ว อารมณ์วูบนั้นก็ดับไป เหลือไว้แต่ซากความเสียหายที่เกิดขึ้น ในเวลานั้น หลายคนก็จะเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไป แน่นอน หากคนนั้นโชคดี ยังมีลมหายใจ เขาจะมีโอกาสได้เรียนรู้ ปรับตัว ปรับใจ และแก้ไขอีกหลายเรื่องราว

แต่หากชีวิตมีอันต้องดับไปเพราะพายุวูบอารมณ์นั้น ความทุกข์จะกลายเป็นนิรันดร์

ทุกข์ใจไม่ได้อยู่ที่กาย แม้กายจะไม่มี แต่ใจมีอยู่ ดังนั้น ทุกข์ใจยังคงติดตามไปตามนานเท่านานกว่าที่ใจจะรู้ (เดาเอานะ)

ราวกับคนบ้า หญิงสาวคนนั้นนอนขำตัวเองกับอารมณ์ที่วูบไหวไปมา เธอมีพลังขึ้นเล็กน้อย พยุงตัวเองขึ้นมาจากเตียงแล้วก็ใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องดำเนินต่อไป

แน่นอน ทุกข์ใจนั้นยังอยู่ แต่พลังของมันลดลงไปแล้ว วูบอารมณ์ที่อยากพักร้อนจากความทุกข์สัก 3 วัน ไม่หวนกลับมาอีกเลย

เธออยู่กับทุกข์ไปตามสภาพ เข้าใจว่าทุกข์นั้นไม่ดำรงอยู่ตลอดเวลา มันขึ้น-ลง เหมือนเส้นกราฟ บางทีกราฟที่กรุณาต่อหัวใจของเราก็จะค่อย ๆ ไต่เพดานขึ้นไป พอให้เราปรับสภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไป แล้วเมื่อถึงจุดสูงสุด (peak) ก็จะรีบดิ่งตัวลงต่ำโดยเร็ว (ได้อย่างนี้ก็คงดี) แต่โดยมาก กราฟจะพุ่งทะยานไปถึงจุดสูงสุดแล้วทรงตัวอยู่ในระดับสูง อาจมีลงบ้างก็เล็กน้อยแล้วก็พุ่งขึ้นอีก

เธอดีใจที่ทุกข์นี้นำความรู้ความเข้าใจหลายอย่างมาให้เธอ หนึ่งในนั้น คือ เธอไม่มองผู้ที่คิด(สั้น)ว่า โง่เขลา หากแต่เข้าใจว่า เขาเหล่านั้นตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอารมณ์ชั่ววูบ ซึ่งหากเขาทอดเวลาไปอีกสักหน่อย ให้เวลาตัวเองอีกนิด ความคิดจะเปลี่ยนไป ที่สำคัญ คนเราควรหมั่นฝึกฝนจิตให้มั่นคง ตั้งมั่น เพื่อรับมือกับวูบอารมณ์ที่อาจจะพัดผ่านเข้ามาสักวัน

เวลาที่ทุกข์ใจมาก ๆ เปรียบเสมือนอยู่กลางพายุ ให้หาที่กำบังที่มั่นคงพอสมควร ที่กำบังนั้นอาจเป็นสิ่งที่ทำให้มีความสุข กิจกรรมที่ชื่นชอบโปรดปราน (ที่ไม่เป็นอันตรายต่อตัวเองและผู้อื่น) ไปยังสถานที่ที่ให้ร่มเงากับหัวใจ เช่น สถานที่ทางธรรมชาติ วัด หรือหาผู้ที่เป็นที่พักพิงจิตใจเราได้ แล้วรอ..รอ…รอ.. อย่าเพิ่งคิดอ่านทำอะไรในช่วงที่อารมณ์วูบไหวไปมา  แต่รอให้ใจสงบก่อนจะคิดอ่านทำอะไรท่ามกลางห้วงเวลาแห่งพายุนั้น

แต่หากใครสามารถและมีแรง ให้วิ่งฝ่าแรงลม ฝน และข้าวของที่ปลิวว่อนกระจุยกระจาย เข้าสู่ใจกลางพายุ เขาว่ากันว่า ที่ใจกลางพายุ เรียกว่า “ดวงแห่งพายุ” (The Eye of Storm) เป็นที่สงบ นิ่ง เงียบ สรรพสิ่งไม่ไหวติง แล้วที่นั่น นั่งดูความเคลื่อนไหวของเรื่องราวต่าง ๆ โดยไม่ได้รับแรงกระทบกระแทกใดเลย

(เรื่องต่อจากนี้ชื่อ ความทุกข์กายกับหัวใจชิว ๆ)

การให้และการรับ ตอนที่ 1 : กระแสความจริงของชีวิต

พวกเราถูกสั่งสอนว่า คนดีคือผู้ให้ เหล่าคนดีทั้งหลายจึงตั้งหน้าตั้งตาจะเป็นผู้ให้ ซึ่งอาจมีแรงจูงใจเบื้องลึกต่าง ๆ บ้างอาจสะสมบุญเพื่อไปสวรรค์ ชาติหน้าที่ดีขึ้นหรือรูปสวย-รวยทรัพย์-ปัญญามาก-คู่ครองดี-ปราจากทุกข์โศกโรคภัยในชาตินี้ หรือดำรงภาพความคิดของตัวตน (self identity) และบางคนก็อาจจะให้เพื่อเป็นกิริยปัจจัย (สมาสเอง กิริยา + ปัจจัย) สู่เป้าหมายสูงสุดในศาสนา —- ไม่ว่าจะด้วยแรงจูงใจตามธรรมหรือไม่ก็ตาม การให้ของเรามีการร้องขอหรือแสดงเป้าประสงค์บางอย่างด้วยเสมอ

การร้องขอที่ดำรงอยู่ในวัฒนธรรมและความเชื่อทำให้คนไทยจำนวนมากเป็นคนช่างขอ เจอสัตว์ที่มีรูปลักษณ์ผิดแผกจากปกติก็นำมากราบไหว้ “ขอพร” (ซึ่งมักเป็นหวย) ต้นไม้ใหญ่ล้มลอยน้ำมาก็นำขึ้นมาพันผ้าสามสี จุดธูปเทียน แล้ว “ขอพร” (เราชอบการที่คนเคารพธรรมชาติ แต่อยากให้เคารพธรรมชาติที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย) จึงไม่น่าแปลกใจ ที่เราจะ “ขอ” รัฐบาล นายกฯ คนแล้วคนเล่า รัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด นายก อบต. ฯลฯ ให้ทำสิ่งต่าง ๆ ให้เรา และเมื่อพรหรือคำขอของเราได้รับการตอบสนอง ก็เป็นอันต้องแก้บนและเคารพกราบไหว้กันต่อไป มิเช่นนั้นจะเกิดเหตุเพทภัยนานา

พระบรมครูชี้แนวทางให้เราเป็นผู้พึ่งตนเอง (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน) แต่กระนั้นท่านก็ชี้ความจริงให้เราเห็นด้วยว่า สรรพสิ่งล้วนพึ่งพิงอิงอาศัยกัน ผู้ให้/การให้ กับผู้รับ/การรับเป็นกระแสที่ไหลเนื่องกันอยู่เสมอ ดูอย่างลมหายใจของเรา

ลมหายใจเข้า ชีวิตเราอยู่ต่อด้วยอากาศที่เป็นของขวัญของมวลสรรพสิ่ง

ลมหายใจออก เราได้มอบบางอย่างกลับคืนให้โลกด้วยเช่นกัน

หากเราเอาแต่ “รับ” ลมหายใจเข้า – ชีวิตก็จบ

หากเราจะเอาแต่ “ให้” ลมหายใจออก — ชีวิตก็จบเช่นกัน

ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ เราได้รับและให้อยู่เสมอ แต่คุณภาพและผลของการให้และรับอยู่ที่สภาวะจิตของทั้งสองฝ่าย

พระบรมครูให้แนวทางในการพิจารณาการให้และรับของเรา ซึ่งเราขอเขียนเป็นภาษาตามความเข้าใจของตนเอง โดยย่อว่า

จะให้อะไร — สิ่งที่จะให้มีในเราด้วยความชอบธรรมหรือไม่ ไม่ได้จี้ปล้นคอร์รัปชั่นใครมา และไม่ทำให้เราและผู้อื่นเดือดร้อน ให้สิ่งที่ไม่เป็นโทษกับผู้รับ/ผู้อื่นและผู้ให้เอง สิ่งที่ให้ปลูกปัญญาในผู้คนหรือมอมเมาให้คนหลง

ให้ด้วยแรงจูงใจอะไร ให้เพื่ออะไรและเพื่อใคร— ให้เพราะอยากได้บุญะสมไว้จะได้ไปสวรรค์ หรือขอให้ร่ำรวย ไม่เป็นทุกข์ หรือให้เพราะปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ให้เพราะรักใคร่สนิทสนมกัน ให้เพราะดำเนินตามพุทธโอวาทให้รู้จักสละ ให้เพื่อสะสมความเป็นตัวตนว่าฉันดี หรือสละความเป็นตัวตนออก ฯลฯ

กิริยาและท่าทีของจิตเวลาให้เป็นอย่างไร — ให้ด้วยความเคารพและให้เกียรติผู้รับ (โดยคำนึงความปรารถนาและจำเป็นและประโยชน์สูงสุดของผู้รับ) ให้ด้วยความอ่อนน้อมถ้อมตน หรือให้ด้วยความรู้สึกที่เหนือกว่าหรือดูถูกผู้รับว่าเป็นทาส/เหยื่อ (เหมือนการเอาหนอนล่อปลามากินเบ็ด)

ไม่ว่าจะให้หรือรับควรประกอบด้วยปัญญา ไม่เช่นนั้น การให้และรับก็สร้างทุกข์ให้กับทั้งผู้ให้และผู้รับได้

การระลึกรู้ในการให้และการรับ รู้ตัวทั่วพร้อมในแรงจูงใจในการให้หรือรับ — เราจะได้ปัญญาที่ลึกซึ้งตามลำดับ อย่างน้อยในเบื้องต้น เราจะตระหนักถึงผลกระทบของการให้และรับของเรา ที่มีต่อตัวเองและผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง และแน่นอน เราจะรู้ทันจิตใจตัวเองและให้หรือรับ ด้วยความรู้เนื้อรู้ตัวนั้น

สำหรับเรา การให้-รับ/ขอ ให้เป็น ก็เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนเรียนรู้ ใคร่ครวญ ผ่านการลองผิดลองถูกเหมือนกัน เรียกว่า เป็นการปฏิบัติธรรม คือ เรียนรู้/เข้าใจ/เข้าถึงธรรมด้วยการปฏิบัติ (การกระทำที่เกิดจากการกลับมาหันมองและพิจารณาตนเอง)

(สิ่งที่เขียนนี้มาจากความเข้าใจที่น้อยนิดและยังตื้นเขินของข้าพเจ้า หากมีความเข้าใจอันใดผิดพลาดและคลาดเคลื่อนไป ขอผู้อ่านชี้แนะค่ะ)