อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก ….

เมื่อวานได้คุยกับเพื่อนแล้วถูกกล่าวหาว่า “อ้อย” จึงถามไปว่า “อ้อยอะไร หมายถึง อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก …. หรือเปล่า โบราณไปไหม”
“ม๊ากกกก” เพื่อนบอก และไม่ยอมเฉลยว่า ที่บอกให้ “ฉันหาอ้อยกิน” นั้นหมายความว่าอย่างไร เธอว่าฉันเป็นช้างเหรอ

แม้จะยังไม่เข้าใจตลกร้ายของเพื่อน แต่การที่ได้นึกถึงกลอนของสุนทรภู่ “อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูมิรู้หาย” ก็เกิดความเข้าใจที่ซึ้งกว่าเดิมที่เคยท่องกลอนนี้สมัยเด็ก ๆ เพราะเมื่อวาน ตื่นขึ้นมาแล้วได้รับสารบางอย่างในกล่องข้อความทางเฟสบุ๊ค ทำให้เรายิ้มได้ทั้งวัน และไม่ว่าจะมีเรื่องราวใด ๆ เข้ามากวนความคิด กวนใจ ก็ไม่อาจทำให้ใจที่พองฟูอยู่นั้นฝ่อฟีบและหล่นลงได้ จนกระทั่งหลับไปพร้อมกับลมปากนั้น … อ้อยกินแล้ว ได้รับความหวานหมดแล้ว เหลือแต่ซาก แต่ความหวานของคำพูดนี่สิ ยังหวานหู มิรู้หายจริง ๆ

ความรู้สึกดีที่เกิดขึ้นเป็นฉนวนกันไฟไม่ให้ลามมาเผาใจ แม้ในระหว่างวัน จะมีคลื่นความร้อนเข้ามา ให้รู้สึกร้อน ๆ บ้าง แต่ไม่เผาไหม้ใจ เพราะพลังลมปากที่ได้รับนั้นเอง

เรื่องนี้ทำให้ได้เรียนรู้ความสำคัญของการพูด โดยเฉพาะในยามเช้า ที่หากเราพูดดีต่อกัน ด้วยวาจาที่เป็นจริง จริงใจ ส่งผ่านความรู้สึกดีต่อกัน การชื่นชม ความรัก ความคิดถึง ฯลฯ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็จะดูแลชีวิตภายในของเราได้ทั้งวัน ทำให้เรามีแรง มีพลังที่จะรับมือกับคลื่นอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนาอื่น ๆ ที่แทรกเข้ามาได้

คิดต่อไปว่า ข่าวเช้าน่าจะเป็นข่าวสารที่บำรุงหัวใจและสติปัญญานะ ผู้คนจะได้เบิกบานในชีวิต และสร้างข่าวดีให้เกิด มากกว่าการได้รับสารที่ทำร้ายหัว+ใจ แล้วก็ทำตนเป็นข่าวที่สะท้อนสารร้าย ๆ นั้นด้วยตัวเอง

ในมุมของคนแต่ละคน ในครอบครัว เราก็น่าจะมีวาจาที่ดีให้กัน นิด ๆ หน่อย ๆ แต่มีทุกวัน เรามีเครื่องมือสื่อสารที่เอื้ออำนวยต่อการส่งความรู้สึก ขึ้นอยู่กับเราว่าจะใช้เครื่องมือนี้ส่งสารแบบไหนให้กัน เพื่ออะไร บำรุงจิตใจ หรือทิ่มแทงกัน

เข้ามาใกล้วตัวอีกนิด อันที่จริง ชาวพุทธเป็นผู้ที่มักพึ่งพาตัวเอง เราเองก็อาจต้องเรียนรู้ที่จะพูดจาดี ๆ กับตัวเองด้วยไหม ทุกเช้าชื่นชมตัวเองบ้าง

ลมปากจะหวานได้อย่างแท้จริง ต้องมีความจริงในนั้น (สัจจะ truth) มีความจริงใจ มีความเหมาะสมในการบอกกล่าวทั้งเวลาและสถานที่ ที่สำคัญ เหมาะกับผู้ฟังด้วย (พูดสิ่งที่เป็นจริง เป็นประโยชน์ ในเวลาที่ใช่ สถานที่ที่ใช่ คนที่ใช่)

สุนทรภู่ยังต่อกลอนนี้อีกว่า
“อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูมิรู้หาย”
ถึงเจ็บอื่นหมื่นแสนไม่แคลนคลาย เจ็บเจียรตายเพราะเหน็บให้เจ็บใจฯ.”

สุข ทุกข์ กับคำพูดของคนนั้นยาวนาน กว่าสุข ทุกข์ทางกาย
เจ็บกายเดี๋ยวก็หาย แต่เจ็บใจ ลืมยาก เรามักเอาความทรงจำมาตอกย้ำซ้ำเติมตัวเอง ครั้งแล้วครั้งเล่า เจ็บแล้วเจ็บอีก — แต่ก็คงขึ้นกับจริตของคนเช่นกัน บางคน ใจเอียงไปทางเก็บสุข บางคนชอบเก็บทุกข์

สำหรับฉัน ใจโน้มไปทางสุขนิยม จำสุขเสมอ และ ลืมทุกข์ง่าย ดังนั้น แม้จะมีคำให้เจ็บใจ แต่เมื่อมีลมหวาน ทุกถ้อยคำเจ็บช้ำก็ปลิวหายไปเลย

คำหวานในวันวาน สั้น ๆ แต่กินหัวใจ คือ “คิดถึง” — และวันนี้ ก็ดูเหมือนความหวานจะยังอยู่นะเนี่ย

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s