An idle poem on global warming of the heart

 

Winter has arrived in my heart before the frosty breeze comes.
My heart felt frozen after one night it drifted in a dream to a familiar face with a loving smile.
Woken up, reality blows like a snowy storm that takes my heart to dumbness.

Summer scents and flowers suddenly withered. Barren branches. Soul-less leaves.
Love in blossom prematurely enters the freezing season.

A reminiscence of sorrow returns but it is not as painful as yesteryears.
The shattered shadow of the once full-filled heart makes me solidly cold.

Life is a cycle of seasons.
Embrace each season, I’ve learned. But it seems as though the global warming has taken my heart.

I have to cope with unpredictable change of season…too short, too soon and sometimes too dramatic.

Advertisements

ปัจจุบันของความรัก

ง่วง ๆ แต่เมื่อได้เจอเพื่อน เราก็ “ตื่น”

ไม่เพียงตื่นจากความง่วง แต่ตื่นรับความจริงด้วยความปรีดาว่า “ดีใจที่ได้พบกัน…อีกครั้ง”

ในวัย ๔๐ ดวงตะวันแห่งชีวิตเริ่มคล้อยสู่สนธยายาม

ฉันคำนึงถึงความตายอยู่บ่อย ๆ ไม่ได้ด้วยความกลัว

แต่ด้วยความสำนึกในบุญคุณ ที่ความตายหยิบยื่นโอกาสที่จะรู้สึกถึงคุณค่า ความหมายของชีวิต

ชีวิตผลิกผันได้ทุกเมื่อ ความคิดแปรเปลี่ยน แต่ความตายนั้นซื่อสัตย์ยิ่ง

การพบเธอในวันนี้เป็นเหมือนปัจจัยสุดท้ายที่เติมใจให้ซึ้งถึงความหมายบางอย่าง …. ความหมายของปัจจุบัน

ปัจจุบันขณะ คือ ชีวิตที่สดใหม่ และเต็มบริบูรณ์

ในขณะปัจจุบันสั้น ๆ นั้น เราสัมผัสความหมายของชีวิต ความหมายของมิตรภาพ ความหมายของความรัก

“ฉันดีใจที่มีเธออยู่ตรงนี้ ในเวลานี้ ไม่สำคัญว่า ขณะหน้าเราจะพบกัน อยู่ด้วยกันหรือไม่

เพราะที่ได้พบ ฉันก็อิ่มในหัวใจ”

ในเสี้ยวนาทีนั้น ใจทบทวนอะไรมากมาย … ฉันเคยเจอเธอมาก่อนในชาติไหน ฉันไม่อาจรู้ …

ฉันจะพบเธออีกไหมในชาติหน้า ก็ไม่รู้ได้ …

ที่รู้แน่ชัดอย่างเดียว คือ วันนี้ เวลานี้ เราพบกัน และเป็นเวลาที่วิเศษน่าเฉลิมฉลองยิ่ง

ใบหน้าของผู้คนจำนวนมากฉายผ่านเข้ามาในใจ

ผู้คนที่เกี่ยวข้องดองสัมพันธ์ด้วย ในหลายรูปแบบ ต่างกรรมและวาระ

ฉันดีใจที่เคยได้พบ รู้จักสัมพันธ์กัน ไม่สำคัญว่า ในช่วงสั้น ๆ หรือยาว

วันที่เคยมีกัน และวันนี้ที่ยังมีกันอยู่ ล้วนเป็นเวลาที่วิเศษยิ่ง … เธอทุกคนเป็นสิ่งที่วิเศษยิ่ง

“เราจะดูแลของขวัญของชีวิต จะดูแลของขวัญแห่งกาลเวลาที่ไม่อาจหวนกลับอย่างไร” ฉันถามตัวเอง

และคิดว่า คำตอบคงอยู่ในทุกขณะที่ชีวิตยังเหลืออยู่

เรื่องเล่าหอยขม

แต่ละวัน แต่ละเรื่องราวในชีวิตเปรียบได้เหมือนเศษขนมปัง ที่เป็นร่องรอย นำพาเราดินทางกลับ “บ้าน” ในวันนี้ ฉันเริ่มสังเกตเห็นชีวิตเป็นเช่นนี้
เมื่อหลายวันก่อน เปรยกับแม่ว่า ชะพลูที่บ้านงาม ขยายอาณาเขตกว้างขวาง จำต้องนำมาทำอาหารกินบ้างแล้ว นอกจากเมนู ไข่ทอดใบชะพลูแล้ว เราก็นึกถึงแกงชะพลูหอยขมที่เขามักนิยมทำกัน
แม่ส่ายหน้า ปากเบะ “ไม่เอาล่ะ สงสาร”
“มันตายแล้วนี่แม่ แต่ก่อน ยายทำข้าวแกงขาย น่าจะต้องได้ทำเมนูนี้นะ”
“เคย แต่เลิกทำไปนานแล้ว” แม่ตอบ
คุณยายมีอาชีพทำข้าวแกงขาย แต่เช้ามืดทุกวัน ยายและลูกๆ ต้องช่วยกันเตรียมอาหาร ทำกับข้าวหลายหม้อ แน่นอน การทำแกงหอยใบชะพลูเป็นอีกหนึ่งเมนูที่เคยทำ แต่ยายไม่เคยสังเกตชัดๆ นานๆ สักครั้งว่า เกิดอะไรขึ้นในหม้อแกงนี้ เพราะต้องทำอาหารอื่นๆ ไปพร้อมๆ กันอีกหลายหม้อ จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง หลังจากที่เทหอยลงหม้อแกงที่กำลังต้ม สักพัก คุณยายเกิดหันไปดูหม้อ แล้วเห็นหอยขมไต่ขึ้นมาจากหม้อร้อนๆ คุณยายถึงขนาดหยุดทำแกงหม้อนั้น แล้วก็ไม่ทำเมนูนี้ขายหรือกินอีกเลย … ฉันจึงไม่เคยกินเมนูนี้ด้วยฝีมือยายเลยสักครั้ง และก็ไม่รู้ทำไม ฉันดูจะไม่ค่อยชอบกินเมนูนี้ตั้งแต่เด็ก
ฟังเรื่องนี้ของยายในวันนี้ ทำให้นึกถึงเรื่องที่ฉันเองเคยสัญญากับหอยนางรมที่เก็บกินสดๆ จากหาดในรัฐซีแอทเทิลเมื่อราวสิบปีก่อน แม้หอยนางรมจะไม่เดินหนีไปไหม พร้อมให้เปิดฝากอนเนื้อสดๆ แต่สำหรับฉัน มันบีบคั้นหัวใจ ที่รู้อยู่ว่า ความมีชีวิตและความตายจะเกิด-ดับในปากของเรา …. จากวันนั้น ฉันไม่กินหอยนางรม หนึ่งในอาหารจานโปรดอีกเลย
 น่าขำ ไม่นานหลังจากได้รู้เรื่องตำนานหอยขมกับคุณยาย ฉันไปเดินตลาดสด ผ่านร้านที่มีกะละมังหอยขมขาย แต่วันนั้น มีหอยตัวหนึ่งอยูนอกกะละมัง ผู้คนเดินผ่าน ฉันถามตัวเองว่า มันตายแล้วหรือยัง ออกมาอยู่นอกกะละมังได้อย่างไร หากมันยังไม่ตาย จะโดนคนเหยียบไหม และฉันควรเก็บมันลงกะละมัง หรืออะไรดี
ฉันเดินลังเลใจอยู่หน้าร้าน แต่ไม่อยากให้ใครสังเกตเห็น เพราะเกรงว่า จะมีคนเก็บหอยลงกะละมัง สักครู่ก็ตัดสินใจเดินจากไป ด้วยเหตุผลว่า แล้วแต่กรรมของมันแล้วกันและมันไม่ใช่ของๆ เรา แต่ฉันก็ส่งใจภาวนาให้มันปลอดภัยจากบาทาของผู้คนที่เดินไปมา
 ฉันเดินไปซื้อของในตลาด จนกระทั่งเดินผ่านร้านนี้อีกครั้ง หอยขมยังอยู่ ไกลจากกะละมังออกไปอีก คำถามกลับมาอีก “ฉันควรจะเก็บมันใส่กะละมัง หรือ จะเก็บมันไปปล่อย”
ในเสี้ยวขณะนั้น ความรู้สึกและภาพการเรียนในวิชาการใช้เหตุผล ตรรกะและปรัชญา ที่คณะอักษรศาสตร์ก็กลับมา จำได้ชัดว่า การเรียนวิชานี้ อาจารย์ให้โจทย์ชีวิตที่เป็น dilemmas เสมอๆ ให้เรานำเสนอเหตุผลในการเลือก ตัดสินใจ ในการกระทำต่างๆ
ชีวิตเราจะเจอกับสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจเสมอๆ วิชาพื้นฐานปรัชญาชวนให้เราคลี่ตรรกะ เหตุผลที่เราใช้ในการพิจารณาเรื่องราวนั้นๆ รู้เหตุผลของตัวเองในการคิด การตัดสินใจ รู้ผลที่จะเกิดขึ้น และเห็นวิธีคิดอื่นๆ ด้วย แม้จะไม่เลือกทำตามวิธีคิดนั้นๆ
timeline_20171006_120233
สำหรับหอยขมตัวนี้ ฉันอาจมองได้ว่า มันเป็นสมบัติของแม่ค้าที่ซื้อมันมาเพื่อขาย และหากฉันจะช่วยรักษาสมบัติแม่ค้า ก็ควรเก็บหอยใส่กะละมังไป ในอีกความคิดหนึ่ง ชีวิตเป็นสมบัติของหอยขมหรือไม่ ฉันจะช่วยรักษาสมบัติชีวิตให้มันไหม ฉันจะเลือกรักษาสมบัติให้ใคร?
หากฉันช่วยรักษาชีวิตหอยขมตัวนี้ ศีลจะด่างพร้อยไหม ในข้อหา ลักทรัพย์ เพราะฉันรู้อยู่เต็มอกว่า หอยนี้มาจากไหน เป็นของใคร ในอีกแง่คิด ฉันบอกว่า แต่หอยมันออกมาจากกะละมังแล้วนี่ มันออกมาหาอิสรภาพและโอกาสในชีวิต มันไม่ได้เป็นสมบัติในกะละมังของแม่ค้าอีกต่อไป ดังนั้น ถือว่า ฉันไม่ได้ลักทรัพย์ และหากแม้ ศีลข้อ 2 จะด่างพร้อย ฉันก็ยินดี และพร้อมยอมรับผลที่จะตามมา
ฉันควรจะปล่อยมันไป ธุระไม่ใช่? มันก็แต่หอยขมตัวหนึ่ง ยังไงสักวันมันก็ตาย ไม่ว่าจะอยู่บนพื้นตลาด ในกะละมัง ในคลอง ทำไมต้องยุ่งกับมัน? ปลง อุเบกขา? — ฉันรักชีวิต และเห็นความรักนี้ในตัวหอยขมที่พยายามแหกคุกออกมา เมื่อมีวาสนาได้เห็นกันแล้วและยังรอดอยู่ (แม้ฉันจะผ่านมันไปรอบแรก) ก็ต้องช่วยกันตามสติ ปัญญา
ดังนั้นแล้วก็ก้มลงเก็บหอย นำกลับบ้าน ใส่กะละมังน้ำ สวดมนต์ก่อนที่จะนำไปปล่อยในคลองหลังบ้าน ที่มีระบบนิเวศดีพอใช้
Like grandmother, like grand-daughter. อันที่จริง ฉันรู้สึกว่า ยายเป็นแม่ทางจิตวิญญาณของฉัน ผู้ให้และพิทักษ์หัวใจ จิตวิญญาณดีๆ ให้กับฉันมาตลอดตั้งแต่เกิด และแม้ยายจะตายไปนานแล้ว ท่านก็ยังทำหน้าที่นี้อยู่ ผ่านความทรงจำที่เรามีต่อกัน ผ่านเรื่องเล่าที่แม่และน้าๆ พูดถึงยาย
ยายใจดีกับสัตว์เสมอ ยายมักให้ฉันเอาข้าวที่กินเหลือไปวางไว้ในที่สมควร เพื่อให้หมา แมวจรจัดได้กิน ยายไม่เคยตีสัตว์ แม้ตัวเล็กตัวน้อย อย่างมด แมลงสาบ หรือแม้กระทั่งงู และหนอนพยาธิที่ออกมาจากก้นของฉัน ยายก็โยนไว้ใต้ต้นไม้ (กรี๊ด) เมื่อยายไปเห็นวัวที่ยืนรอหน้าลานประหาร มีน้ำตาไหล ยายก็หยุด เลิกกินเนื้อ เลิกทำอาหารจากเนื้อวัว ก็เป็นธรรมดาที่ฉันจะเอาตาม ทั้งๆ ที่เป็นคนโปรดปรานเนื้อวัวและอาหารทะเลเป็นที่สุดตั้งแต่เด็ก
ยายเป็นคนทำกับข้าว แต่ไม่ยอมทำลายชีวิตที่ยังเป็นๆ ไม่ว่าจะเป็นปู หอย ไก่ ปลา แต่ก็มีครั้งหนึ่งที่ยายจำต้องทำ
คุณยายเพื่อนบ้านเอาปลาดุกที่จับได้มาให้ยาย 2 ตัว ยายไม่อยากทำ และฉันก็ขอยายไม่ให้ทำ แต่ยายบอกว่า “ไม่ได้หรอก คุณยายข้างบ้านเอามาให้ เดี๋ยวเขาถาม และเราก็ต้องแกงให้เขาด้วย”
ตอนที่ยายลงมือ ฉันเห็นสีหน้ายายแล้ว รู้เลยว่า ยายไม่สบายใจมาก และฉันก็วิ่งออกจากครัวพร้อมน้ำตา ไม่อยากได้ยินเสียง “โปกๆ”
ในตอนที่ฉันไปเยี่ยมคุณยายที่ห้องไอซียู หลังจากที่ยายผ่าตัดเนื้องอกสมอง ศีรษะยายถูกโกน มีรอยแผลผ่าตัดเป็นทางยาวบริเวณกะโหลกส่วนหน้า ทำไมไม่รู้ ภาพปลาดุกก็ผุดพรายขึ้นมา … จากวันนั้น ฉันไม่กินปลาดุกอีกเลย (ซึ่งก็ไม่เคยชอบกินอยู่แล้ว) และก็มักปล่อยปลาดุก ปลาช่อนเสมอๆ (แต่ก็เพิ่งนึกได้ว่า น้ำยาขนมจีนที่โปรดปรานนั้น เขาใช้ปลาช่อนมาทำนะเออ … เง้อ …)

แม้ในที่สุด เราจะไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ โดยไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตอื่น หรือธรรมชาติ แต่ฉันก็จะเพียรตระหนักว่า เราต้องทำให้ชีวิตมีคุณค่า เพื่อจะบอกให้ได้ว่า เราสมควรจะมีชีวิตอยู่ (เพื่อ????) และทำให้การตายของชีวิตอื่นมีคุณค่า ผ่านการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในตัวของเรา