ของตาย – ของเป็น

oui 1

ภาพวาดโดย มนต์สินี สุขรุ่ง

ไม่รู้ว่าคำนี้มีขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไรและใครต้นคิด แต่ความหมายมัน “ใช่” เลย

เวลาพูดถึง “ของตาย” ภาพในใจเราเห็นอะไร หรือรู้สึกอย่างไร

สำหรับเรา เห็นภาพของที่นิ่งสนิท เงียบ ไม่บ่น ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ ไม่หือหาอะไรทั้งสิ้น จะทำอะไรก็ไม่รู้สึก (หรือเปล่า) ของตายเป็นสิ่งที่เรารู้สึก (ลึกๆ) ว่า มีอยู่ตรงนั้น เพื่อเรา สำหรับเรา และจะไม่ไปไหน ไม่ว่าเราจะทำอะไร อย่างไรกับมัน

.

สิ่งใดบ้าง ใครบ้างที่มักถูกปฏิบัติเช่น “ของตาย” แล้วเวลาที่เราปฏิบัติกับสิ่งใดหรือใครเช่น “ของตาย” มันเกิดอะไรขึ้นในใจของเรา ในจิตของ “ของตาย” และผลแห่งปฏิสัมพันธ์นั้นเป็นอย่างไร “ของตาย” มีวันหมดอายุหรือไม่ เราเป็น “ของตาย” ของใครบ้างหรือไม่

.

อาจเป็นเพราะภาพยนตร์ “ฮาวทูทิ้ง” ที่ไปดูมา และปัญหาธรรมชาติหลายอย่างที่เกิดขึ้น – ฝุ่นพิษ ผักผลไม้ไม่อร่อยเท่าวันวาน น้ำกร่อย (น้ำเค็มรุกเข้ามาในแม่น้ำลึกขึ้น) ฯลฯ มันเกี่ยวกันอย่างไร

.

ลืมตาดูโลก ก็เห็นและสัมผัส น้ำ ลม อากาศ ดิน พลังงานแสงแดด ป่าไม้ ภูเขา สัตว์ สิ่งต่างๆ ในธรรมชาติ ได้กิน ใช้ เหล่านี้เป็นของขวัญของชีวิตจนเหมือนว่าธรรมชาติดำรงอยู่เพื่อรับใช้มนุษย์อย่างไม่รู้จักจบสิ้น เราทิ้งขยะลงแหล่งน้ำ เผาขยะ เผาป่า ตัดไม้ ใส่เคมีลงดิน กอบโกย รุมทึ้งธรรมชาติเพื่อสนองความต้องการของเรา

.

ธรรมชาติมีพลังยิ่งใหญ่ ทำให้สิ่งที่เรากระทำกับเขานั้น ยังไม่มีผลสะท้อนกลับในทันที เราจึงทำร้าย ทำลายธรรมชาติ ต่อไป จนจุดหนึ่ง เราก็ได้รู้ว่า แท้จริงนั้น “ของตายนั้นไม่ตาย แต่ที่จะตายคือมนุษย์”

.

ธรรมชาติไม่ได้แก้แค้น เพียงสะท้อนสิ่งต่างๆ ที่เราทำ กลับมาให้เราเห็น กิน สูดดม สัมผัส

ดินที่ถูกทำลายอย่างหนักด้วยเคมี ก็ทำให้อาหารที่เรากินรสชาติไม่อร่อย ปนเปื้อนสารพิษ เป็นโรคนานา

น้ำที่ถูกย่ำยีเป็นที่ทิ้งปฏิกูล ก็ทำให้น้ำ อาหาร ที่เราดื่ม ใช้ ไร้คุณภาพ จะเที่ยวล่องเรือก็ต้องปิดจมูกไม่อาจสูดหายใจลมโชยดีๆ ได้

ฝุ่นพิษก็เป็นฝีมือมนุษย์นี่แหละที่ช่วยกันสั่งสมมาหลายปี ด้วยเหตุต่างๆ มากมาย

ไม่อยากคิดว่า หากพระอาทิตย์ดับ จะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต …. (เป็นไปได้ยาก แต่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ เพราะเกิดขึ้นในระบบจักรวาลอื่นมาแล้ว)

.

ผู้คนในอดีต เห็นธรรมชาติเป็น “ของเป็น” มีจิตวิญญาณ ความรู้สึก ปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์และสัตว์ต่างๆ ได้ เรามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับธรรมชาติ มีพิธีกรรมที่เราให้ความเคารพนบนอบต่อธรรมชาติ — ก็ทำให้ธรรมชาติที่สวยงามและดีงามคงอยู่มาถึงมือพวกเราในยุควัตถุนิยม ที่มองธรรมชาติก็ไม่ต่างอะไรกับสิ่งของ (สมัยประถม แบบเรียนนิยาม “ต้นไม้” “น้ำ” “ดิน” ว่า “เป็นสิ่งไม่มีชีวิต” หนึ่งในเหตุผลคือมันเดินไม่ได้)

.

ไม่เพียงธรรมชาติ แต่ความสัมพันธ์เชิงสังคมก็หล่อเลี้ยงชีวิตจิตใจของเราเช่นกัน และในความสัมพันธ์นี้ด้วย ที่เราหลายคนก็คงมี หรือ เป็น “ของตาย” กันบ้าง

.

“ของตาย” บางคนอาจเป็นคนที่สำคัญและจำเป็นกับชีวิตจิตใจของเรามาก อย่าง พ่อ แม่ ญาติ พี่น้อง สามี ภรรยา เพื่อนบางคน คนรัก ฯลฯ แต่บางคน “ของตาย” อาจไม่ได้มีความหมายหรือสำคัญกับเราเท่าพ่อแม่ ญาติ แต่ทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง รู้สึกเป็นที่รัก ไม่ว่าเราจะร้ายกาจกับเขาอย่างไร เขาก็จะภักดีต่อเราไม่เปลี่ยนแปลง ประมาณนั้น

.

เวลาเราเห็นใครเป็นของตาย ใจของเราเป็นอย่างไร ท่าที การปฏิบัติตัวของเรากับคนๆ นั้นเป็นอย่างไร ผลที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองเป็นอย่างไร และในความสัมพันธ์เป็นอย่างไร

แล้วเวลาเรารู้สึกว่าเป็นของตายของใคร เรารู้สึกเช่นไรกับตัวเอง และรู้สึกเช่นไรกับคนๆ นั้น ความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นอย่างไร ผลของความสัมพันธ์แบบของตายให้ผลอย่างไรบ้าง

.

คิดเร็วๆ ถึงผลบางอย่างของการทำกับสิ่งใดแบบ “ของตาย” – ลูกๆ ที่เห็นพ่อแม่เป็นของตาย ก็อาจเสียใจที่ได้ดูแลกันในตอนที่พ่อแม่อยู่ไอซียูหรือนอนในโลง (ของตายจริงๆ) หรือหากเป็นสามี ภรรยา ก็อาจจะเสียใจว่า ไม่ได้ใส่ใจดูแลกันมากพอ จนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปมีคนที่เห็นเขาเป็น “ของเป็น”

.

เพราะเราเป็น “คนเป็น” เราจึงต้องเป็น “ของเป็น” ให้กันและกัน โดยเฉพาะกับผู้ที่มีความหมายและสำคัญกับชีวิตของเรา

การเห็นผู้คน ร่างกาย หรือธรรมชาติเป็น “ของตาย” ผลสะท้อนที่เราจะได้รับวันใดวันหนึ่งข้างหน้าก็คงไม่ต่างกัน

มันจบแล้ว

“มันจบแล้ว” – The End – Fin

Precious Time

by Aui’s Soul Art

เวลาไปดูหนัง พอประโยคนี้ขึ้น เรารู้ตัวทันทีว่า ถึงเวลาต้องลุกออกจากโรงหนังแล้ว และอย่าลืมเช็คข้าวของ แก้วน้ำ ป๊อปคอร์นด้วย แต่บางที เราก็อาจจะอยากจะนั่งซึมซับความซึ้งใจของหนังที่เพิ่งจบลง แต่เจ้าหน้าที่จะไม่ปล่อยให้เราทำอย่างนั้นค่ะ เขา/เธอจะเปิดไฟสว่างโล่ทั้งโรง เพื่อไล่ให้เราออกไปโดยเร็ว เพราะหนังรอบต่อไปรอผู้ชมชุดใหม่อยู่ และหากเราอยากดูหนังอีกเรื่อง ก็ต้องไปซื้อตั๋วแล้วเข้าไปดูในอีกโรงหนึ่ง

“จบ” ในการดูหนังเป็นอย่างนี้ แม้ในคอนเสริ์ต กิจกรรมต่างๆ การเรียน ฯลฯ มันมีพิธีกรรมหรือสิ่งที่ทำให้รู้ว่า ได้เวลาที่เราต้องจบ ไม่ว่าจะชอบหนังเรื่องนั้นแค่ไหน

อันที่จริง ทุกๆ อย่างที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง มันมีเวลาสิ้นสุด ทั้งสิ้น ขึ้นกับว่า เร็วหรือช้า

ไม่นานมานี้ เพื่อนคนหนึ่งเล่าระบายปัญหาความสัมพันธ์ที่มีกับคนรักมากว่า 10 ปี ให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือฟัง หลังจากที่เพื่อนเล่าแล้ว ผู้ใหญ่ท่านนี้พูดขึ้นว่า “มันจบแล้วละ”

.

ไม่รู้ว่าเพื่อนรู้สึกอย่างไรบ้างเมื่อได้ยินคำพูดนี้ แต่สำหรับฉัน “คำ 3 คำ นี้ ทรงพลังมาก”

มันช่วยจรด “จุด full stop” ในใจให้กับเรื่องราวที่ผ่านมา ราวกับว่า ประโยคนั้นใจความและความหมายครบถ้วนโดยสมบูรณ์แล้ว ได้เวลาเขียนประโยคต่อไป

.

ฉันไม่ทันได้ถามเพื่อนว่า “เวลาที่พูดได้ว่า “มันจบแล้ว” รู้สึกอย่างไร มีผลอย่างไรกับชีวิต”

ฉันเดาๆ เอาว่า บางทีการได้พูดอย่างนี้ออกมาดังๆ จากใจจริงๆ มันอาจจะช่วยให้เราจบกับเรื่องราวที่ผ่านมาได้ แล้วพร้อมจะเริ่มความหมายกับประโยคใหม่ๆ มั้ง?!

.

การ “จบ” เป็นเรื่องจำเป็นในชีวิตเหมือนกันนะ และเป็นศิลปะ — จะจบให้เป็นอย่างที่เรียกว่า จบสวยได้อย่างไร (น้องๆ ที่คุ้นเคยกับฉันจะรู้ว่า ไม่ว่ากระบวนการอบรมจะเป็นอย่างไร ฉันจะพยายามจบการอบรมให้ดี อย่างน้อยก็เป็น ท่ามาตรฐาน ให้ได้) การจบให้ดี สร้างพลังให้เราไปต่อ เหมือนการจบประโยคได้ ก็ทำให้เราเขียนประโยคใหม่ต่อไปได้อย่างดี

.

หลายครั้ง ปัญหาของเรามาจากการไม่ยอมจบ จบไม่ลง จบไม่ได้ ฉันไม่ลืมความขมขื่นในการรับแปลงานวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโทรัฐศาสตร์คนหนึ่งเมื่อนานๆๆๆ มาแล้ว ฉันต้องแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ในหนึ่งย่อหน้า ฉันหาประธานประโยค (subject) แล้วตามหากริยา (verb) …. สายตาอ่านไปเรื่อยๆ จนจะจบหน้าแล้ว ยังไม่เจอคำกริยาของประธานตัวนั้นเลย ทำไมเหรอ? ก็เพราะคนเขียนใช้ วลีและประโยคขยายไปเรื่อยๆ …. ที่ …. ซึ่ง  ….. อัน ….. โดย ….. อัน …. ซึ่ง …… ที่ ….. ต่อเนื่องไปเรื่อย เหนื่อยใจ แน่นอนค่ะ ท้ายที่สุด ฉันส่งงานคืนไปแล้วบอกว่า ไม่เข้าใจสิ่งที่เขียน จึงแปลไม่ได้

.

เมื่อเรื่องราว หรือใจความจบแล้ว เราควรจบ แต่เมื่อใส่วลีหรือประโยคที่ขยายความไปเรื่อยๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ อ่านความไม่ได้ ไม่เข้าใจ เบลอ งง แล้วในที่สุด สิ่งที่เขียนก็จะไม่น่าอ่าน

.

ในการทำงาน อย่างการเขียน เรื่องการจบได้ จบเป็น ก็สำคัญ เราจะเสียดาย ขยาย-เขียนไปต่อเรื่อยๆ จะทำให้เรื่องเสียรส  ในการทำงานอะไรก็ตาม หากยื้อ พยายามจะปรับแก้งาน เพื่อให้สมบูรณ์ที่สุด ก็คงไม่ได้ เพราะเวลาเป็นจุดให้จบ (full stop) ภาคบังคับในตัวเอง — ศิลปะในการจบจึงจำเป็นไม่ว่าเรื่องใด การทำงาน ความสัมพันธ์ ชีวิตและความตาย

.

นอกเสียจาก deadline ของงาน และของชีวิต มาบังคับแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่า งาน หรือเรื่องราวต่างๆ มันใกล้จบ ควรจบได้แล้ว? และหากรู้ชัดว่า “มันจบแล้ว” เราจะมีท่าทีต่อการจบสิ่งนั้นอย่างไร จะจบแบบไหน จะจบอย่างไร จะให้การจบนั้นมีคุณค่าความหมายอย่างไรกับบทต่อไปของชีวิต (และชีวิตหลังความตาย)

.

ฉันชอบคำพูดในบทสนทนาเล็กๆ ในหนัง A Beautiful Day in the Neighbourhood

เฟรด โรจอร์ส ถาม ลอยด์ โวเกิล ว่า “คุณแต่งงานมากี่ปีแล้ว”

“8 ปี แล้ว” ลอยด์ โวเกิล ตอบ

“What an accomplishment!” เฟรดชื่นชม ฉันสะดุดใจตรงนี้

.

ฉันบอกกับเพื่อนว่า หลายครั้งเรามักสงวนคำชื่นชมไว้ให้เรื่องที่คิดว่ายากมากๆ เกินมนุษย์ทั่วๆ เช่น คนที่รักและแต่งงานกันมาแบบ 40-50 ปี , คนวัย 30 ปีที่ไต่เต้าจากความยากจนจนมีเงิน 100 ล้าน (ด้วยความสามารถ), คนดีที่เสียสละได้ทุกสิ่งอย่าง …. การชื่นชมเรื่องราวพิเศษขั้นสุดนั้นก็ดี แต่เราก็ไม่ควรละเลยที่จะชื่นชมความดีเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ Ordinary Magic อย่าง คนทิ้งขยะลงถัง หยุดให้ทางคนข้ามถนน แฟนที่ขับรถไปส่งเราที่ทำงานทุกวันหรือเกือบทุกวัน แฟนที่เตรียมอาหารอร่อยๆ ให้กิน รอยยิ้มที่เรามีให้กันทุกครั้งที่เจอ ฯลฯ

.

บางที ความสำเร็จในชีวิตคือการตระหนักรู้ รับรู้ เห็นและชื่นชมความสำเร็จที่มีอยู่ทั่วไปในชีวิตของเราเองและผู้อื่น ผู้ที่ป่วยหายใจไม่ได้ ย่อมเห็นว่า การหายใจได้อย่างที่เราหายใจอยู่นี้เป็นความสำเร็จของชีวิต

ผู้ที่เดินไม่ได้ ก็คงเห็นว่า การเดินได้ วิ่งได้ เป็นความสำเร็จ

ผู้ป่วยพาร์คินสันที่พูดไม่ออก ติดอ่าง ก็ชื่นชมความสามารถที่พูดได้ ดังนั้น ควรพูดเรื่องดีๆ กันดีไหม

คนที่รักกัน แม้เพียง 1 เดือน แห่งความรัก ก็ดีไม่ใช่เหรอ

คนรักและดูแลกันได้ 10 ปี (แม้หลังจากนั้นก็เริ่มไม่ดี) แต่ 10 ปีที่ดี ก็เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมใช่ไหม?

.

ฉันเชื่อว่า การชื่นชมเรื่องเล็กๆ น้อย ในชีวิตประจำวันนี่แหละที่เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงความมสุขและความสัมพันธ์ของเรากับผู้คนและสิ่งต่างๆ รอบตัว
.

แม้ว่า ในวันนี้ เรื่องราวต่างๆ “มันจบแล้ว” แต่หากเราเห็นความสำเร็จ ความดี ความงาม คุณค่าความหมาย ที่อยู่ในเรื่องราวเหล่านั้น  … มันก็เป็นการจบที่สวยงาม ทำให้เราพร้อมที่จะเขียนประโยคหรือเรื่องราวใหม่ๆ ก่อนที่จะจบเรื่องราวในชีวิตโดยสมบูรณ์ในวันหนึ่งข้างหน้า

.

ขอบคุณเพื่อนที่เล่าเรื่องนี้ และอนุญาตให้อ้างอิงความนี้มาเขียน