ลูกบาศก์ความคิด สู่การสร้างสรรค์โลกใบกลม ๆ

เมื่อพูดถึงกล่องลูกบาศก์ เรานึกถึงอะไรบ้าง

ถ้าเป็นนักเสี่ยงโชค ก็อาจจะนึกถึงลูกเต๋า

ถ้าคนชอบของเล่นก็อาจจะนึกถึง กล่องตัวตลก ที่เมื่อไขลาน แล้วเจ้าโจ๊กเกอร์ก็จะกระเด้งขึ้นมาให้ตกใจ

ถ้าเป็นนักดื่มชา กาแฟ ก็คงนึกถึงน้ำตาลทรายก้อน …

ช่วงบ่ายแก่ ๆ วันอาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันมีโอกาสไปเดินชิว ๆ ที่ CDC ย่านถนนประดิษฐ์มนูญธรรม แล้วก็ได้พบกับอีกหนึ่งแนวคิดของกล่องลูกบาศก์ “ลูกบาศก์ความคิด หรือ IdeaCubes” งานนิทรรศการศิลปะจัดวาง ร้อยกล่องความคิด จากร้อยศิลปิน

ในกรอบกล่องลูกบาศก์ ศิลปินแต่ละคนรังสรรเส้น สี รูปทรง ภาพ ตามแต่จริต เพื่อนำเสนอแนวคิดง่าย ๆ ที่แต่ละคนจะทำได้ เพื่อร่วมกันรักษาสังคม และสิ่งแวดล้อม

รู้จักรอ และเข้าคิว

หลายความคิดเป็นเรื่องที่เราคุ้นหูอยู่แล้ว เช่น กินข้าวเช้า แยกขยะ ขี่จักรยาน อ่านหนังสือให้คนพิการทางสายตา เดิน ข้ามถนนตรงทางม้าลาย ทานอาหารร่วมกับคนในครอบครัว ให้อภัย สวดมนต์ รักษาศีล ๕ ตรงต่อเวลา ต่อคิวและรอให้เป็น ทานมังสาวิรัติ ยอมรับความแตกต่างทางเพศ ทิ้งน้ำที่กินไม่หมดให้ต้นไม้ ฯลฯ … แต่อย่าได้ดูเบาสิ่งที่ดูธรรมดา ๆ หรือคิดว่ารู้แล้ว เหล่านี้

ลองย้อนถามตัวเองว่า ความคิดพื้น ๆ เหล่านี้ เราได้ทำบ้างหรือไม่ในชีวิตประจำวัน …… หลายคนอาจจะเงียบ หรือตอบว่า ทำบ้าง ไม่ทำบ้าง … สิ่งที่ธรรมดา ๆ มักยากเสมอที่จะปฏิบัติ ไม่รู้ทำไม บางที อาจเป็นเพราะความคิดเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าการลงมือทำ ก็ได้

หันมาใช้ผ้าเช็ดหน้า ลดการใช้กระดาษทิชชู

หลายความคิดเป็นสิ่งที่ “พ้นสมัย” เช่น การใช้ผ้าเช็ดหน้า เพื่อลดการใช้กระดาษทิชชู จริงสินะ ในสมัยเด็ก ๆ หลายคนต้องมีผ้าเช็ดหน้าไปโรงเรียน เราใช้ผ้าเช็ดหน้า ตั้งแต่ ซับน้ำตา เช็ดน้ำมูก ปัดฝุ่น เช็ดหน้า — และที่กล่าวมานั้น อาจทำในวันเดียวกัน บนผ้าเช็ดหน้าผืนเดียว กึ๋ย!!!

กล่องความคิดที่ดูแล้ว โดนใจ มาก คือ มีถุงผ้าเท่าที่จำเป็น … ตอนนี้ถุงผ้าลดโลกร้อน กำลังสร้างปัญหาให้กับภาวะโลกร้อน เพราะมีมากเกินไป ลองนับถุงผ้าในครอบครอง ดูกันสิว่า ใครมีกี่ใบกันบ้าง (ฉันหันไปบอกเพื่อนที่ไปด้วยว่า องค์กรต่าง ๆ ก็เลิกแจกถุงผ้ากันได้แล้ว)

ศิลปินบางคนก็นำเสนอไอเดียพิลึก (และขาดหลักฐานข้อมูลมายืนยัน) เช่น ใส่กางเกงยีนส์ช่วยลดการใช้น้ำ … เอ่อ จะหมายถึง ไม่ต้องซักบ่อย ๆ อย่างนั้นหรือเปล่า จริงอยู่ คนที่ใส่กางเกงยีนส์จำนวนมาก มักใส่จนผ้ายีนส์นิ่มเปื่อย แล้วจึงจะนำไปซัก ซึ่งนั่นอาจหมายถึง ๒ อาทิตย์ ถึง ๑ เดือน แต่ฉันสงสัยว่า ผ้ายีนส์หนา ๆ นั้น เวลาซัก น่าจะใช้น้ำมากโขอยู่ — สำหรับเรา เราอยากนำเสนอ การใช้ผ้าฝ้ายธรรมชาติทอมือมากกว่า แห้งง่าย ซักเบามือ และใส่สบาย แถมยังช่วยชาวบ้านเกษตรกรอีกด้วย

ฉันสนุกกับการอ่านความคิดที่อยู่ในลูกบาศก์แต่ละกล่อง และบางกล่องยังเปิดโอกาสให้เรา “เล่น” กับมันอีกด้วย

หมอดูไข่ปลาหมึก

กล่องที่รณรงค์ “ไม่กินหูฉลาม” เป็นกลอ่งรูปหมึกยักษ์ ตรงปากหมึกมีเครื่องเล่นหยอดเหรียญเสี่ยงไข่ที่คุ้นตาในสมัยเด็ก “หมอดูไข่ปลาหมึก” ฉันหยอดเหรียญ ๑๐ บาทลงไป แล้วหมุน ๑ รอบ ไข่พลาสติกใบเล็ก ๆ กลิ้งลงมา ลุ้นระทึก … ข้างในไข่ ก็มีกระดาษม้วนคำทำนายยาวเหยียด พร้อมเลยเด็ด และตบท้ายด้วย คำแนะนำให้รักษาศีล ๕ ปล่อยเต่า (อึม) และไม่กินหูฉลาม

ดูงานศิลปะ และความคิดต่าง ๆ แล้ว เห็นด้วยกับการนำเสนอทางศิลปะบ้าง ไม่เห็นด้วยบ้าง เพราะบางทีก็ไม่เข้าใจ หรือบางที สัญลักษณ์ในการนำเสนอก็ไม่ตรงเท่าไร ….. แต่ไม่ว่าอย่างไร การเดินดูกล่องความคิดต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ ก็สร้างแรงบันดาลใจให้ฉันอยากทำงานศิลปะขึ้นมาบ้าง “ถ้าเราจะทำกล่องความคิดขึ้นมาสักกล่อง เราจะนำเสนอความคิดอะไร อะไรที่เราทำและช่วยสร้างสรรค์สังคม … และจะนำเสนอแนวคิดนั้นอย่างไร”

ความคิดบรรเจิด ….. “แต่อย่ามัวแต่คิด” ฉันบอกตัวเอง ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะต้องนำความคิดดี ๆ ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในหัวแบน ๆ แหลม ๆ กลม ๆ ของเรา ออกมาปฏิบัติให้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เริ่มจากความคิดที่พอทำได้ก่อน แล้วความคิดดีอื่น ๆ ก็จะทะยอยกันแสดงตัวในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นเอง

ฉันว่า มีหลายสิ่ง เล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิต ที่เราสามารถทำได้ และจะช่วยให้สังคม ทั้งผู้คน สัตว์ และธรรมชาติ รอบตัวของเราดีขึ้น…. ขอเพียงแค่ลงมือทำ อย่าดูถูกว่าเป็นสิ่งเล็กน้อย แล้วไม่ทำ

ที่ผ่านมา ผลงานกล่องความคิดเหล่านี้ ได้นำไปจัดวางแสดงตามพื้นที่สาธารณะต่าง ๆ มากบ้างน้อยบาง ตามกำลังของผู้จัด และผู้เอื้อเฟื้อสถานที่ จนล่าสุดที่ CDC ซึ่งบางส่วนจะยังวางแสดงจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ หลังจากนั้น มีแนวโน้มว่า กล่องความคิดทั้งหลายนี้จะไปจัดวางที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เพื่อให้นักศึกษาที่เรียนวิชา ศิลปะเพื่อสังคม

ได้มีโอกาสพูดคุยกับหนุ่มคนหนึ่งที่มีส่วนในโครงการสร้างสรรค์นี้ เขาเล่าว่า โครงการนี้เป็นผลผลิตจากความคิด และหัวใจของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ที่เรียกตัวเองว่า Mysocialmotion พวกเขาตั้งองค์กรธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise) ที่แสวงหากำไรบ้าง ไม่กำไรบ้าง มุ่งทำงานสร้างสรรค์ (แนวศิลปะ) ที่สร้างความตระหนักรู้ กระตุ้นความรับผิดชอบต่อสังคมของพลเมือง และสร้างแรงบันดาลใจให้คนในสังคม ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เพื่อสร้างสรรค์สังคม สิ่งแวดล้อม และโลกด้วยกัน

ความเชื่อที่เป็นต้นทุนผลักให้เขาทำงานในรูปแบบสาธารณะนี้ คือ

 “The cause, the solution and the answer to all of the world’s problem is Public Participation.” หรือ เหตุของปัญหา ทางออก และคำตอบของทุกปัญหาในโลกนี้ อยู่ที่ การมีส่วนร่วมของสาธารณะ

รู้จัก mysocialmotion เพิ่มเติมที่ http://www.mysocialmotion.org 

ขอบคุณ เพื่อน คุณ โสภิต ที่เอื้อเฟื้อภาพ 

เปมา meditative cafe ร้านกาแฟที่สะท้อนความสุขเรียบง่ายแบบทิเบต

 ฉันกำลังตามหาร้านกาแฟที่ชื่อว่า เปมา เดอะ ลิฟวิ่ง คาเฟ่ (Pema, the Living Café) ที่อยู่ในซอยสุขุมวิท ๓๑ เดินทางไปเรื่อย ๆ ตามถนน จนถึงหัวโค้ง ก็เห็นสถูประฆังคว่ำสีขาว สูงราว ๖ ฟุต และธงมนต์หลากสีประดับรอบรั้ว … หรือจะเป็นเครื่องรางของพื้นที่ตรงหัวโค้งถนน … ดูดี ๆ อีกที อ้าว ที่นี่เอง ร้านกาแฟสไตล์ทิเบต ที่ฉันตามหา

ร้าน เปมา คาเฟ่ อยู่ในบริเวณที่เรียกว่า Himalaya Residence ในบริเวณนี้ เป็น boutique hotel และยังมี ร้านอาหารที่เสิร์ฟเมนูอินเดีย เนปาล และทิเบต … เรียกได้ว่า พื้นที่แห่งนี้จะพาเราสัมผัสกลิ่นอายของวัฒนธรรมหลังคาโลก

เปมา เดอะะ ลิฟวิ่ง คาเฟ่ เป็นร้านของ ปรัชวัน เกตวัลห์ เพื่อนผู้หลงรักทิเบต และเดินทางไปที่นั่นบ่อยครั้ง ราวกับเป็นบ้านหลังที่สองของเธอ นอกจากงานหนังสือ “ทิเบต คือชัมบาลาในความทรงจำ” ที่เธอเขียนบอกเล่าการเดินทางไปยังดินแดนหลังคาโลก เธอยังเปิดร้านกาแฟเล็ก ๆ เพื่อแบ่งปันบางเสี้ยวของความประทับใจ และความรักในดินแดนพุทธธรรมอันศักดิ์สิทธ์แห่งนี้

“ชาวทิเบตอาจดูยากจน ไม่มีข้าวของมากมาย แต่หัวใจของพวกเขารุ่มรวยความสุข ชีวิตเรียบง่าย ใสซื่อ และจริงใจ” ปรัชวันหรือจิ๊ก เล่าให้ฉันฟังตอนที่เราเริ่มรู้จักกัน “ผู้คนที่นั่นอยู่กับธรรม พ่อค้าแม่ขายนั่งสวดมนต์ ระหว่างรอลูกค้า”

เธอเล่าต่อว่า ทิเบตทำให้สายตาของเธอที่มองโลกเปลี่ยนไป หัวใจเธอเต้นในจังหวะช้าลง ปอดเธอสูดสัมผัสความสุข และชีวิตของเธอก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง “ทิเบตให้คำตอบที่เราไม่ได้ตั้งใจแสวงหา หากเป็นคำตอบสำคัญของชีวิต “ความสุขคืออะไร อยู่ที่ไหน และเราจะมีความสุขได้อย่างไร”

เธออยากให้คนอื่น ๆ ได้รู้จักทิเบตในมุมนี้ ที่ตรึงใจเธอ

จิ๊กเลือก “ดอกบัว” เป็นสัญลักษณ์ของร้าน “เปมา เป็นภาทิเบต แปลว่า ดอกบัว เป็นคำที่อยู่ในบทสวดมนต์ถึงพระโพธิสัตว์ที่เราคุ้นหูว่า “โอม มานี เปเมหุม”  ‘Om Mani Peme Hum’ “เราอยากให้สถานที่แห่งนี้นำความสุขและสันติมาให้กับทุกคนที่มาเยี่ยมเยือน ดั่งดอกบัวที่มอบความเบิกบานให้ผู้คนที่พบเห็น” เธออธิบาย

ครั้งแรกที่ฉันสัมผัสกับร้านนี้ ก็รู้สึกอย่างที่เจ้าของต้องการนำเสนอ นอกจากนั้น เพื่อนที่เคยแนะนำให้ไปเยี่ยมเยียนที่นี่ ก็บอกในทำนองเดียวกันด้วยว่า “นั่งที่นี่แล้วรู้สึกเย็นใจ เงียบสงบดี ทำให้นั่งจิบชาและใคร่ครวญเรื่องต่าง ๆ ราวกับกำลังสมาธิในร้านกาแฟ”  … Coffee meditation lounge เป็น urban taste โดยแท้ ฮ่า ๆๆๆ

ฉันว่า บรรยากาศที่แผ่ความรู้สึกสงบใจ อาจจะมาจาก “ขนาด” ของพื้นที่ และการตกแต่งร้าน

Simple and small is beauty, less is more อาจเป็นวลีที่อธิบายเสน่ห์ของร้านกาแฟแห่งนี้

ร้านเปมา เป็นร้านเล็ก ๆ ขนาดพื้นที่ภายในพอที่จะโอบอุ้มความสะดวกสบายใหกับคนราว ๑๐ ถึง ๑๒ คน ส่วนรอบ ๆ ร้าน เป็นพื้นที่สวนหย่อมเล็ก ๆ ให้ความรู้สึกชิว ๆ กับคนได้อีก สัก ๘ คน ขนาดพื้นที่ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการจัดการสนทนา หรือปาร์ตี้แบบส่วนตัว (exclusive) ประกอบกับบริการที่เป็นกันเองจากพี่วิทย์ ผู้มักให้รอยยิ้มและความเต็มใจบริการเสมอ ทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่กับครอบครัว และมิตร ซึ่งเป็นหนึ่งองค์ประกอบที่ จิ๊กมักเล่าให้ฟังเมื่อเธอเยือนทิเบต ผู้คนที่นั่นเป็นมิตร และมักบอกกับเธอว่า “การได้พบกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เราคงได้พบหรือเกื้อกูลกันมาก่อนในอดีตชาติ”

ภายในร้าน “เปมา” ตกแต่งด้วยเครื่องประดับ และของตกแต่งสไตล์ทิเบต ธงมนต์ ผ้าทอลายเส้นสดใส หน้ากากเทพเจ้าที่ทรงพลัง ภาพถ่ายผู้คนจากจากเทือกเขาหิมาลัย ของที่ระลึก สร้อยประคำ ผ้าพิมพ์คำคมขององค์ทาไล ลามะ ที่ ๑๔ ฯลฯ

สิ่งที่ฉันชอบมากในร้าน คือ ป้ายผ้าเล็ก ๆ ที่พิมพ์ คำพูดขององคืทาไลลามะ อย่างบทที่ท่านกล่าวถึง คุณค่าของความเป็นมนุษย์ (Precious Human Life) หรือ พาราดอกซ์โลกสมัยใหม่ (Paradox of Our Age)

Our Precious Human Life

“Every day, think as you wake up, today I am fortunate to be alive,

I have a precious human life, I am not going to waste it.

I am going to use all my energies to develop myself,

to expand my heart out to others;

to achieve enlightenment for the benefit of all beings.

I am going to have kind thoughts towards others,

I am not going to get angry or think badly about others.

I am going to benefit others as much as I can.”

นอกจากการแฟ ชาทิเบต และขนมอร่อย ๆ แล้ว ใครอยากลองทานอาหารต้นตำรับหิมาลัย จากฝีมือคนพื้นถิ่น ก็สามารถสั่งอาหารจากร้านใกล้ ๆ นี้มาทานที่ร้านกาแฟได้

ออร์เดิร์ฟยอดนิยม คือ Momo ไส้ใก่ และไส้ผัก คล้าย ๆ ขนมจีบที่มาพร้อมกับน้ำจิ้มเครื่องเทศรสเข้มข้น นอกจากออร์เดิร์ฟ หมี่เหลืองผัดแห้งแบบทิเบต ก็อร่อยแปลกลิ้นดีเหมือนกัน แป้งนาน โรตี และแกงชนิดต่าง ๆ รวมถึงข้าวหมกต่าง ๆ และชีสพะเนียร์

เวลาที่นั่งอยู่ในร้านนี้ กินอาหารหิมาลัย อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า เรากำลังอยู่ที่ร้านกาแฟสักแห่งในทิเบต

การเดินทางไปทิเบต ทำให้จิ๊กค้นพบความสุขที่เกิดจากความเชื่องช้า สงบงามและเรียบง่ายในชีวิต มิตรภาพจากใจที่ใสกระจ่าง ศรัทธาในความดีและความรัก และนั่นคือสิ่งที่เธอพยายามถ่ายทอดผ่านร้านกาแฟเล็ก ๆ ของเธอ …

เดินทางไปร้านเปมา คาเฟ่

เข้าจากปากซอย สุขุมวิท ๓๑ จนถึงสี่แยกแรก เลี้ยวซ้าย แล้วไปตามทางถนนเรื่อย ๆ (ซึ่งจะมีป้ายว่า ทางลัดไปเพชรบุรีตัดใหม่) จนกระทั่งถึงหัวโค้ง ด้านขวา จะเห็นป้ายเขียนว่า himalaya residence สังเกตดี ๆ ขับรถช้า ๆ จะเห็นธงมนต์ทิเบตติดอยู่ริมรั้ว ให้เข้าไปจอดรถข้างในได้เลย