ของตาย – ของเป็น

oui 1

ภาพวาดโดย มนต์สินี สุขรุ่ง

ไม่รู้ว่าคำนี้มีขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไรและใครต้นคิด แต่ความหมายมัน “ใช่” เลย

เวลาพูดถึง “ของตาย” ภาพในใจเราเห็นอะไร หรือรู้สึกอย่างไร

สำหรับเรา เห็นภาพของที่นิ่งสนิท เงียบ ไม่บ่น ไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ ไม่หือหาอะไรทั้งสิ้น จะทำอะไรก็ไม่รู้สึก (หรือเปล่า) ของตายเป็นสิ่งที่เรารู้สึก (ลึกๆ) ว่า มีอยู่ตรงนั้น เพื่อเรา สำหรับเรา และจะไม่ไปไหน ไม่ว่าเราจะทำอะไร อย่างไรกับมัน

.

สิ่งใดบ้าง ใครบ้างที่มักถูกปฏิบัติเช่น “ของตาย” แล้วเวลาที่เราปฏิบัติกับสิ่งใดหรือใครเช่น “ของตาย” มันเกิดอะไรขึ้นในใจของเรา ในจิตของ “ของตาย” และผลแห่งปฏิสัมพันธ์นั้นเป็นอย่างไร “ของตาย” มีวันหมดอายุหรือไม่ เราเป็น “ของตาย” ของใครบ้างหรือไม่

.

อาจเป็นเพราะภาพยนตร์ “ฮาวทูทิ้ง” ที่ไปดูมา และปัญหาธรรมชาติหลายอย่างที่เกิดขึ้น – ฝุ่นพิษ ผักผลไม้ไม่อร่อยเท่าวันวาน น้ำกร่อย (น้ำเค็มรุกเข้ามาในแม่น้ำลึกขึ้น) ฯลฯ มันเกี่ยวกันอย่างไร

.

ลืมตาดูโลก ก็เห็นและสัมผัส น้ำ ลม อากาศ ดิน พลังงานแสงแดด ป่าไม้ ภูเขา สัตว์ สิ่งต่างๆ ในธรรมชาติ ได้กิน ใช้ เหล่านี้เป็นของขวัญของชีวิตจนเหมือนว่าธรรมชาติดำรงอยู่เพื่อรับใช้มนุษย์อย่างไม่รู้จักจบสิ้น เราทิ้งขยะลงแหล่งน้ำ เผาขยะ เผาป่า ตัดไม้ ใส่เคมีลงดิน กอบโกย รุมทึ้งธรรมชาติเพื่อสนองความต้องการของเรา

.

ธรรมชาติมีพลังยิ่งใหญ่ ทำให้สิ่งที่เรากระทำกับเขานั้น ยังไม่มีผลสะท้อนกลับในทันที เราจึงทำร้าย ทำลายธรรมชาติ ต่อไป จนจุดหนึ่ง เราก็ได้รู้ว่า แท้จริงนั้น “ของตายนั้นไม่ตาย แต่ที่จะตายคือมนุษย์”

.

ธรรมชาติไม่ได้แก้แค้น เพียงสะท้อนสิ่งต่างๆ ที่เราทำ กลับมาให้เราเห็น กิน สูดดม สัมผัส

ดินที่ถูกทำลายอย่างหนักด้วยเคมี ก็ทำให้อาหารที่เรากินรสชาติไม่อร่อย ปนเปื้อนสารพิษ เป็นโรคนานา

น้ำที่ถูกย่ำยีเป็นที่ทิ้งปฏิกูล ก็ทำให้น้ำ อาหาร ที่เราดื่ม ใช้ ไร้คุณภาพ จะเที่ยวล่องเรือก็ต้องปิดจมูกไม่อาจสูดหายใจลมโชยดีๆ ได้

ฝุ่นพิษก็เป็นฝีมือมนุษย์นี่แหละที่ช่วยกันสั่งสมมาหลายปี ด้วยเหตุต่างๆ มากมาย

ไม่อยากคิดว่า หากพระอาทิตย์ดับ จะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต …. (เป็นไปได้ยาก แต่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ เพราะเกิดขึ้นในระบบจักรวาลอื่นมาแล้ว)

.

ผู้คนในอดีต เห็นธรรมชาติเป็น “ของเป็น” มีจิตวิญญาณ ความรู้สึก ปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์และสัตว์ต่างๆ ได้ เรามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับธรรมชาติ มีพิธีกรรมที่เราให้ความเคารพนบนอบต่อธรรมชาติ — ก็ทำให้ธรรมชาติที่สวยงามและดีงามคงอยู่มาถึงมือพวกเราในยุควัตถุนิยม ที่มองธรรมชาติก็ไม่ต่างอะไรกับสิ่งของ (สมัยประถม แบบเรียนนิยาม “ต้นไม้” “น้ำ” “ดิน” ว่า “เป็นสิ่งไม่มีชีวิต” หนึ่งในเหตุผลคือมันเดินไม่ได้)

.

ไม่เพียงธรรมชาติ แต่ความสัมพันธ์เชิงสังคมก็หล่อเลี้ยงชีวิตจิตใจของเราเช่นกัน และในความสัมพันธ์นี้ด้วย ที่เราหลายคนก็คงมี หรือ เป็น “ของตาย” กันบ้าง

.

“ของตาย” บางคนอาจเป็นคนที่สำคัญและจำเป็นกับชีวิตจิตใจของเรามาก อย่าง พ่อ แม่ ญาติ พี่น้อง สามี ภรรยา เพื่อนบางคน คนรัก ฯลฯ แต่บางคน “ของตาย” อาจไม่ได้มีความหมายหรือสำคัญกับเราเท่าพ่อแม่ ญาติ แต่ทำให้เรารู้สึกดีกับตัวเอง รู้สึกเป็นที่รัก ไม่ว่าเราจะร้ายกาจกับเขาอย่างไร เขาก็จะภักดีต่อเราไม่เปลี่ยนแปลง ประมาณนั้น

.

เวลาเราเห็นใครเป็นของตาย ใจของเราเป็นอย่างไร ท่าที การปฏิบัติตัวของเรากับคนๆ นั้นเป็นอย่างไร ผลที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองเป็นอย่างไร และในความสัมพันธ์เป็นอย่างไร

แล้วเวลาเรารู้สึกว่าเป็นของตายของใคร เรารู้สึกเช่นไรกับตัวเอง และรู้สึกเช่นไรกับคนๆ นั้น ความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็นอย่างไร ผลของความสัมพันธ์แบบของตายให้ผลอย่างไรบ้าง

.

คิดเร็วๆ ถึงผลบางอย่างของการทำกับสิ่งใดแบบ “ของตาย” – ลูกๆ ที่เห็นพ่อแม่เป็นของตาย ก็อาจเสียใจที่ได้ดูแลกันในตอนที่พ่อแม่อยู่ไอซียูหรือนอนในโลง (ของตายจริงๆ) หรือหากเป็นสามี ภรรยา ก็อาจจะเสียใจว่า ไม่ได้ใส่ใจดูแลกันมากพอ จนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปมีคนที่เห็นเขาเป็น “ของเป็น”

.

เพราะเราเป็น “คนเป็น” เราจึงต้องเป็น “ของเป็น” ให้กันและกัน โดยเฉพาะกับผู้ที่มีความหมายและสำคัญกับชีวิตของเรา

การเห็นผู้คน ร่างกาย หรือธรรมชาติเป็น “ของตาย” ผลสะท้อนที่เราจะได้รับวันใดวันหนึ่งข้างหน้าก็คงไม่ต่างกัน

การให้และการรับ ตอนที่ 2 : ปัญญาจากผู้ขอ

โปสการ์ดเขียนถึงตัวเอง บอกเล่าความประทับใจครั้งไปญี่ปุ่น

โปสการ์ดเขียนถึงตัวเอง บอกเล่าความประทับใจครั้งไปญี่ปุ่น

การให้และการขอ (ได้รับ) เป็นกระบวนการเดียวกัน ในเวลาให้ เราจะได้รับ และเวลารับ เรากำลังให้ เหมือนลมหายใจเข้า-ออก

ฉันได้เรียนรู้บทเรียนของการ “ขอ” ที่เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่จากพระเซนที่ได้พบ ณ ปราสาทโอซาก้า ญี่ปุ่น เมื่อปีพ.ศ. 2548

ตอนนั้นเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ฉันเพลิดเพลินกับการเดินชมปราสาทโอซาก้า ต้นไม้ ดอกไม้บริเวณรอบปราสาทหินงดงาม ชาวญี่ปุ่นช่างมีความละเมียดละไมในการจัดบรรยากาศปราสาทและภูมิทัศน์แวดล้อมให้สงบงามอย่างเรียบง่าย ฉันรู้สึกสุขสงบและสบายใจมากทีเดียว

ระหว่างทางลาดเดินลงไปชมสวนและพื้นที่รับประทานอาหารเบื้องล่างปราสาท ฉันเห็นพระเซนรูปหนึ่ง ท่านแต่งตัวเหมือนพระเจ้าอาวาส หลวงพ่อของอิคคิวซังเลย ชุดสีดำ สวมหมวกสาน มือหนึ่งถือถ้วยบิณฑบาต อีกมือถือลูกประคำ

ฉันรีบล้วงกระเป๋าควักเงินเยนจำนวนไม่มากไม่น้อยออกมาเพื่อจะใส่บาตร แล้วก็ชะงักเพราะเห็นปฏิกิริยาของนักท่องเที่ยวหลายคนทั้งต่างชาติและญี่ปุ่นที่มองท่านแปลก ๆ คำถามที่มักเกิดขึ้นในบริบทไทยคือ “พระจริงหรือเปล่า หรือขอทานปลอมเป็นพระ?”

ฉันจึงหยุดยืนอยู่ไกล ๆ แล้วเฝ้ามองพระเซนรูปนั้น

นักท่องเที่ยวหลายคนเดินผ่านไป หลายคนกรูเข้าไปยืนข้าง ๆ ท่านแล้วถ่ายรูป ทำท่าทางต่าง ๆ นานา บ้างก็ยื่นหน้าไปใกล้ๆ ท่าน บ้างนั่งลงแล้วแหงนหน้ามองขึ้นไปที่พระเซน ทำหน้าตาทะเล้นใส่ ส่งเสียงดังมากเจี๊ยวจ๊าว

พระเซนรูปนั้นไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ โต้ตอบ ทำให้นึกถึงทหารประจำการที่พระราชวังบัคกิ้งแฮม (guards at Buckingham Palace) ที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง ไม่ยิ้ม ไม่สนทนา

ท่านยืนนิ่งราวกับเป็นรูปปั้น กายสงบบนรองเท้าไม้โบราณแบบญี่ปุ่น (เกี๊ยะ) ใบหน้าเรียบเฉยภายใต้ปีกหมวกที่ปิดสายตาที่มองต่ำ ถ้วยที่เป็นเหมือนบาตรในมือนิ่งสนิท มืออีกข้างนับลูกประคำตามเสียงสวดมนต์ที่ท่านพึมพำที่ริมฝีปาก

ความสงบนิ่งของท่านตรึงให้ฉันยืนนิ่งไปด้วยและเฝ้ามองท่านอย่างจดจ่อ ฉันยืนมองท่านในอากัปกิริยาอย่างนี้นานกว่า 20 นาทีเห็นจะได้ เกิดความรู้สึกปีติในหัวใจ

ฉันเดินไปหาท่านแล้ววางเงินเยนลงในบาตรโดยระวังไม่ให้มีเสียงที่จะรบกวนการสวดมนต์ของท่าน ฉันภาวนาในใจ “ขอขอบคุณพระที่บำรุงจิตใจฉันให้สงบงามตามท่าน ขอบคุณที่ท่านให้โอกาสฉันทำความดี ขอบคุณที่สอนธรรมให้ฉันและขอให้ฉันเจริญงอกงามในธรรม เห็นธรรม เข้าถึงธรรม”

จากนั้น ฉันก็ถอยออกมายืนมองท่านต่อเพราะอาการสงบของท่านน่ามองมาก “ท่านยืนอยู่นานแค่ไหนแล้ว ทำไมจึงนิ่งสงบได้เพียงนี้ สิ่งแวดล้อมภายนอกไม่อาจรบกวนท่านได้เลย” ใจนึกอยากได้คำตอบว่าท่านยืนนานแค่ไหน ด้วยการที่จะหยุดยืนดูท่านแล้วจับเวลา แต่ก็ต้องเลิกล้มความตั้งใจนั้น เพราะต้องกลับไปขึ้นรถกับคณะที่มาเที่ยวด้วยกัน

ฉันเดินจากไปด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบหัวใจ ฉันรู้สึกว่าพระเซนรูปนี้มาโปรด (ให้) ฉันเสียมากกว่า ด้วยการ “ขอ” ถ้วยบาตรที่หงายในมือท่านเปิดโอกาสให้ฉันทำทาน ฝึกความอดทน (ที่จะยืนนิ่งและเฝ้ามองท่าน) ฝึกสมาธิไปพร้อมกับท่าน ซึ่งผลบุญที่ได้รับคือความอิ่มใจ ความสุข

ฉันเข้าใจว่าการที่พระออกบิณฑบาต นอกจากจะเป็นการบำรุง “พระ” ในพุทธศาสนาแล้ว การที่พระไปบิณฑบาตนั้นเป็นไปเพื่อให้ธรรมะกับผู้คนด้วย อย่างที่หลวงพ่อชา สุภัทโท เคยพูดคราวหนึ่งว่า ไปบิณฑบาตไม่ใช่เพื่อเอา “ข้าว” แต่เอา “คน”

ฉันยังเห็นอีกด้วยว่า อาการ “ขอ” ของพระเซนรูปนี้เป็นไปด้วยความอ่อนน้อม การขอจึงเป็นการฝึกความอ่อนน้อมถ่อมตนและฝึกลดละอัตตาตัวตนไปด้วย ให้รู้ว่าชีวิตเรานั้นพึ่งพิงอิงอาศัยผู้อื่น สิ่งอื่น เราไม่ได้ยิ่งใหญ่

ฉันยังคงเหลียวมองพระเซนรูปนั้นเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งไปทานอาหารกลางวัน แล้วขึ้นรถกลับที่พัก ไกด์คนไทยที่อยู่ญี่ปุ่นมานับสิบปีเอ่ยขึ้นว่า “ใครเห็นพระเซนบ้างไหม โชคดีมากเลย เพราะปกติท่านจะไม่ค่อยออกมาแบบนี้ …. แต่งตัวเต็มยศอย่างนี้มักใช้ออกงาน … “ (แล้วก็เล่ากรณีที่พระปลอมประพฤติไม่ดีก็มีซึ่งจำไม่ได้แล้ว

ฉันมองกลับขึ้นไปตรงที่พระเซนยืนอยู่ ท่านไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว

วันนั้นเองฉันได้รับโทรศัพท์จากเมืองไทยว่า บ้านเก่าที่บอกขายตั้งแต่ต้นปียังไม่มีคนติดต่อซื้อ เพิ่งมีคนมาซื้อวันนี้เองได้ราคาที่เราพอใจ …อึมประหลาดดีเหมือนกัน..อย่างนี้สิ ไทยแท้ ๆ ต้องมีเรื่องแบบนี้ตบท้ายสักหน่อย

ใครจะเชื่ออย่างไรก็ตาม สำหรับฉันการทำบุญเป็นไปเพื่อปัญญาในธรรม สิ่งดี ๆ ที่ได้รับในทางโลกนั้นเป็นเพียงเศษบุญเท่านั้น ไม่ใช่สาระที่ปรารถนา

นอกจากเราต้องฝึกการให้แล้ว เราน่าจะต้องฝึกการ “ขอ” ให้เป็นด้วย

“ขอ” อย่างไรให้งดงาม

“ขอ” อย่างไรให้เป็นบุญ (ประโยชน์) ทั้งผู้ขอและผู้รับ

Right Attitude

(เรื่องราวของแม่ชีชาวเนปาล  อานิ โชว์ญิ โดลมา ผู้ร้องเพลงสวดเพื่อดับทุกข์ในใจคน ตอนที่ ๑) 

สายวันเสาร์วันหนึ่ง ฉันมีนัดสัมภาณ์แม่ชีชาวเนปาล ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลกในฐานะนักร้องบทสวดภาวนา และเพลงแนวจิตวิญญาณ ขณะที่รอท่านอยู่ที่ล้อบบี้โรงแรม แม่ชีในจีวรแดงเข้มก็เดินตรงมา ท่าทางสง่าองอาจ ทะมัดทะแมง แต่ก็สงบสำรวม และนุ่มนวล

ทักทายกันแล้ว เราก็พากันเดินไปที่สวนสาธารณะกลางเมือง ที่อยู่ใกล้กับโรงแรม ฉันว่าตัวเองเดินเร็วแล้ว แต่ก็ยังต้องเร่งฝีเท้า ก้าวให้ทันท่าน

ท่านอานิ โชว์ญิง โดลมา นั่งลง แตะมือเบา ๆ ที่ด้านหนึ่งของม้าหิน เชื้อเชิญให้ฉันนั่งข้าง ๆ ท่าน ฉันรู้สึกอบอุ่นใจอย่างประหลาด ท่านพยักหน้าน้อย ๆ เพื่อบอกว่าพร้อมแล้วสำหรับการสนทนา ฉันจึงไม่รีรอที่จะยิงคำถามแรก “ท่านรู้สึกอย่างไรคะ ที่ได้รับการขนานนามว่า singing nun ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จัก ได้รับรางวัลนักร้องเสียงทอง (อันนี้แปลเอง) ออกอัลบั้มมากมาย และยังมีการทัวร์คอนเสิร์ตด้วย” ท่านนิ่งฟัง พยักหน้าน้อย ๆ ฉันถามต่อ “สำหรับคนทั่วไปแล้ว การร้องเพลงดูเหมือนจะเป็นเรื่องของการบันเทิงแบบโลกียวิสัย ท่านมองเรื่องนี้อย่างไร ท่านรู้สึกว่ามันขัดแย้งกันหรือไม่คะ”

จบคำถาม คำตอบก็มาอย่างฉับไว “ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนักร้อง ในแบบที่คนทั่ว ๆ ไปจะคิดถึงนักร้อง เวลาที่ฉันสวดหรือร้องเพลงบนเวทีคอนเสิร์ต มันก็ไม่ต่างจากการที่ฉันสวดมนต์เวลาที่อยู่ในวัด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เวลาที่ร้องเพลงหรือสวดภาวนา มันเหมือนกันทุกครั้ง และจะต้องทำให้ถูกต้อง”

ใช่อย่างนั้น ตอนที่ฉันขอให้คุณแม่ชีนั่งร้องเพลงเพื่อจะถ่ายรูป ท่านก็นั่งสงบนิ่งในท่าสมาธิ หลับตา และร้องเพลลงสวด สำหรับท่าน การร้องเพลงสวด หรือร้องเพลงแนวจิตวิญญาณที่มีท่วงทำนองสมัยใหม่ เป็นเรื่องของการทำสมาธิ เชื่อมใจให้อยู่กับท่วงทำนอง

                “สิ่งสำคัญในวิถีพุทธ คือ สัมมาสังกัปปะ การดำริชอบ (right attitude)” คุณแม่ชีอธิบายความต่อ “เราต้องรู้ว่าเรากำลังทำอะไร ทำไปทำไม และจะทำอย่างไร และสำหรับฉัน การดำริชอบ คือ การระลึกอยู่เสมอว่า ไม่ว่าเราจะทำสิ่งใด จะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่สรรพชีวิต”

เมื่อปี ๑๙๙๙ หลังจากที่ได้ออกอัลบั้มเพลงชุดแรกได้ ๒ ปี คุณแม่ชีก็ตั้งมูลนิธิ Nun’s Welfare Foundation of Nepal http://www.choying.com/

ปัจจุบันมูลนิธิมีโครงการกว่า ๑๕ โครงการ เช่น โรงเรียนAryaTaraSchool เป็นโรงเรียนประจำ (กินนอน) ที่เปิดให้การศึกษาแก่เด็กหญิง (ชีน้อย) ผู้ขาดโอกาสในการศึกษาจากทั้งอินเดีย ทิเบต และเนปาล ที่นี่แม่ชีน้อยทั้งหลายจะได้รับการศึกษาทั้งทางโลก และทางธรรม รวมถึงศิลปะวัฒนธรรมที่เนื่องด้วยการศาสนาด้วย เช่นการวาดภาพทังก้า และการร่ายรำอันศักดิ์สิทธิ์ที่เคยสงวนไว้เฉพาะกับนักบวชชายเท่านั้น

“ผู้หญิงมีศักยภาพ ความสามารถมากมาย ที่หากได้รับโอกาส ก็จะเป็นแรงช่วย (พร้อมไปกับผู้ชาย) ในการสร้างสรรค์สังคมและโลกให้งดงาม” ท่านแม่ชีกล่าวว่า “ในสมัยที่ฉันยังเด็ก ฉันอยากเรียนสูง ๆ แต่ไม่มีโอกาส ก็เหมือนกับเด็กหญิงหลายคน เมื่อฉันเข้าใจความปรารถนาของเด็กผูหญิง ฉันจึงอยากที่จะเติมเต็มความปรารถนาของเด็กหญิงทั้งหลาย”

นอกจากโรงเรียนแล้ว คุณแม่ชียังมีโครงการดูแลเด็กก่อนวัยเรียน โครงการดูแลรักษาสุนัขและสัตว์เร่ร่อน โครงการดูแลแม่ ๆ ในวัยชราที่ถูกลูกทิ้งหรือไม่ได้รับการดูแลจากครอบครัว

โครงการโรงพยาบาลโรคไต เกิดขึ้นเมื่อแม่ของท่านป่วยด้วยโรคนี้ และไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม เพราะที่ประเทศเนปาลยังขาดอุปกรณ์ และการรักษาโรคนี้อย่างเหมาะสม ผู้ป่วยหากต้องการรักษาต้องเดินทางไปนอกประเทศ ซึ่งทำให้เฉพาะคนที่มีปัจจัยการเงินที่พร้อมเท่านั้นจึงจะทำได้

โครงการแท๊งค์น้ำ และท่อส่งน้ำ ท่านทำโครงการนี้ร่วมกับอาสาสมัครชาวเยอรมันีกลุ่มหนึ่ง ไอเดียของโครงการนี้เกิดมาจาก ความทุกข์ของผู้หญิงที่ต้องเดินทางไปแบกน้ำจากแหล่งน้ำไกล ๆ เพื่อนำมาใช้ในครัวเรือน ท่านจึงคิดทำแท๊งน้ำเก็น้ำไว้ และทำท่อส่งไปยังพื้นที่ เพื่อให้ผู้หญิงไม่ต้องลำบากขนน้ำ เดินทางไกล ๆ

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานที่ทำท่าน โดยได้รับเงินสนับสนุนจากการขายซีดี และแสดงดนตรีจของท่าน รวมถึงเงินบริจาคจากสาธารณะทั้งในและต่างประเทศ

“ฉันไม่คิดว่าตัวเองได้ทำอะไรมากมาย ยังมีอีกหลายเรื่องที่อยากจะทำ ฉันคิดว่าสิ่งที่ทำไปเป็นสามัญสำนึก ฉันไม่อยากให้ความทุกข์ยากต่าง ๆ เหล่านี้เกิดกับตัวฉัน ฉันก็จะพยายามช่วยให้มันไม่เกิดกับคนอื่น ๆ ด้วย หรืออย่างน้อย หากพอจะช่วยบรรเทาความยากลำบากในชีวิตให้กับใครได้ ฉันก็จะทำ”

 

The show must go on “หนุ่มน้อยกับเสือ”

              “ผู้ชมที่ตัดสินใจเดินออกไปนั้นได้ทำหน้าที่อย่างสุจริตใจ ในการสะท้อนเสียงความรู้สึกเกี่ยวกับการแสดงโดยรวม ส่วนผู้ชมที่ยังคงนั่งอยู่จนจบนั้น ก็ได้ทำหน้าที่ของตนเช่นกัน คือ ให้กำลังใจนักแสดงทั้งหลาย ว่าอย่าได้ท้อ ฝึกฝน ทำให้ดีขึ้นต่อไป” โดย กรรณจริยา สุขรุ่ง

———————————– 

ดูละคร แล้วย้อนดูละครในโรงละครอีกที — นี่คือสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้ในการไปชมละครเพลงแนวแฟนตาซี เรื่อง “หนุ่มน้อยกับเสือ” (A Boy and a Tiger) กำกับการแสดงและการดนตรีโดย อ.บรู๊ซ แกสตัน ละครเพลงเรื่องนี้ดัดแปลงจาก นวนิยายอันโด่งดังและขายดีทั่วโลก เรื่อง Life of Pi โดย Yann Martel (2001)

หากมองภาพความสำเร็จของการแสดงละคร จากจำนวนและการมีส่วนร่วมของผู้ชม และเสียงปรมมือ ละครเพลงเรื่องนี้คงอยู่ห่างไกลจากจุดนั้น แต่หากจะประเมินความสำเร็จของละคร ที่การได้ให้ปัญญาความรู้ แปรเปลี่ยนความเห็น และยกระดับจิตใจของผู้ชม แม้เพียงคนเดียว ละครเรื่องนี้ก็จัดว่า “ประสบความสำเร็จ” และฉัน คือ คนหนึ่ง ที่เป็นบทพิสูจน์ (Living proof) ความสำเร็จในข้อนี้

พื้นที่ความจุของ Impact Arena มีถึง ๑๒,๐๐๐ คน ซึ่งผู้ที่มาชมการแสดงในค่ำวันที่ ๕ พค. ที่ผ่านมีราวครึ่งหนึ่งของความจุที่ว่านี้ นับว่าประสบความสำเร็จไม่น้อยกับการแสดงละครเพลงของเยาวชนกับนักดนตรีมืออาชีพ ทว่าเมื่อการแสดงองก์ที่ ๑ ดำเนินไปได้ครึ่งทาง ผู้คนก็เริ่มทะยอยเดินออก และเมื่อองก์ที่ ๑ จบ ทั้งโถงแสดงละคร เหลือผู้ชมไม่ถึงครึ่งหนึ่ง

ช่วงที่คนทะยอยเดินออกไปจำนวนมาก เพื่อนที่นั่งข้าง ๆ ฉันเอ่ยขึ้นว่า “เบื่อไหม อยากจะกลับไหม” ฉันส่ายหน้า และจดจ่อการแสดงต่อไป ทั้งการแสดงดนตรีที่ผสมผสานท่วงทำนองไทยและสากลของวงฟองน้ำ และการแสดงของเด็ก ๆ ในองก์ที่ ๒

เมื่อจบการแสดง มีผู้ชมเพียงหลักร้อยเท่านั้น ที่ร่วมกันปรบมือให้กำลังใจนักดนตรี นักแสดง และผู้อยู่เบื้องหลังละครเรื่องนี้

                สำหรับฉัน ผู้ชมที่ตัดสินใจเดินออกไปนั้นได้ทำหน้าที่อย่างสุจริตใจ ในการสะท้อนเสียงความรู้สึกเกี่ยวกับการแสดงโดยรวม ส่วนผู้ชมที่ยังคงนั่งอยู่จนจบนั้น ก็ได้ทำหน้าที่ของตนเช่นกัน คือ ให้กำลังใจนักแสดงทั้งหลาย ว่าอย่าได้ท้อ ฝึกฝน ทำให้ดีขึ้นต่อไป 

                ฉันได้เรียนรู้ว่า คนเรา ไม่ว่าจะทำงานการแสดงหรืออะไรก็ตาม เราต้องการทั้งเสียงวิจารณ์อย่างสุตริตใจ และกำลังใจ การเรียนรู้ และทำงานต้องการเวทีฝึกฝน และแสดงออก เพื่อที่จะได้รู้ว่า จุดใดที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ความผิดพลาด และบกพร่องไม่ใช่เรื่องน่าอาย หรือผิดบาป ที่ทำให้ต้องเลิกล้มสิ่งต่าง ๆ ที่ทำมา หรือตั้งใจไว้

ละครเพลงแนวปรัชญาเรื่องนี้ สอนปรัชญาบางอย่างที่ไม่ได้ตระเตรียมไว้ “หนุ่มน้อยกับเสือ” ดัดแปลงจาก Life of Pi นวนิยายแนวปรัชญาและจิตวิญญาณ (spirituality) เป็นเรื่องราวของพาย ลูกของเจ้าของสวนสัตว์ พ่อของเขาสอนบทเรียนของกฏธรรมชาติ จิตวิทยาสัตว์ การอยู่ร่วมกัน และการอยู่รอดของสรรพชีวิต ซึ่งบางทีดูจะโหดร้าย

การผจญภัยของพายเข้มข้น เมื่อครอบครัวของเขาตัดสินใจย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่ประเทศแคนาดา พร้อมกับบรรดาสัตว์ทั้งหลาย ระหว่างการเดินทางในมหาสมุทร พวกเขาเจอคลื่นลม เรือล่ม สัตว์หลายตัวจมน้ำตาย รวมทั้งครอบครัวของพายด้วย

สิ่งมีชีวิตที่ยังคงเหลืออยู่บนเรือชูชีพ คือ พาย เสือโคร่ง ไฮยีน่า และม้าลาย เพื่อจะมีชีวิตรอด สัตว์ต่างกินกันเอง จนเหลือแต่ เสือโคร่ง และพาย — ทั้งเสือและพายเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน และไปถึงฝั่งอย่างปลอดภัย เมื่อถึงฝั่ง เสือโคร่งหนีเข้าป่าไป ส่วนพายก็ได้รับความช่วยเหลือจากมนุษย์ที่มาพบเขา

ฉันได้ยินชื่อเสียงวรรณกรรมเรื่องนี้มานาน แต่ไม่ได้หามาอ่าน จนเมื่อได้ชมละครเพลงเรื่องนี้ และเห็นบทบรรยายกึ่งกวี ที่ฉายบนจอภาพ ฉันรู้สึกว่า ต้องหาวรรณกรรมเรื่องนี้มาอ่านเสียแล้ว

เนื่องด้วยเนื้อหาของวรรณกรรมค่อนข้างลึกซึ้ง เรื่องราวจึงดำเนินไปอย่างเนิบช้า ทำให้ผู้ชมหลายคนรู้สึกว่า ละครค่อนข้าง “อืด เนือย และน่าเบื่อ” ก็อาจจะจริงในมุมหนึ่ง แต่ในอีกมุม ผู้กำกับและเขียนบทละครก็อาจจะอยากนำเสนอความหมายของเรื่อง ที่ชวนให้ผู้ชมหยุดนิ่ง และใคร่ครวญก็ได้

ฉันว่า ละครเรื่องนี้เข้าแนว meditative play คือ ละครที่ต้องการสมาธิของผู้ชมมากทีเดียว สมาธิที่จะอ่านภาพเชิงสัญญลักษณ์ (symbolic and surrealistic multi-media) ที่ประกอบฉากอยู่เบื้องหลัง ใคร่ครวญถ้อยคำบรรยายที่นำมาประกอบฉาก และเสียงร้องโอเปราของนักแสดง ทั้งหมดนี้เรียกร้องให้ผู้ชมมีสมาธิค่อนข้างมากในการชมการแสดง และไม่อึดอัดกับความเงียบ ในบางช่วงบางตอน — ทว่า ผู้ชมจำนวนมาก โดยเฉพาะเด็ก ๆ ไม่อาจมีสมาธิได้อย่างนั้น

หากผู้กำกับและทำบทละครลองดัดแปลงให้การแสดงมีท่าทางลีลามากกว่านี้ อาจตรึงผู้ชมสมาธิค่อนข้างสั้น ได้มากขึ้น หรือหากจะยังคงรูปแบบการแสดงอย่างนี้ คงต้องคัดสรรผู้ชมที่เหมาะกับสไตล์ของละคร

นักแสดงทั้งหมดยังเป็นเยาวชน น่าจะวัยประถมถึงระดับมหาวิทยาลัย และนี่คือเหตุผลสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้ฉันนั่งชมละครเพลงเรื่องนี้จนจบ ฉันอยากให้กำลังใจเด็ก ๆ

ฉันชื่นชมเด็ก ๆ ทั้งหลายที่มีส่วนร่วมในการแสดงนี้ การละครช่วยฝึกเด็กให้รู้บทบาทตัวเอง เคารพบทบาทของคนอื่น และเห็นบทบาทของตนที่สัมพันธ์กับผู้อื่นด้วย การจะแสดงที่ปรากฏ สะท้อนให้เห็นวินัย และความตั้งใจของเด็ก ในการเข้ารับการฝึกฝนและแสดงร่วมกัน

(เมื่อเปิดดูโบร์ชัวร์ ฉันเห็นว่า จุดเริ่มต้นและเป้าหมายในการแสดงละครเรื่องนี้ เพื่อจะส่งเสริมศักยภาพของเด็ก ทางด้านการดนตรี การร้อง และการแสดง อีกทั้งสนับสนุนการงานเพื่อเด็กในสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ ด้วย)

ฉันคิดต่อไปด้วยว่า การให้เด็ก ๆ มาร่วมแสดงละคร ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความหมายของชีวิต อาจจะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ปรัชญาโดยไม่ต้องบรรยายกันเลย

สิ่งเดียวที่ไร้ที่ติ สำหรับฉันในค่ำคืนการละคร คือ เสียงดนตรี โดยเฉพาะช่วงที่วงฟองน้ำออกมาแสดง มินิ คอนสิร์ต คั่นการแสดงระหว่างองก์ ๑ และ ๒

เครื่องดนตรีไทย ผสมโรงกับเครื่องดนตรีสากลได้อย่างลงตัว บทเพลงพม่า ๕ ชั้น ไพเราะจับใจ ระนาดเอกโชว์ฝีมือรัวระนาดได้คม และฉับไว เสียงซอหวานจนใจละลาย ส่วนเสียงกลองก็ลงจังหวะได้หนักแน่น เสียงขับร้องดนตรีไทยไพเราะมาก ทั้งที่ไม่ค่อยได้ยิน แต่ก็รู้สึกคุ้นใจ ทำให้ภูมิใจในสาแหรกความเป็นไทยดันเลยเชียว 

ละครเพลงจบลง ดวงไฟเปิดสว่างทั่วห้องโถง นักแสดงและผู้ชมเห็นหน้ากันชัด ๆ — รวม ๆ แล้ว เราคงมีกันไม่ถึง ๑,๐๐๐ ชีวิต

ฉัน และผู้ชมที่เหลือ ลุกขึ้นยืน และปรบมือให้กับนักแสดง และนักดนตรีทุกคน

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างทางของการแสดง “The show  must go on.” การแสดงยังคงดำเนินต่อไป สิ่งนี้ต้องการพลังใจ และความเป็นมืออาชีพ … และฉันเห็นสิ่งนี้ในตัวนักแสดง และนักดนตรีรุ่นเยาว์ทุกคน 

(ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิต ใครจะเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำหรือไม่ the show must go on.)

*** ขอขอบคุณเพื่อนที่สนับสนุนให้ตั๋วเข้าชมการแสดง 

ลูกคนกลาง

ใคร ๆ ก็แสวงหาความเป็นกลาง อยากเป็นกลาง … ยกเว้นลูกคนกลาง

“พ่อแม่รักพี่คนโต และสนใจน้องคนเล็ก ผมรู้สึกว่าไม่ได้รับความรักและความสนใจจากพ่อแม่ จะทำอย่างไรดี อายุก็มากแล้ว ยังรู้สึกอย่างนี้อีก” หนุ่มวัย ๓๐ คนหนึ่งครวญ ในรายการวิทยุคลื่นลูกใหม่ ช่วง “ธรรม ธรรมดา”

… ถอนใจ… ฉันรู้สึกได้ถึงความทุกข์ใจของเพื่อนผู้ฟังคนนี้ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่เรารู้ความรู้สึกนี้ และปรารถนาจะเข้าใจ ก้าวข้ามมัน

ในฐานะผู้ดำเนินรายการของช่วงนี้ ฉันพยายามหาข้อธรรม และความคิดเห็นที่น่าจะพอช่วยให้หนุ่มคนนี้ ก้าวข้ามความรู้สึกที่ฝังแน่นในใจมายาวนาน …. กายสงบ เข้าไปในใจ ขอปัญญาจากพระพุทธองค์

 

ยกมือขึ้นมา นิ้วมือ ๕ นิ้ว ไม่เท่ากัน

ก้มดูนิ้วเท้า นิ้วทั้ง ๕ ก็ไม่เท่ากัน

ส่องกระจก มองไปที่ดวงตาทั้งสอง ใบหูทั้งคู่ ดูเหมือนจะเท่าและเหมือนกัน แต่ก็ไม่

นี่เป็นความมหัศจรรย์ของสิ่งมีชีวิต ทุกอย่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน จะหาที่เหมือนกัน และเท่ากันไม่มี ใบไม้จากต้นเดียวกันก็ไม่ได้เท่ากัน เหมือนกัน แบบใบไม้ที่ผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรม

 

ความรักไม่ใช่คณิตศาสตร์ที่จะชั่ง ตวง วัด คำนวน หรือมีสมการได้ 

ความรักไม่ใช่เครื่องจักรที่สามารถผลิตตัวเอง ให้เหมือนและเท่ากันทุกครั้ง

ความรักของพ่อ แม่ ก็คงเป็นเช่นนั้นละมั้ง …. จะหาความรักที่เป็นกลาง เท่าเทียมจากใจปุถุชนนั้นยาก ตัวเราเองยังรู้สึกกับสิ่งต่าง ๆ ไม่เท่ากันเลย เรารักสิ่งนี้ ไม่ชอบสิ่งนั้น รักคนนี้มากกว่าคนนั้น

เรารักพ่อ และแม่เท่ากันหรือไม่?

เราจะหวังให้พ่อ แม่ รักลูกทุกคนเท่ากันได้หรือ?

เราจะเอาอะไรวัดความรัก? เครื่องมือที่เราจะใช้วัดความรัก — ใจของเรา— มีความเป็นกลาง ได้มาตรฐานเที่ยงธรรมหรือไม่

สิ่งที่เราน่าจะลองมอง คือ มีความรักอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่าง เราและพ่อ แม่หรือเปล่า  

 

ทุกชีวิตเติบโตและดำรงอยู่ได้ด้วยความรัก

หากต้นไม้ไม่ได้รับความรักจากแสงแดด ลม อากาศ น้ำ สัตว์ และมนุษย์ ต้นไม้นั้นก็ยากที่จะเติบใหญ่

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เปราะบาง เราไม่สามารถดูแลตัวเองได้ เหมือนลูกสัตว์บางประเภท ที่เกิดมาก็ช่วยตัวเองได้ ลูกมนุษย์ต้องได้รับการดูแล ทะนุถนอมอย่างมาก

ลองทบทวนว่า ในแต่ละปี ตั้งแต่เราเกิด จนโตอย่างในปัจจุบัน พ่อ แม่ ต้องทำอะไรให้เราบ้าง ดูแลเราอย่างไร ให้เวลากับเราเท่าไร ท่านเสียเงินกับเราแค่ไหนในเรื่องต่าง ๆ ให้เราได้เรียนหนังสือ ไปเที่ยว มีของใช้ส่วนตัว … เราสัมผัสได้หรือไม่ว่า ทั้งหมดทั้งปวงที่ผ่านมา ตราบเท่าเวลาชีวิตเราในปัจจุบัน  คือ ความรัก … พอไหมสำหรับใจเรา?

 

ความทุกข์เกิดขึ้นเมื่อเราเปรียบเทียบว่า พ่อแม่รักพี่ สนใจน้องมากกว่าเรา บางทีหากเรามีโอกาสได้ถามพี่และน้องที่เราแอบอิจฉา เราอาจรู้ว่า พี่อาจกำลังรู้สึกกดดันว่า พ่อแม่คาดหวังในตัวของเขาสูง น้องที่เราเห็นว่าได้รับความสนใจมาก อาจรู้สึกว่าอัดอัดกับความสนใจนั้น ลูกคนเดียวอาจรู้สึกเหงา และว่าพ่อแม่ว่า ไม่มีพี่น้องให้เป็นเพื่อนเขา

ไม่มีอะไรพอดีสำหรับใจ … หลายอย่างในชีวิต มากไป น้อยไปเสมอ … ใจเราไม่เป็นกลาง

  

พระพุทธองค์กล่าวว่า “ทุกอย่างเกิดแต่เหตุ” ความรักที่เอนเอียงไปในทางพี่ หรือน้อง คงเกิดจากเหตุบางอย่างที่เราไม่รู้ก็ได้ ลูกที่พ่อแม่รู้สึกว่ายังอ่อนแอทางกายหรือใจ อาจได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ ลูกคนโตที่ได้รับความรัก อาจกำลังแบกความหวังของพ่อแม่ ที่จะให้เป็นคนดูแลพี่น้องได้ในภายภาคหน้า … มีอีกหลายเหตุปัจจัย และความรู้สึกที่อยู่เบื้องหลังการแสดงออกของพ่อแม่ที่เราไม่รู้

 

หากในวันนี้ เรายังมีลมหายใจ มีชีวิต มีการศึกษา มีงานทำ มีเงินดูแลชีวิตตัวเอง มีโอกาสในฐานะความเป็นมนุษย์ …. เหล่านี้ก็เกิดแต่เหตุ … และหนึ่งในเหตุนั้น (เหตุหลักด้วย) คือ พ่อแม่ และความรัก ความกรุณาของท่าน

หนทางที่เราอาจจะฝึกฝนปฏิบัติเพื่อ ช่วยคลี่คลายความรู้สึกน้อยใจพ่อแม่ได้บ้าง คือ

๑. หมั่นใคร่ครวญตระหนักรู้ถึงบุญคุณ ความรักความกรุณาของพ่อแม่ที่มีต่อเรา ระลึกถึงความดีของท่านทุกวัน และทุกครั้งที่ความรู้สึกน้อยใจผุดขึ้นมา ที่ต้องทำอย่างนี้ เพราะเราฝึกใจให้คิดในทางลบ ทางน้อยใจมานาน เป็นเหมือนร่องในใจที่ลึก ฉะนั้น จะแก้ทางกัน ก็ต้องใช้เวลาและฝึกใจเสียใหม่ด้วยการทำซ้ำบ่อย ๆ คือ ขุดร่องความคิด ความรู้สึกใหม่ให้ใจ  

๒. แสดงมุทิตาจิต คือ ยินดีกับพี่และน้องที่เรารู้สึกว่า ได้รับความรัก ความสนใจจากพ่อแม่ เวลาที่เรารู้สึกดีใจ หรือยินดีด้วยกับใคร ความรักเกิดขึ้นในหัวใจเราแล้ว โดยที่เราไม่ต้องไปเรียกร้องขอจากใคร

๓. น้อมนำธรรมข้อ “สันโดษ” ไว้ในใจ สันโดษ คือ ความพอใจในสิ่งที่มี สิ่งที่ได้รับ และสิ่งที่เป็น เป็นธรรมที่แก้ทาง “ตัณหา” คือ ความทะยานอยาก

ความอยากเหมือนเงา ที่ยิ่งเราวิ่งไล่ ก็ยิ่งหนี และเราต้องวิ่งตามอยู่ร่ำไป ได้แล้ว ก็อยากได้อีก ไม่มีวันจบสิ้น

พอใจในความรักที่พ่อแม่ให้ ท่านจะให้เท่าไร เราก็รับ และพอใจเท่านั้น เมื่อวางใจอย่างนี้ เราจะรู้สึกสบายใจ

 ๔. กตเวทีต่อพ่อแม่ คือ ทำหน้าที่ลูกที่ดี ตอบแทนคุณท่าน ดูแลท่านให้ดีทั้งกาย และใจ รักษาน้ำใจท่านด้วยวาจา และท่าทีที่ชื่นใจ การทำหน้าที่ลูกที่ดีไม่ใช่เพื่อให้ท่านรัก แต่ทำเพราะเป็นความดีงามตามธรรม เมื่อเราทำแบบนี้ เราจะเกิดความรู้สึกภูมิใจในตัวเอง การทำความดี โดยเฉพาะกับพ่อแม่จะช่วยให้ใจเรามีพลัง มีความรัก เพราะเราได้แสดงความรักต่อพ่อแม่

 

ใจของผู้ให้ อิ่มเต็ม มีเหลือเฟือ เพื่อแบ่งปัน

เหตุผลที่คนเราควรมี “คนรู้ใจ”

ทุกคนควรมีคนรู้ใจ ถ้ายังไม่มี ก็ควรหาไว้ และดูแลรักษาไว้ด้วย ทำไมนะหรือ?

การมีคนรู้ใจแม้เพียงคนเดียวมีความหมายและคุณค่ามาก สำหรับโมงยามสุดท้ายของชีวิต

 เรื่องเล่าสะกิดใจเราในข้อนี้ มีอยู่ว่า

 วันหนึ่ง แพทย์และพยาบาลวิ่งกรูกันไปที่ห้องผู้ป่วยระยะสุดท้ายท่านหนึ่ง ด้วยเหตุว่า มีควันลอยฟุ้งออกมาจากประตูห้องพัก

เมื่อเข้าไปถึง ภาพที่เห็นคือ ธูปกำใหญ่ที่กำลังมอดไหม้ส่งควันฟุ้งกระจายทั่วห้อง ควันและกลิ่นธูปยังไม่ระทึกขวัญเท่ากับความจริงที่ว่า ธูปเหล่านั้นปักอยู่ในกระถางที่วางไว้ข้าง ๆ ถังออกซิเจน!!!!

พยาบาลรีบคว้ากระถางธูปออกไปจากห้องพักโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ทุกคนในห้องนั้นจะเป็นคนในวาระสุดท้ายไปทั้งหมด

นอกจากควันธูปแล้ว ในห้องก็ยังอบอวลด้วยเสียงสวดมนต์และธรรมเทศนาจากเครื่องเล่นซีดี และญาติที่พยายามส่งกำลังใจให้ญาติในระยะสุดท้ายให้เดินทางหลังความตายสู่สุคติภพ

แต่คุณหมอไม่คิดอย่างนั้น จากการที่ดูแลผู้ป่วยรายนี้มาตลอด นี่ยังไม่ใช่เวลา เพียงแต่ร่างกายอ่อนล้า เกินกว่าจะสนทนาได้ ญาติจึงอาจเข้าใจว่า วาระสุดท้ายมาถึงแล้ว คุณหมอบอกให้ปิดเครื่องเล่นซีดี แล้วพูดคุยกับญาติจนพอเข้าใจกัน

คราวหนึ่ง เมื่อผู้ป่วยเริ่มกลับมารู้ตัวพอที่จะคุยได้บ้าง  ที่คุณหมอมาดูแลอาการ และญาติไม่อยู่ในที่นั้น ผู้ป่วยคนนี้พูดขึ้นว่า “ขอบคุณหมอมาก ที่ช่วยฉันไว้ในวันนั้น ถ้าหากฉันตายไปในเวลานั้น ฉันต้องเป็น “ผีที่ดุมาก” แน่ ๆ

เอ๊ะ ทำไม?

“ก็ฉันเกลียดกลิ่นธูปที่สุด ไม่ชอบเลย และเสียงพระที่เอามาเปิด ก็เป็นพระที่ฉันไม่ศรัทธา ไม่ชอบ ถ้าฉันตายไปตอนนั้น ฉันต้องเป็นผีดุมาก ๆ (และอาจมาหลอกคนที่เอาธูปและเสียงพระที่ไม่ชอบใจมาเปิดให้ฟังส่งวิญญาณ)”

สำหรับผู้ป่วยท่านนี้ ครอบครัว ญาติใกล้ชิดไม่ใช่ “คนที่รู้ใจ” ในวาระสุดท้าย จึงทำให้ “เรื่องดี(เกืบ)กลายเป็นร้าย” คือ ญาติปรารถนาดี มอบสิ่งที่ตนคิดว่าดี กลับเป็นสิ่งที่ทำลายความสงบและความสุขของผู้ป่วย

ชีวิตเราเป็นอย่างนี้หรือไม่ เรามักให้ในสิ่งที่เราเชื่อและคิดว่า “ดี” สำหรับคนอื่น เมื่อเขาไม่ชอบ ไม่ใช้ ไม่เอา เราก็มักโทษว่า เขาเป็นคนไม่รู้คุณคนบ้าง หรือน้อยอกน้อยใจบ้าง 

แต่เราถามหรือสืบค้นกันหรือไม่ว่า คนอื่นต้องการและจำเป็น ชอบ ไม่ชอบอะไร 

แม้ความปรารถนาดี เรื่องดี ๆ ความเห็นดี ๆ เราก็มักจะเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง และศูนย์กลางของทุกเรื่อง

รศ สิวีลี ศิริไล วิทยากรผู้ให้ความรู้เรื่อง palliative care การดูแลแบบประคับประคอง ให้แง่คิดสำคัญว่า การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายต้องดูแลแบบครอบคลุมทุกมิติของชีวิต ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา สิ่งแวดล้อม สังคม(ญาติ) และที่สำคัญ คือ จิตวิญญาณ (spiritualiy) ซึ่งเป็นมิติที่สำคัญมากในวาระสุดท้าย

ในวาระสุดท้าย กายเราก็ต้องทิ้ง จิตใจ ความรู้สติปัญญา โลกทั้งใบที่เราคุ้นเคย ผู้คนไม่ว่าญาติและเพื่อนทั้งหลาย เราก็ต้องจากไป สิ่งที่เหลือ คือ จิต

ในเมื่อเราต้องทิ้งทุกอย่างไว้ เหลือแต่ใจ เราจะเอาใจแบบไหนไป ใจที่สุขสงบ หรือใจทุรนทุราย โกรธ เกลียด

และหากเราต้องการจากไป ด้วยใจสุขสงบ — อะไรจะช่วยให้ใจของเราสุขสงบในเวลานั้น ???

ผู้ป่วยท่านหนึ่งอาการหนักมาก เหมือนกับว่า จะไปอยู่รอมร่อ แต่ไม่ยอมไป ผู้คนที่เฝ้าไข้หลายคนต่างเห็นในเรื่องนี้ แต่ไม่รู้ว่า ทำไมท่านไม่ยอมไป จนคนใกล้ชิดคนหนึ่งเอะใจ ลองไปกระซิบที่ข้างหูว่า “โครงการที่ท่านปรารถนาจะทำในการสร้างโบสถ์ให้วัดนั้น ไม่ต้องห่วง ทุกคนจะสานต่อให้สำเร็จ”

 หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง ท่านก็จากไปอย่างสงบ

 คนรู้ใจสำคัญมากในวาระสุดท้าย

 ในเวลาที่ร่างกายเปราะบาง อ่อนแรง แม้แต่จะสื่อสารพูดบอกก็ทำไม่ได้ …. ใครจะช่วยเรา หาทางช่วยเราให้สงบใจได้ ในวิธีที่ “ใช่” สำหรับเรา บางคนอาจต้องการเจอลูกจากแดนไกล บางคนต้องการให้นิมนต์พระ อ่านพระคัมภีร์ พากลับบ้าน เอาผ้าห่มผืนโปรดมาให้

ถ้าเช่นนั้น เราก็ต้องถามตัวเองว่า เราจะมีคนรู้ใจอย่างนั้นได้อย่างไร เราต้องทำอะไรและอย่างไรจึงจะได้รับบุคคลที่มีค่ากับชีวิตในวาระสุดท้ายของเรา

ในวันนี้ เรารู้ใจ เข้าใจคนรอบข้างมากน้อยเพียงไร หากเขาเหล่านั้นจะต้องอยู่ในสภาพสื่อสารความต้องการกับเราไม่ได้ หรือกำลังจะจากไป เรารู้หรือไม่ว่า สิ่งใดที่เราจะช่วยให้เขาสมปรารถนาในวาระสุดท้าย สิ่งใดจะช่วยคลี่ปมในใจ

หากวันนี้ เราไม่อาจสื่อสารกับใครได้ หรือเรากำลังจะจากชีวิตนี้ไป จะมีใครรู้ใจเราพอที่จะจัดสรรบรรยากาศที่งดงาม ส่งเราให้จากไปได้อย่างสงบ งดงามอย่างที่เราปรารถนา

หากใครมี “คนรู้ใจ” โดยเฉพาะในวาระสุดท้าย ถือว่า เขาโชคดีและทำกุศลไว้ดี ที่มีคนนั้นช่วยเหลือในวาระสุดท้าย หากเราไม่มี เราต้องทำให้ตัวเองเป็นที่พึ่งของตัวเองให้ได้ และเป็นคนรู้ใจของตัวเองให้ได้  

วันนี้เรามีชีวิตอยู่อย่างไร เราปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างในชีวิตของเราอย่างไร เราดูแลหรือพยายามเข้าใจ รู้ใจคนรอบข้างมากน้อยแค่ไหน

เราเคยคุยกันถึงความปรารถนาลึก ๆ ในใจกันบ้างหรือไม่ เรารู้ความเป็นไปของคนที่เรารักในมิติจิตวิญญาณหรือเปล่า

หากเขาชอบฟังธรรม ธรรมเทศนาของใครที่เขาชอบ เขาเป็นคนใฝ่ศาสนาหรือไม่ เขาสนใจอะไร คุณค่าในชีวิตที่เขายึดถือ ปลื้มภูมิใจคืออะไร อะไรที่เขาเจ็บปวด เศร้า เป็นปม

หากเราเห็นความสำคัญของมิติจิตวิญญาณ คือ ตัวตนด้านในในส่วนที่ลึกซึ้งนี้ เราจะใช้ชีวิตที่ยังมีอยู่สัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งเข้าใจสุข ทุกข์กันอย่าง เอา “เขา” เป็นตัวตั้งมากกว่า เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เราจะรู้จักกันและกันในความปรารถนาลึก ๆ

————————————————————

แรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องนี่ มาจาก โอกาสที่ไปร่วมงาน เกี่ยวกับมาตรา ๑๒ คือ เรื่องหนังสือแสดงเจตนาในวาระสุดท้าย ซึ่งมีการพูดถึงการดูแลผู้ป่วยในวาระสุดท้ายแบบประคับประคอง

ข่ายใยครอบครัว (2)

เด็กคนหนึ่งวาดรูปแม่ ตัวเอง และบ้าน ลงบนกระดาษศิลปะ เธอทำสีหน้าเง้าและกล่าวประมาณว่า “ครอบครัวของหนูไม่เหมือนเพื่อน ไม่สมบูรณ์ หนูไม่มีพ่อ”

บ้านที่ไม่มีพ่อ เป็นครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ จริงเสมอไปหรือไม่

องค์ประกอบของความเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์ คือ พ่อ แม่ ลูก ที่อยู่ในบ้านอย่างนั้นหรือ

ถ้าอย่างนั้น ครอบครัวของเราก็เล็กและจำกัดเสียเหลือเกิน และไม่สมบูรณ์จริง ๆ ด้วย

พ่อ แม่ ลูก เป็นภาพมาตรฐานของครอบครัวสมัยใหม่ ยุคอุตสาหกรรม (เด็กในยุคเกษตรกรรม คงวาดภาพครอบครัวได้มากกว่านี้ ตั้งแต่ปู่ย่า ตายาย ป้า ลุง น้า ลูกพี่ลูกน้อง ฐาติ เพื่อนบ้าน เจ้าทุย เจ้านกเอี้ยง หรือพี่หุ่นไล่กา เป็นต้น)

ภาพมาตรฐานทางสังคมของครอบครัวที่ดูคับแคบและจำกัด อาจทำให้ใครหลายคนรู้สึกว่า ตัวเองแตกต่างแบบแปลกแยก มีปมด้อย เพราะภาพครอบครัวขาดวิ่น  

บ้านเราไม่มีแม่ … บ้านเราไม่มีพ่อ …. บ้านเราไม่มีลูก …. เราไม่มีบ้าน

ครอบครัวสมัยใหม่ที่ประกอบด้วย หน่วยเล็กจิ๋ว พ่อ แม่ ลูก และไม่ค่อยสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน (เพราะต่างคนต่างอยู่) และบรรยากาศในองค์กรของระบบทุนนิยมเน้นผลผลิตผู้คน ไม่เอื้อให้เอาเด็กไปเลี้ยงที่ทำงาน ไม่เหมือนสังคมเกาตรกรรมที่ผู้หญิงผูกผ้ากระเตงลูกไปทำนา ทำไร่ด้วยได้

เราจะอยู่อย่างไรในภาวะแบบนี้ ครอบครัวเล็กมีราคาต้องจ่ายแสนแพง

เมื่อเป็นอย่างนี้ ครอบครัวเล็ก ๆ นี้ ต้องดิ้นรน ทำไงล่ะ ทุกคนต้องทำงานหาเงิน จึงต้องเสาะแสวงหาคนเลี้ยงลูกตัวน้อย วัยสามเดือน หรืออาจจะอ่อนกว่านั้น

เด็กถูกส่งไปโรงงาน — เนอร์สเซอรี่— ไปเลี้ยงรวมกับเด็กอื่น ๆ ชะตากรรมของเด็ก ๆ เหล่านั้นเป็นเช่นไร เลี้ยงรวมเหมือนสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าอย่างไรอย่างนั้นเลย

ทำอย่างไรได้ ทางออกมีเพียงนี้จริง ๆ

เราจึงเกิดคำถาม เด็กคนนี้และคนอื่น ๆ ในชะตากรรมเดียวกัน เป็นสมาชิกใหม่ในครอบครัวของเราด้วยหรือไม่ เราจะช่วยดูแลเด็ก ๆ กันอย่างไร….

เมื่อก่อน เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหา เพราะครอบครัวอยู่กันหลายรุ่น 3-4 รุ่น ทวด ปู่ย่าตายาย ลุงป้า และมากมาย แต่เดี๋ยวนี้เหลือ คน 2 รุ่น

เรื่องวุ่นวายไม่จบเท่านี้ เรามีเรื่องการหย่าร้างเข้ามาอีก ทำให้ หลายครอบครัว เป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว แม่เลี้ยงเดี่ยว ครอบครัวหดลงไปอีก เกิดปัญหาหลายอย่าง เพราะคนจำนวนน้อย ต้องแบกรับความรับผิดชอบในชีวิตใหม่อย่างใหญ่หลวง

สังคมเป็นปัจเจกนิยมมากขึ้น ครอบครัวของเราหดเล็กลงเรื่อย ๆ ซึ่งค้านกับความเป็นจริงของธรรมชาติและธรรมชาติความเป็นมนุษย์ของเราเอง

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราต้องอยู่ร่วมกัน อยู่เป็นหมู่เพื่อความอยู่รอด ทั้งทางกาย จิตใจ สติปัญญา และความรอดทางจิตวิญญาณ

อะไรคือความหมายของครอบครัว และครอบครัวที่สมบูรณ์มีหรือไม่ เป็นอย่างไร

รอบครัวที่สมบูรณ์ น่าจะหมายถึงครอบครัวที่รู้สึกอิ่ม …  อิ่มในความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน ไม่ว่า จำนวนสมาชิกจะมีเท่าไร และเป็นใคร สัมพันธ์ทางสายเลือด หรือสายใจ

ครอบครัวสมัยนี้ เราจะเห็นความหลากหลาย งดงามมากขึ้น เป็นต้นว่า

เรามีครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว พ่อเลี้ยงเดี่ยว

ครอบครัวพ่อเลี้ยงคู่กัน และครอบครัวแม่เลี้ยงคู่กัน

ครอบครัวขยายที่เต็มไปด้วยญาติ และญาติดพื่อน หรือ เพื่อนญาติ หรือยังนับรวมไปถึง หมา สุนัข แมว ที่นับวันก็จะกลายสภาพความเป็นอยู่เหมือนคนไปทุกที

สารคดีข่าวในอเมริกาล่าสุด สัมภาษณ์เด็ก ๆ ที่มีพ่อ และพ่อ และเด็ก ที่ มีแม่กับแม่ คือ คู่ที่รักเพศเดียวกันนั่นเอง เด็ก ๆ เหล่านี้กล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกแปลกประหลาดอะไร ไม่ได้รู้สึกว่า พ่อ ๆ แม่ ๆ ของตนไม่ดี แปลก เพราะว่า ทั้งพ่อ ๆ แม่ ๆ ให้ความรัก ความอบอุ่น การดูแล เอาใจใส่อย่างดีมาก และไม่ได้รู้สึกว่า ตนจะต้องเป็นหรือไม่เป็นแบบพ่อหรือแม่ (รักเพศเดียวกัน) เพราะ “พ่อเลี้ยงหนูให้เป็นคนทีดีและมีความสุข”

ไม่สำคัญว่า ครอบครัวของเราจะมีลักษณะอย่างไร สิ่งสำคัญคือหัวใจของคนทุกคนที่หลอมรวมความรู้สึกเป็นครอบครัวเข้าด้วยกัน

เราอิ่มกับความสัมพันธ์ในครอบครัวหรือยัง ถ้ายังเราจะช่วยกันเติมเต็มความรู้สึกกันได้อย่างไร 

บางทีเราอาจจะเห็นว่า ภาพครอบครัวที่ดูไม่ครบคน แท้จริงแล้วเต็มบริบูรณ์ด้วยความรู้สึก   

 ข่ายใยครอบครัว คือ ธรรมชาติชีวิตของมนุษย์

 ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล มนุษย์ทุกคนถือกำเนิดมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน คือ อดัม และอีวา (อีฟ) ซึ่งพระเจ้าสร้างขึ้น และศาสนายิว คริสต์และอิสลามเป็นศาสนาพี่น้องกัน คือ สืบสายมาจากบรรพบุรุษ คือ อับราฮัมเหมือนกัน เพียงแต่ต่างมารดา ซึ่งเรื่องราวค่อนข้างซับซ้อน(ซึ่งจะไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้)

ดังนั้น เราทั้งปวงต่างมาจากตระกูลเดียวกัน และเป็นพี่น้องกัน 

ชาวคริสต์และอิสลามที่ดี มองทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน โดยเฉพาะมุสลิม ใครทำร้ายชาวมุสลิม ชาวมุสลิมอื่น ๆทั่วโลกต้องช่วยกัน (นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่พวกหัวรุนแรงมักใช้ ขยายความรุนแรงทางศาสนาให้กระจายไป)

ศาสนาและความเชื่อทางตะวันออกเห็นสิ่งต่าง ๆ วนเวียนเป็นวงกลม หาจุดเริ่มและจบที่ใดที่หนึ่งไม่ได้ชัด ๆ  อย่างสัญลักษณ์ กงล้อแห่งธรรม หยิน-หยางของเต๋า หรือแม้แต่ความคิดไตรภาคของฮินดู แบบสร้าง-รักษา-ทำลาย วนเวียนกันไป

และในวงกลมนี้เอง ทุกสรรพสิ่งและชีวิตเชื่อมโยงกันทั้งหมด และน่าจะในความหมายความเป็นครอบครัวเดียวกันด้วย

พระพุทธองค์เคยตรัสว่า “ไม่มีใครเลยในโลกนี้ ที่ไม่เคยเป็น พ่อ แม่ ญาติ เพื่อน คนรัก … ของเรามาก่อนในภพชาติอันหาประมาณไม่ได้”

ในภาพยนตร์ ๗ ปีในทิเบต เราจะเห็นภาพคนทิเบตช้อนไส้เดือนดินขึ้นมาจากที่ที่วางแผนก่อสร้างเป็นโรงภาพยนตร์ ตามพระบัญชาขององค์ทาไลลามะ “ไส้เดือนนี้ อาจเป็นแม่ของเราในอดีตชาติ เราไม่อาจทำร้ายแม่ได้”

ความคิดเช่นเดียวกันนี้มีปรากฏอยู่ในบันทึกของหมอบรัดเล่ย์ เหมือนกัน (หากจำไม่ผิด) ที่เห็นคนไทยมาทำสวนที่บ้าน แล้วไม่ยอมขุดดิน เพราะมีไส้เดือน  

บรรดาชนเผ่าต่าง ๆ ในโลกหลายแห่ง ก็มีความเชื่อว่า สรรพสิ่งทั้งหลายเป็นญาติกัน ภูเขา ท้องน้ำ ต้นไม้ สัตว์ต่าง ๆ มีจิตวิญญาณที่ส่งต่อ ถ่ายทอดถึงกันได้

ครูอินเดียนแดงของเราบอกว่า สายน้ำเป็นย่าของเรา แม้การต้องเอาชีวิตสัตว์มาเป็นอาหาร พวกเขาก็ให้ความเคารพ และบอกว่า ขอให้ญาติมาเป็นหนึ่งเดียวกับเขา และเขาตระหนักทุกครั้งที่ทำการใด ๆ

สำหรับอินเดียนแดง บุคคลคนหนึ่ง ไม่ใช่ตัวตนของเขาแท้ ๆ เพียว ๆ แต่หลอมรวมเอาตัวตนของต้นไม้ สายลม แม่น้ำ และสัตว์อยู่ภายในด้วย เรียกได้ว่า ทั้งครอบครัวอยู่ในเรา

แม้ในโลกสมัยใหม่ ความเจริญทางวิทยาศาสตร์ก็ดูเหมือนจะให้ข้อคิดเห็นไม่ต่างจากความเชื่อทางศาสนานัก

ล่าสุด สารคดีทางทีวีไทยจากต่างประเทศเรื่องหนึ่ง ชี้ให้เห็นความพยายามของวิทยาศาสตร์พันธุกรรม ที่พยายามถอดรหัสความเชื่อมโยงของมนุษย์ทั้งโลก ว่ามาจากต้นกำเนิดเดียวกันหรือไม่ อย่างไร (คือชาวตะวันตกก็คงยังมีกระบวนคิดแบบอดัม อีฟ และการกำเนิดโลก คือ สิ่งต่าง ๆ มีจุดเริ่มต้นที่จุดใดจุดหนึ่ง แล้วเติบโตขยายออกไป) และนักวิทยาศาตร์ก็บอกว่า คนจำนวนมากในโลกสืบสายมาจากต้นตระกูลเดียวกัน

ความเป็นครอบครัวที่แท้จริง น่าจะมาจากความรู้สึกผูกพัน เห็นกันและกันในข่ายใขครอบครัว

…………….

หากเรารักและเห็นคนทุกคน สรรพสิ่ง ธรรมชาติ สัตว์ เป็นเพื่อนเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย  อย่างพระพุทธองค์ตรัสสอน

เห็นเป็นญาติ อย่างพี่น้องชนเผ่าที่เห็นป่าไม้ ทะเล ท้องฟ้าเป็นฐาติและบรรพบุรุษ

เห็นทุกคนเป็นพี่น้องกันอย่างชาวยิว คริสต์ และมุสลิม

เห็นความคล้ายคลึงกันของดีเอ็นเอในตัวเรากับอีกหลายพันล้านคนทั่วโลก อย่างที่วิทยาศาสตร์พันธุกรรมกำลังพิสูจน์

หากเราขยายข่ายวงครอบครัวของเราออกไป โลกของเราจะเป็นอย่างไร เราจะดูแลครอบครัว พี่น้อง ของเราอย่างไร

แม่ชีเทเรซา พูดถูกแล้ว ปัญหาในโลกนี้ มาจากการที่เราวาดวงกลมครอบครัวของเราเล็กเกินไป

มีน้ำใจไม่ใช่งาน แต่เป็นหน้าที่ชีวิต

คนไทยร่วมสมัย มีจิตอาสาเป็นอันดับที่เท่าไรในโลก และผลสำรวจที่ออกมาเผยให้เราเห็นความจริงในสังคมหรือไม่ เพียงใด?

ได้รับอีเมล์จากเพื่อนที่ส่งข้อมูลน่าสนใจเกี่ยวกับผลสำรวจของ Gallup Poll ในอังกฤษ เกี่ยวกับ การทำเพื่อคนอื่นในประเทศต่างๆ 153 ประเทศ ใน3หัวข้อ ได้แก่

  1. การบริจาคเงินเพื่อการกุศล 
  2. การสละเวลาเพื่อทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์
  3. การช่วยเหลือคนแปลกหน้าที่ตนไม่รู้จัก

 

อันดับ1 มีสองประเทศ คือ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ตามมาด้วย  ไอร์แลนด์ แคนาดา สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ ศรีลังกา ออสเตรีย ลาว และ เชียร์ราลีโอน

ส่วน ลาว โดดเด่นทั้งสามด้านและ ได้ที่1ในอาเซียน (ฮ่องกง =18  ฟิลิปปินส์=50  มาเลเซีย=76  สิงคโปร์=91  เวียดนาม =138  กัมพูชา =142 จีน=147)

ประเทศไทย ได้อันดับที่ 25 ก็นับว่าไม่เลวทีเดียว จากผลสำรวจบอกว่า คนไทยมักบริจาคเงินมากที่สุด และบริจาคเงินมากเป็นอันดับ 3 ของโลก — แสดงว่า เราไม่ใช่ประเทศยากจนนะเนี่ย

แต่อีกสองประเด็น คือ การสละเวลาทำสาธารณประโยชน์และช่วยเหลือคนแปลกหน้า คนไทยเรายังน้อย

ไม่ว่าเราจะเชื่อผลสำรวจของฝรั่งหรือไม่ สิ่งที่ผลสำรวจสะท้อนก็อาจจะน่าครุ่นคิดต่อว่า ทำไมคนไทยถึงไม่ค่อยแบ่งเวลาทำงานสาธารณประโยชน์ หรือช่วยคนแปลกหน้า  ?

เราไม่มีเวลา เราทำงานหนักเกินไป  เราอยากกิน ดื่ม เที่ยว …

เราไม่ไว้ใจกัน ….

หรือเพราะอะไร

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า คนไทยมองการบำเพ็ญประโยชน์เป็นการลงโทษอย่างหนึ่งหรือไม่ จึงไม่นิยมทำ

หรือบางที อาจมีการทำงานบำเพ็ญประโยชน์ในรูปแบบที่ฝรั่งมังค่าไม่รู้จัก อย่างเช่น ช่วยงานวัด ช่วยวัดจัดการอบรมปฏิบัติธรรม เป็นต้น จึงไม่ถูกจัดอยู่ในผลสำรวจ

สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า ชวนให้เราย้อนมองวัฒนธรรมไทยโบราณ และแม้ในชนบทบางแห่งในปัจจุบัน

อาจารย์สงกรานต์ กล่าวว่า “สังคมไทยเคยมีกระบวนการสร้างคนให้มีคุณธรรมด้วยแนวทาง บ้าน วัด รร.(บวร) ที่ครอบครัวไปวัดด้วยกัน ทุกวันพระ 

รร.ก็อยู่ที่วัด มีกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม ให้คนรู้จักการให้(ทาน) เสียสละเพื่อส่วนรวม(ร่วมงานวัด/รร.) ละอายต่อบาป(เป็นศิษย์มีครู /พระอาจารย์ จะไปทำผิดอะไร ก็กลัวเสียชื่อไปถึง ครู/พระอาจารย์)

มีระบบสวัสดิการสังคม(ไม่มีใครอดไปกินฟรีได้ที่วัด เพราะคนทำบุญเยอะ อาหารเหลือเฟือ คนจนเอาลูกไปฝากหลวงพ่อเลี้ยงเป็นเด็กวัด เติมโตได้ดีกันไปมากมาย) ฯลฯ

การไปวัดทุก ๗ วันถือว่า เป็นยาขนาดต่ำสุด(minimum dose) ที่พอจะรักษาโรคโลภ โกรธ หลงได้(บ้าง) และเหมือนกันทุกศาสนา คริสต์ไปโบสถ์วันอาทิตย์ มุสลิมไปสุเหร่าวันศุกร์ และเขายังทำกันอยู่

แต่พุทธถูกทำลายมาแล้วเกือบ ๕๐ปีแล้ว เพราะไปตามก้นฝรั่ง เปลี่ยนวันหยุดทุกวันโกน วันพระ เป็นหยุดเสาร์_อาทิตย์ เราจึงขาดกระบวนการหล่อหลอมทางจิตวิญญาณ พากันเสื่อมทั้งโยม ทั้งพระ”

เห็นจริงอย่างนั้นด้วย สมัยที่คุณแม่ยังเด็ก บอกว่า โรงเรียนหยุดทุกวันโกน เพื่อให้ผู้คนไปทำบุญ เข้าวัด

และหากวัดทำหน้าที่เป็นเหมือนศูนย์ชุมชน บำเพ็ญประโยชน์ เป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ ทั้งปัญญาและกรุณา สังคมหน่วยย่อยของเราจะดีเพียงใด

จะว่า ไปงานอาสาสมัตรในวัฒนธรรมไทย ไม่ได้ทำในรูปแบบองค์กร แต่เป็นวิถีชีวิต การลงแขก การโอบอุ้มผู้ยากไร้ คนไทยไม่เคยอดตาย ไม่มีกิน … อย่างการเดินเท้าของอ. ประมวล ที่รอดปลอดภัยและถึงจุดหมาย จะนับรวมเป็น การบำเพ็ญประโยชน์ด้วยไหม

คนไทยไม่แยกแบ่งว่า นี่เป็นเวลาส่วนตัว เวลางาน เวลาบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์

ไม่ได้ชาตินิยม แต่รู้สึกว่า คนไทยมีน้ำใจช่วยเหลือคนแปลกหน้า ช่วยเหลือผู้อื่น คือให้ทั้งเวลา แรงกายและปัจจัยมากมาย

เป็นบุคลิกทางใจที่เราได้รับมาจากบรรพบุรุษ มีอยู่ในใจ แต่ต้องการโอกาสและการกระตุ้นให้ตระหนัก รวมถึงโครงสร้างบางอย่างที่เอื้อต่อความงามในใจนี้ให้เติบโต

ปัจจุบัน วิถีและระบบโครงสร้างบางอย่างในสังคม ทำให้เราหมางเมิน ระแวงไม่ไว้ใจกัน หากเราขจัดอุปสรรคเหล่านี้ออกไปได้ น้ำใจของคนไทยจะไหลหลั่งไม่รู้หมด

ชีวิตเบิกบานเพราะน้ำใจ ที่เรามีภายใน และมอบให้ผู้อื่น

น้ำใจที่ไหลเวียนในชุมชน จะเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงพวกเราทุกคนให้อยู่รว่มกัน งอกงามเติบโตไปด้วยกัน

การมีน้ำใจไม่ใช่งาน แต่เป็นหน้าที่ของชีวิต

อยากมีชีวิต ต้งอมีน้ำใจ ให้ทั้งตัวเองและผู้อื่น

วันนี้ ขอน้ำใจให้ตัวเอง และทุกคนที่พบเจอ — ร่วมกันทำนะคะ  

เรียนรู้อยู่กับภัยธรรมชาติที่เราหนีไม่พ้น

ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าทุกปี รุนแรงมากน้อยแตกต่างไป

ประเทศไทยเจอเหตุการณ์น้ำท่วม ภัยแล้ง หนาวจัด พายุถล่ม ตามฤดูกาลและพื้นที่ต่าง ๆ และจากภาวะโลกร้อน เราคาดการณ์ได้เลยว่า ภัยธรรมชาติจะเกิดถี่และรุนแรงขึ้นทุกปี

เราควรถอดบทเรียน เรียนรู้จากสถานการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ได้แล้ว ทำระบบ โครงสร้าง ความรู้ ให้ทุกคน หน่วยงาน ชุมชนได้เรียนรู้รับมือกับปัญหาในอนาคต และหากมีการทำความรู้ชุดนี้ไว้แล้ว ก็ขอได้โปรดกระจายบอกประชาชนหลังเขาอย่างเราด้วย

หน้าหนาว

หน้าหนาวของทุกปี เราจะได้ยินข่าว คนหนาวตาย คนไม่มีอุปกรณ์เครื่องนุ่งห่มบรรเทาความหนาว และระดมการบริจาค เครื่องนุ่งห่มและอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อปกป้องความหนาวเย็น จึงสงสัยว่า สิ่งที่บริจาคไปแล้วในปีก่อน ๆ หายไปไหน เสื้อผ้าไม่ใช่สิ่งใช้แล้วทิ้ง หรือหมดอายุได้ง่าย ๆ หรือการแจกจ่ายไม่ทั่วถึงบางคน หรือประชากรเพิ่มขึ้น หรืออะไร

หากเรารู้อยู่แล้วว่า ความหนาวมาทุกปี และบางพื้นที่อาจอ่อนไหวเสี่ยงต่อวิกฤตความหนาวเป็นพิเศษ ทำไมเราไม่เตรียมรับมือไว้ก่อน และเป็นระบบเพื่อดูแลกัน ไม่ต้องลูบหน้าปะจมูกกันทุกปีไป (ยกเว้นปีไหน หนาวเป็นพิเศษเกินคาดเดา เช่น กรุงเทพ อุณหภูมิ 0 องศา เป็นต้น จะมีไหมน้อ)

สำมโนประชากรมีไว้ทำไม แผนที่ชุมชนหมู่บ้าน รายชื่อหมู่บ้านต่าง ๆ ทางกระทรวงมหาดไทยจะมีประโยชน์อย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง

เราสำรวจดูได้ไหมว่า ใครอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อความหนาว และยังขาดแคลนสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น เราจะช่วยกันดูแลอย่างไร การขนส่งอุปกรณ์เครื่องใช้ และการรายงานดูแลกันทางเจ้าหน้าที่ อบต. อบจ. ผู้ใหญ่บ้าน

เราจะให้ผู้ใหญ่บ้าน อบจ. อบต. ช่วยสำรวจสภาพความเป็นอยู่ของคนในชุมชนได้ไหมว่า ใครมีความเสี่ยงต่อภัยอะไรบ้าง 

หน้าน้ำของทุกปี หลายพื้นที่ในประเทศลุ่มแม่น้ำ จะต้องน้ำท่วม ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด คนไทยสมัยก่อนรู้จักเรื่องนี้ดี และสร้างบ้านเรือนพ้นน้ำกว่า 2 เมตร และไม่สร้างบ้านเรือน ชุมชนขวางทางน้ำ

คนที่มีชีวิตห่างจากน้ำ จะดูไม่ออก ประเมินกำลังของน้ำไม่เป็น และนั่นอันตรายอย่างยิ่ง

ดังนั้น เราต้องเรียนรู้จะอยู่กับน้ำ อย่างแรก การเรียนรู้ ศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบควรให้เรารู้จักน้ำให้มากขึ้น กระแสน้ำไหลในแต่ละแบบ หมายความว่าอย่างไร เพื่อที่ว่า จะได้ไม่มีคนที่เดินไปในกระแสน้ำเชี่ยวแล้วถูกน้ำพัดจมหายไป

เราต้องเรียนรู้กระแสและวิถีของน้ำ น้ำขึ้นและลง อย่างไร น้ำแม่น้ำ น้ำภูเขา น้ำป่า น้ำทะเล ทุกน้ำเชื่อมโยงและหนุนกันอย่างไร อะไรบ้าง และเมื่อไร อย่างถ้าฝนตกหนัก ๆ เราต้องระวังอะไรบ้าง ไม่อยู่ใกล้ริมน้ำ ไม่อยู่ใต้เงาภูเขาที่โล้น เพราะดินที่อุ้มน้ำไม่ไหวแล้ว อาจถล่ม เป็นต้น ถ้าอยู่ที่ราบให้ระมัดระวังน้ำป่าหลาก จากภูเขาที่ราบสูงลงมา กระแสน้ำจะรวดเร็วมาก ควรสังเกตเมื่อมีฝนตกหนักติดต่อกันบนภูเขาหลาย ๆ วัน ให้เตรียมตัวอพยพขนของไว้ที่สูง

 กระแสน้ำหลากจะทำลายวัสดุก่อสร้าง เส้นทางคมนาคม ต้นไม้ และพืชไร่ ต้องระวังกระแสน้ำพัดพาไป อย่าขับรถยนต์ฝ่าลงไปในกระแสน้ำหลาก แม้บนถนนก็ตาม อย่าลงเล่นน้ำ อาจจะประสพอุบัติภัยอื่น ๆ อีกได้

นอกจากนั้น ในภาวะน้ำท่วม ทั้งบ้านเรือน และเรือกสวนไร่นา เราจะดูแลอย่างไรให้เป็นระบบ และเตรียมกันทุกปี และทั้งปี ทั้งในระดับปัจเจก ชุมชน ภูมิภาคและประเทศ เพื่อให้การเตรียมการและกระจายความช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วทันท่วงที ไม่ควรให้ทุกอย่างกระจุดที่ส่วนกลาง อย่างการเคลื่อนย้ายคนสู่ที่สูง

ในทุกจังหวัดเราจะเตรียมพื้นที่เหล่านั้นร่วมกันไหม ว่าจะเป็นที่ใดบ้าง และรักษาพื้นที่นั้นให้ดี เป้นที่สูง มีที่อาศัย หลบภัยทั้งคนและสัตว์ มีอุปกรณ์เยียวยาเบื้องต้น อย่าง เครื่องปั่นไฟ น้ำดื่มที่รองจากน้ำฝน และของอื่น ๆ แล้วก็เรือหลาย ๆ ลำ

ในระดับปัจเจก เราน่าจะเรียนรู้การอยู่กับน้ำท่วม พายเรือเป็น ว่ายน้ำได้ รู้จักโรคที่มากับน้ำ และวิธีการป้องกัน มีอุปกรณ์รับสถานการณ์เบื้องต้น เช่น ถุงดำขับถ่าย เทียน ไฟฉายและถ่าน กระติดกรองน้ำ แบบไม่ใช้ไฟฟ้า เบอร์โทรศัพท์สำคัญ ๆ รวมถึงคู่มือการเผชิญภาวะน้ำท่วม

ในระดับชุมชน ก็มีแผนรับสถานการณ์ น่าจะมีแผนที่ทุกครัวเรือน และผู้ที่อยู่ในแต่ละครัวเรือนเพื่อส่งความช่วยเหลือ อาจจะมีเรือ และอุปกรณ์สำคัญในการรับสถานการณ์เบื้องต้นร่วมกัน เมื่อเกิดภาวะน้ำท่วมจริง ๆ

สิ่งที่เราน่าจะคิดไว้คือ การขนส่ง การขนส่งของในการช่วยเหลือ ทั้งอาหาร ยา และความช่วยเหลืออพยพคน และที่สำคัญ คือ ระบบการขนส่งขยะ ซึ่งจำเป็นต้องทำ โดยเฉพาะขยะของเสียที่ถ่ายกัน เพราะหากไม่จัดระบบให้ดี จะทำให้คนโยนหรือถ่ายลงน้ำ เป็นเหตุให้เกิดโรคภัยได้มาก — ซึ่งหากคิดระบบและเตรียมการไว้ให้ดี จะช่วยลดทอนปัญหานี้ได้

การสื่อสารในพื้นที่ ก็เป็นเรื่องสำคัญ จะทำอย่างไรที่ให้คนภายในสือ่สารกับภายนอกได้ ในยามที่ไฟฟ้าตัดขาด ไม่สามารถใช้โทรศัพท์ มือถือ หรืออุปกรณ์สื่อสารที่คุ้นเคยได้ เราจะมีเครื่องมือสื่อสารอื่น ๆ ได้ไหม อะไร

หน้าแล้ง

น้ำน้อย ไม่มีน้ำในการบริโภคในครัวเรือน และทำการเกษตร ปัญหานี้เกิดขึ้นทุกปี ในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบโดยทั่วกัน ข้าวยากหมากแพง เป็นต้น

เราจะดูแลเรื่องน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยในชีวิตให้ทุกคนได้รับอย่างทั่วถึงได้อย่างไร การจัดการปัญหาภัยแล้ง อาศัยความรู้และการจัดการอย่างเป็นระบบ เห็นทั้งระบบ

เขื่อน ฝาย อ่างเก็บน้ำ แต่การแบ่งจ่าย กระจายน้ำเป็นอย่างไร ทั่วถึง และเป็นธรรมหรือไม่ ถังกักเก็บน้ำในแต่ละบ้าน (แต่ก่อนเห็นแต่ละบ้านจะมีแท้งค์น้ำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ปัจจุบันมีน้อยลงมาก)

ที่สำคัญ เราใช้น้ำอย่างไร ใช้อย่างประหยัดรู้ค่า หรือใช้ทิ้ง และแถมยังทำลายคุรภาพน้ำด้วยสารพิษและขยะด้วย เมื่อน้ำเหือดแห้ง จะเอาอะไรดื่ม เราเคยเห็นภาพเด็กแอฟริกาที่แย่งกันกินน้ำโคลนในบ่อน้ำน้อย ๆ หรือไม่

ภาวะภัยแล้งเกี่ยวกันอย่างมากกับสภาพความชื้นและอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ หากป่าไม้หดหาย น้ำก็จะน้อย และเราจะขาดน้ำ ต้นไม้ขาดน้ำก็ตาย เราก็ไม่มีพืชผักกิน สัตว์ที่ต้องกันพืชก็ตาย แล้วเราก็ไม่มีเนื้อสัตว์กัน ข้าวไม่ได้น้ำ ก็ไม่โต เราก็ไม่มีข้าวกิน สรุปความว่า จะไม่มีอะไรให้เรากิน (และห้ามกินกันเองนะ)

สึนามิ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด (จากที่อื่น แต่เถ้าควันล่องลอยมา )

โลกต้องการรักษาสมดุล เมื่อน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ปริมาณน้ำในหมาสมุทรแปซิฟิคสูงขึ้น ปริมาตรน้ำมากขึ้น ก่อเกิดพายุมรสุมที่มาก ถี่ และรุนแรงขึ้น โลกซีกหนึ่งต้องแบกน้ำหนักที่มากขึ้น ทำให้แผ่นดินเบื้องล่างต้องปรับตัว เกิดการขยับปรับตัว หมายถึง แผ่นดินไหวบ่อยขึ้น เท่าที่เคยอ่านข้อมูล ทั่วโลกมีแผ่นดินไหวบ่อยแทบทุกวัน แต่ไม่รุนแรง

กระนั้น แผ่นดินไหวที่รุนแรงก็เกิดบ่อยขึ้น และก็หมายถึงโอกาสของแผ่นดินถล่ม ความเสียหายในบ้านเมือง และคลื่นสึนามิ

ในประเทศไทย เราอาจอยู่ไกลจาก ring of fire ที่วาดจากขอบทวีปอเมริกาใต้ขึ้นไปอเมริกาเหนือ วนมารัสเซีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เป็นวงแหวนเปลือกโลกที่ครุกรุ่น

สิ่งที่ประเทศไทยมีโอกาสจะได้รับวิบากไปด้วย คือ คลื่นสีนามิ เมื่อเกิดแผ่นดินไหว — เราต้องเตรียมรับเรื่องนี้ด้วย ทั้งความรู้ ระบบการหนีภัย พื้นที่หนีภัย คือบอกเส้นทางให้วิ่ง (แต่วิ่งไปไหนอ่ะ ไกลมากก็วิ่งไม่ไหวนะ อย่างคนแก่ เด็กจะทำอย่างไร ไหนจะคนพิการอีก)

บางทีเราอาจต้องปรับโครงสร้างพื้นที่พักผ่อนชายทะเลไปด้วย อย่างที่ญี่ปุ่น หมู่บ้านที่หายเรียบจากสึนามิ ปัจจุบัน เขาทำพื้นที่ให้เป็นสวนสาธารณะ และชายหาดสาธารณะ ให้โล่ง ไม่ให้ใครอยู่พักที่นั่น และมีหอคอย พื้นที่สูงเพื่อหนีน้ำ

——————————————-

เมื่อภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่เราร่วมก่อ เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน อย่างดีที่สุด

ดูแลกันและกันนับจากวันนี้ ไม่เพียงการเตรียมการรับมือ

แต่รู้จักมีชีวิตที่ช่วยปรับตัวให้สอดคล้องกับธรรมชาติ รักษาธรรมชาติไม่ให้ย่ำแย่กว่านี้

หากเรารักษาธรรมชาติ เราอาจมีส่วนช่วยให้ภัยธรรมชาติลดลง หรือลดความรุนแรงลง กระแสรักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้ถึงผลกระทบต่อธรรมชาติ จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป้นเรื่องการป้องกันภัยในอนาคตด้วย

มาเรียนเป็นนักเรียนรู้กันเถอะ

โลกทั้งภายในและภายนอกตัวเราเปลี่ยนแปลงเสมอ การที่เรายึดมั่น กอดถือสืงที่รู้ในอดีตไว้ อาจทำให้เราไม่รู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันที่เปลียนไป

ด้วยโลกเป็นอนิจจัง ชาวพุทธจึงต้องฝึกฝนตนเป็นนักเรียนรู้อยู่เสมอ เรียนรู้ที่จะมีชีวิตในปัจจุบัน รู้อยู่กับโลกอย่างมีเป้าหมาย และเกื้อกูลกันและกัน

ระบบการศึกษาไม่ได้บ่มเพาะให้เราเป็นนักเรียนรู้ แต่เราอาจเรียนรู้ที่จะเป็นนักเรียนรู้ได้จากพระบรมครูของเรา ในที่นี้ อยากจะขอเล่าทักษะบางประการที่จะช่วยให้เราเป็นนักเรียนรู้ได้ ซึ่งใช้ได้กับทุกคน ไม่ว่านักเรียน คนทำงาน คนวัยเกษียณ แม้คในวาระสุดท้าย

——————-

พระพุทธองค์เป็นแบบอย่างของนักเรียนรู้ ท่านเรียนอย่างไรจนบรรลุเป้าหมายสูงสุด อะไรผลักดันให้ท่านออกแสวงหาความรู้ ความจริง เราจะเรียนรู้ตามรอยบรมครูได้อย่างไรบ้าง

นักเรียนรู้ต้องแสวงหาความรู้ ไม่ว่าจากการอ่านหนังสือ การฟัง การสนทนากับผู้อื่น การสังเกตและรับฟังสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ด้วยกายและใจของเรา ซึ่งเป็นอุปกรณ์เรียนรู้ชั้นยอด

แน่นอนว่า คนจะแสวงหาความรู้ขนาดนี้ ต้องเกิดมาจากความรัก รักในสิ่งที่ตนเองอยากรู้ อยากแสวงหา การเรียนการศึกษาในปัจจุบันทำให้คนรู้สึกรักในการเรียนรู้หรือไม่ เรามักได้ยินเด็ก ๆ บ่นว่า ไม่อยากไปโรงเรียน ทำข้อสอบก็ขอลอก ๆ กัน เราจะทำให้เด็ก ๆ และตัวเราเองรักในความรู้ รักที่จะแสวงหาความรู้ได้อย่างไร

การเรียนรู้ก็ต้องอาศัยแรงบันดาลใจเช่นกัน แรงบันดาลใจของพระพุธองค์มาจากทุกข์และความจริงที่เห็นในชีวิต

อะไรเป็นแรงบันดาลใจในชีวิตเราบ้าง เรามีความรักในเรื่องใด—

ครุ่นคิดและตั้งคำถาม

พุทธศาสนาเกิดขึ้นได้ด้วยการครุ่นคิดและตั้งคำถามสำคัญของเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านครุ่นคิดเรื่องราวต่าง ๆ ที่เห็น ไม่ปล่อยอะไรผ่าน ๆ โดยไม่ตั้งคำถาม

“มนุษย์เราพ้นทุกข์จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้หรือไม่” คำถามนี้ผลักให้ท่านทิ้งทุกอย่างที่มีค่าและสุขสบาย เพื่อแสวงหาความจริง

ชาวพุทธต้องเป็นนักตั้งคำถาม คำถามที่ดีและสร้างสรรค์เกื้อกูลโลก (เราว่านะ) รวมถึงต้องตั้งคำถามกับตัวเองด้วย

พระพุทธองค์จะไม่ตรัสรู้ได้เลย หากท่านไม่ใคร่ครวญ สังเกต และตั้งคำถามกับการปฏิบัติของท่านเอง “ใช่แล้วหรือ” การได้ฌานสมาบัติขั้นสูงไม่ได้ทำให้ท่านหลงว่า ได้พบธรรมพ้นทุกข์แล้ว คำถามทำให้เราสืบค้นความจริง จนถึงที่สุด  

— คำถามสำคัญในวันนี้ ช่วงเวลานี้ของเราคืออะไร —-

เปิดหัวใจเพื่อเรียนรู้และรับความรู้ หัวใจของการเรียนรู้ คือ Learn to un-learn เรียนวิธีการถอดถอนสิ่งที่รู้แล้ว

ข้อนี้สำคัญมาก เพราะหลายครั้ง เรามักคิดว่าเรารู้แล้ว และกอดยึดสิ่งที่เราคิดว่าเป็นความรู้ไว้อย่างเหนียวแน่น หากใครวิพากษ์วิจารณ์ความรู้ของเรา ก็เท่ากับวิจารณ์เรา อย่างนั้นเลย

เมื่อเรากอดยึดความรู้ไว้เช่นนั้น ก็เท่ากับหยุดเรียนรู้ ปิดโอกาสที่จะรู้สิ่งใหม่ ๆ รวมถึงตรวจสอบว่า สิ่งที่เราคิดว่ารู้นั้น แท้ที่จริง รู้แล่วหรือว่า รุ้ลึกกว่านั้นได้อีก

ในประเด็นนี้ เราได้รับแรงบันดาลใจ จากองค์ทาไล ลามะ ท่านตรัสไว้ครั้งหนึ่ง ประมาณว่า “หากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่า หลักคำสอน หรือวิธีการของพุทธศาสนา อย่าง สมาธิจิต นั้นไม่เป็นจริง ท่านก็พร้อมที่จะวางความเชื่อและความรู้ในเรื่องนั้นไป แต่จนวันนี้ วิทยาศาสตร์ยังไม่อาจหักล้างหลักการ คำสอนของพระพุทธองค์”

เปิดหัวใจให้ว่าง เพื่อรองรับสิ่งใหม่ ๆ แล้วกรองว่า สิ่งใหม่ที่ไหลเข้ามานั้นเป็นอย่างไร

การฟัง

การฟังต้องอาศัยการเปิดใจและตระหนักรู้ว่า เราต้องการฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นพูดและไม่ได้พูด เราต้องการฟังเพื่อเข้าใจและสัมพันธ์กับผู้พูด ฉะนั้น การฟังในลักษณะนี้ เราต้องเพิกถอนความคิดของเราออกไปบ้าง เพราะหากฟังไป เถียงค้านในใจไปเรื่อย ๆ สิ่งที่เราจะได้ยินก็มีแต่เรื่องราวเก่า ๆในหัวของเราเอง หามีสิ่งใหม่แทรกซึมเข้าไปไม่

เพียงแค่ฟัง เราจะได้เรียนรู้ นั่นคือ สิ่งที่นักจัดการความรู้สมัยใหม่มักใช้ ในหลักของ เรื่องเล่า ซึ่งเป็นวัฒนธรรมมุขปาฐะ ที่คนโบราณใช้มานมนาน

ในเรื่องเล่า มีเรื่องราว ความคิด ความฝัน คุณค่า ความรู้สึก ทุกอย่างของมนุษย์ที่สามารถส่งต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในการสัมภาษณ์ผู้คนเพื่อรายงานข่าว เราได้ยินเรื่องเล่าแตกต่างหลากหลาย อย่าง เรื่องของพี่ชายคนหนึ่งที่ต่อสู้กับคำพิพากษาของแพทย์ว่า เขาจะเป็นอัมพาตและไม่สามารถดูแลตัวเองได้ชั่วชีวิต เมื่อใจสู้และพอจะกะโผลกกะเผลกพาตัวเองไปหาที่ทางอันสงบ อยู่ลำพังเพื่อใคร่ครวญชีวิตที่ยังเหลือ เขาก็ได้พบกับตาน้ำแห่งชีวิตและแรงบันดาลใจ ซึ่งทำให้ทุกวันนี้ พี่คนนี้ เป็นนักธุรกิจทีทำงานเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

เราได้เรียนรู้อะไรมากมาย เกินถ้อยคำ เราได้พลังและกำลังใจจากเรื่องที่พี่ชายเล่า ได้ตัวอย่างที่หากเรามีมรสุมชีวิต เราอาจจะหาพื้นที่สงัดพักใจ ฟื้นฟูพลังบ้าง

การฟังทำได้ทุกที่ ทุกเวลา และกับทุกสิ่งทุกอย่าง และที่สำคัญ คนที่พิการทางหูก็สามารถฟังได้ หรืออาจได้ดีกว่าคนหูไม่พิการเสียอีก

ฟังเสียงธรรมชาติ ลมฟ้าอากาศ ผู้คน เสียงสรรพสัตว์ เสียงหัวใจและร่างกายตัวเอง หากเราฝึกใจให้ฟังได้อย่างลุ่มลึก มีประสิทธิภาพ เราจะได้ยินเสียงมากมาย ความรู้ในจักรวาลที่รายล้อมรอบตัว

การเฝ้าสังเกต

การเฝ้าสังเกตก็คล้ายกับการฟังในแง่ที่ว่า ใช้ใจที่สงบสงัดสัมผัสกับสิ่งที่สังเกต ในแง่นี้ เราอาจใช้ดวงตาในการสัมผัสและเรียนรู้โลก การเฝ้าสังเกตจะทำให้เราเข้าใจและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ

นักวิทยาศาสตร์หลายต่อหลายคนค้นพบทฤษฏีต่าง ๆ จากการเฝ้าสังเกตและคิดในความเงียบ

ปราชญ์ชาวบ้านหลายคนก็เช่นกัน ค้นพบวิธีการลดความรุนแรงของการกัดเซาะชายฝั่ง จากการเฝ้าสังเกตคลื่นลม จนเกิดความรู้ว่า จะจัดการปัญหานี้ด้วยวิธีการง่าย ๆ ประหยัด และก่อประโยชน์ได้อย่างไร — ก็เอาไม้ไผ่ปักเป็นเขื่อนบริเวณนอกชายฝั่ง ลดแรงปะทะของคลื่น แถมไม้ไผ่ที่ปักนั้นยังเป็นที่เกาะของหอย ให้เราไปเก็บกินได้อีกด้วย

ทั้งการฟังและสังเกต เป็นทักษะที่ทำได้ง่าย ๆ เพียงแต่เราต้องให้เวลา ไม่คาดหวัง คาดคั้นผล และเมื่อสภาวะใจของเรานิ่งเงียบ ความรู้บางอย่าง หรือหลายอย่างจะไหลผ่านเข้ามา โดยไม่ต้องคิดหรือคาดเค้นกันเลย

หากเราฝึกบ่อย ๆ คือ ฝึกให้ใจนิ่งเงียบ ความคิดดี ๆ สดใหม่ จะผ่านเข้ามาบ่อย ๆ — ท้าให้พิสูจน์

หนทางของการปฏิบัติด้วยตนเอง

พระพทธเจ้าตรัสว่า “การหลุดพ้น และบรรลุถึงเป้าหมายไม่ได้เกิดขึ้นจากการนั่งมอง หรือเห็นพระพุทธเจ้า หากแต่มาจากความพยายามอย่างยิ่งยวด การฝึกฝนตนเองอย่างเอาจริงเอาจัง ทุกคนหลุดพ้นและบรรลุถึงเป้าหมายได้เพราะตัวเอง”

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของนักปฏิบัติที่เพียรพยายามและอดทนในการฝึกฝนตนอย่างต่อเนื่อง เพราะเหตุนี้ศาสนาพุทธจึงแย้งกับศาสนาบริโภคนิยม เพราะผู้คนในยุคบริโภคมักรอคอยการเสพ นั่งเฉย ๆ ให้คนป้อนสิ่งที่ตนปรารถนา สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นโดยไม่ต้องพยายามมาก อยากได้อะไร ๆ เร็ว ๆง่าย ๆ ด่วนและสะดวก — แต่หนทางสู่พุทธะ เป็นในทางตรงกันข้าม

พระพุทธองค์ทรงให้แนวทางวงจรการเรียนรู้ไว้ ปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฏิเวธ คือ เรียนรู้ข้อมูล ความรู้ ไม่ว่าจากการอ่าน การฟัง ให้เข้าใจ แล้วนำไปทดลองปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติย่อมมีผล และเราต้องใคร่ครวญตั้งคำถามเรียนรู้จากผลที่เกิดขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นข้อมูลภาคปริยัติให้เราทดลองปฏิบัติต่อไป เป็นวิถีเรียนรู้ไม่จบสิ้น

เราต้องแสวงหาความรู้ มีใจใฝ่รู้ และออกไปหาความรู้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่รอคำตอบสุดท้าย สำเร็จรูปจากผู้อื่น

การรู้ที่ยิ่ง คือ การรู้ที่ผ่านปฏิบัติการในชีวิต คือ กายและใจของเรานั้นเอง

บาทหลวงเยซูอิดท่านหนึ่งพูดได้น่าประทับใจว่า “ความรู้ที่แท้อยู่ที่การพิสูจน์ในชีวิตจริง ชาวคริสต์จะพบว่าตัวเองรู้จริงในศาสนาของตนเองหรือไม่ เมื่อยืนต่อหน้าผู้ซึ่งทำร้ายเรา ความรู้ของเราจะถูกทดสอบว่า เมื่อโดนทำร้าย เราจะสามารถหันแก้มซ้ายให้ศัตรูตบได้หรือไม่ สันติอหิงสาเป็นความรู้จริงสำหรับเราหรือไม่ ความรู้ที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ หรือปฏิบัติให้เห็นจริง ไม่ถือว่าเป็นความรู้” 

การสนทนากับผู้อื่น

ในระบบวิธีการเรียนรู้ในพุทธศาสนา เราจะเห็นการสนทนาระหว่างพระพุทธองค์กับพระสาวก เป็นการตั้งคำถามให้ครุ่นคิด พระพุทธองค์มักไม่ตอบ แต่ท่านจะชวนถาม ชวนคิด ชวนมอง จนผู้ฟังได้คำตอบจากใจตนเอง (สรุปความจากหนังสือ พุทธวิถีการสอน โดยพระธรรมปิฏก)

ในวัฒนธรรมพุทธศาสนา วัชรยาน หรือเซนเอง ก็มีการปุจฉา วิสัชนา  

ถ้าจะลองมาเทียบเคียงในชีวิตประจำวันของเรา เราสนทนากันให้เกิดปัญญาและเรียนรู้ได้อย่างไร

เราสนทนา โต้เถียง แย้งกัน เพื่อร่วมกันหาความจริง ในทางนี้ ความคิดเห็นที่ต่างจะไม่เป็นปัญหา เพราะเราต้องการแสวงหาคำตอบที่ดีที่สุดร่วมกัน

แต่ที่เห็นในปัจจุบัน คือ เราเถียงกันเพื่อปกป้องความคิดเห็นของกันและกัน เราไม่ได้คุยกันเพื่อแสวงหาความจริง เราจึงเข้าไม่ถึงความจริง และทะเลาะกันเพื่อปกป้องอัตตา

สติและสมาธิ

สติสัมปชัญญะ และสมาธิ เป็นหัวใจของการเรียนรู้ และเชื่อมโยงกับทุกทักษะการเรียนรู้ที่กล่าวแล้วข้างต้น

สติเตือนเราให้รู้ว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ เรากำลังทำอย่างไร อยู่ในร่องในรอยหรือไม่

สมาธิทำให้ใจนิ่ง โฟกัสกับเรื่องราวบางอย่าง และจากพลังความชัดเจนกระจ่างของใจ เราจะเห็น ได้ยินสิ่งที่เรียนรู้ได้มากขึ้น

ทั้งสติและสมาธิ จะพาใจให้นิ่ง ว่าง และในความนิ่งว่างนั่นเอง ที่ความรู้ทั้งหลายจะไหลเข้าสู่ใจ

“เพราะว่าง จึงมีทุกสิ่ง”