เรื่องราวของขวดน้ำพลาสติก (ตอนที่ 3)

เรื่องราวของขวดพลาสติก  จาก www.storyofstuff.com โดย แอนนี่ เลนนาร์ด

คุณเป็นคนหนึ่งที่ดื่มน้ำจากขวดน้ำพลาสติกหรือเปล่า? ถ้าใช่ เราเป็นพวกเดียวกัน

ลองอ่านเรื่องนี้ แล้วช่วยกันคิดว่า เราจะย้ายฝั่งไปอยู่ฟากที่ลด ละ เลิก การดื่มน้ำจากขวดพลาสติกกันดีไหม ไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ  

แอนนี่ผู้ตามรอยเรื่องราวข้าวของ นำเสนอเรื่องของขวดน้ำพลาสติก สำหรับเธอสินค้าชนิดนี้เป็นตัวแทนของสิ่งของที่ไม่จำเป็นในชีวิต แต่ถูกโฆษณาและทำให้กลายเป็นสิ่งจำเป็นชนิดว่า ขาดไม่ได้แม้สักวัน

แน่นอน เราทุกคนต้องดื่มน้ำ แต่เราจำเป็นต้องซื้อน้ำดื่มที่บรรจุขวดหรือไม่?…….. เรามีแหล่งน้ำดื่มอื่นไหม ที่ไม่ใช่ขวดน้ำพลาสติก

เรื่องราวนี้เริ่มขึ้นจากการที่ แอนนี่เริ่มตั้งข้อสังเกตว่า เอ! ที่บ้านเราก็มีก๊อกน้ำ และรัฐก็บอกว่า น้ำก๊อกดื่มได้ แล้วทำไมจึงมีการผลิตน้ำบรรจุขวดวางขายมากมายในท้องตลาด หนำซ้ำ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังโฆษณาชวนให้เราซื้อน้ำขวดมาดื่ม โดยบอกว่า น้ำบรรจุขวดนั้นสะอาดและบริสุทธิ์กว่าน้ำก๊อก … ก็ลองดูภาพที่แปะบนขวดสิ มีรูปภูเขางดงาม

น้ำในขวดที่โฆษณาว่าสะอาดมาจากไหน

แอนนี่เธอลองไปสำรวจแหล่งผลิตน้ำบรรจุขวดในหลายประเทศ และพบว่า น้ำที่ใช้บรรจุขวดมาจากก๊อกน้ำ …. ใช่ ก๊อกน้ำที่บ้านเรา ๆ ท่าน ๆ มีกันนั่นแหละ

“ผู้ผลิตพยายามบอกเราว่า น้ำขวดมาจากแหล่งน้ำบริสุทธิ์ในธรรมชาติ แต่จริง ๆ แล้ว ก็เอาน้ำมาจากก๊อกนี่แหละ”

หลายคนลังเล … มองที่ก๊อกน้ำมีดีไซน์ที่บ้านของตัวเองแล้วเกิดคำถาม “น้ำที่ใช้ล้างก้น เป็นน้ำที่ใช้ดื่มได้เหรอ มันจะสะอาดไหม”

ก็ถ้าไม่ใช่น้ำที่ล้างก้นแล้วมาดื่ม ก็น่าจะสะอาดสิน่า!

แอนนี่เธอบอกว่า ผู้บริโภคถูกทำให้เชื่อว่า น้ำประปาไม่สะอาด น้ำสะอาดต้องมาจากขวดน้ำที่มีรูปภูเขาแอลป์ หรือเทือกเขาอะไรสักแห่งที่เราเองก็อาจไม่เคยไป

หลายคนอาจเถียงว่า ผู้ผลิตอาจใช้น้ำจากก๊อกก็จริง แต่เขาคงทำอะไรต่อมิอะไร กลั่นน้ำให้ใสสะอาด ปราศจากเชื้อโรค และสิ่งปลอมปน … อึมก็น่าคิด (เคยได้ยินไหมว่าอยู่กับความสะอาดมากเกินไป จะไม่แข็งแรง)

เราเดินทางไปชิมน้ำก๊อกมาแล้วหลายประเทศ ทั้งในยุโรป และสหรัฐอเมริกา (เพราะไม่มีเงินซื้อน้ำบรรจุขวด 555) รัฐของประเทศเหล่านั้นโฆษณาหนักหนาว่า น้ำก๊อกดื่มได้ และประชาชนของเขาก็ดื่มกัน (อาจผ่านเครื่องกรองอีกทีเพื่อความชัวร์สุด ๆ)

เราขอบอกว่า น้ำก๊อกในหลายประเทศที่เจริญแล้วยังสู้น้ำก๊อกของไทยไม่ได้

หลายประเทศ น้ำมีกลิ่นคลอรีนสูงมาก จนทำให้รู้สึกเหมือนกำลังดื่มน้ำในสระว่ายน้ำ

ประเทศไหน กลิ่นคลอรีนผ่าน ก็จะตกเรื่องรสชาติน้ำ คือ รสน้ำกระด้าง ฝาดและเฝื่อนมาก เหมือนน้ำที่ตายแล้ว แข็งลิ้น ไม่อร่อย

บางประเทศ เราก็จะเห็นตะกรันเกาะตามภาชนะที่ใส่น้ำเป็นเวลานาน

ในยุโรป ลองไปซื้อน้ำขวดกิน จะจนไปอีก 2 วัน เพราะแพงมาก ๆ

สำหรับน้ำก๊อกประเทศไทยที่เราดื่มและใช้ทำอาหาร ไม่มีสี ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น รสชาติพอใช้ ดื่มอยู่ ก็ยังรู้สึกปรกติสุขทั้งกายและใจ  

อันที่จริง การที่เราสามารถเชื่อการประปานครหลวง และดื่มน้ำก๊อกกินได้ เป็นเพราะว่า เราหัดตัวเองให้ดื่มน้ำดิบ ๆ มาแล้ว

ครั้งหนึ่ง เราไปนิเวศภาวนาที่เขาทางเหนือ ต้องนอนในป่าใกล้แปล่งน้ำอยู่ 2 วัน 2 คืน อดอาหาร มีแต่น้ำจากลำธารต้นไม้ประทังความหิวและกระหาย

ทีแรก ก็รู้สึกแขยงที่จะดื่มน้ำจากลำธารโดยไม่ต้ม หรือทำอะไรสักอย่างก่อน คนเมืองถูกสอนให้สะอาดแบบกลวง ๆ คือ อยากดื่มน้ำธรรมชาติที่ต้องผ่านการกลั่นกรอง พอต้องดื่มน้ำธรรมชาติของแท้ เลยไม่กล้า

แต่เราก็ดื่มได้ และขอบอกว่า อร่อยจริง ๆ สดชื่น สดใส (แน่นอนว่า พิเคราะห์แล้วว่า ต้นน้ำนั้นไม่อยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม ไม่งั้นได้ยาพิษเป็นของแถม)

หมดจากเรื่องน้ำก๊อก มาถึงตัวปัญหา คือขวดน้ำพลาสติก

ขวดพลาสติกมาจากไหน ก็มาจากปิโตรเคมี และในกระบวนการผลิตขวดพลาสติกก็ยังต้องอาศัยน้ำมันเดินเครื่องจักร ใช้น้ำในกระบวนการผลิต และปล่อยของเสียลงแหล่งน้ำอีกด้วย การขนส่งสินค้าไปตามแหล่งจำหน่ายก็อาศัยรถยนต์ที่แล่นด้วยน้ำมัน มี packaging อื่น ๆ อีก

ขั้นตอน กระบวนการผลิต ขนส่ง ฯลฯ ใช้เวลา พลังงาน และส่งผลกระทบต่อสิ่งแลดล้อมมากมาย …. แล้ว เราใช้ประโยชน์จากขวดน้ำนั้นกี่นาที

เราซื้อน้ำมาดื่ม 2 นาทีก็โยนขวดพลาสติกนั้นทิ้งถังขยะไป … คุ้มกันไหมนี่

เมื่อไม่นานมานี้ ในเมืองไทยมีการส่งอีเมล์บอกต่อกันว่า การใช้ขวดน้ำพลาสติกซ้ำไปซ้ำมานั้นอันตราย เพราะอาจจะมีการตกค้างของเชื้อโรค ตะไคร่ และสารเคมีที่ละลายออกมาจากการที่พลาสติกอยู่กับความร้อน … อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้เรายิ่งต้องซื้อน้ำ – ดื่ม – แล้วทิ้ง เร็วขึ้น มากขึ้น  

เราจำเป็นต้องซื้อน้ำบรรจุขวดมาดื่มหรือไม่ และเรามีทางเลือกอื่นที่ดีสำหรับตัวเราและสิ่งแลดล้อมหรือไม่

แอนนี่ให้เหตุผลที่เราควร ลด ละ เลิก การซื้อน้ำบรรจุขวดมาดื่ม ว่า

ราคาแพง ลองสำรวจราคาน้ำดื่มในเมืองไทย ราคาอยูที่ 10-12 บาท ต่อลิตร หรือ 4 แก้ว หากเราไปกินข้าวในร้านอาหาร ราคาจะเพิ่มขึ้นไปเป็นขวดละ 30 บาท คิดง่าย ๆ ว่า ตู้กดน้ำที่วางกันเกลื่อนนั้น เราสามารถหยอดเหรียญ 1 บาท แล้วได้น้ำดื่มในปริมาณ 1 ลิตร หรือ 4 แก้ว — และถ้าเราดื่มน้ำก๊อกที่บ้าน ซึ่งการประปาบอกว่า สะอาด ดื่มได้ น้ำดื่มในปริมาณ 4 แก้ว อาจคิดเป็นเงิน 50 สตางค์หรือถูกกว่านั้น

ขยะพิษขวดพลาสติกบรรจุน้ำ — หากทุกคนดื่มน้ำขวดคนละ 1 ขวด ต่อ 1 วัน ในประเทศไทยเพียงประเทศเดียว ก็จะสร้างขยะขวดพลาสติก 60 ล้านขวดต่อวัน! เคยดูหนังไทยเรื่อง “หมานคร” ที่เสียดสีความเป็นเมืองขยะของกรุงเทพ ที่มีกองภูเขาขยะขวดน้ำพลาสติก นั่นเป็นภาพที่ใช่ที่สุด

ขยะพลาสติกมหาศาลเหล่านี้ไปที่ไหน

จากถังขยะ ขวดน้ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เดินทางไปที่หลุมฝังกลบ และเตาเผา! จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อขวดพลาสติกกลาดเกลื่อนกลางแดดและความร้อนในประเทศไทย หรือหากเผา สารพิษ ไดออกซิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งร้ายแรงที่สุดก็จะล่องลอยไปในอากาศ กลับเข้าสู่ปอดของสัตว์ และมนุษย์ … นี่สิ ขยะรีไซเคิลของแท้ กลับมาหาเราจนได้

เราตายไปแล้วเกิดใหม่ ก็ไม่แน่ว่า ขยะขวดน้ำพลาสติกอาจจะยังคงรอเราอยู่  

จริงอยู่ว่า มีการรีไซเคิลขยะพลาสติกกันบ้าง แต่การย่อยขยะเหล่านี้เพื่อกลับสู่กระบวนการผลิตใหม่ จะทำให้เกิดพลาสติกที่คุณภาพด้อยลงกว่าเดิม และความเป็นพิษก็ยังคงเต็มพิกัด แอนนี่ยังบอกด้วยว่า เม็ดพลาสติกเกรดต่ำจากกระบวนการรีไซเคิลมักจะถูกนำไปขายให้ประเทศโลกที่ 3

และบางทีเราก็อาจเอาขยะที่เราไม่ต้องการไปทิ้งที่บ้านเพื่อน อย่างอเมริกาขนส่งขยะขวดน้ำพลาสติกไปที่อินเดีย ให้เข้าเตาเผาขยะในอินเดียแทน (ประมาณว่า คนจน ชีวิตราคาถูก ดมไดออกซินกันไปนะจ้ะ)  — แม้จะวางการณ์ไว้เช่นนั้น แต่กระแสลมนั้นไร้พรมแดน ลมพิษจากอินเดียก็สามารถโบกโบยไปได้ทั่วโลก รวมถึงอเมริกาด้วย

เราไม่สร้างขยะพวกนี้ตั้งแต่แรกจะได้ไหม” แอนนี่ถาม

ลองไว้ใจการประปานครหลวง แล้วจะรู้ว่า สบายกายและใจ สบายกระเป๋า

ฝึกดื่มน้ำก๊อก ใหม่ ๆ อาจฝืนความรู้สึก ความคุ้นเคย แต่ทำไปนาน ๆ ก็ชินเอง

หากยังไม่ค่อยไว้ใจก็จะต้มน้ำ ปล่อยให้เย็น แล้วค่อยบรรจุลงในขวดน้ำที่ใช้ซ้ำไปได้ตลอด

ถ้าใครยังระแวงก็หาเครื่องกรองน้ำมากรองน้ำประปาอีกที ก็น่าจะใช้ได้

ถ้าไม่อยากเสียเงินเครื่องกรองน้ำ เราทำน้ำแดดเดียวได้จะดีมาก วิธีทำน้ำแดดเดียวไม่ยาก รองน้ำจากก๊อกลงในขวดแก้วบรรจุน้ำดื่ม ปิดฝาให้สนิท แล้วเอาขวดไปวางตากแดด (หาอะไรมาวางรองเป็นเหมือนเก้าอี้ไว้พิงขวดน้ำ) ให้วางเอียง 45 องศาเพื่อรับแดด ตากเอาไว้เพียง 1 แดด คือ 1 วัน น้ำนั้นก็ดื่มได้

ขอการันตีว่า น้ำแดดเดียว รสชาติดีเยี่ยม ใครกลัวว่าน้ำก๊อกจะมีกลิ่น เมื่อเอาไปทำน้ำแดดเดียวแล้ว กลิ่นไม่มี ใครกลัวเรื่องเชื้อโรค น้ำแดดเดียวเป็นน้ำที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้คนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ในแอฟริกา ที่แหล่งน้ำธรรมชาติเป็นโคลนและมีปัญหา ให้ทำน้ำแบบนี้ และลดการติดเชื้อจากน้ำได้อย่างมาก

และอย่าลืมหมั่นดูแลความสะอาดก๊อกน้ำ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น เครื่องปั๊มน้ำ ท่อ เป็นต้น

มีบรรจุภัณฑ์ใส่น้ำ ชนิดใช้แล้วล้าง นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และเมื่อซื้อหามาไว้แล้ว ก็โปรดใช้ให้เป็นนิสัย คือ ก่อนออกจากบ้าน ก็กรอกน้ำให้เต็มภาชนะ ไปที่ไหน ในออฟฟิส โรงเรียนก็กรอกน้ำใส่ภาชนะนี้ไว้ดื่ม

รณรงค์ให้ร้านอาหารต่าง ๆ บริการน้ำดื่มที่ดี สะอาด และราคาเป็นธรรม บางที ไม่เข้าใจว่า ร้านอาหาร ทำไมต้องเก็บเงินเราค่าน้ำในราคาแพง และสร้างขยะตัวแม่เลย เพราะมักจะเสิร์ฟน้ำดื่มขวดเล็ก ๆ (คิดราคาแพง 10 เท่าของราคาน้ำ)

ไปร้านอาหาร ก็ไม่ต้องสั่งน้ำหากเขาเสิร์ฟเป็นขวด สั่งอาหารที่มีน้ำแกงมาซด 555 จริง ๆ แล้ว ตามตำราการกินเพื่อสุขภาพ เขาจะไม่ให้ดื่มน้ำระหว่างทานอาหาร เพราะน้ำกรดในกระเพาะจะเจือจาง การย่อยไม่เต็มที่ และจะอ้วน

รณรงค์ให้เลิกแถมน้ำดื่มบรรจุขวดเป็นของแถมเวลาเติมน้ำมัน

เรียกร้องให้รัฐสร้างความมั่นใจในความสะอาดของน้ำ และความสะอาดของท่อประปา รวมถึงให้วางการประปาน้ำดื่มที่สะอาดทั่วประเทศ (การประปา น่าจะเปิดเพลงเพราะ ๆ ให้น้ำฟังด้วยนะ)

รณรงค์ให้จัดเก็บขยะขวดน้ำพลาสติกเป็นระบบ เพื่อการรีไซเคิลอย่างจริงจัง

รณรงค์รักษาแหล่งน้ำที่จะทำน้ำประปาให้สะอาดขึ้น เราต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาผลิตน้ำต่าง ๆ ทั้งสิ้น เราจะไม่ดูแลน้ำที่เราดื่มกินหรือ …. ไม่ว่าคุณจะดื่มน้ำขวด น้ำจากตู้ น้ำก๊อก… น้ำเป็นสิ่งที่มนุษย์ผลิตเองไม่ได้

แอนนี่ เลนนาร์ด ผู้ตามรอยเรื่องราวข้าวของ (ตอนที่ 2)

จากป่าสู่ถังขยะ — จุดเริ่มต้นของชีวิต

แอนนี่เล่าว่า เธอเกิดและเติบโตในบ้านเมืองที่อุดมด้วยต้นไม้เขียวขจีในรัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เธอใช้เวลาส่วนใหญ่เดินป่า เวลานั้นเธอเห็นร่องรอยการตัดไม้เพื่อทำอุตสาหกรรมบ้าง แต่ก็ยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจความเป็นไปของระบบโลก

ที่เธอรู้ตามประสาเด็ก คือ “ต้นไม้ให้ความสุข ความสนุกกับเรา แล้วทำไมเราจึงจะตัดต้นไม้เล่า”

จากรัฐทางตะวันตกอุดมด้วยผืนป่า เธอย้ายถิ่นเพื่อไปเรียนในระดับมหาวิทยาลัยที่เมืองนิวยอร์ค รัฐทางตะวันออกที่มีแต่ป่าคอนกรีต สูงเสียดฟ้า

ที่นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางชีวิต และเรื่องราวข้าวของที่เธอติดตามมาตลอด 20 ปี เธอเล่าว่า วันหนึ่งขณะที่เดินเท้าไปมหาวิทยาลัย เมื่อทอดสายตาไปข้างหน้า เธอตกใจมากเมื่อเห็น “ขยะ” เต็มไปหมด เรียกได้ว่า กองเป็นภูเขาเลากาทีเดียว — คนเมืองมีชีวิตอยู่ในกองขยะ

ด้วยความเป็นคนไม่ปล่อยให้ความสงสัยลอยนวล ไม่ปล่อยให้ความคิดสะกิดใจล่องลอยโดยไม่แสวงหาคำตอบ เธอเดินไปที่ถังขยะและสำรวจดูว่า อะไรบ้างที่คนเขาโยนทิ้งและจัดว่าเป็นขยะ

ที่นั่น เธอก็ได้รู้ว่า หนึ่งในขยะที่ดาดดื่น คือ กระดาษ

คำถามที่ทดไว้ในใจตั้งแน่วัยเยาว์เวียนกลับมา “คนตัดต้นไม้มาทำกระดาษ เพื่อจะให้มันมาจบลงที่ถังขยะอย่างนี้หรือ? ความคุ้มค่าที่เราเสียต้นไม้ไปอยู่ตรงไหน”

ด้วยความตระหนัก ตระหนก แอนนี่ทำงานด้านอนุรักษ์ป่า เข้าร่วมทำงานรณรงค์ในองค์การกรีนพีซ และร่วมก่อตั้งสถาบัน กาย่า ทำงานรณรงค์เรื่องขยะและมลพิษเรื่อยมา

ตลอด 20 ปี บนเส้นทางอนุรักษ์ เธอเดินทางไปรอบโลกกว่า 40 ประเทศ สังเกตเรื่องราวของอุบัติการณ์ต่าง ๆ ในโลก เยี่ยมดูแหล่งถมขยะ หลุมฝังกลบขยะ เตาเผาขยะ รวมถึงไปดูโรงงานแหล่งผลิตสิ่งของต่าง ๆ

เธอมีข้อมูลมากมายตั้งแต่ที่มาของข้าวของต่าง ๆ แหล่งวัตถุดิบ การผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม การจัดนำหน่าย การซื้อหาบริโภค การทำลายขยะในรูปแบบต่าง ๆ จนกระทั่งมลพิษจากการทำลายขยะ

พูดด้วยใจ — ที่มาของการผลิตหนังรณรงค์ให้ความรู้ “เรื่องราวข้าวของ”

แอนนี่เป็นผู้รู้ และผู้เชี่ยวชาญด้านขยะ และมลพิษ เธอเดินทางไปบรรยาย และให้ความรู้กับผู้คนหลายระดับ และหลากสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เธอมักเตรียมชาร์ท สถิติ ไว้เพียบพร้อมเพื่อถ่ายทอดความรู้ของเธอ และกระตุ้นให้ผู้อื่นได้เข้าใจและร่วมหนทางอนุรักษ์กับเธอ

แต่เธอพบว่า “ยิ่งเรียนมาก รู้เยอะ ฉันยิ่งไม่สามารถสื่อสารกับคนอื่น ๆ ให้เข้าใจได้” เธอหัวเราะและกล่าวต่อว่า ในการบรรยาย เธอมักใช้ภาษายาก คำศัพท์เทคนิคของผู้เชี่ยวชาญ รูปภาพชาร์ท ไดอะแกรม ที่น้อยคนจะเข้าใจได้ “ผู้คนอาจจะนั่งฟัง แต่เขาไม่สนใจข้อมูลที่ฉันนำเสนอหรอก”

แล้ววันหนึ่ง ก็มีคนใจดีพูดความจริงกับเธอ

คราวนั้น แอนนี่เข้าร่วมการอบรมในหมู่นักรณรงค์ทางสังคม ซึ่งแต่ละคนต้องนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับงานที่ตนทำ แล้วกลุ่มจะสะท้อนความเห็นว่า การนำเสนอของเรานั้นเป็นอย่างไร

ด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมจากการเดินทางตระเวนบรรยายไปแล้วทั่วโลก  แอนนี่เริ่มนำเสนองานของเธอให้เพื่อนนักรณรงค์ฟัง ในแบบที่เธอคุ้นเคย

เมื่อเธอบรรยายจบ ความเงียบก็ครองพื้นที่ จนกระทั่งคนหนึ่งลุกขึ้นมาแล้วพูดกับเธอว่า “บอกตามตรง ผมไม่รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไร ผมไม่เข้าใจเรื่องที่คุณพูดเลยสักนิด คุณใช้ศัพท์เทคนิคมากเกินไป ทำให้ผมรู้สึกถูกกีดกันออกจากความรู้ หรือเรื่องที่คุณพยายามจะบอก … คุณลองพูดแบบคนธรรมดา ได้ไหม ไม่ใช่พูดแบบผู้เชี่ยวชาญ”

ตรงนั้นเอง ที่แอนนี่ได้รับคำแนะนำที่ดี จนเป็นที่มาให้เธอทำหนังรณรงค์เรื่องราวข้าวของ ที่ชวนติดตาม เข้าใจง่าย และสนุก  กระนั้นเนื้อหาที่เธอบอกก็ซับซ้อน แต่คนก็เข้าใจได้

“ที่ผ่านมา ฉันพูดจากสมอง แจกแจงข้อมูล ความจริง ตัวเลข มากมาย แต่สิ่งที่ขาดหายไป คือ ฉันไม่ได้พูดจากหัวใจ คนจึงไม่รู้สึกสัมพันธ์กับฉัน หากเราต้องการสัมพันธ์กับผู้คน เราต้องพูดจากหัวใจ” เธอแนะนำนักรณรงค์ทางสังคม

“ข้อมูล ตัวเลข เป็นความจริง เป็นหลักฐาน ซึ่งดีก็จริง แต่ว่า สิ่งเหล่านั้นไม่อาจสร้างแรงบันดาลใจให้คนได้ สิ่งที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้คน คือ ภาพ วิสัยทัศน์ จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ความสนุกสนาน”

จึงไม่น่าแปลกใจว่า หนังรณรงค์เรื่องราวข้าวของ ที่เธอทำออกมานั้น แสดงเป็นภาพเรื่องราว มากกว่าตัวเลขเชิงสถิติ เป็นเรื่องราวที่สร้างสรรค์ มากว่าทำให้รันทด เป็นเรื่องราวที่แทรกอารมณ์ขัน แต่ก็ขำไม่ค่อยออก

ท้ายที่สุด หลายคนเมื่อได้ดูหนังรณรงค์นี้ จะได้คิดอะไรสักอย่าง และบางคนลงมือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตน

นี่เองคือพลังของความสนุก ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และการพูกจาหัวใจที่ผู้คนเข้าถึงได้ง่าย — เป็นสิ่งที่เธออยากชวนให้นักรณรงค์ทางสังคมที่พยายามสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนเปลี่ยนแปลงความคิด พฤติกรรมลองนำไปใช้

เรื่องราวของข้าวของ : การรณรงค์เพื่อเปลี่ยนโลก

โดย Annie Leonard แอนนี่ เลนนาร์ด

www.storyofstuff.com

เรื่องราวข้าวของ

Story of Stuff: Campaign to change the world

เรื่องราวของข้าวของ : การรณรงค์เพื่อเปลี่ยนโลก

โดย Annie Leonard  แอนนี่ เลนนาร์ด

ตอนที่ 1

“ก่อนที่ใครสักคนจะมีบัตรเครดิตใบแรก เขาคนนั้นควรไปเยี่ยมชมหลุมขยะ หรือเตาเผาขยะเสียก่อน”  —  แอนนี่ เลนนาร์ด ผู้ท่องไปในหลุมฝังกลบขยะกว่า 20 ประเทศทั่วโลก

            หากคุณยืนอยู่ที่กระจกหน้าร้านที่โชว์ของชิ้นหนึ่งที่คุณหมายตา คำถามที่จะผุดขึ้นในใจคุณคืออะไร

“ของชิ้นนี้ราคาเท่าไรนะ”

“เราจะได้ของชิ้นนั้นมาได้อย่างไรดี เงินสดที่มีจะพอหรือเปล่า”

แต่ผู้หญิงอเมริกันคนหนึ่งถามต่างออกไป “ของชิ้นนี้มีที่มาจากไหน และท้ายที่สุด มันจะไปจบลงที่ใด”

 หลายคนอาจสงสัยว่า เราจะถามคำถามแบบนั้นไปทำไมกัน

แต่สำหรับแอนนี่ เลนนาร์ด เพียงคำถามง่าย ๆ ที่ “โดน” ทำให้เธอเห็นโลกทั้งใบ คำถามพาเธอไปเห็นหลุมฝังกลบและเตาเผาขยะในหลายประเทศทั่วโลก เปิดตาเธอให้รู้กลไกการผลิตและระบบตลาดของโลก ปัญหาสิ่งแวดล้อม ความอยุติธรรมและความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม และปัญหาสุขภาพและพร่องความสุขของมนุษย์ยุคขยะ

ภาพยนตร์สารคดีสั้นของเธอชุด เรื่องราวข้าวของ (Story of Stuff) ได้รับความสนใจจากผู้ชมทางอินเตอร์เนทอย่างมาก โดยมีการคลิ้กเข้าชมกว่า 12 ล้านครั้ง ใน 3 ปี ทั้งนี้เธอย้ำว่า ไม่ได้ทำการโปรโมทหรือโฆษณาแต่อย่างใด และปัจจุบันมีผู้คลิ้กเข้าชมเรื่องราวข้าวของในเว็บไซต์ www.storyofstuff.com จำนวนกว่า 10,000 ครั้งต่อวัน  

ล่าสุดเธอมาแวะพักผ่อนที่เมืองไทย และโครงการกินเปลี่ยนโลกจึงขอเวลาเธอ 2 ชั่วโมง เพื่อมาพูดคุยกับคนไทยผู้สนใจเรื่องราวข้าวของ ที่บ้านอารีย์ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมานี้

ข้าวของต่างๆ ที่เราใช้มาจากไหน และจะไปที่ใด”

โลกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตเพราะฤทธิ์การตลาดที่เน้นให้คนบริโภคอย่างไร้ขีดนำกัด

ลองสำรวจเฉพาะตัวเราเอง เรามีข้าวของมากมายเพียงใด เสื้อกี่ตัว กระเป๋ากี่ใบ รองเท้ากี่คู่ แก้วน้ำ ฯลฯ

หากจะบอกว่า ทรัพยากรมีจำกัด ก็คงยากจะเชื่อ เพราะเข้าไปที่ห้างสรรพสินค้า เราจะละลานตาด้วยข้าวของเครื่องใช้ ที่ออกรุ่นใหม่ไม่เว้นแต่ละวัน

แต่ความจริง โลกใบนี้มีทรัยพากรจำกัด และเราก็มีโลกเพียงใบเดียวให้อาศัย  เราจะอยู่อย่างไรหากทรัพยากรหมดโลก ทรัพยากรที่เราไม่สามารสร้างหรือผลิตได้เอง ไม่ว่า ดิน น้ำ อากาศ ต้นไม้ สัตว์

ทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าเหล่านี้เข้าสู่สายพานการผลิตทางอุตสาหกรรม เมื่อผลิตแล้วก็ตรงเข้าร้านค้าเพื่อซื้อขาย เมื่อสินค้าผ่านถึงมือผู้บริโภค ใช้สอยกันพอ “เบื่อ” แล้ว สิ่งของเหล่านั้นก็จะถูกทิ้งไป ไม่สามารถหมุนเวียนกลับมามีชีวิตได้อีก หลักฐานก็มีให้เห็นตามหลุมฝังกลบขยะ และเตาเผาขยะ ซึ่งกำลังเป็นภูเขาชนิดใหม่ที่มนุษย์ผลิตขึ้น  

 ในยุคบริโภคนิยม อัตตลักษณ์ คุณค่าของคนผูกติดกับของที่เราใช้ สิ่งที่เรามี มากกว่าสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ และที่น่าเศร้ากว่านั้น คือ “คนที่มี” มักจะเสียงดังกว่า “คนที่มีน้อย” ดังนั้นใคร ๆ จึงอยากเป็นผู้ที่มีเสียงดัง จึงต้องซื้อและหาข้าวของมาประดับสร้างอัตตลักษณ์กันไป  

ส่วน “ผู้ที่ไม่มี” จะว่าไป พวกเขาจ่ายราคาชีวิตแสนแพง 

 ชนเผ่าหลายแห่งในประเทศต่าง ๆ ถูกริดรอนสิทธิในการอยู่อาศัยและทำมาหากินในที่ดินธรรมชาติ ที่บรรพบุรุษอยู่กิน ดำรงเผ่าพันธุ์มาช้านาน เหตุผลที่บอกว่าพวกเขาไม่ควรอยู่ที่นั่น คือ การอนุรักษ์ธรรมชาติหรือการจัดการทรัพยากร

เมื่อย้ายคนไร้สิทธิไร้เสียงออกจากพื้นที่ธรรมชาติ ธุรกิจก็เข้าไปครอบครองป่า น้ำ ไม้ทันที อย่างในป่าดิบชื้นที่อะเมซอน มีการตัดไม้นาทีละ 2,000 ต้น

คนที่ไร้ที่ดินทำกิน ขาดความรู้สมัยใหม่ จึงต้องเข้ามาแออัดในเมือง อยู่ในสลัม ไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เคยภาคภูมิ เอาหยาดเหงื่อแรงงานแลกข้าว หลายคนต้องเข้าทำงานในโรงงาน หรือทำอาชีพที่เสี่ยงต่อชีวิต ทำงานกับสารพิษ สารเคมี

ทำอย่างไรได้ โลกบริโภคต้องการทรัยพากร ดังนั้นคนเหล่านั้นผู้ที่ไม่มีเงินซื้อหาข้าวของ ก็ต้องจ่าย ด้วยราคาชีวิตที่แสนแพง เพื่อให้เราเหล่านักช้อปได้ซื้อของในราคาย่อมเยา ซื้อ-ใช้-ทิ้ง

นั่นคือราคาที่ซ่อนไว้ภายใต้สินค้าราคาถูก อย่าง วิทยุพกพาราคา 200 บาท คือหลายชีวิตที่ต้องทิ้งถิ่นฐาน ครอบครัวแตกแตก สุขภาพย่ำแย่ ….

เมื่อประเทศที่เจริญทางวัตถุมากผลาญทรัพยากรจนขั้นวิกฤต จึงเปลี่ยนแนวคิด หันไปเอาวัตถุดิบจากประเทศที่เจริญน้อยกว่า ซึ่งประเทศเหล่านี้ก็ยอมแลกทรัพยากรต่าง ๆ กับบรรษัทธุรกิจและรัฐในโลกที่เจริญ ด้วยตัวเองก็ใฝ่ฝันอยากจะเจริญเป็นประเทศ “ผู้ที่มี” กับเขาบ้าง

ดังนั้น ประเทศที่อยากเจริญทางวัตถุจึงขายทรัพยากรอันอุดม และหยิบยื่นผืนดินให้เป็นแหล่งการผลิตที่มักปล่อยของเสียสารพิษ และให้พื้นที่เป็นแหล่งทิ้งขยะ เตาเผาขยะ

บางประเทศที่เจริญแล้วสร้างเตาเผาขยะและส่งขยะในประเทศของตัวให้มาเผาในประเทศที่อยากเจริญ “มลพิษจะได้ไม่ปนเปื้อนประเทศของเรา” แอนนี่กล่าว “ทำไมคิดไม่ได้ว่า ลมพัดพามลพิษไปได้ทั่วโลกนะ”

“บางคนบอกกับฉันว่า เรื่องปัญหาความไม่เสมอภาค ความเอารัดเอาเปรียบ และความอยุติธรรมทางสังคมเป็นปัญหาใหญ่ เรื่องการรณรงค์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเอาไว้ทีหลัง แต่ฉันเห็นว่า การรณรงค์สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเดียวกันกับความเสมอภาค ความเรียกร้องความยุติธรรมในสังคม” แอนนี่กล่าว 

สำหรับแอนนี่ เรื่องข้าวของพาเธอไปเห็นเบื้องหลัง ของปํญหาที่เกี่ยวพันกับ อำนาจทุน อำนาจการเมือง ที่ส่งผลกระทบกับชีวิตคนทั้งในเมือง และชนบท กระทบต่อสุขภาพชีวิตของคนในทุกระดับ และทุกภาวะ ไม่ว่า มลพิษในอากาศ น้ำ ดิน พืชผล สุขภาพ ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม ฯลฯ 

ข้าวของวันนี้ ขยะวันพรุ่งนี้

99 เปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่ถูกผลิตเข้าตลาด จะกลายเป็นขยะภายใน 6 เดือน”

หากเราเชื่อว่าเศรษฐกิจเดินได้ด้วยการซื้อ ใครอยากจะผลิตสินค้าที่คนใช้สามารถใช้ได้ดีตลอดกาล ผู้ผลิตย่อมอยากผลิตและขายไปได้เรื่อย ๆ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น คือ การวางแผนให้สินค้าเป็นขยะให้เร็วที่สุด —  อย่างไร?  

อย่างแรกก็ด้วยการดีไซน์ให้สิ่งของต่าง ๆ เป็นประเภท “ใช้แล้วทิ้ง” อย่างแก้วน้ำ ขวดน้ำพลาสติก จาน กล้องถายรูป เป็นต้น

อย่างที่สอง คือ การทำให้เรารู้สึกว่า สิ่งที่เรามีอยู่นั่นล้าสมัย ตกรุ่น เราจะเห็นเรื่องแบบนี้มากในแฟชั่นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า และสินค้าเทคโนโลยี อิเล็คโทรนิคส์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ วิทยุ คอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายรูป ฯลฯ

สื่อและโฆษณาก็มีส่วนช่วยโหมประโคมให้เรารู้สึก “ด้อย ตกรุ่น และล้าสมัย” ลองดูโฆษณาสักชิ้น แล้วดูว่า เรารู้สึกยินดี พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี สิ่งที่เราเป็นหรือไม่

แนวโน้มที่เราจะรู้สึก คือ “เรายังไม่ขาว หน้าไม่กระจ่างใส เตี้ยเกินไป อวบไปนิดแล้ว ริ้วรอยไม่ควรมีนะจ๊ะ ผมไม่ตรง ของที่มีตกรุ่น ล้าสมัย ยังฉลาดไม่พอ ครอบครัวไม่ครบ โสดได้อย่างไรกันเธอ …..” 

ไม่รู้ว่าในแต่ละวัน คนไทยได้รับสื่อโฆษณามากน้อยแค่ไหน (แต่เพียงขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส 1 เที่ยว ก็โดนไปแล้วกว่า 30 โฆษณา) แต่ชาวอเมริกันจะได้ยิน ได้เห็นสื่อโฆษณาอย่างน้อย 3,000 ชิ้น แล้วจะให้เราพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นและมีได้อย่างไร

Journey of the heart

Bangkok Post, Outlook

July 27, 2010

Journey of the heart

Pilgrimage is a spiritual practice that brings us closer to our hearts and the world

The route to one’s faith has never been easy. From near-equatorial Thailand to 6,700m-high Mount Kailash in Tibet, Krisdawan Hongladarom needed to take different vessels and routes; from aeroplanes to a four-wheel drive car through a barren landscape with snow-capped mountain ranges on the horizon.

Pilgrims are on their knees and prostrated to pay respect to the holy ‘natural stupa’ Mount Kailash. Photos courtesy of the THOUSAND STARS FOUNDATION

This was comfortable considering traditional pilgrims walked through the passage.

Finally, the magnificent Mt Kailash came into sight and readily gave her the first lesson _ humility.

By the foothill of the mountain, Krisdawan and her two companions _ one Thai and the other Tibetan _ kneeled down and prostrated their bodies to pay respect to the holy mountain that people in many spiritual traditions regard as a ”natural stupa” and the abode of the god Shiva.

”To undertake a pilgrimage is a way to transform your mind. When you travel in this manner, your perspectives on life will not be the same. The hardships along the path are a test of our faith and inner strength,” said Assoc Prof jlKrisdawan, former linguistics lecturer and president of the Thousand Stars Foundation, whose mission in part is to promote the ancient wisdom and culture of Tibet.

Tibetan pilgrim

Undertaking a pilgrimage in Tibet is a way of fortifying her faith for the monumental task of constructing Shanti Tara Maha Stupa and Tara Khadiravana Retreat Centre in Hua Hin, Prachuap Khiri Khan.

Over the past three years, Krisdawan has already made several pilgrimages. In 2007, she undertook a pilgrimage in Tibet, performing full body prostrations throughout the 80-kilometre journey.

”This mission requires a great deal of faith and determination. While building a physical stupa, I need to build a stupa in my mind too,” she said.

At Darchen, the gateway for pilgrimage, Krisdawan and her friends left their hired car and driver and walked up Mt Kailash to circumambulate the sacred peak. Each step and prayer recitation was a practice to transcend her mind.

Dakini Lake

The clockwise trek of 52km took about four days to complete. The high altitude of 4,570m, the average negative temperature in July last year, the strong winds and the rough terrain of rugged rocks; without strong faith, pilgrims could not survive.

Once at the toughest point called Drolma-La, a swift change of temperature almost took her life. ”My heart shivered and I barely had strength to walk,” said the lean and delicate woman. ”That was when I realised the fear and hindrances that need to be purified. We know more about ourselves through the presence of obstacles,” she said.

Surviving the trip, Krisdawan and her team took solace at another popular holy spot, Lake Manasarovar (known among Thais as Anodad), where she exchanged cordial conversations with other pilgrims on the mountain _ Tibetan Buddhists, Jains and Hindus.

”As we were driving away, I looked back at the mountain until it was out of sight. It was like I was descending from the world of peace to the one full of conflicts. I was deeply moved and tears filled my eyes.”

Touched by the experience, Krisdawan believed that pilgrimage is a meaningful spiritual practice that can illuminate some truths of life and restore peace and harmony in people’s hearts. So in collaboration with the Centre for Ethics of Science and Technology, Chulalong korn University, Krisdawan held a seminar entitled ”Pilgrimage and the Journey of the Heart”.

Pilgrim Assoc Prof Krisdawan Hongladarom recited prayers when she first saw the holy Mt Kailash. ‘We take the external route to get in touch with the inner world,’ she said.

In the event, scholars and religious practitioners from various traditions _ Buddhism, Christianity, Islam, Hinduism _ shared their inter-religious perspectives and experiences of pilgrimage.

Each tradition may start with different stories and practice, but the core spirit of pilgrimage is succinctly the same _ it is the journey towards spiritual refinement.

”We take the external route to get in touch with the inner world,” said Krisdawan.

Travel is rooted from ”travail” which means hardship, said Sulak Sivaraksa, prominent Buddhism scholar. ”This denotes difficulties and hard work. Without some hardship, we won’t learn or have a chance to cleanse ourselves,” he said.

In all traditions, pilgrimage has been taken by foot. Most saints and missionaries walked.

”Walking slows our speed, we can see more by walking. Along the path, we see realities of life; suffering, friendships and joy. That’s how our consciousness shifts,” said Komkrit Uitekkeng, Hindu practitioner and philosophy lecturer at Silpakorn University.

Unfortunately, this spiritual dimension, which entails some difficulties and slow pace, is neglected in the modernising world now that pilgrimages are commercialised for the tourism industry.

Chartered airlines are arranged to land pilgrims on holy sites. Hotels and resorts are built near the areas. Taxis and limousines provide easy access to the spots. Memorabilia related to holy places are in high demand.

Thai tourism authorities, for instance, are promoting a ”Meditation in Thailand” campaign among other spiritual travel packages already in place, one of which is visiting nine temples on one day tour.

”It would be a waste if we travelled to religious sites without cultivating the benefits from the teachings. When one travels to spiritual places, one should bear in mind the truth, the teachings and values of religions. In this manner, travel will transform our minds and life for the better,” said social critic Sulak.

In fact, the idea of pilgrimage is not emphasized in Thai Buddhism, according to Dr Anil Sakya from Wat Bovornnives. But there is a term jarik boon, he added.

”Jarik means to walk, to move and to practice. And boon in pali means cleansing the mind. So jarik boon is a walk, a movement or a practice that helps cleanse our mind from kilesa,” the monk explained.

”You can jarik boon without going anywhere. As long as you are mindful of your deeds and constantly clear your minds off kilesa, that is the spirit of jarik,” the monk said.

As for monks, the Buddha advised them to jarik to places to bring benefits and peace to people and to learn and share their understanding in dharma with others.

In recent decades, Phra Anil remarked, there has been a growing trend for Thai Buddhists, in particular, to visit four main sites related to the life of the Buddha in Nepal and India.

”In the Maha Parinibbhana sutra, the Buddha may have spoken about one of the ways Buddhists can accumulate merit. That is to travel to places associated with his life story.

”However, the purposes for visiting these sites are for practitioners to learn about impermanence, to be reminded of the Buddha’s teachings and to feel inspired to follow the Buddha’s footsteps in doing good deeds for all sentient beings,” the monk said.

Similar to Buddhism, other religions such as Christianity see pilgrimage as an intrinsically inward journey.

”Basically, our life is a journey _ a journey back to God. Human beings are travellers. We are pilgrims,” said Assoc Dr Warayuth Sriwarakuel from Assumption University.

”Adam and Eve were expelled from Eden to live on earth. Throughout their lives, as in ours, the goal was to find a way back home, to our God,” said Warayuth.

To undertake pilgrimage to holy places is not mandatory for Christians. However, stories in Christianity are never short of it. The Bible, Warayuth added, is a record of human journeys; the exodus, the life of Christ, and pilgrimages of the saints.

”Pilgrimage is a way to serve others along the path and to create peace and harmony in the world,” said Warayuth.

These days, many Christians take pilgrimage to places related to Christ and saints. Popular places include Jerusalem, Bethlehem, Rome, Lourdes in France, Fatima in Portugal, to name a few.

”Pilgrimage to holy places offers unique opportunity for us to repent our sins, to express our devotional faith and to follow the teachings. If that does not happen en route, then we fail the purpose of the journey,” said Warayuth.

The condition for Christians to be in heaven with God, he added, is not about taking pilgrimage to holy places, but our deeds throughout the journey of our life.

Unlike Christianity, pilgrimage to Makkah (Mecca) in Saudi Arabia is one of a Muslim’s duties, as described in the five pillars of Islam. They have to go to perform hajj at least once in a lifetime.

”We perform hajj to express our faithful commitment to Allah. In this spirit, we have to leave behind our preoccupations _ family, friends, work and material clinging and ready to take a journey to devote ourselves to God,” said Dr Pranee Lapanich, retired faculty member of Chulalongkorn University.

The journey to Makkah is not a rosy path for everyone, including Dr Pranee. ”Apart from your faith, you need to be physically fit and financially viable. Your family must allow you to go, too. Most importantly, you need to be ready to devote your life and mind to God,” she said, adding that people with ill health or lack of money are excused from the obligation.

Each year in the 12th month of the Muslim lunar calendar, millions of Muslims across the world, regardless of race or language, flock to Makkah where they perform several prayers and rituals. Amid the seas of devout pilgrims and searing temperatures, one’s patience and faith get tested, said Dr Pranee.

”There, it is a holy place and thus we need to purify our minds. I thought only about God; to be reminded that we are God’s possessions and to love other human beings,” said Dr Pranee. The destination, Makkah, she said, transformed her.

Like Islam, pilgrimage is a tradition of the oldest living religion, Hinduism. Although it is not obligatory, most Hindu eclectics and laypeople prefer to journey to places deemed sacred.

”To see holy sites, shrines and places of their gurus are blessings and merit-making activities that help purify their karma,” said Komkrit, philosophy lecturer at Silpakorn University. ”That’s why some travelled for 10 miles to see Mahatma Gandhi even for a swift second. Then they felt at peace.”

There are many holy sites in India where the population is predominately Hindu. Holy cities in India include Allahabad, Haridwar, Varanasi and Vrindavan, to name a few. Sacred shrines are scattered across the county, not to mention natural holy places like Mt Kailash (also known as Mt Meru) and the Ganges River. Additionally, places related to gurus _ places where they lived and prayed _ are considered sacred.

According to Hinduism, everyone has committed sins in many past lives. To meet and worship at holy places is one of many ways to reduce some of these sins.

”To me, taking a pilgrimage is an opportunity to contemplate the teachings and practice them on the path. That’s why, I think, our sins are reduced. Not by seeing the gurus or holy places, but the interactions we have with everything on the path,” said Komkrit.

He recalled an experience while taking a visit at a holy shrine of the elephant god in India.

”When the shrine’s gate opened, there was a thundering cheer from worshippers. The hall inside was magnificent and the small Ganesha in gold was illuminating. It must have been all of those components at the time that made me shed tears of joy,” he recalled.

In a procession of the god Ganesha, Komkrit said he was fused in the sea of collective consciousness among people who shared one faith _ one heart.

”The journey takes us off our humdrum routine in life, it allows us to see new things and our mind to be alert and fresh. We will have a chance to contemplate life as we make the journey and to relive and practice the teachings we believe in,” said Komkrit.

After all, life is a journey, not one day is the same.

When we know how to walk our life like undertaking a pilgrimage, every step we make will take us to some sacred places _ it is a journey of our heart.

ทำไมกระทิงต้องสู้เพื่อที่จะถูกพิฆาต

การสู้กระทิง Bull Fighting

Spain Series III

การสู้วัวกระทิงเป็นรูปแบบการต่อสู้ ศิลปะ การกีฬา วัฒนธรรมที่ชาวสเปนภูมิใจและสืบทอดมายาวนานตั้งแต่ยุคโรมัน ซึ่งข้าพเจ้ามองว่าเป็นวัฒนธรรมแบบผู้ช้ายผู้ชาย Macho มาก ๆ

ในยุคนี้มีการต่อต้านจากนักสิทธิสัตว์ เพราะเห็นว่าการต่อสู้วัวกระทิงเป็นการทรมานสัตว์ และหากเราจะลองเข้าไปดูภาพที่มีคนบันทึกใน youtube เราเบือนหน้าหนี กดทิ้ง เพราะทนความโหดต่อหน้าไม่ไหว (ถ้าเนื้ออยู่บนจานสำเร็จรูปแล้ว คงไม่เป็นไร 555)

ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งที่ปฏิเสธที่จะซื้อตั๋ว จ่ายเงิน (จากไม่กี่ยูโร ถึง 100 ยูโร) เพื่อไปดูการฆ่า แม้จะอยากเรียนรู้ และ อยากรู้อยากเห็น แต่ข้าพเจ้ามีหลักการบางอย่างที่เหนือไปกว่าความอยากรู้ คือ การไม่สนับสนุนการฆ่าอย่างเลือดเย็น ในนามของคำว่า วัฒนธรรม การกีฬา การท่องเที่ยว

แม้กระนั้นก็ยังอยากรู้ จึงได้สอบถามเพื่อนที่ไปดูการสู้วัวกระทิงที่สนามแข่งประจำเมือง อย่าง Las Ventas ในเมืองมาดริด เมืองหลวงของสเปน

การสู้วัวกระทิงมีตั้งแต่เดือน มีนาคมถึงตุลาคม การสู้วัวจัดขึ้นทุกวันอาทิตย์ช่วงเวลา 7 โมง หรือหนึ่งทุ่ม แต่ในช่วงเทศกาล San Isidro ช่วงพฤษภาคมถึงมิถุนายน เป็นช่วงที่มีการสู้วัวทุกวัน ติดต่อกันเป็นเวลา 20 วัน การต่อสู้มีทั้งคนสู้กับวัวหนุ่ม สู้วัวกระทิงบนหลังม้า และการสู้ในชุดโบราณ

โดยปรกติ  ในแต่ละรอบจะมีมาทาดอร์ 3 คน สู้กับกระทิง 6 ตัว ไม่ใช่ในเวลาเดียวกัน แต่เป็นรอบ ๆ ด้วยลีลาต่าง ๆ โดยเฉลี่ยรอบการแข่งแต่ละครั้งใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง

คนน้ำหนักไม่ถึง 100 กิโลกรัมท้าสู้กับกระทิงน้ำหนักกว่า 450 กิโลกรัม วัวมีน้ำหนักและเขา และมนุษย์มีเหล็กปลายแหลมและความเขลา 

ช่วงต้น มาทาดอร์ใช้หอกแทงบริเวณหลังและตามลำตัวของกระทิง เพื่อกระตุ้นแรงต่อสู้ของกระทิง ทำให้กระทิงฮึด

หอกหลายลำทิ่มเต็มหลัง เลือดแดงอาบขนดำเมื่อม แต่การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อ เพื่อให้มาทาดอร์คนสุดท้ายมาปลิดลมหายใจกระทิง

เพชรฆาตมาในเครื่องแต่งกายที่เรียกว่า “ชุดแห่งแสงสว่าง” (suit of lights) เป็นเสื้อแจ๊คเก็ตทำจากผ้าไหมประดับด้วยดิ้นทองคำ กางเกงรัดรูป และหมวก — เราสร้างความงามมาปกปิดความโหดร้ายหรือ?

ยิ่งเวลาแห่งการตายใกล้เข้ามา มาทาดอร์จะยิ่งโชว์ลีลาฉวัดเฉวียนผ้าสีแดง ท่าทางสง่างามราวกับเต้นรำ ยิ่งมาทาดอร์เข้าใกล้เขากระทิง เสียงเชียร์ยิ่งดัง เหตุที่กระทิงมุ่งขวิดผ้าสีแดง เพราะผ้าเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหว ส่วนมาทาดอร์จะนิ่งสงบที่สุด

มาทาดอร์เข้าใกล้กระทิงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบหายใจลมของกันและกัน และเมื่อถึงเวลาที่ใช่ มาทาดอร์จะฝังเหล็กคมปลายแหลมลงไปที่บริเวณโหนกหลังของวัวในจุดที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ ว่ากันว่า มาทาดอร์ที่ชำนาญและเก่งเท่านั้นจึงจะแทงมีดได้แม่นยำ เพื่อให้กระทิงให้ล้มและตามโดยเร็ว

แต่หลายครั้งการแทงพลาดทำให้กระทิงเลือดตกภายใน และดิ้นทุรนทุราย ทำให้มาทาดอร์ต้องรีบช่วยให้สิ้นลมเร็ว ๆ เป็นภาพที่น่าทรมานใจมาก

มนุษย์จัดกระบวนการแสดงทั้งหมด โดยไม่ถามความยินยอมพร้อมใจจากกระทิงว่าเขาอยากจบชีวิตหรือไม่ 

ในเกมนี้ ผู้ตายคือกระทิง มีบ้างเหมือนกันที่กระทิงขวิดและย่ำมาทาดอร์ แต่แม้กระนั้นมันก็จะตายอยู่ดี ด้วยฝีมือมาทาดอร์คนอื่น กระทิงไม่มีสิทธิฆ่าคน โทษทัณฑ์ที่มันทำร้ายมนุษย์คือการตาย … นี่มันตรรกะแบบไหน

เลื่อมลายของใจมนุษย์ และอำนาจไม่เที่ยง : นายพลฟรังโก อดีตผู้นำเผด็จการแห่งสเปน

 Spain Series Part II

มนุษย์ไม่ได้ขาวล้วน หรือดำสนิทอย่างที่เราคุ้นเสพในละครทีวี

คนเรามีหลากสี หลายมุม มากเหลี่ยม เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง และการตระหนักรู้เรื่องนี้ในตัวเราและผู้อื่น จะช่วยให้เราชะลอการตีตรา และตัดสินกันและกัน รื้อถอนอคติที่ฝังแน่นได้เหมือนกัน

คนหนึ่งที่สอนบทเรียนนี้ให้เรา คือ ผู้นำเผด็จการของสเปน อย่าง นายพล ฟรานซิสโก ฟรังโก

ฟรานซิลโก ฟรังโกเกิดและเติบโตในครอบครัวทหารเรือ ทว่าเขาปรารถนาจะรับใช้ในกองทัพบก เขาคงเป็นผู้ที่มีความมุ่งมั่นและความสามารถเป็นเยี่ยม จึงทำให้เขาเติบโตขึ้นเป็นระดับนายพลเมื่ออายุได้เพียง ๓๓ ปี (๒๔๖๙) นับได้ว่า เขาเป็นนายพลที่อายุน้อยที่สุดในยุโรป

ในยุคนั้น ในยุครัฐบาลผสมอันประกอบด้วยพวกมาร์กซิสต์ กลุ่มเสรีนิยมสาธารณรัฐ เกิดความวุ่นวายในการเมืองสูง กองกำลังติดอาวุธต่าง ๆ ทำร้ายประหัตประหารกันจนเกิดมีการลอบสังหารผู้นำอนุรักษ์นิยม ทำให้นายพลฟรังโกใช้เป็นโอกาสในการทำรัฐประหารเพื่อล้มรัฐบาลในสมัยนั้นและระงับความวุ่นวายทางการเมือง

ความพยายามในการทำรัฐประการล้มเหลว แต่ได้พัฒนาไปสู่สงครามกลางเมือง

ในช่วงสงครามกลางเมืองนี้ สเปนถูกแบ่งเป็นฝักฝ่ายและสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมาก และผู้คนกว่า ๕ หมื่นคนที่ต้องเสียชีวิตในสงคราม

ด้วยความช่วยเหลือจากมุสโสลินีผู้นำฟาซิสต์จากอิตตาลีและฮิตเลอร์ผู้นำนาซีเยอรมนี นายพลฟรังโกชนะสงครามกลางเมืองสเปนในครั้งนี้ เขาล้มรัฐสภาและสถาปนาตัวเองเป็นผู้นำสูงสุด เขาจัดการ (ประหาร) ผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมือง (ตัวเลขการประหารชีวิตอาจถึง ๒๕,๐๐๐ ชีวิต) นอกจากนั้นเขายังสั่งคุมขังบุคคลต่าง ๆ นับไม่ถ้วน

ฟรังโกปกครองสเปนโดยเน้นนโยบายชาตินิยม อนุรักษ์นิยม ส่งเสริมศาสนาคริสต์ ต่อต้านคอมมิวนิสต์ เขาบังคับควบคุมกิจการต่าง ๆ เข้มงวด

แนวทางอนุรักษ์นิยมของฟรังโกค่อนข้างกดขี่ผู้หญิง ผู้หญิงในยุคฟรังโกมีหน้าที่ในบ้าน เป็นลูกสาวที่ดี เมียที่ดี แม่ที่ดี ผู้หญิงไม่อาจเป็นผู้พิพากษาหรืออาจารย์มหาวิทยาลัย ธุรการและการเงินของผู้หญิงต้องให้ฝ่ายชายดูแลควบคุม ผู้หญิงไม่อาจมีบัญชีธนาคารได้ หากต้องมีการเซ็นรับรองจากพ่อหรือสามีเท่านั้น

ด้วยแนวทางการปกครองอย่างนี้ ทำให้ผู้คนเป็นเรือนพันต้องอพยพหนีภัยเผด็จการออกนอกประเทศ ไปยังฝรั่งเศส และประเทศในแถบละตินอเมริกา

แต่ที่โหดร้ายที่สุดเห็นจะเป็นความรุนแรงที่ฟรังโกปฏิบัติต่อผู้ที่มีความเห็นทางการเมืองและศาสนาที่แตกต่าง ด้วยกฎหมายที่มีโทษประหารชีวิต ทำให้ผู้คนเรือนแสนต้องจบชีวิตลง บ้างถูกจับไปอยู่ค่ายกักกันที่มีอยู่ทั่วประเทศ เป็นแรงงานสร้างรางรถไฟ ขุดลอกคลองแอ่งน้ำ และมากมาย

สำหรับสเปน นายพลฟรังโกเป็นผู้นำที่โหดเหี้ยม ทว่าสำหรับชาวยิวจำนวนมาก นายพลฟรังโกเป็นนักบุญผู้เปิดประตูชีวิตใหม่ให้พวกเขา

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ปะทุขึ้นราวปี ๒๔๘๒ นายพลฟรังโกยึดนโยบายไม่ฝักฝ่ายฝ่ายใดและเป็นกลาง

แม้นายพลฟรังโกจะได้รับความช่วยเหลือจากฮิตเลอร์ในการทำสงครามกลางเมือง แต่เมื่อมาถึงนโยบายกวาดล้างชาวยิวแล้ว นายพลฟรังโกไม่ขอเข้าร่วมขบวนกับฮิตเลอร์ หนำซ้ำนายพลฟรังโกมีนโยบายเปิดพรมแดนรับผู้อพยพชาวยิวให้ข้ามเข้าสเปนได้ และให้สถานทูตสเปนในประเทศอย่าง ฮังการี สโลวาเกีย และประเทศในคาบสมุทรบอลข่าน ให้เอกสิทธิว่าชาวยิวที่เข้ามาถึงสถานทูกตสเปนได้ จะได้สัญชาติสเปน และนั่นเท่ากับว่า นาซีเยอรมันไม่อาจทำร้ายประชาชนสเปนได้

ว่ากันว่า ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ รัฐสเปนภายใต้การปกครองของนายพลฟรังโกได้ช่วยชีวิตชาวยิวถึง ๒๐๐,๐๐๐ คน

มีคนถามนายพลฟรังโกว่า การที่ทำอย่างนี้จะทำให้ฮิตเลอร์ไม่พอใจเป็นแน่ และนายพลฟรังโกคงต้องเผชิญหน้าและตอบคำถามฮิตเลอร์ นายพลฟรังโกตอบว่า “ผมยอมที่จะเผชิญหน้ากับฮิตเลอร์ในข้อที่ช่วยเหลือคนยิวมากกว่าที่จะต้องเผชิญหน้ากับพระเจ้าในข้อที่ไม่ช่วยเหลือชาวยิว”

ถึงตรงนี้ เราอาจเริ่มรู้สึกกระอักกระอ่วนที่จะชี้นิ้วตัดสินความเป็นมนุษย์ของนายพลฟรังโกอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เขาฆ่าศัตรูทางการเมืองเรือนแสน และก็ช่วยชาวยิวที่หนีตายเป็นเรือนแสนเช่นกัน มนุษย์ใช้เหตุผลหนึ่งในการฆ่า และใช้อีกตรรกะในการช่วยชีวิต

น่าแปลกที่นายพลฟรังโกไม่รู้สึกว่าเขาต้องไปตอบคำถามพระเจ้าที่เขาละเมิดบัญญัติ ๑๐ ประการที่ระบุว่า “เธอต้องไม่ฆ่า” และ “จงรักผู้อื่นเหมือนรักตัวเองและพระเจ้า” ในขณะที่เขาเห็นว่าการฆ่าชาวยิวเป็นการละเมิดต่อพระเจ้า

เป็นไปได้มากว่า นายพลฟรังโกเห็นว่าคนที่เขาสั่งประหารนั้นไม่ใช่บุตรของพระเจ้า เพราะหลายคนที่เขาสั่งตายนั้นเป็นบุคคลที่เขามองว่า เป็นพวกไร้ศาสนา ไม่นับถือคาทอลิค การฆ่าคนนอกศาสนาของพระเจ้าจึงอาจไม่บาป (หากเขามีแนวคิดเช่นนี้ เราก็ได้เห็นมรดกของพวก inquisitors ที่ไล่ล่าพวกที่ไม่ถือพระเจ้า)

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีตรรกะและวิธีคิดที่ซับซ้อน ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้เหตุผลหรือพร้อมที่จะละทิ้งเหตุผลตรรกะต่าง ๆ เพื่อสนองตอบอารมณ์เป็นหลัก

ในยุคที่นายพลฟรังโกรุ่งเรืองครองอำนาจ เขาได้สร้างรูปปั้นอนุสาวรีย์ของตัวเองไว้ตามที่ต่าง ๆ เขาเปลี่ยนชื่อถนน อาคาร สวนสาธารณะ และสถานที่ต่าง ๆ ให้มีชื่อและสัญลักษณ์ที่เกี่ยวโยงกับตัวเขา เพลงชาติสเปนแทรกท่วงทำนองใหม่ในยุคเขา ต่าง ๆ เหล่านี้เขาทำขึ้นเพื่อประกาศศักดาแสนยานุภาพ หรือเราอาจมองได้ว่าเป็นความปรารถนาของผู้ยิ่งใหญ่ที่ต้องการความเป็นอมตะ ต้องการเป็นผู้ที่คนจดจำไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

บางครั้งคุณค่าที่แท้ของเราจะปรากฏชัดเจนต่อเมื่อเราตาย ความเป็นอมตะของเราคือสิ่งที่ผู้อื่นจะหยิบยื่นให้เรา ไม่ใช่เราประกาศให้กับตัวเอง

เมื่อ ๒๕๑๘ นายพลฟรังโกจากไปในวัย ๘๒ ปี หลังจากที่เขาตายไปแล้ว มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มีการเลือกตั้ง เปิดรัฐสภา กษัตริย์สเปนที่ได้รับความไว้วางใจจากฟรังโกเป็นผู้มีความคิดเสรีนิยมประชาธิปไตย ท่านส่งเสริมประชาธิปไตยและช่วยระงับการทำรัฐประหารในช่วง ๒๕๒๔

หลังการตายของฟรังโก ถนนหนทางต่าง ๆ รูปปั้นอนุสาวรีย์ สวนสาธารณะ อาคารสาธารณะต่าง ๆ ที่มีชื่อหรือสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับฟรังโกและยุคเผด็จการของเขา ถูกเปลี่ยนชื่อกลับไปชื่อเดิม รูปอนุสาวรีย์ถูกยกย้ายออก เพราะผู้ที่ถูกกดขี่ในยุคฟรังโกไม่ต้องการมีเครื่องเตือนความทรงจำอันโหดร้ายจากยุคนั้น แต่ก็มีบ้างเหมือนกันผู้ที่เป็นพวกอนุรักษ์นิยมและชื่นชอบในฟรังโกพยายามรักษาภาพและสัญญาลักษณ์บางอย่างที่เกี่ยวกับนายพลฟรังโกไว้ แต่มีจำนวนน้อยมาก

หนึ่งในหลายเหตุของความเจริญและความเสื่อมของอาณาจักร

 Spain series Part I

สเปน เป็นประเทศรูปร่างคล้ายสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดพื้นที่ประมาณ 504,782 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเล็กกว่าขวานประเทศอย่างเมืองไทยเพียงเล็กน้อย (514,000 ตารางกิโลเมตร) ทว่าสมัยหนึ่งในอดีต ประเทศเล็ก ๆ อย่างสเปนเคยเป็นอภิมหาอำนาจของโลกมาแล้ว

ในช่วงศตวรรษที่ 15-16 สเปนได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่เคยตก สเปนมีประเทศในอาณานิคมจำนวนมาก กล่าวคือ เกือบทั้งทวีปอเมริกา บางส่วนในแอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างฟิลิปปินส์ ซึ่งนับได้ว่าเป็นยุคโลกาภิวัฒน์ยุคหนึ่งของโลก เหรียญเงินตราของสเปนแพร่ในหลายพื้นถิ่น ภาษาสเปนเป็นภาษาใช้ในทั่วไป จนถึงปัจจุบันก็เป็นหนึ่งในภาษาสำคัญที่ใช้ในองค์การสหประชาชาติ

สเปนเป็นประเทศที่โอบล้อมด้วยทะเล (ยกเว้นด้านตะวันออกที่ติดโปรตุเกส) จากพื้นที่ด้านตะวันออกเฉียงใต้และเหนือมองเห็นมหาสมุทรแอตแลนติกอันกว้างใหญ่ ด้านใต้และตะวันตกโอบล้อมด้วยทะเลสวยอย่างเมดิเตอร์เรเนียน ด้วยบรรยากาศที่ค่อนข้างอบอุ่นและโอบล้อมด้วยทะเลอย่างนี้ อาจทำให้ชาวสเปนเป็นคนร่าเริง สนุกสนาน มองโลกแง่ดี มีจินตนาการ ความฝัน และรักการผจญภัย นักเดินเรือชาวสเปนหลายคนใฝ่ฝันจะค้นพบดินแดนใหม่ หนึ่งในนั้นคือ คริสโตเฟอร์ โคมลัมบัส

แม้โคลัมบัสจะเป็นคนอิตตาเลียนโดยกำเนิด หากแต่การเดินเรือไปพบโลกใหม่ของเขาเกิดขึ้นได้จากการสนับสนุนจากราชินีสเปนในเวลานั้น ผู้กล้าเสี่ยงลงทุนให้โคลัมบัสเดินทางไปทางทิศตะวันตกในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งในสมัยศตวรรษที่ 15 ชาวยุโรปยังเชื่อว่าโลกแบน ดังนั้นการเดินทางไปด้านทิศตะวันตกที่ไม่คุ้นมาก่อน หมายถึงการเสี่ยงที่จะเดินเรือตกโลก

 นอกจากอุปนิสัยของชาวสเปนแล้ว ในเวลานั้นบรรยากาศทางการค้ายังเอื้อให้สเปนต้องตัดสินใจเสี่ยงมากขึ้น ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสเปนและโปรตุเกส ต่างแข่งขันกันด้านการค้าโพ้นทะเลที่เปอร์เซีย และเอเซีย ซึ่งเป็นแหล่งสินค้าหลากหลาย และเป็นที่ต้องการ

การแข่งขันทางการค้าระหว่างสองประเทศนี้เข้มข้นมาก ต่างหาทางเดินเรือที่เร็ว อันตรายน้อย และถึงดินแดนที่จะทำการค้าได้ก่อนอีกฝ่าย

ในเวลานั้น โปรตุเกสเลือกที่ใช้เส้นทางเดินเรือเรียบทำเลเมดิเตอร์เรเนียน หรือทะเลแอตแลนติค เลียบชายฝั่งแอฟริกาไปเรื่อย ๆ ผ่านช่องแคบ Cape of Good Hope ของประเทศแอฟริกาใต้ จากนั้นเดินทางมาจนถึงตะวันออกกลาง และเอเชีย นักเดินเรือโปรตุเกส วาสโก ดา กามา Vasco da Gama เป็นนักเดินเรือคนแรกที่เดินทางมาถึงอินเดียโดยเส้นทางเรือ

ขณะที่โปรตุเกสเดินเรือไปทางตะวันออก สเปนตัดสินใจเสี่ยงสนับสนุนโคลัมบัสให้เดินเรือไปทางตะวันตก ด้วยหวังว่าจะลัดสั้นไปถึงเอเซียได้เหมือนกัน การตัดสินใจเสี่ยงในครั้งนี้ ทำให้สเปนได้พบดินแดนใหม่ และขึ้นมามีอำนาจทางเศรษฐกิจเหนือโปรตุเกส และในเวลาต่อมากลายเป็นมหาอำนาจทั้งการค้าและการเมือง

ในปี 2035 ด้วยระยะเดินทางกว่า 2 เดือนในเรือ Santa Maria โคมลัมบัสพบกับแผ่นดินใหม่ ซึ่งตอนแรกเขาเข้าใจว่าเป็นประเทศอินเดีย ต่อมาจึงรู้ว่าเป็นดินแดนใหม่ New World หรือโลกใหม่

 จากนั้นมาสเปนก็ไปตั้งรกรากที่โลกใหม่มากมาย จนสายธารอารยธรรมสเปนผสมผสานกับโลกใหม่จนถึงปัจจุบัน

สายธารอารมยธรรม Aztec และ อินคาก็ล่มสลาย จากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การกระจายเชื้อชาติ และเชื้อโรคที่ชาวสเปนมีแต่ชาวโลกใหม่ไม่มีภูมิคุ้นกัน อย่างอีสุกอีใส ทำให้ผู้คนล้มตายไปจำนวนมาก สเปนนำเอาทองคำ เงินและทัรพย์มากมายจากอารยธรรมโบราณนี้ไปสร้างความเจริญให้บ้านตัวด้วย นอกจากจะค้าขาย ได้ประโยชน์จากเครื่องเทศ ข้าวโพด ค้าทาส แลกเปลี่ยนพืชพันธุ์ และสัตว์จากทั้งสองทวีป โลกใหม่ให้ข้าวโพด มันฝรั่ง พริก พริกไทย มะเขือเทศ ยาสูบ กับสเปน ในขณะที่สเปนให้ข้าวสาลี แอบเปิ้ล วัว แกะ หมู ม้า ลา เป็นต้น

นอกจากนั้น การพบกันของสองอารยธรรมทำให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ การเรียนรู้ ศิลปะ เพลง กฏหมาย อาหาร

สเปนมีชัยทางการค้าเหนือโปรตุเกส เพราะสเปนยึดโลกใหม่เป็นอาณานิคม และเมื่อผูกขาดดินแดน ผู้คนและการค้าแล้ว สเปนก็ไม่จำเป็นต้องต่อรองอะไร ในขณะที่โปรตุเกสทากรค้าแบบปรกติที่ต้องต่อรองกับประเทศคู่ค้า แม้จะได้เปรียบบ้าง แต่ก็คงไม่เหมือนกับการครอบครอง รวบอำนาจและผูกขาด

เพราะความรุ่งเรืองและความเป็นมหาอำนาจของเสเปนในสมัยนั้น สเปนเรียกตัวเองว่า God is Spain คือ พระเจ้าอยู่กับสเปน และด้วยความคิดนี้ สเปนจึงทำตัวเป็นเหมือนผู้พิทักษ์คริสตจักร คอยหาทางกล่อมหรือกำจัดผู้ที่เห็นว่านอกรีต อย่างพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 1 ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกนอกรีต

ความหลงใหลในอำนาจ เงิน ความถือตน เหล่านี้ทำให้จักรวรรดิล่มสลายมาตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติ สเปนก็เช่นกัน

ในปี 2131 กองเรืออันเกรียงไกรของสเปนในนาม Spanish Armada ไปพ่ายแก่กองเรือของอังกฤษในสมัยพระนางเจ้าอลิซาเบท ในช่วงนั้นกองเรือสเปนถูกก่อกวนมากจากโจรสลัดในน่านน้ำ การพ่ายแพ้ยับเยินครั้งนี้ทำให้สเปนเสียหายทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสเปนก็ต้องประสบกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตรอรกหลายระลอกที่ทำให้ไม่อาจกลับมาผงาดได้ดังเดิม

กลียุคแห่งข้อมูลข่าวสาร

พุทธวิธีเพื่อการสื่อสารอย่างเป็นกลาง

โดย กรรณจริยา สุขรุ่ง เขียนเมื่อ 11 กันยายน 2551 — ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่เขียนเมื่อสองปีที่แล้ว จะยิ่งจริงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

“เรากำลังอยู่ในกลียุคแห่งข้อมูลข่าวสาร” รสนา โตสิตระกูล เมื่อสิ่งที่เห็นอาจไม่จริง และสิ่งที่จริงอาจยังมองไม่เห็น เราจะอยู่กันอย่างไรในโลกที่เสมือนจริงเช่นนี้

ผู้เขียนได้รับรู้จากแหล่งข่าวหลายคนที่ได้รับผลกระทบจากการรายงานข่าวของสื่อที่ให้ข้อมูลไม่เป็นจริง หรือบิดเบือนไป จะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม ผลกระทบก็ได้เกิดขึ้นกับผู้ที่ถูกกล่าวถึง และผู้รับสารที่เชื่อความที่ได้อ่าน ได้ฟังไป เพิ่มพูนความชิงชัง แยกขั้วกันมากขึ้น

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางความคิดที่รุนแรงแบ่งขั้วในบ้านเมืองปัจจุบัน สื่อสารมวลชนได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างมาก บ้างก็ขอให้สื่อเลือกข้าง บ้างก็ว่าน้ำเสียงของสื่อเอนเอียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผู้คนเรียกร้องความเป็นกลางและความรับผิดชอบจากสื่อ แต่ดูเหมือนว่า ความเป็นกลางเป็นสิ่งที่เป็นและทำได้ยากยิ่งสำหรับปุถุชนที่เต็มไปด้วยอคติ

การนำเสนอข่าวทั้งสองด้าน ในปริมาณเท่าๆกัน ถือว่าเป็นกลางแล้วหรือไม่ ? ความจริงมีเพียงสองด้านหรือ?

ความเป็นกลางขึ้นอยู่กับปริมาณชิ้นข่าวที่รายงานหรือ? ความเป็นกลางคือการไม่ข้องเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ หรือ?

 ไม่ว่าสื่อจะพยายามนำเสนอข่าวสารให้สมดุลทั้งสองข้าง เป็นกลางตามความเห็นของตนสักเพียงใด ก็อาจเป็นกลางได้ยากเพราะใจผู้รับสาร ถ้าเอนเอียงเสียแล้วก็อาจจะฟัง และอ่านสารนั้นด้วยอคติ

ความเป็นกลางในปัจจุบันดูจะเป็นเรื่องความถูกใจ ความพอใจเสียมาก และหลายครั้งก็หมายถึงความไม่ออกความเห็น ไม่ข้องแวะยุ่งเกี่ยวไปเสียเลย

 กฎหมาย และระบบโครงสร้างทางสังคมสมัยใหม่ ประกอบกับความเจริญทางเทคโนโลยีให้โอกาสและเสรีภาพในการสื่อสาร แต่จะมีเครื่องมืออะไรที่จะกำกับความรับผิดชอบให้การสื่อสารสร้างสรรค์ความเป็นธรรมและสันติภาพให้สังคม

“เรามีข้อมูลมากมาย แต่ส่วนใหญ่แล้วบิดเบี้ยว เป็น ข่าวสารพิษ เราโกหกกันมากที่สุดในยุคที่เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารก้าวไกล” รสนา โตสิตระกูล วุฒิสมาชิกกรุงเทพให้ความเห็น

ประเมินอย่างต่ำ ๆ ปัจจุบันเรามีโทรทัศน์ให้ดูมากกว่า 100 ช่อง

 มีหนังสือพิมพ์ให้ได้อ่านทุกวัน กว่า 20 ฉบับ

มีนิตยสารรายสัปดาห์และรายเดือน รายปักษ์ รวมกันกว่า 100 หัว

มีเว็บไซด์ต่างๆ ให้ท่องไปหาข้อมูล ความเห็น ความบันเทิง กว่าหมื่นเวบ

มีช่องรายการวิทยุ ทั้ง FM AM กว่า 100 สถานี

 “เรากำลังอยู่ในกลียุคแห่งข้อมูลข่าวสาร” รสนาสรุปและอธิบายความต่อถึงคติพราหมณ์ที่แบ่งยุคต่างๆ เป็น 4 ยุค คือ

1. สัตยยุค เป็นยุคแห่งสัจธรรม เป็นยุคของคนดี ผู้คนต่างมีศีลมีธรรมมั่นคง ซื่อตรง มีจิตใจผ่องใส ไม่อิจฉาริษยา ไม่คดโกง ทุกคนจึงอยู่อย่างมีความสุขเต็มที่

2. ไตรดายุค เป็นยุคที่ความดีเหลือ 3 ส่วน มีความจริง 75 เปอร์เซ็นต์ เริ่มมีคนชั่วประมาณ ๑ ใน ๔ ส่วน มนุษย์จึงเริ่มมีความทุกข์

3. ทวาปรยุค เป็นยุคที่ความดีเหลือครึ่งเดียว เหลือความจริง 50 เปอร์เซ็นต์ คนชั่วเพิ่มมากขึ้นจนมีจำนวนเท่ากับคนดี เรียกว่า มีคนดีครึ่งหนึ่งคนชั่วครึ่งหนึ่ง

4. กลียุค คือ ยุคที่มีความจริงเหลือเพียงเสี้ยว คือ 25 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ในยุคนี้ คนชั่วมีถึง ๓ ใน ๔ ส่วน มีคนดีเพียงส่วนเดียว ชีวิตจึงมีความลำบากมาก โจรผู้ร้ายมีมาก มีการฆ่ากัน ทำร้ายกัน โกงกัน หลอกลวงเอารัดเอาเปรียบกัน

เนื่องจากตำราโบราณว่าพวกเรากำลังอยู่ในกลียุค ลองมาดูกันหน่อยว่าลักษณะของกลียุคเป็นอย่างไรบ้าง (อ้างอิงจาก wikipedia)

 ผู้ปกครองบ้านเมืองในกลียุคจะเป็นผู้เหลวไหลไม่มีเหตุผล และจัดเก็บภาษีอย่างไม่เป็นธรรม ผู้ปกครองจะไม่เห็นว่าการส่งเสริมทางด้านจิตวิญญาณเป็นหน้าที่อีกต่อไป ผู้ปกครองจะทำตัวเป็นอันตรายต่อโลก ผู้คนจะเริ่มค้นหาและอพยพไปยังประเทศที่มีข้าวสาลีและข้าวบาเล่ย์เป็นอาหารหลัก ความโลภและความโกรธแค้นจะกลายเป็นเรื่องธรรมดา ผู้คนจะแสดงความเกลียดชังต่อผู้อื่นอย่างเปิดเผย

สำหรับสภาพอากาศและธรรมชาติ เมื่อดอกไม้ออกในดอกไม้ ผลไม้ออกในผลไม้ (จะหมายถึงการตัดต่อทางพันธุกรรมหรือเปล่าไม่รู้—ผู้เขียน) เมื่อนั้นกลียุคมาถึงกาลอวสาน และเมื่อเมฆเทฝนลงมาอย่างไม่มีฤดูกาล เมื่อนั้นจุดจบของกลียุคมาใกล้แล้ว

เราจะอยู่ในโลกข้อมูลกลียุคอย่างไร

เราอาจใช้เป็นมาตรฐานในการชั่งน้ำหนักสิ่งที่ได้เห็น ได้ยิน เช่น ใครบอกว่ารักเราเท่าชีวิต ก็ให้คิดไว้เลยว่า เขารักเราเพียงแค่เสี้ยวชีวิตเขาเท่านั้น อย่างนี้แล้วจะได้พิจารณาว่าจะให้ใจกันแค่ไหน หรือเวลาที่เราได้ยิน ได้เห็น ได้อ่านอะไร ก็ตระหนักในใจไว้ว่า มีความจริงเพียงเสี้ยว 25 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ไม่ต้องไปยึดมั่นถือมั่นอะไรมาก เราอาจต้องเปลี่ยนจากคำพูดที่ว่า “เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง” มาเป็น “เชื่อเพียงเสี้ยว สงสัยเป็นส่วนใหญ่”

ศีลข้อ 4 และ 5 เพื่อการสื่อสารด้วยรักและสันติ

หากใครจะสมาทานความคิดแนวพุทธ ก็ให้มองเรื่องนี้ในแง่ความประพฤติของศีล อาจจะจริงที่เรากำลังอยู่ในกลียุค แต่เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ คนเราไม่ประพฤติศีล ดังนั้นหากเราเปลี่ยนเงื่อนไขปัจจัยเสีย โลกที่เราอยู่ก็จะเปลี่ยนไปด้วย อาจย้อนกลับไปเป็นสัตยุคก็ได้

ศีลที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารโดยตรง คือ ศีลข้อที่ 4 และ ข้อที่ 5 ซึ่งการตีความนั้นครอบคลุม กว้างขวางมากกว่าการพูดปด ให้ทันสมัยก็อาจบอกได้ว่า ดูตามเจตนารมณ์ของศีลแล้ว หมายถึงการสื่อสารทั้งหมด รวมทั้งการเขียนด้วย “พูดแต่ความจริง ด้วยถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความมั่นใจ ความเบิกบานและความหวัง โดยไม่กระพือข่าวที่ตนเองไม่รู้แน่ชัด รวมทั้งไม่วิพากษ์หรือกล่าวโทษในสิ่งที่ตนเองไม่แน่ใจ ตลอดจนละเว้นจากการกล่าววาจาที่จะก่อให้เกิดความแตกแยก ไม่ปรองดองกัน หรือทำให้ครอบครัวและชุมชนต้องแตกแยกร้าวฉาน…” —บางตอนของศีลข้อที่ 4 จาก ติช นัท ฮันห์

ส่วนศีลข้อที่ 5 เป็นเรื่องของการรู้จักบริโภคด้วยสติและปัญญา ซึ่งนับการบริโภคข่าวสารเข้าไปด้วย คือเราจะไม่บริโภคข่าวสารที่เป็นพิษ ที่ทำลายสติปัญญา ศีลธรรมอันดีในใจ “ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นว่าจะไมใช้แอลกอฮอล์ สิ่งเสพติดอื่นใด หรือการรับอาหารและสิ่งให้โทษ อย่างเช่น รายการโทรทัศน์ นิตยสาร หนังสือ ภาพยนตร์ และการสนทนาบางประเภท เพราะตระหนักรู้ว่าการทำร้ายร่างกายและวิญญาณของตนเองด้วยสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยเหล่านี้เท่ากับเป็นการทรยศต่อบรรพบุรุษ พ่อแม่ สังคม และลูกหลานของตนเอง ข้าพเจ้าจะพยายามแปรเปลี่ยนความรุนแรง ความกลัว ความโกรธ รวมทั้งความสับสนในตนเองและสังคม โดยละเว้นจากการบริโภคสิ่งที่เป็นพิษภัย เพื่อตัวเองและสังคม ข้าพเจ้าเข้าใจดีว่าการบริโภคอย่างถูกต้องเหมาะสมนั้นเป็นสิ่งสำคัญในการเปลี่ยนแปลงตนเองและสังคม” —บางตอนของศีลข้อที่ 5 จาก ติช นัท ฮันห์ หากเชื่อเรื่องกรรม คือผลของการกระทำแล้ว

การกระทำผิดศีลขอที่ 4 และ 5 บ่อยๆ อาจมีผลทำให้สติฟั่นเฟือนได้ เพราะโกหกจนแยกไม่ออกว่าอย่างไหนจริงอย่างไหนลวง หรือ คนอื่นจับได้เสียชื่อเสียเครดิต เสียความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเพื่อน หรือแฟน ส่วนผลกรรมหลังการตายนั้น ไปดูกันเอาเองแล้วกัน ตัวใครตัวมัน

ยุคมิคสัญญี

ช่วงกลียุคของข้อมูลข่าวสารนั้นยังนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการเกิด มิคสัญญี คือ การสำคัญมั่นหมายว่าคนอื่นที่ไม่เห็นด้วยกับเรา ผู้ที่เราชิงชัง เป็นเหมือนเนื้อสมันที่เราสามารถฆ่าได้โดยไม่บาป ไม่เป็นไร ตัวอย่างเคยเกิดขึ้นแล้วจากคำพูดเล่าขานครั้ง 6 ตุลาที่ว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” ครั้งนี้ ขออย่าให้เกิดคำพูดที่ว่า ฆ่าพันธมิตร ฆ่านปช. ฆ่ารัฐบาล หรือ ฆ่าคนชั่ว ไม่บาปเลย

หน้าที่ทางศีลธรรมของสื่อ การทำหน้าที่ของสี่อมีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างเสริมปัญญา รักษาสันติภาพในสังคม หากสื่อตระหนักในหน้าที่ คุณค่า และความสำคัญของสิ่งที่ทำ ระมัดระวังในการนำเสนอรายงานข้อมูล และสืบค้นเพื่อเข้าใกล้ความเป็นจริงให้มากขึ้น อาจช่วยลดคลายปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบัน

การเป็นกลาง มีความหมายลึกซึ้งไปกว่าการไม่เข้าข้างฝ่ายใด แต่คือความเป็นกลางภายใน สิ่งที่สื่อต้องตระหนักให้มากไม่ใช่โลกภายนอก แต่เป็นโลกภายในใจตน คนทุกคนล้วนมีอคติ ความเชื่อ ความเห็น ทำอย่างไรให้ความเห็นของเราเป็นสัมมาทิฐิ คือ ความเห็นตรง ความเห็นถูก ทำอย่างไรให้การทำงานมีความเป็นกลาง?

เราอาจใช้หลักคติ 4 มาสำรวจตัวเองอยู่เนืองๆ คติ 4 คือ ฐานะอันไม่พึงถึงทางความประพฤติที่ผิด ความไม่เที่ยงธรรม ความลำเอียงเกิดจากสาเหตุ 4 ประการ คือ

1. ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะชอบ ลองสำรวจดูว่าเรากำลังทำข่าว หรือละเว้นการทำข่าว เพราะใจเอนเอียงชอบ รักใคร่ ต่อสิ่งๆนั้น คนๆ นั้นหรือความคิดนั้นๆ หรือไม่ เช่นการรายงานข่าวเพราะผู้นั้นเป็นเพื่อน เป็นผู้ให้ของกำนัล อาจทำให้ส่วนรวมสูญเสียประโยชน์บางอย่างที่ควรจะได้จากพื้นที่และเวลาในการนำเสนอข่าวสาร หรือหากคนที่เราชอบกระทำการไม่ดี เราละเว้นการรายงานนั้นเสีย

2. โทสาคติ ลำเอียงเพราะชัง ลองสำรวจดูว่าเรากำลังทำข่าว หรือละเว้นการทำข่าว เพราะใจรังเกียจ ชิงชัง ต่อสิ่งๆนั้น คนๆนั้นความเห็นนั้น ๆ หรือไม่ เช่น หากคนที่เราไม่ชอบ เราหาเรื่องแง่ไม่ดีมาพูดรายงานสม่ำเสมอ หากเวลาคนที่เราไม่ชอบทำดี เราก็ละเว้นการรายงานเรื่องของเขาเสีย

3. โมหาคติ ลำเอียงเพราะหลง หรือเขลา ลองสำรวจดูว่าเรากำลังทำข่าวด้วยความไม่รู้หรือเปล่า หากไม่รู้ก็ทำให้รู้ขึ้นมาด้วยการค้นคว้า สอบค้น และตรวจสอบความจริงให้ถ้วนถี่

4. ภยคติ ลำเอียงเพราะกลัว ลองสำรวจดูว่าเรากำลังทำข่าว หรือละเว้นการทำข่าว เพราะความกลัวต่อสิ่งต่างๆ คนต่างๆ ความเห็นต่างๆ หรือไม่ เช่น กลัวต่ออิทธิพลมืด อาจทำให้นักข่าวที่เห็นการกระทำผิด ละเว้นการรายงานนั้น เกิดผลกระทบต่อส่วนรวมได้ (แต่ก็เห็นใจนะกลัวตายนี่) หรือกลัวว่าโฆษณาไม่ลงสื่อของเรา จะขาดรายได้ ทำให้เราต้องรายงานข่าวบางข่าวที่อาจเอื้อประโยชน์แก่ภาคธุรกิจพุทธวิธีเพื่อการสื่อสารอย่างเป็นกลาง

นิทานของขวัญ

 ณ ที่แห่งหนึ่งในห้วงเวลา ยังมีศิลปินผู้ไม่มีใครรู้จักนามอยู่คนหนึ่งอาศัยอยู่ในบ้านไม้หลังเล็กในป่าใหญ่ ที่นี่ให้แรงบันดาลใจแก่เขาในการสร้างสรรค์งานศิลปะ และเขาหวังว่าสักวันเขาคงสามารถสร้างงานชื่อให้ตัวเอง และผลงานที่เป็นอมตะได้

ปีแล้วปีเล่า เขาประดิษฐ์ผลงานทางศิลปะหลายชิ้น ทว่าแต่ละชิ้นล้วนพ่ายต่อความเป็นอนิจจัง ภาพวาดลายเส้นอันงดงามถูกสายลมพัดโบกไปหนใดไม่ทราบได้ ประติมากรรมโลหะที่หล่อขึ้นก็ผุกร่อนด้วยเม็ดฝนกรดที่หลั่งรดในช่วงฤดูฝน งานถ้วยชาดินเผาที่มุ่งมาดว่าจะเป็นงานชิ้นเอกก็มีอันสลายคามือด้วยความร้อนเกินพิกัดจากเตาเผา “หรือฉันไม่มีพรสวรรค์ ศิลปะไม่ใช่หนทางของฉันหรือนี่”

ศิลปินไร้นามคอตก นึกอนาถในชะตาชีวิต ในห้วงแห่งความสิ้นหวัง เขาเดินไปนั่งทอดอารมณ์ริมฝั่งน้ำ เผื่อว่าจะได้รับคำตอบบางอย่างในชีวิตบ้าง ว่าเขาควรสานความฝันที่จะเป็นศิลปินมีชื่อกับใคร ๆ บ้าง หรือควรลืมมันไปเสียจากชีวิต แล้วเลือกเส้นทางอื่น

ระหว่างนั้นเอง สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวคนหนึ่ง เธอนั่งอยู่บนโขดหินที่ยื่นออกมาในเวิ้งน้ำบนอีกฟากฝั่งของสายธาร ระยับแดดเริงระบำอยู่บนผิวน้ำ ทว่ากายเธอนิ่งเงียบ ใบหน้าอันหมดจดของเธอราบเรียบระคนเหงา สายตาของเธอมองไปไกลยังขอบฟ้าเบื้องหน้าเหมือนเธอพยายามจะเดินไปให้สุดทางเท่าที่สายตาของเธอจะไปถึง แต่เธอหารู้ตัวว่า อีกฝั่งน้ำกำลังมีศิลปินไร้นามผู้หนึ่งพยายามหยั่งลงลึกไปในหัวใจของเธอ

แสงอาทิตย์คล้อยต่ำ สายลมแผ่วลง และระลอกน้ำเริ่มเหงา หญิงสาวลุกจากที่ที่เธอนั่งไปนานแล้ว แต่ศิลปินไร้นามยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น เขาถูกตรึงด้วยภาพความทรงจำของตัวเอง ที่ยังคงฉายภาพของหญิงสาวไปยังโขดหินนั่น

ในภาพความทรงจำของเขา เธอยังนั่งอยู่ตรงนั้น ใต้แสงดาวกระพริบพรายบนฟ้ามืด จวบจนแสงทองเริ่มล้อกับพลิ้วน้ำอีกครั้ง เขาตื่นจากความทรงจำ “ฉันต้องทำงานขึ้นอีกชิ้นหนึ่ง เพื่อเป็นของขวัญกำนัลให้กับหญิงผู้ให้แรงบันดาลใจแก่ฉันคนนั้น” “อะไรเล่าจะเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุด สมค่าคู่ควรกับเธอ” ศิลปินไร้นามรำพึง

“สิ่งใดเป็นอมตะ สิ่งใดเป็นสิ่งมีค่าที่สุด” เขานิ่งไปสักครู่แล้วอุทานว่า “รู้แล้ว!”

จากวันนั้น เขาใช้ทุกเวลานาทีตั้งแต่ตื่นจนหลับไปกับการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกให้แก่สาวคนนั้น เขาปั้น แกะสลัก ขัดเกลา ตกแต่ง แต้มระบายสีสันต่าง ๆ บนชิ้นงาน เขาทำงานด้วยรอยยิ้ม และประกายหวานจากดวงตากำลังฟ้องว่า เขาค่อนข้างพอใจกับผลงานชิ้นนี้ทีเดียว

แล้ววันหนึ่ง ระหว่างที่เขากำลังปั้นแต่งผลงานอยู่นั้น เขาก็เหลือบไปเห็นมือของตัวเอง เขาหยุดพินิจมือของตน —- สายลมแห่งกาลเวลาได้สลักริ้วรอยลงบนผิวของเขาแล้ว เขาลดมือลงจากชิ้นงานที่กำลังมุ่งมั่นทำ หันมาสำรวจร่างกายตัวเอง ศิลปะของจักรวาลชิ้นนี้กำลังผุกร่อน เขามองไปที่ของขวัญที่เขากำลังบรรจงสร้างให้หญิงสาว แล้วถอนใจ “มือที่ไร้ความสมบูรณ์จะสร้างสิ่งสมบูรณ์แบบได้อย่างไร มือที่ไม่อมตะจะสร้างงานที่อมตะได้อย่างไร”

ในคืนที่ฟ้าไร้ดาว ดวงจันทร์หลบความเหงาในกลีบเมฆ ศิลปินไร้นามเดินไปยังโขดหินที่อยู่อีกฝั่งน้ำ เขาบรรจงวาง “ของขวัญแทนใจ” ลงบนโขดหินที่ที่หญิงสาวเคยนั่ง

ศิลปินไร้นามหันหลังแล้วเดินหายไปหลังม่านความมืดของค่ำคืน ไม่มีใครเห็นเขาอีกเลย แน่นอนว่า ไม่มีใครสนใจจะรู้ว่าเขาเป็นใคร ชื่ออะไร ทว่าผลงานของเขาที่วางอยู่นั้นกลายเป็นสิ่งที่โจษจันทั่วทั้งหมู่บ้าน ผู้คนต่างเทียวมามองดู และพูดคุยเสาะหากันว่า ศิลปินไร้นามมอบของขวัญชิ้นนี้ให้ใครกัน

หัวใจที่วางอยู่ริมฝั่งน้ำนั้นสลักด้วยอักษรว่า “แด่เธอ…ด้วยทั้งหมดที่ฉันเป็น…ผู้ไม่สมบูรณ์แบบ”

จิตวิญญาณความเป็นไท

เร็ว ๆ นี้ได้มีโอกาสกลับไปดูภาพยนตร์เรื่อง Amistad ซึ่งกำกับโดย สตีเฟน สปิลเบิร์ก เมื่อกว่าหนึ่งทศวรรษที่แล้ว รู้สึกประหลาดใจว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอเมริกาในยุคก่อนสงครามกลางเมืองเมื่อราว ค.ศ. 1839 คล้ายคลึงกับไทยในยุคดิจิตอล 2008 ทีเดียว เรื่องราวชวนติดตาม และคำพูดเด็ด ๆ ของตัวละครในเรื่อง สะท้อนให้เห็นหลายประเด็นที่อาจนำมาใคร่ครวญและเรียนรู้ได้ กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา

Amistad พูดถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จิตวิญญาณของชาติ การเมืองและการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม บรรยากาศความขัดแย้งทางความคิดของคนในสังคมระหว่างคนเหนือกับคนใต้ของสหรัฐอเมริกา

ชนวนของเรื่องเริ่มจากเรือเดินสมุทรสัญชาติสเปนชื่อ La Amistad ซึ่งแปลว่า มิตรภาพไร้พรมแดน Friendships without borders

ชื่อเรือช่างเย้ยหยันความจริงที่เกิดขึ้นเสียเหลือเกิน เนื่องด้วยเรือลำนี้บรรทุกชาวแอฟริกันที่ถูกลักลอบจับมาเพื่อไปขายต่อนายทาส ระหว่างทางที่รอนแรมในทะเล ทาสหลายคนถูกเฆี่ยนตีจนตาย ทาสสาวถูกล่วงละเมิดทางเพศ และทาสกว่า 50 ชีวิตถูกทิ้งถ่วงน้ำเพื่อลดภาระน้ำหนักของเรือและเพื่อคลายภาวะอาหารขาดแคลานบนเรือ

คืนฝนตกวันหนึ่ง ทาส ชื่อ ซินเค ใช้นิ้วแคะเอาตะปูจากแผ่นไม้ของเรือออกมาและใช้ตะปูไขทำลายโซ่ตรวนที่ล่ามอิสรภาพเขาไว้ เขาและพวก ฆ่าลูกเรือคนขาวเกือบหมดลำ เหลือเพียงผู้ที่สามารถเดินเรือได้ เพื่อให้นำเขากับพวกกลับกาฬทวีป

แต่เรือกลับไปขึ้นฝั่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ทาสทุกคนบนเรือถูกจับในข้อหาฆ่าคน (ขาว) และรัฐบาลภายใต้การนำของพระราชินียิสซาเบลที่ 2 ของสเปนเรียกร้องให้สหรัฐส่งเรือพร้อมสินค้าทั้งหมดกลับสเปน ซึ่งสินค้าที่ว่านี้ก็ คือ มนุษย์ที่เรียกว่าทาส

ในช่วงปี ค.ศ. 1839 หลายประเทศยังมองทาสเป็น มนุษย์ชั้นสอง ไม่มีสิทธิอะไรนอกจากเป็นสินค้า และแรงงาน

ประเทศอเมริกาก็เช่นกัน รัฐทางใต้ของอเมริกามีฐานทางเศรษฐกิจทางเกษตรกรรม คือ ไร่ฝ้ายขนาดใหญ่ซึ่ง “จำเป็นต้อง” ใช้แรงงานทาสจำนวนมาก ส่วนรัฐทางเหนือเป็นเมืองอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรเป็นหลัก

ทาสจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ที่แบ่งความคิดและวิถีชีวิตที่แตกต่างระหว่างฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ของอเมริกา

ดังนั้น ความรอดหรือความตายของคนที่ถูกทำให้เป็นทาส กลายเป็นเรื่องชัยชนะของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงมีความพยายามจากฝ่ายต่างๆ ที่จะทำให้ตนได้รับชัยชนะ บ้างอ้างความชอบธรรมจริยธรรม บ้างอ้างวิถีชีวิตตามครรลองของพื้นถิ่น บ้างอ้างศาสนาและไบเบิลที่ว่าแม้อดัมส์และอีฟยังมีศักดิ์ไม่เท่ากันเลย คือฝ่ายหญิงอยู่ในฐานะต่ำกว่า และบ้างก็อ้างว่าทำเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามกลางเมือง

ความพยายามที่ว่านี้ยังหมายถึงการพยายามจากฝ่ายการเมืองที่จะแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมโดยการเปลี่ยนตัวผู้พิพากษา ด้วยหวังว่าผู้พิพากษาหนุ่มผู้มีอนาคตอีกยาวไกลจะตัดสินคดีนี้โดยให้โทษแก่ชาวแอฟริกันในข้อหาฆ่าคนขาว และ/หรือส่งเรือสินค้าทาสนี้กลับสเปน

การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น ผู้พิพากษาหนุ่มเห็นความทุกข์ที่ทาสเหล่านี้เผชิญและตัดสินความให้ทาสได้รับอิสระ ส่วนผู้ค้าทาสถูกคุมขังรับโทษ

คำตัดสินนี้ทำให้การเมืองขั้วใต้ไม่พอใจอย่างยิ่ง และอุทธรณ์เรื่องนี้สู่ศาลสูงสุดของอเมริกา มี นักการเมือง วุฒิสมาชิก ทั้งฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ ผู้ที่กำลังรับสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และอดีตประธานาธิบดีเข้ามาเกี่ยวข้อง

อดีตประธานาธิบดีคนที่ 6 ของอเมริกา คือ นาย John Quincy Adams (ดำรงตำแหน่งปี 1825-1829) เข้ามาช่วยว่าความให้จำเลย ท่านเป็นลูกชายของอดีตประธานาธิบดีคนที่สองของสหรัฐอเมริกา John Adams ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในบิดาผู้วางรากฐานจิตวิญญาณของอเมริกันชน และมีส่วนร่วมในการเขียนคำประกาศอิสรภาพของอเมริกา Declaration of Independence เมื่อวันที่ 4 July ค.ศ. 1776 ร่วมกับ เบนจามิน แฟรงคลิน โรเบิร์ต ลิฟวิงสตัน โทมัส เจฟเฟอสัน และอีกกว่า 50 congressmen ที่ร่วมลงชื่อ

จอห์น ควินซี อดัมส์ ไม่เห็นด้วยกับการมีทาสอยู่แล้ว ท่านเคยให้ความเห็นว่า ประธานาธิบดีสามารถใช้อำนาจในการทำสงครามเพื่อหยุดยั้งการค้าและใช้แรงงานทาส (ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยอับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีคนที่ 16 ผู้รับใช้ประเทศระหว่างปี 1861-1865)

ในภาพยนตร์ มีบทสนทนาสะกิดใจ กระตุกความคิดหลายตอน ซึ่งตอนที่จะยกมาคือ ตอนที่ท่านประธานาธิบดี อดัมส์พูดกับชายผิวดำชื่อ ซินเค

“เราจะไม่ได้ขึ้นศาลโดยลำพังหรอก” ซินเคพูด

อดีตประธานาธิบดีอดัมส์ ส่ายหัวพร้อมกล่าวว่า “ไม่หรอก เรามีสิทธิ และความถูกต้องอยู่ด้วยกับเรา”

“เปล่า ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น” ซินเคตอบ “ในยามวิกฤตคับขัน พวกเราชาวเมนเดจะเรียกหาวิญญาณเหล่าบรรพบุรุษให้มาช่วย ให้นำปัญญาญาณจากอดีตมากอบกู้สถานการณ์ในปัจจุบันอันมืดมน บรรพบุรุษต้องมาตามเสียงเรียกของผม เพราะว่า ในเวลาเช่นนี้ ผมคือเหตุผลทั้งหมดที่จะแสดงให้เห็นว่าพวกท่านทั้งหลายเคยมีอยู่จริง”

คำพูดง่าย ๆ เช่นนี้ ทำให้อดัมส์เห็นทางที่จะพูดในศาลก่อนคำตัดสิน “ถ้าทาสเหล่านี้สมควรตาย เราจะทำอย่างไรกับเอกสารคำประกาศอิสรภาพของอเมริกาที่บรรพชนร่วมกันร่างขึ้น ที่ว่า “All men are created equal…”

“ข้อเสนอแนะของผม ก็คือ ฉีกมันทิ้งไปเสีย” อดัมส์กล่าว เพราะหากเราทำลายจิตวิญญาณของบรรพชนที่ให้กำเนิดประเทศนี้ไปแล้ว นั่นก็เท่ากับพวกท่านไม่เคยดำรงอยู่เลย จิตวิญญาณที่สร้างชาติและความเป็นอเมริกันนั้นได้ถูกทำลายและไม่มีอยู่จริง

คำประกาศอิสรภาพของบิดาผู้วางรากฐานจิตวิญญาณประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกามีเนื้อความน่าสนใจ โดยขอยกตัวอย่างที่ประทับใจมากตอนหนึ่ง คือ

” ทุกคนเกิดมา เท่าเทียมกัน ต่างได้รับสิทธิ บางอย่าง ที่จะโอนให้แก่กันมิได้ สิทธิเหล่านี้ ได้แก่ สิทธิในชีวิต เสรีภาพ และการแสวงหาความสุข และเพื่อที่จะให้ได้มา ซึ่งสิทธิดังกล่าวนี้ มนุษย์ จึงได้ตั้งรัฐบาลขึ้น และรัฐบาลนี้ ได้รับมอบอำนาจ จากความยินยอม ของผู้ที่อยู่ในปกครอง ของรัฐบาลนั้น

และเมื่อใด รูปการปกครองใด มุ่งทำลายหลักการสำคัญเหล่านี้แล้ว ประชาชน ก็มีสิทธิ ที่จะเปลี่ยนรัฐบาลนั้น หรือยุบเลิก รัฐบาลนั้นเสีย แล้วจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นแทน ซึ่งวางรากฐาน อยู่บนหลักการ และจัดระเบียบ การใช้อำนาจ ตามรูปดังกล่าวแล้ว เพื่อให้เกิดผล ในการพิทักษ์ ความปลอดภัย และความผาสุก ของประชาชน”

อ่านถึงตรงนี้แล้ว ย้อนกลับมามองสภาพบ้านเมืองของเรา เรื่องที่เราถกเถียงกันในปัจจุบัน คือ อะไร รูปแบบการปกครอง หรือ จิตวิญญาณที่เป็นหัวใจในการปกครองบ้านเมือง

จิตวิญญาณอเมริกาคือสิทธิ เสรีภาพของทุกคน ซึ่งไม่ว่ากฎหมาย กฎระเบียบ วิถีชีวิต แม้แต่รัฐบาล ก็จะทำลายหรือละเมิดมิได้

จิตวิญญาณไม่ใช่บุคคล ระบบ โครงสร้าง แม้แต่รูปแบบใดๆ ของสังคม ที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป จิตวิญญาณ เป็นความจริงสากลที่มนุษย์โดยทั่วไปน่าจะปรารถนาและปฏิบัติได้ร่วมกัน

ประเทศอังกฤษยึดหลักจารีต ประเพณี สามัญสำนึกแบบอังกฤษ ๆ (conscience)

ประเทศเยอรมนีตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยึดหลักศักดิ์ศรีความเท่าเทียมกันของมนุษย์

แล้วจิตวิญญาณของเมืองไทย สยามประเทศ คืออะไร?

เพื่อนที่อยู่ในแดนอีสานคนหนึ่งแลกเปลี่ยนว่า “สมัยก่อนคนรุ่นปู่ย่าตาทวดอยู่ร่วมกันหลากเชื้อชาติ เมื่อมีคนจากต่างถิ่น เช่น ญวน ลาว เขมร มาในพื้นที่ เราก็แบ่งกันอยู่ ถ้อยทีถ้อยอาศัย เป็นเพื่อนกัน ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย”

ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบอ้อมอารี หรือเปล่าที่เป็นหัวใจของชนแถบนี้ หากจะลองใช้ศัพท์แสงแบบตะวันตก จะพอพูดได้ไหมว่า บรรพบุรุษของเราเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วยวิธีคิดและวิถีปฏิบัติ?

การไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สยามทำให้เห็นว่า อาณาจักรสยามนี้เปิดประตูรับคนต่างเชื้อชาติมากมาย จนกระทั่งความเป็นไทย หมายถึง ความหลากหลาย (melting pot)

คนสยามค่อนข้างใจกว้าง ยอมรับผู้อื่นได้ พร้อมเปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ๆ เล่นแร่แปรธาตุได้เสมอ มีความสามารถอย่างยิ่งในการหลอมรวม ผสมผสาน และประยุกต์ดัดแปลงสิ่งต่างๆ ให้เหมาะสมกับจริต ความคุ้นเคยของตน เห็นได้ชัดจากการดัดแปลงอาหารต่างๆให้มีเอกลักษณ์เป็นแบบฉบับของตน

จิตวิญญาณที่หล่อเลี้ยงคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าให้อยู่ได้จนปัจจุบัน ยังมีอยู่หรือไม่

ในภาพยนตร์ อดีตประธานาธิบดี อดัมส์ ยังกล่าวต่อไปว่า บางทีการที่คนเราไม่หวนกลับไปรื้อฟื้นภูมิปัญญาในอดีต ไม่กลับไปสู่รากเหง้าของตนอาจเป็นเพราะความกลัวที่จะเผชิญกับความจริงที่ว่า แท้จริงแล้ว เราไม่ได้เก่งกาจอะไร แท้จริงแล้วเราคือผลสืบเนื่องของอดีต แท้จริงแล้วเราไม่ได้เป็นปัจเจกชนอย่างที่เราคิดและหวงแหน

“เราถูกทำให้เข้าใจ และยอมที่จะโอบกอกความเข้าใจนั้นว่า สิ่งที่เราเป็นอย่างทุกวันนี้ คือสิ่งที่เราเป็นมาแต่อดีต เราต้องการความเข้มแข็งจากบรรพชน ปัญญาที่จะช่วยเราก้าวข้ามความกลัวและอคติของตัวเอง โปรดให้พลังแก่เราที่จะกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง และถ้าหากสิ่งนั้นหมายถึง สงครามกลางเมืองแล้วละก็ ขอให้มันมา และเมื่อสงครามกลางเมืองมาถึง ก็ขอให้มันเป็นการปฏิรูปครั้งสุดท้ายของอเมริกาเทิด” อดัมส์กล่าวถึง

ในที่สุด องค์คณะของศาลสูง 8 ใน 9 ก็ตัดสินให้ ส่งเรือสินค้าคืนสเปน หากแต่ชาวแอฟริกันมีศักด์ สิทธิ เสรีภาพความเป็นมนุษย์เต็มเปี่ยม และเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเอง ว่า จะกลับบ้านที่แอฟริกาหรือไม่

ความขัดแย้งทางความคิดเรื่องทาส รวมกับเรื่องอื่น ๆ ระหว่างชาวเหนือและชาวใต้ก็ทวีขึ้นเป็นลำดับ จนกระทั่งในปี 1861 สงครามกลางเมืองก็ระเบิดขึ้น ในช่วงสมัยประธานาธิบดี ลินคอล์น

สงครามกลางเมืองระหว่างเหนือและใต้จบลงเมื่อปี 1865 ประธานาธิบดีลินคอล์นประกาศอิสรภาพของทาส และ สถาปนาศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ในดินแดนอเมริกา แต่สงครามกลางเมืองนี้ก็ได้คร่าชีวิตทหารอเมริกันไปกว่า 620,000 นาย และ พลเรือนได้รับบาดเจ็บอีกมาก ท้ายที่สุดก็นำไปสู่การลอบสังหารประธานาธิบดี ลินคอล์น ในปีเดียวกันนั่นเอง

หวังว่าประวัติศาสตร์ของชาติหนึ่ง จะไม่เป็นอนาคตของอีกชาติหนึ่งที่อยู่ไกลกว่าครึ่งโลก แต่ก็นั่นแหละกิเลสที่ครองใจคนเหมือนกันทุกชาติ ดำรงอยู่ทุกสมัย เหตุการณ์เดิม ๆ ในประวัติศาสตร์สามารถซ้ำรอย ซ้ำซากได้เสมอ จนกว่าเราจะเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนจิตเปลี่ยนใจ

บางทีหนึ่งในหนทางที่เราจะเปลี่ยนจิตใจได้ คือ การกลับไปมองอดีต เรียนรู้จากความผิดพลาด ค้นหารากเหง้าของตน เรียนรู้ที่จะอยู่กับความหลากหลายอย่างที่บรรพบุรุษเราอยู่กันมา

บางทีหากเรารู้จักตัวเองมากขึ้นว่า เราเป็นใคร แก่นแกนคุณค่าความเป็นเราอยู่ที่ตรงไหน เราอาจจะเห็นความจริงมากขึ้น เห็นทางเดินของชีวิตได้ดีขึ้น

จริง ๆ แล้วเราใกล้กันกว่าที่คิด เป็นมิตรกันมากกว่าศัตรู

What is your story? Who are you? Let’s talk about it and share.

หมายเหตุ หากใครสนใจภาพยนตร์เรื่องนี้ ยังมีจำหน่ายทั่วไป น่าประทับใจมาก ส่วนถ้าไม่มีเวลามากพอ สามารถเลือกฟังคำพูดน่าประทับใจของ ประธานาธิบดี ควินซี อดัมส์ได้จาก www.youtube.com โดยพิมพ์คำว่า Amistad