เรียนรู้อยู่กับภัยธรรมชาติที่เราหนีไม่พ้น

ภัยธรรมชาติเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าทุกปี รุนแรงมากน้อยแตกต่างไป

ประเทศไทยเจอเหตุการณ์น้ำท่วม ภัยแล้ง หนาวจัด พายุถล่ม ตามฤดูกาลและพื้นที่ต่าง ๆ และจากภาวะโลกร้อน เราคาดการณ์ได้เลยว่า ภัยธรรมชาติจะเกิดถี่และรุนแรงขึ้นทุกปี

เราควรถอดบทเรียน เรียนรู้จากสถานการณ์ภัยพิบัติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ได้แล้ว ทำระบบ โครงสร้าง ความรู้ ให้ทุกคน หน่วยงาน ชุมชนได้เรียนรู้รับมือกับปัญหาในอนาคต และหากมีการทำความรู้ชุดนี้ไว้แล้ว ก็ขอได้โปรดกระจายบอกประชาชนหลังเขาอย่างเราด้วย

หน้าหนาว

หน้าหนาวของทุกปี เราจะได้ยินข่าว คนหนาวตาย คนไม่มีอุปกรณ์เครื่องนุ่งห่มบรรเทาความหนาว และระดมการบริจาค เครื่องนุ่งห่มและอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อปกป้องความหนาวเย็น จึงสงสัยว่า สิ่งที่บริจาคไปแล้วในปีก่อน ๆ หายไปไหน เสื้อผ้าไม่ใช่สิ่งใช้แล้วทิ้ง หรือหมดอายุได้ง่าย ๆ หรือการแจกจ่ายไม่ทั่วถึงบางคน หรือประชากรเพิ่มขึ้น หรืออะไร

หากเรารู้อยู่แล้วว่า ความหนาวมาทุกปี และบางพื้นที่อาจอ่อนไหวเสี่ยงต่อวิกฤตความหนาวเป็นพิเศษ ทำไมเราไม่เตรียมรับมือไว้ก่อน และเป็นระบบเพื่อดูแลกัน ไม่ต้องลูบหน้าปะจมูกกันทุกปีไป (ยกเว้นปีไหน หนาวเป็นพิเศษเกินคาดเดา เช่น กรุงเทพ อุณหภูมิ 0 องศา เป็นต้น จะมีไหมน้อ)

สำมโนประชากรมีไว้ทำไม แผนที่ชุมชนหมู่บ้าน รายชื่อหมู่บ้านต่าง ๆ ทางกระทรวงมหาดไทยจะมีประโยชน์อย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง

เราสำรวจดูได้ไหมว่า ใครอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อความหนาว และยังขาดแคลนสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น เราจะช่วยกันดูแลอย่างไร การขนส่งอุปกรณ์เครื่องใช้ และการรายงานดูแลกันทางเจ้าหน้าที่ อบต. อบจ. ผู้ใหญ่บ้าน

เราจะให้ผู้ใหญ่บ้าน อบจ. อบต. ช่วยสำรวจสภาพความเป็นอยู่ของคนในชุมชนได้ไหมว่า ใครมีความเสี่ยงต่อภัยอะไรบ้าง 

หน้าน้ำของทุกปี หลายพื้นที่ในประเทศลุ่มแม่น้ำ จะต้องน้ำท่วม ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด คนไทยสมัยก่อนรู้จักเรื่องนี้ดี และสร้างบ้านเรือนพ้นน้ำกว่า 2 เมตร และไม่สร้างบ้านเรือน ชุมชนขวางทางน้ำ

คนที่มีชีวิตห่างจากน้ำ จะดูไม่ออก ประเมินกำลังของน้ำไม่เป็น และนั่นอันตรายอย่างยิ่ง

ดังนั้น เราต้องเรียนรู้จะอยู่กับน้ำ อย่างแรก การเรียนรู้ ศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบควรให้เรารู้จักน้ำให้มากขึ้น กระแสน้ำไหลในแต่ละแบบ หมายความว่าอย่างไร เพื่อที่ว่า จะได้ไม่มีคนที่เดินไปในกระแสน้ำเชี่ยวแล้วถูกน้ำพัดจมหายไป

เราต้องเรียนรู้กระแสและวิถีของน้ำ น้ำขึ้นและลง อย่างไร น้ำแม่น้ำ น้ำภูเขา น้ำป่า น้ำทะเล ทุกน้ำเชื่อมโยงและหนุนกันอย่างไร อะไรบ้าง และเมื่อไร อย่างถ้าฝนตกหนัก ๆ เราต้องระวังอะไรบ้าง ไม่อยู่ใกล้ริมน้ำ ไม่อยู่ใต้เงาภูเขาที่โล้น เพราะดินที่อุ้มน้ำไม่ไหวแล้ว อาจถล่ม เป็นต้น ถ้าอยู่ที่ราบให้ระมัดระวังน้ำป่าหลาก จากภูเขาที่ราบสูงลงมา กระแสน้ำจะรวดเร็วมาก ควรสังเกตเมื่อมีฝนตกหนักติดต่อกันบนภูเขาหลาย ๆ วัน ให้เตรียมตัวอพยพขนของไว้ที่สูง

 กระแสน้ำหลากจะทำลายวัสดุก่อสร้าง เส้นทางคมนาคม ต้นไม้ และพืชไร่ ต้องระวังกระแสน้ำพัดพาไป อย่าขับรถยนต์ฝ่าลงไปในกระแสน้ำหลาก แม้บนถนนก็ตาม อย่าลงเล่นน้ำ อาจจะประสพอุบัติภัยอื่น ๆ อีกได้

นอกจากนั้น ในภาวะน้ำท่วม ทั้งบ้านเรือน และเรือกสวนไร่นา เราจะดูแลอย่างไรให้เป็นระบบ และเตรียมกันทุกปี และทั้งปี ทั้งในระดับปัจเจก ชุมชน ภูมิภาคและประเทศ เพื่อให้การเตรียมการและกระจายความช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วทันท่วงที ไม่ควรให้ทุกอย่างกระจุดที่ส่วนกลาง อย่างการเคลื่อนย้ายคนสู่ที่สูง

ในทุกจังหวัดเราจะเตรียมพื้นที่เหล่านั้นร่วมกันไหม ว่าจะเป็นที่ใดบ้าง และรักษาพื้นที่นั้นให้ดี เป้นที่สูง มีที่อาศัย หลบภัยทั้งคนและสัตว์ มีอุปกรณ์เยียวยาเบื้องต้น อย่าง เครื่องปั่นไฟ น้ำดื่มที่รองจากน้ำฝน และของอื่น ๆ แล้วก็เรือหลาย ๆ ลำ

ในระดับปัจเจก เราน่าจะเรียนรู้การอยู่กับน้ำท่วม พายเรือเป็น ว่ายน้ำได้ รู้จักโรคที่มากับน้ำ และวิธีการป้องกัน มีอุปกรณ์รับสถานการณ์เบื้องต้น เช่น ถุงดำขับถ่าย เทียน ไฟฉายและถ่าน กระติดกรองน้ำ แบบไม่ใช้ไฟฟ้า เบอร์โทรศัพท์สำคัญ ๆ รวมถึงคู่มือการเผชิญภาวะน้ำท่วม

ในระดับชุมชน ก็มีแผนรับสถานการณ์ น่าจะมีแผนที่ทุกครัวเรือน และผู้ที่อยู่ในแต่ละครัวเรือนเพื่อส่งความช่วยเหลือ อาจจะมีเรือ และอุปกรณ์สำคัญในการรับสถานการณ์เบื้องต้นร่วมกัน เมื่อเกิดภาวะน้ำท่วมจริง ๆ

สิ่งที่เราน่าจะคิดไว้คือ การขนส่ง การขนส่งของในการช่วยเหลือ ทั้งอาหาร ยา และความช่วยเหลืออพยพคน และที่สำคัญ คือ ระบบการขนส่งขยะ ซึ่งจำเป็นต้องทำ โดยเฉพาะขยะของเสียที่ถ่ายกัน เพราะหากไม่จัดระบบให้ดี จะทำให้คนโยนหรือถ่ายลงน้ำ เป็นเหตุให้เกิดโรคภัยได้มาก — ซึ่งหากคิดระบบและเตรียมการไว้ให้ดี จะช่วยลดทอนปัญหานี้ได้

การสื่อสารในพื้นที่ ก็เป็นเรื่องสำคัญ จะทำอย่างไรที่ให้คนภายในสือ่สารกับภายนอกได้ ในยามที่ไฟฟ้าตัดขาด ไม่สามารถใช้โทรศัพท์ มือถือ หรืออุปกรณ์สื่อสารที่คุ้นเคยได้ เราจะมีเครื่องมือสื่อสารอื่น ๆ ได้ไหม อะไร

หน้าแล้ง

น้ำน้อย ไม่มีน้ำในการบริโภคในครัวเรือน และทำการเกษตร ปัญหานี้เกิดขึ้นทุกปี ในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบโดยทั่วกัน ข้าวยากหมากแพง เป็นต้น

เราจะดูแลเรื่องน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยในชีวิตให้ทุกคนได้รับอย่างทั่วถึงได้อย่างไร การจัดการปัญหาภัยแล้ง อาศัยความรู้และการจัดการอย่างเป็นระบบ เห็นทั้งระบบ

เขื่อน ฝาย อ่างเก็บน้ำ แต่การแบ่งจ่าย กระจายน้ำเป็นอย่างไร ทั่วถึง และเป็นธรรมหรือไม่ ถังกักเก็บน้ำในแต่ละบ้าน (แต่ก่อนเห็นแต่ละบ้านจะมีแท้งค์น้ำรองไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ปัจจุบันมีน้อยลงมาก)

ที่สำคัญ เราใช้น้ำอย่างไร ใช้อย่างประหยัดรู้ค่า หรือใช้ทิ้ง และแถมยังทำลายคุรภาพน้ำด้วยสารพิษและขยะด้วย เมื่อน้ำเหือดแห้ง จะเอาอะไรดื่ม เราเคยเห็นภาพเด็กแอฟริกาที่แย่งกันกินน้ำโคลนในบ่อน้ำน้อย ๆ หรือไม่

ภาวะภัยแล้งเกี่ยวกันอย่างมากกับสภาพความชื้นและอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ หากป่าไม้หดหาย น้ำก็จะน้อย และเราจะขาดน้ำ ต้นไม้ขาดน้ำก็ตาย เราก็ไม่มีพืชผักกิน สัตว์ที่ต้องกันพืชก็ตาย แล้วเราก็ไม่มีเนื้อสัตว์กัน ข้าวไม่ได้น้ำ ก็ไม่โต เราก็ไม่มีข้าวกิน สรุปความว่า จะไม่มีอะไรให้เรากิน (และห้ามกินกันเองนะ)

สึนามิ แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด (จากที่อื่น แต่เถ้าควันล่องลอยมา )

โลกต้องการรักษาสมดุล เมื่อน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ปริมาณน้ำในหมาสมุทรแปซิฟิคสูงขึ้น ปริมาตรน้ำมากขึ้น ก่อเกิดพายุมรสุมที่มาก ถี่ และรุนแรงขึ้น โลกซีกหนึ่งต้องแบกน้ำหนักที่มากขึ้น ทำให้แผ่นดินเบื้องล่างต้องปรับตัว เกิดการขยับปรับตัว หมายถึง แผ่นดินไหวบ่อยขึ้น เท่าที่เคยอ่านข้อมูล ทั่วโลกมีแผ่นดินไหวบ่อยแทบทุกวัน แต่ไม่รุนแรง

กระนั้น แผ่นดินไหวที่รุนแรงก็เกิดบ่อยขึ้น และก็หมายถึงโอกาสของแผ่นดินถล่ม ความเสียหายในบ้านเมือง และคลื่นสึนามิ

ในประเทศไทย เราอาจอยู่ไกลจาก ring of fire ที่วาดจากขอบทวีปอเมริกาใต้ขึ้นไปอเมริกาเหนือ วนมารัสเซีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เป็นวงแหวนเปลือกโลกที่ครุกรุ่น

สิ่งที่ประเทศไทยมีโอกาสจะได้รับวิบากไปด้วย คือ คลื่นสีนามิ เมื่อเกิดแผ่นดินไหว — เราต้องเตรียมรับเรื่องนี้ด้วย ทั้งความรู้ ระบบการหนีภัย พื้นที่หนีภัย คือบอกเส้นทางให้วิ่ง (แต่วิ่งไปไหนอ่ะ ไกลมากก็วิ่งไม่ไหวนะ อย่างคนแก่ เด็กจะทำอย่างไร ไหนจะคนพิการอีก)

บางทีเราอาจต้องปรับโครงสร้างพื้นที่พักผ่อนชายทะเลไปด้วย อย่างที่ญี่ปุ่น หมู่บ้านที่หายเรียบจากสึนามิ ปัจจุบัน เขาทำพื้นที่ให้เป็นสวนสาธารณะ และชายหาดสาธารณะ ให้โล่ง ไม่ให้ใครอยู่พักที่นั่น และมีหอคอย พื้นที่สูงเพื่อหนีน้ำ

——————————————-

เมื่อภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่เราร่วมก่อ เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน อย่างดีที่สุด

ดูแลกันและกันนับจากวันนี้ ไม่เพียงการเตรียมการรับมือ

แต่รู้จักมีชีวิตที่ช่วยปรับตัวให้สอดคล้องกับธรรมชาติ รักษาธรรมชาติไม่ให้ย่ำแย่กว่านี้

หากเรารักษาธรรมชาติ เราอาจมีส่วนช่วยให้ภัยธรรมชาติลดลง หรือลดความรุนแรงลง กระแสรักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงใช้ชีวิตอย่างตระหนักรู้ถึงผลกระทบต่อธรรมชาติ จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป้นเรื่องการป้องกันภัยในอนาคตด้วย

มาเรียนเป็นนักเรียนรู้กันเถอะ

โลกทั้งภายในและภายนอกตัวเราเปลี่ยนแปลงเสมอ การที่เรายึดมั่น กอดถือสืงที่รู้ในอดีตไว้ อาจทำให้เราไม่รู้ที่จะอยู่กับปัจจุบันที่เปลียนไป

ด้วยโลกเป็นอนิจจัง ชาวพุทธจึงต้องฝึกฝนตนเป็นนักเรียนรู้อยู่เสมอ เรียนรู้ที่จะมีชีวิตในปัจจุบัน รู้อยู่กับโลกอย่างมีเป้าหมาย และเกื้อกูลกันและกัน

ระบบการศึกษาไม่ได้บ่มเพาะให้เราเป็นนักเรียนรู้ แต่เราอาจเรียนรู้ที่จะเป็นนักเรียนรู้ได้จากพระบรมครูของเรา ในที่นี้ อยากจะขอเล่าทักษะบางประการที่จะช่วยให้เราเป็นนักเรียนรู้ได้ ซึ่งใช้ได้กับทุกคน ไม่ว่านักเรียน คนทำงาน คนวัยเกษียณ แม้คในวาระสุดท้าย

——————-

พระพุทธองค์เป็นแบบอย่างของนักเรียนรู้ ท่านเรียนอย่างไรจนบรรลุเป้าหมายสูงสุด อะไรผลักดันให้ท่านออกแสวงหาความรู้ ความจริง เราจะเรียนรู้ตามรอยบรมครูได้อย่างไรบ้าง

นักเรียนรู้ต้องแสวงหาความรู้ ไม่ว่าจากการอ่านหนังสือ การฟัง การสนทนากับผู้อื่น การสังเกตและรับฟังสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ด้วยกายและใจของเรา ซึ่งเป็นอุปกรณ์เรียนรู้ชั้นยอด

แน่นอนว่า คนจะแสวงหาความรู้ขนาดนี้ ต้องเกิดมาจากความรัก รักในสิ่งที่ตนเองอยากรู้ อยากแสวงหา การเรียนการศึกษาในปัจจุบันทำให้คนรู้สึกรักในการเรียนรู้หรือไม่ เรามักได้ยินเด็ก ๆ บ่นว่า ไม่อยากไปโรงเรียน ทำข้อสอบก็ขอลอก ๆ กัน เราจะทำให้เด็ก ๆ และตัวเราเองรักในความรู้ รักที่จะแสวงหาความรู้ได้อย่างไร

การเรียนรู้ก็ต้องอาศัยแรงบันดาลใจเช่นกัน แรงบันดาลใจของพระพุธองค์มาจากทุกข์และความจริงที่เห็นในชีวิต

อะไรเป็นแรงบันดาลใจในชีวิตเราบ้าง เรามีความรักในเรื่องใด—

ครุ่นคิดและตั้งคำถาม

พุทธศาสนาเกิดขึ้นได้ด้วยการครุ่นคิดและตั้งคำถามสำคัญของเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านครุ่นคิดเรื่องราวต่าง ๆ ที่เห็น ไม่ปล่อยอะไรผ่าน ๆ โดยไม่ตั้งคำถาม

“มนุษย์เราพ้นทุกข์จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้หรือไม่” คำถามนี้ผลักให้ท่านทิ้งทุกอย่างที่มีค่าและสุขสบาย เพื่อแสวงหาความจริง

ชาวพุทธต้องเป็นนักตั้งคำถาม คำถามที่ดีและสร้างสรรค์เกื้อกูลโลก (เราว่านะ) รวมถึงต้องตั้งคำถามกับตัวเองด้วย

พระพุทธองค์จะไม่ตรัสรู้ได้เลย หากท่านไม่ใคร่ครวญ สังเกต และตั้งคำถามกับการปฏิบัติของท่านเอง “ใช่แล้วหรือ” การได้ฌานสมาบัติขั้นสูงไม่ได้ทำให้ท่านหลงว่า ได้พบธรรมพ้นทุกข์แล้ว คำถามทำให้เราสืบค้นความจริง จนถึงที่สุด  

— คำถามสำคัญในวันนี้ ช่วงเวลานี้ของเราคืออะไร —-

เปิดหัวใจเพื่อเรียนรู้และรับความรู้ หัวใจของการเรียนรู้ คือ Learn to un-learn เรียนวิธีการถอดถอนสิ่งที่รู้แล้ว

ข้อนี้สำคัญมาก เพราะหลายครั้ง เรามักคิดว่าเรารู้แล้ว และกอดยึดสิ่งที่เราคิดว่าเป็นความรู้ไว้อย่างเหนียวแน่น หากใครวิพากษ์วิจารณ์ความรู้ของเรา ก็เท่ากับวิจารณ์เรา อย่างนั้นเลย

เมื่อเรากอดยึดความรู้ไว้เช่นนั้น ก็เท่ากับหยุดเรียนรู้ ปิดโอกาสที่จะรู้สิ่งใหม่ ๆ รวมถึงตรวจสอบว่า สิ่งที่เราคิดว่ารู้นั้น แท้ที่จริง รู้แล่วหรือว่า รุ้ลึกกว่านั้นได้อีก

ในประเด็นนี้ เราได้รับแรงบันดาลใจ จากองค์ทาไล ลามะ ท่านตรัสไว้ครั้งหนึ่ง ประมาณว่า “หากการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่า หลักคำสอน หรือวิธีการของพุทธศาสนา อย่าง สมาธิจิต นั้นไม่เป็นจริง ท่านก็พร้อมที่จะวางความเชื่อและความรู้ในเรื่องนั้นไป แต่จนวันนี้ วิทยาศาสตร์ยังไม่อาจหักล้างหลักการ คำสอนของพระพุทธองค์”

เปิดหัวใจให้ว่าง เพื่อรองรับสิ่งใหม่ ๆ แล้วกรองว่า สิ่งใหม่ที่ไหลเข้ามานั้นเป็นอย่างไร

การฟัง

การฟังต้องอาศัยการเปิดใจและตระหนักรู้ว่า เราต้องการฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นพูดและไม่ได้พูด เราต้องการฟังเพื่อเข้าใจและสัมพันธ์กับผู้พูด ฉะนั้น การฟังในลักษณะนี้ เราต้องเพิกถอนความคิดของเราออกไปบ้าง เพราะหากฟังไป เถียงค้านในใจไปเรื่อย ๆ สิ่งที่เราจะได้ยินก็มีแต่เรื่องราวเก่า ๆในหัวของเราเอง หามีสิ่งใหม่แทรกซึมเข้าไปไม่

เพียงแค่ฟัง เราจะได้เรียนรู้ นั่นคือ สิ่งที่นักจัดการความรู้สมัยใหม่มักใช้ ในหลักของ เรื่องเล่า ซึ่งเป็นวัฒนธรรมมุขปาฐะ ที่คนโบราณใช้มานมนาน

ในเรื่องเล่า มีเรื่องราว ความคิด ความฝัน คุณค่า ความรู้สึก ทุกอย่างของมนุษย์ที่สามารถส่งต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในการสัมภาษณ์ผู้คนเพื่อรายงานข่าว เราได้ยินเรื่องเล่าแตกต่างหลากหลาย อย่าง เรื่องของพี่ชายคนหนึ่งที่ต่อสู้กับคำพิพากษาของแพทย์ว่า เขาจะเป็นอัมพาตและไม่สามารถดูแลตัวเองได้ชั่วชีวิต เมื่อใจสู้และพอจะกะโผลกกะเผลกพาตัวเองไปหาที่ทางอันสงบ อยู่ลำพังเพื่อใคร่ครวญชีวิตที่ยังเหลือ เขาก็ได้พบกับตาน้ำแห่งชีวิตและแรงบันดาลใจ ซึ่งทำให้ทุกวันนี้ พี่คนนี้ เป็นนักธุรกิจทีทำงานเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

เราได้เรียนรู้อะไรมากมาย เกินถ้อยคำ เราได้พลังและกำลังใจจากเรื่องที่พี่ชายเล่า ได้ตัวอย่างที่หากเรามีมรสุมชีวิต เราอาจจะหาพื้นที่สงัดพักใจ ฟื้นฟูพลังบ้าง

การฟังทำได้ทุกที่ ทุกเวลา และกับทุกสิ่งทุกอย่าง และที่สำคัญ คนที่พิการทางหูก็สามารถฟังได้ หรืออาจได้ดีกว่าคนหูไม่พิการเสียอีก

ฟังเสียงธรรมชาติ ลมฟ้าอากาศ ผู้คน เสียงสรรพสัตว์ เสียงหัวใจและร่างกายตัวเอง หากเราฝึกใจให้ฟังได้อย่างลุ่มลึก มีประสิทธิภาพ เราจะได้ยินเสียงมากมาย ความรู้ในจักรวาลที่รายล้อมรอบตัว

การเฝ้าสังเกต

การเฝ้าสังเกตก็คล้ายกับการฟังในแง่ที่ว่า ใช้ใจที่สงบสงัดสัมผัสกับสิ่งที่สังเกต ในแง่นี้ เราอาจใช้ดวงตาในการสัมผัสและเรียนรู้โลก การเฝ้าสังเกตจะทำให้เราเข้าใจและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ

นักวิทยาศาสตร์หลายต่อหลายคนค้นพบทฤษฏีต่าง ๆ จากการเฝ้าสังเกตและคิดในความเงียบ

ปราชญ์ชาวบ้านหลายคนก็เช่นกัน ค้นพบวิธีการลดความรุนแรงของการกัดเซาะชายฝั่ง จากการเฝ้าสังเกตคลื่นลม จนเกิดความรู้ว่า จะจัดการปัญหานี้ด้วยวิธีการง่าย ๆ ประหยัด และก่อประโยชน์ได้อย่างไร — ก็เอาไม้ไผ่ปักเป็นเขื่อนบริเวณนอกชายฝั่ง ลดแรงปะทะของคลื่น แถมไม้ไผ่ที่ปักนั้นยังเป็นที่เกาะของหอย ให้เราไปเก็บกินได้อีกด้วย

ทั้งการฟังและสังเกต เป็นทักษะที่ทำได้ง่าย ๆ เพียงแต่เราต้องให้เวลา ไม่คาดหวัง คาดคั้นผล และเมื่อสภาวะใจของเรานิ่งเงียบ ความรู้บางอย่าง หรือหลายอย่างจะไหลผ่านเข้ามา โดยไม่ต้องคิดหรือคาดเค้นกันเลย

หากเราฝึกบ่อย ๆ คือ ฝึกให้ใจนิ่งเงียบ ความคิดดี ๆ สดใหม่ จะผ่านเข้ามาบ่อย ๆ — ท้าให้พิสูจน์

หนทางของการปฏิบัติด้วยตนเอง

พระพทธเจ้าตรัสว่า “การหลุดพ้น และบรรลุถึงเป้าหมายไม่ได้เกิดขึ้นจากการนั่งมอง หรือเห็นพระพุทธเจ้า หากแต่มาจากความพยายามอย่างยิ่งยวด การฝึกฝนตนเองอย่างเอาจริงเอาจัง ทุกคนหลุดพ้นและบรรลุถึงเป้าหมายได้เพราะตัวเอง”

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาของนักปฏิบัติที่เพียรพยายามและอดทนในการฝึกฝนตนอย่างต่อเนื่อง เพราะเหตุนี้ศาสนาพุทธจึงแย้งกับศาสนาบริโภคนิยม เพราะผู้คนในยุคบริโภคมักรอคอยการเสพ นั่งเฉย ๆ ให้คนป้อนสิ่งที่ตนปรารถนา สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นโดยไม่ต้องพยายามมาก อยากได้อะไร ๆ เร็ว ๆง่าย ๆ ด่วนและสะดวก — แต่หนทางสู่พุทธะ เป็นในทางตรงกันข้าม

พระพุทธองค์ทรงให้แนวทางวงจรการเรียนรู้ไว้ ปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฏิเวธ คือ เรียนรู้ข้อมูล ความรู้ ไม่ว่าจากการอ่าน การฟัง ให้เข้าใจ แล้วนำไปทดลองปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติย่อมมีผล และเราต้องใคร่ครวญตั้งคำถามเรียนรู้จากผลที่เกิดขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นข้อมูลภาคปริยัติให้เราทดลองปฏิบัติต่อไป เป็นวิถีเรียนรู้ไม่จบสิ้น

เราต้องแสวงหาความรู้ มีใจใฝ่รู้ และออกไปหาความรู้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่รอคำตอบสุดท้าย สำเร็จรูปจากผู้อื่น

การรู้ที่ยิ่ง คือ การรู้ที่ผ่านปฏิบัติการในชีวิต คือ กายและใจของเรานั้นเอง

บาทหลวงเยซูอิดท่านหนึ่งพูดได้น่าประทับใจว่า “ความรู้ที่แท้อยู่ที่การพิสูจน์ในชีวิตจริง ชาวคริสต์จะพบว่าตัวเองรู้จริงในศาสนาของตนเองหรือไม่ เมื่อยืนต่อหน้าผู้ซึ่งทำร้ายเรา ความรู้ของเราจะถูกทดสอบว่า เมื่อโดนทำร้าย เราจะสามารถหันแก้มซ้ายให้ศัตรูตบได้หรือไม่ สันติอหิงสาเป็นความรู้จริงสำหรับเราหรือไม่ ความรู้ที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ หรือปฏิบัติให้เห็นจริง ไม่ถือว่าเป็นความรู้” 

การสนทนากับผู้อื่น

ในระบบวิธีการเรียนรู้ในพุทธศาสนา เราจะเห็นการสนทนาระหว่างพระพุทธองค์กับพระสาวก เป็นการตั้งคำถามให้ครุ่นคิด พระพุทธองค์มักไม่ตอบ แต่ท่านจะชวนถาม ชวนคิด ชวนมอง จนผู้ฟังได้คำตอบจากใจตนเอง (สรุปความจากหนังสือ พุทธวิถีการสอน โดยพระธรรมปิฏก)

ในวัฒนธรรมพุทธศาสนา วัชรยาน หรือเซนเอง ก็มีการปุจฉา วิสัชนา  

ถ้าจะลองมาเทียบเคียงในชีวิตประจำวันของเรา เราสนทนากันให้เกิดปัญญาและเรียนรู้ได้อย่างไร

เราสนทนา โต้เถียง แย้งกัน เพื่อร่วมกันหาความจริง ในทางนี้ ความคิดเห็นที่ต่างจะไม่เป็นปัญหา เพราะเราต้องการแสวงหาคำตอบที่ดีที่สุดร่วมกัน

แต่ที่เห็นในปัจจุบัน คือ เราเถียงกันเพื่อปกป้องความคิดเห็นของกันและกัน เราไม่ได้คุยกันเพื่อแสวงหาความจริง เราจึงเข้าไม่ถึงความจริง และทะเลาะกันเพื่อปกป้องอัตตา

สติและสมาธิ

สติสัมปชัญญะ และสมาธิ เป็นหัวใจของการเรียนรู้ และเชื่อมโยงกับทุกทักษะการเรียนรู้ที่กล่าวแล้วข้างต้น

สติเตือนเราให้รู้ว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ เรากำลังทำอย่างไร อยู่ในร่องในรอยหรือไม่

สมาธิทำให้ใจนิ่ง โฟกัสกับเรื่องราวบางอย่าง และจากพลังความชัดเจนกระจ่างของใจ เราจะเห็น ได้ยินสิ่งที่เรียนรู้ได้มากขึ้น

ทั้งสติและสมาธิ จะพาใจให้นิ่ง ว่าง และในความนิ่งว่างนั่นเอง ที่ความรู้ทั้งหลายจะไหลเข้าสู่ใจ

“เพราะว่าง จึงมีทุกสิ่ง”

เรื่องราวของขวดน้ำพลาสติก (ตอนที่ 3)

เรื่องราวของขวดพลาสติก  จาก www.storyofstuff.com โดย แอนนี่ เลนนาร์ด

คุณเป็นคนหนึ่งที่ดื่มน้ำจากขวดน้ำพลาสติกหรือเปล่า? ถ้าใช่ เราเป็นพวกเดียวกัน

ลองอ่านเรื่องนี้ แล้วช่วยกันคิดว่า เราจะย้ายฝั่งไปอยู่ฟากที่ลด ละ เลิก การดื่มน้ำจากขวดพลาสติกกันดีไหม ไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ  

แอนนี่ผู้ตามรอยเรื่องราวข้าวของ นำเสนอเรื่องของขวดน้ำพลาสติก สำหรับเธอสินค้าชนิดนี้เป็นตัวแทนของสิ่งของที่ไม่จำเป็นในชีวิต แต่ถูกโฆษณาและทำให้กลายเป็นสิ่งจำเป็นชนิดว่า ขาดไม่ได้แม้สักวัน

แน่นอน เราทุกคนต้องดื่มน้ำ แต่เราจำเป็นต้องซื้อน้ำดื่มที่บรรจุขวดหรือไม่?…….. เรามีแหล่งน้ำดื่มอื่นไหม ที่ไม่ใช่ขวดน้ำพลาสติก

เรื่องราวนี้เริ่มขึ้นจากการที่ แอนนี่เริ่มตั้งข้อสังเกตว่า เอ! ที่บ้านเราก็มีก๊อกน้ำ และรัฐก็บอกว่า น้ำก๊อกดื่มได้ แล้วทำไมจึงมีการผลิตน้ำบรรจุขวดวางขายมากมายในท้องตลาด หนำซ้ำ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวยังโฆษณาชวนให้เราซื้อน้ำขวดมาดื่ม โดยบอกว่า น้ำบรรจุขวดนั้นสะอาดและบริสุทธิ์กว่าน้ำก๊อก … ก็ลองดูภาพที่แปะบนขวดสิ มีรูปภูเขางดงาม

น้ำในขวดที่โฆษณาว่าสะอาดมาจากไหน

แอนนี่เธอลองไปสำรวจแหล่งผลิตน้ำบรรจุขวดในหลายประเทศ และพบว่า น้ำที่ใช้บรรจุขวดมาจากก๊อกน้ำ …. ใช่ ก๊อกน้ำที่บ้านเรา ๆ ท่าน ๆ มีกันนั่นแหละ

“ผู้ผลิตพยายามบอกเราว่า น้ำขวดมาจากแหล่งน้ำบริสุทธิ์ในธรรมชาติ แต่จริง ๆ แล้ว ก็เอาน้ำมาจากก๊อกนี่แหละ”

หลายคนลังเล … มองที่ก๊อกน้ำมีดีไซน์ที่บ้านของตัวเองแล้วเกิดคำถาม “น้ำที่ใช้ล้างก้น เป็นน้ำที่ใช้ดื่มได้เหรอ มันจะสะอาดไหม”

ก็ถ้าไม่ใช่น้ำที่ล้างก้นแล้วมาดื่ม ก็น่าจะสะอาดสิน่า!

แอนนี่เธอบอกว่า ผู้บริโภคถูกทำให้เชื่อว่า น้ำประปาไม่สะอาด น้ำสะอาดต้องมาจากขวดน้ำที่มีรูปภูเขาแอลป์ หรือเทือกเขาอะไรสักแห่งที่เราเองก็อาจไม่เคยไป

หลายคนอาจเถียงว่า ผู้ผลิตอาจใช้น้ำจากก๊อกก็จริง แต่เขาคงทำอะไรต่อมิอะไร กลั่นน้ำให้ใสสะอาด ปราศจากเชื้อโรค และสิ่งปลอมปน … อึมก็น่าคิด (เคยได้ยินไหมว่าอยู่กับความสะอาดมากเกินไป จะไม่แข็งแรง)

เราเดินทางไปชิมน้ำก๊อกมาแล้วหลายประเทศ ทั้งในยุโรป และสหรัฐอเมริกา (เพราะไม่มีเงินซื้อน้ำบรรจุขวด 555) รัฐของประเทศเหล่านั้นโฆษณาหนักหนาว่า น้ำก๊อกดื่มได้ และประชาชนของเขาก็ดื่มกัน (อาจผ่านเครื่องกรองอีกทีเพื่อความชัวร์สุด ๆ)

เราขอบอกว่า น้ำก๊อกในหลายประเทศที่เจริญแล้วยังสู้น้ำก๊อกของไทยไม่ได้

หลายประเทศ น้ำมีกลิ่นคลอรีนสูงมาก จนทำให้รู้สึกเหมือนกำลังดื่มน้ำในสระว่ายน้ำ

ประเทศไหน กลิ่นคลอรีนผ่าน ก็จะตกเรื่องรสชาติน้ำ คือ รสน้ำกระด้าง ฝาดและเฝื่อนมาก เหมือนน้ำที่ตายแล้ว แข็งลิ้น ไม่อร่อย

บางประเทศ เราก็จะเห็นตะกรันเกาะตามภาชนะที่ใส่น้ำเป็นเวลานาน

ในยุโรป ลองไปซื้อน้ำขวดกิน จะจนไปอีก 2 วัน เพราะแพงมาก ๆ

สำหรับน้ำก๊อกประเทศไทยที่เราดื่มและใช้ทำอาหาร ไม่มีสี ไม่มีรส ไม่มีกลิ่น รสชาติพอใช้ ดื่มอยู่ ก็ยังรู้สึกปรกติสุขทั้งกายและใจ  

อันที่จริง การที่เราสามารถเชื่อการประปานครหลวง และดื่มน้ำก๊อกกินได้ เป็นเพราะว่า เราหัดตัวเองให้ดื่มน้ำดิบ ๆ มาแล้ว

ครั้งหนึ่ง เราไปนิเวศภาวนาที่เขาทางเหนือ ต้องนอนในป่าใกล้แปล่งน้ำอยู่ 2 วัน 2 คืน อดอาหาร มีแต่น้ำจากลำธารต้นไม้ประทังความหิวและกระหาย

ทีแรก ก็รู้สึกแขยงที่จะดื่มน้ำจากลำธารโดยไม่ต้ม หรือทำอะไรสักอย่างก่อน คนเมืองถูกสอนให้สะอาดแบบกลวง ๆ คือ อยากดื่มน้ำธรรมชาติที่ต้องผ่านการกลั่นกรอง พอต้องดื่มน้ำธรรมชาติของแท้ เลยไม่กล้า

แต่เราก็ดื่มได้ และขอบอกว่า อร่อยจริง ๆ สดชื่น สดใส (แน่นอนว่า พิเคราะห์แล้วว่า ต้นน้ำนั้นไม่อยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม ไม่งั้นได้ยาพิษเป็นของแถม)

หมดจากเรื่องน้ำก๊อก มาถึงตัวปัญหา คือขวดน้ำพลาสติก

ขวดพลาสติกมาจากไหน ก็มาจากปิโตรเคมี และในกระบวนการผลิตขวดพลาสติกก็ยังต้องอาศัยน้ำมันเดินเครื่องจักร ใช้น้ำในกระบวนการผลิต และปล่อยของเสียลงแหล่งน้ำอีกด้วย การขนส่งสินค้าไปตามแหล่งจำหน่ายก็อาศัยรถยนต์ที่แล่นด้วยน้ำมัน มี packaging อื่น ๆ อีก

ขั้นตอน กระบวนการผลิต ขนส่ง ฯลฯ ใช้เวลา พลังงาน และส่งผลกระทบต่อสิ่งแลดล้อมมากมาย …. แล้ว เราใช้ประโยชน์จากขวดน้ำนั้นกี่นาที

เราซื้อน้ำมาดื่ม 2 นาทีก็โยนขวดพลาสติกนั้นทิ้งถังขยะไป … คุ้มกันไหมนี่

เมื่อไม่นานมานี้ ในเมืองไทยมีการส่งอีเมล์บอกต่อกันว่า การใช้ขวดน้ำพลาสติกซ้ำไปซ้ำมานั้นอันตราย เพราะอาจจะมีการตกค้างของเชื้อโรค ตะไคร่ และสารเคมีที่ละลายออกมาจากการที่พลาสติกอยู่กับความร้อน … อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้เรายิ่งต้องซื้อน้ำ – ดื่ม – แล้วทิ้ง เร็วขึ้น มากขึ้น  

เราจำเป็นต้องซื้อน้ำบรรจุขวดมาดื่มหรือไม่ และเรามีทางเลือกอื่นที่ดีสำหรับตัวเราและสิ่งแลดล้อมหรือไม่

แอนนี่ให้เหตุผลที่เราควร ลด ละ เลิก การซื้อน้ำบรรจุขวดมาดื่ม ว่า

ราคาแพง ลองสำรวจราคาน้ำดื่มในเมืองไทย ราคาอยูที่ 10-12 บาท ต่อลิตร หรือ 4 แก้ว หากเราไปกินข้าวในร้านอาหาร ราคาจะเพิ่มขึ้นไปเป็นขวดละ 30 บาท คิดง่าย ๆ ว่า ตู้กดน้ำที่วางกันเกลื่อนนั้น เราสามารถหยอดเหรียญ 1 บาท แล้วได้น้ำดื่มในปริมาณ 1 ลิตร หรือ 4 แก้ว — และถ้าเราดื่มน้ำก๊อกที่บ้าน ซึ่งการประปาบอกว่า สะอาด ดื่มได้ น้ำดื่มในปริมาณ 4 แก้ว อาจคิดเป็นเงิน 50 สตางค์หรือถูกกว่านั้น

ขยะพิษขวดพลาสติกบรรจุน้ำ — หากทุกคนดื่มน้ำขวดคนละ 1 ขวด ต่อ 1 วัน ในประเทศไทยเพียงประเทศเดียว ก็จะสร้างขยะขวดพลาสติก 60 ล้านขวดต่อวัน! เคยดูหนังไทยเรื่อง “หมานคร” ที่เสียดสีความเป็นเมืองขยะของกรุงเทพ ที่มีกองภูเขาขยะขวดน้ำพลาสติก นั่นเป็นภาพที่ใช่ที่สุด

ขยะพลาสติกมหาศาลเหล่านี้ไปที่ไหน

จากถังขยะ ขวดน้ำกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ เดินทางไปที่หลุมฝังกลบ และเตาเผา! จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อขวดพลาสติกกลาดเกลื่อนกลางแดดและความร้อนในประเทศไทย หรือหากเผา สารพิษ ไดออกซิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งร้ายแรงที่สุดก็จะล่องลอยไปในอากาศ กลับเข้าสู่ปอดของสัตว์ และมนุษย์ … นี่สิ ขยะรีไซเคิลของแท้ กลับมาหาเราจนได้

เราตายไปแล้วเกิดใหม่ ก็ไม่แน่ว่า ขยะขวดน้ำพลาสติกอาจจะยังคงรอเราอยู่  

จริงอยู่ว่า มีการรีไซเคิลขยะพลาสติกกันบ้าง แต่การย่อยขยะเหล่านี้เพื่อกลับสู่กระบวนการผลิตใหม่ จะทำให้เกิดพลาสติกที่คุณภาพด้อยลงกว่าเดิม และความเป็นพิษก็ยังคงเต็มพิกัด แอนนี่ยังบอกด้วยว่า เม็ดพลาสติกเกรดต่ำจากกระบวนการรีไซเคิลมักจะถูกนำไปขายให้ประเทศโลกที่ 3

และบางทีเราก็อาจเอาขยะที่เราไม่ต้องการไปทิ้งที่บ้านเพื่อน อย่างอเมริกาขนส่งขยะขวดน้ำพลาสติกไปที่อินเดีย ให้เข้าเตาเผาขยะในอินเดียแทน (ประมาณว่า คนจน ชีวิตราคาถูก ดมไดออกซินกันไปนะจ้ะ)  — แม้จะวางการณ์ไว้เช่นนั้น แต่กระแสลมนั้นไร้พรมแดน ลมพิษจากอินเดียก็สามารถโบกโบยไปได้ทั่วโลก รวมถึงอเมริกาด้วย

เราไม่สร้างขยะพวกนี้ตั้งแต่แรกจะได้ไหม” แอนนี่ถาม

ลองไว้ใจการประปานครหลวง แล้วจะรู้ว่า สบายกายและใจ สบายกระเป๋า

ฝึกดื่มน้ำก๊อก ใหม่ ๆ อาจฝืนความรู้สึก ความคุ้นเคย แต่ทำไปนาน ๆ ก็ชินเอง

หากยังไม่ค่อยไว้ใจก็จะต้มน้ำ ปล่อยให้เย็น แล้วค่อยบรรจุลงในขวดน้ำที่ใช้ซ้ำไปได้ตลอด

ถ้าใครยังระแวงก็หาเครื่องกรองน้ำมากรองน้ำประปาอีกที ก็น่าจะใช้ได้

ถ้าไม่อยากเสียเงินเครื่องกรองน้ำ เราทำน้ำแดดเดียวได้จะดีมาก วิธีทำน้ำแดดเดียวไม่ยาก รองน้ำจากก๊อกลงในขวดแก้วบรรจุน้ำดื่ม ปิดฝาให้สนิท แล้วเอาขวดไปวางตากแดด (หาอะไรมาวางรองเป็นเหมือนเก้าอี้ไว้พิงขวดน้ำ) ให้วางเอียง 45 องศาเพื่อรับแดด ตากเอาไว้เพียง 1 แดด คือ 1 วัน น้ำนั้นก็ดื่มได้

ขอการันตีว่า น้ำแดดเดียว รสชาติดีเยี่ยม ใครกลัวว่าน้ำก๊อกจะมีกลิ่น เมื่อเอาไปทำน้ำแดดเดียวแล้ว กลิ่นไม่มี ใครกลัวเรื่องเชื้อโรค น้ำแดดเดียวเป็นน้ำที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้คนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ในแอฟริกา ที่แหล่งน้ำธรรมชาติเป็นโคลนและมีปัญหา ให้ทำน้ำแบบนี้ และลดการติดเชื้อจากน้ำได้อย่างมาก

และอย่าลืมหมั่นดูแลความสะอาดก๊อกน้ำ และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น เครื่องปั๊มน้ำ ท่อ เป็นต้น

มีบรรจุภัณฑ์ใส่น้ำ ชนิดใช้แล้วล้าง นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และเมื่อซื้อหามาไว้แล้ว ก็โปรดใช้ให้เป็นนิสัย คือ ก่อนออกจากบ้าน ก็กรอกน้ำให้เต็มภาชนะ ไปที่ไหน ในออฟฟิส โรงเรียนก็กรอกน้ำใส่ภาชนะนี้ไว้ดื่ม

รณรงค์ให้ร้านอาหารต่าง ๆ บริการน้ำดื่มที่ดี สะอาด และราคาเป็นธรรม บางที ไม่เข้าใจว่า ร้านอาหาร ทำไมต้องเก็บเงินเราค่าน้ำในราคาแพง และสร้างขยะตัวแม่เลย เพราะมักจะเสิร์ฟน้ำดื่มขวดเล็ก ๆ (คิดราคาแพง 10 เท่าของราคาน้ำ)

ไปร้านอาหาร ก็ไม่ต้องสั่งน้ำหากเขาเสิร์ฟเป็นขวด สั่งอาหารที่มีน้ำแกงมาซด 555 จริง ๆ แล้ว ตามตำราการกินเพื่อสุขภาพ เขาจะไม่ให้ดื่มน้ำระหว่างทานอาหาร เพราะน้ำกรดในกระเพาะจะเจือจาง การย่อยไม่เต็มที่ และจะอ้วน

รณรงค์ให้เลิกแถมน้ำดื่มบรรจุขวดเป็นของแถมเวลาเติมน้ำมัน

เรียกร้องให้รัฐสร้างความมั่นใจในความสะอาดของน้ำ และความสะอาดของท่อประปา รวมถึงให้วางการประปาน้ำดื่มที่สะอาดทั่วประเทศ (การประปา น่าจะเปิดเพลงเพราะ ๆ ให้น้ำฟังด้วยนะ)

รณรงค์ให้จัดเก็บขยะขวดน้ำพลาสติกเป็นระบบ เพื่อการรีไซเคิลอย่างจริงจัง

รณรงค์รักษาแหล่งน้ำที่จะทำน้ำประปาให้สะอาดขึ้น เราต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาผลิตน้ำต่าง ๆ ทั้งสิ้น เราจะไม่ดูแลน้ำที่เราดื่มกินหรือ …. ไม่ว่าคุณจะดื่มน้ำขวด น้ำจากตู้ น้ำก๊อก… น้ำเป็นสิ่งที่มนุษย์ผลิตเองไม่ได้

แอนนี่ เลนนาร์ด ผู้ตามรอยเรื่องราวข้าวของ (ตอนที่ 2)

จากป่าสู่ถังขยะ — จุดเริ่มต้นของชีวิต

แอนนี่เล่าว่า เธอเกิดและเติบโตในบ้านเมืองที่อุดมด้วยต้นไม้เขียวขจีในรัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เธอใช้เวลาส่วนใหญ่เดินป่า เวลานั้นเธอเห็นร่องรอยการตัดไม้เพื่อทำอุตสาหกรรมบ้าง แต่ก็ยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจความเป็นไปของระบบโลก

ที่เธอรู้ตามประสาเด็ก คือ “ต้นไม้ให้ความสุข ความสนุกกับเรา แล้วทำไมเราจึงจะตัดต้นไม้เล่า”

จากรัฐทางตะวันตกอุดมด้วยผืนป่า เธอย้ายถิ่นเพื่อไปเรียนในระดับมหาวิทยาลัยที่เมืองนิวยอร์ค รัฐทางตะวันออกที่มีแต่ป่าคอนกรีต สูงเสียดฟ้า

ที่นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางชีวิต และเรื่องราวข้าวของที่เธอติดตามมาตลอด 20 ปี เธอเล่าว่า วันหนึ่งขณะที่เดินเท้าไปมหาวิทยาลัย เมื่อทอดสายตาไปข้างหน้า เธอตกใจมากเมื่อเห็น “ขยะ” เต็มไปหมด เรียกได้ว่า กองเป็นภูเขาเลากาทีเดียว — คนเมืองมีชีวิตอยู่ในกองขยะ

ด้วยความเป็นคนไม่ปล่อยให้ความสงสัยลอยนวล ไม่ปล่อยให้ความคิดสะกิดใจล่องลอยโดยไม่แสวงหาคำตอบ เธอเดินไปที่ถังขยะและสำรวจดูว่า อะไรบ้างที่คนเขาโยนทิ้งและจัดว่าเป็นขยะ

ที่นั่น เธอก็ได้รู้ว่า หนึ่งในขยะที่ดาดดื่น คือ กระดาษ

คำถามที่ทดไว้ในใจตั้งแน่วัยเยาว์เวียนกลับมา “คนตัดต้นไม้มาทำกระดาษ เพื่อจะให้มันมาจบลงที่ถังขยะอย่างนี้หรือ? ความคุ้มค่าที่เราเสียต้นไม้ไปอยู่ตรงไหน”

ด้วยความตระหนัก ตระหนก แอนนี่ทำงานด้านอนุรักษ์ป่า เข้าร่วมทำงานรณรงค์ในองค์การกรีนพีซ และร่วมก่อตั้งสถาบัน กาย่า ทำงานรณรงค์เรื่องขยะและมลพิษเรื่อยมา

ตลอด 20 ปี บนเส้นทางอนุรักษ์ เธอเดินทางไปรอบโลกกว่า 40 ประเทศ สังเกตเรื่องราวของอุบัติการณ์ต่าง ๆ ในโลก เยี่ยมดูแหล่งถมขยะ หลุมฝังกลบขยะ เตาเผาขยะ รวมถึงไปดูโรงงานแหล่งผลิตสิ่งของต่าง ๆ

เธอมีข้อมูลมากมายตั้งแต่ที่มาของข้าวของต่าง ๆ แหล่งวัตถุดิบ การผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม การจัดนำหน่าย การซื้อหาบริโภค การทำลายขยะในรูปแบบต่าง ๆ จนกระทั่งมลพิษจากการทำลายขยะ

พูดด้วยใจ — ที่มาของการผลิตหนังรณรงค์ให้ความรู้ “เรื่องราวข้าวของ”

แอนนี่เป็นผู้รู้ และผู้เชี่ยวชาญด้านขยะ และมลพิษ เธอเดินทางไปบรรยาย และให้ความรู้กับผู้คนหลายระดับ และหลากสาขาวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เธอมักเตรียมชาร์ท สถิติ ไว้เพียบพร้อมเพื่อถ่ายทอดความรู้ของเธอ และกระตุ้นให้ผู้อื่นได้เข้าใจและร่วมหนทางอนุรักษ์กับเธอ

แต่เธอพบว่า “ยิ่งเรียนมาก รู้เยอะ ฉันยิ่งไม่สามารถสื่อสารกับคนอื่น ๆ ให้เข้าใจได้” เธอหัวเราะและกล่าวต่อว่า ในการบรรยาย เธอมักใช้ภาษายาก คำศัพท์เทคนิคของผู้เชี่ยวชาญ รูปภาพชาร์ท ไดอะแกรม ที่น้อยคนจะเข้าใจได้ “ผู้คนอาจจะนั่งฟัง แต่เขาไม่สนใจข้อมูลที่ฉันนำเสนอหรอก”

แล้ววันหนึ่ง ก็มีคนใจดีพูดความจริงกับเธอ

คราวนั้น แอนนี่เข้าร่วมการอบรมในหมู่นักรณรงค์ทางสังคม ซึ่งแต่ละคนต้องนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับงานที่ตนทำ แล้วกลุ่มจะสะท้อนความเห็นว่า การนำเสนอของเรานั้นเป็นอย่างไร

ด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมจากการเดินทางตระเวนบรรยายไปแล้วทั่วโลก  แอนนี่เริ่มนำเสนองานของเธอให้เพื่อนนักรณรงค์ฟัง ในแบบที่เธอคุ้นเคย

เมื่อเธอบรรยายจบ ความเงียบก็ครองพื้นที่ จนกระทั่งคนหนึ่งลุกขึ้นมาแล้วพูดกับเธอว่า “บอกตามตรง ผมไม่รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไร ผมไม่เข้าใจเรื่องที่คุณพูดเลยสักนิด คุณใช้ศัพท์เทคนิคมากเกินไป ทำให้ผมรู้สึกถูกกีดกันออกจากความรู้ หรือเรื่องที่คุณพยายามจะบอก … คุณลองพูดแบบคนธรรมดา ได้ไหม ไม่ใช่พูดแบบผู้เชี่ยวชาญ”

ตรงนั้นเอง ที่แอนนี่ได้รับคำแนะนำที่ดี จนเป็นที่มาให้เธอทำหนังรณรงค์เรื่องราวข้าวของ ที่ชวนติดตาม เข้าใจง่าย และสนุก  กระนั้นเนื้อหาที่เธอบอกก็ซับซ้อน แต่คนก็เข้าใจได้

“ที่ผ่านมา ฉันพูดจากสมอง แจกแจงข้อมูล ความจริง ตัวเลข มากมาย แต่สิ่งที่ขาดหายไป คือ ฉันไม่ได้พูดจากหัวใจ คนจึงไม่รู้สึกสัมพันธ์กับฉัน หากเราต้องการสัมพันธ์กับผู้คน เราต้องพูดจากหัวใจ” เธอแนะนำนักรณรงค์ทางสังคม

“ข้อมูล ตัวเลข เป็นความจริง เป็นหลักฐาน ซึ่งดีก็จริง แต่ว่า สิ่งเหล่านั้นไม่อาจสร้างแรงบันดาลใจให้คนได้ สิ่งที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้คน คือ ภาพ วิสัยทัศน์ จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ความสนุกสนาน”

จึงไม่น่าแปลกใจว่า หนังรณรงค์เรื่องราวข้าวของ ที่เธอทำออกมานั้น แสดงเป็นภาพเรื่องราว มากกว่าตัวเลขเชิงสถิติ เป็นเรื่องราวที่สร้างสรรค์ มากว่าทำให้รันทด เป็นเรื่องราวที่แทรกอารมณ์ขัน แต่ก็ขำไม่ค่อยออก

ท้ายที่สุด หลายคนเมื่อได้ดูหนังรณรงค์นี้ จะได้คิดอะไรสักอย่าง และบางคนลงมือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตน

นี่เองคือพลังของความสนุก ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และการพูกจาหัวใจที่ผู้คนเข้าถึงได้ง่าย — เป็นสิ่งที่เธออยากชวนให้นักรณรงค์ทางสังคมที่พยายามสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนเปลี่ยนแปลงความคิด พฤติกรรมลองนำไปใช้

เรื่องราวของข้าวของ : การรณรงค์เพื่อเปลี่ยนโลก

โดย Annie Leonard แอนนี่ เลนนาร์ด

www.storyofstuff.com

เรื่องราวข้าวของ

Story of Stuff: Campaign to change the world

เรื่องราวของข้าวของ : การรณรงค์เพื่อเปลี่ยนโลก

โดย Annie Leonard  แอนนี่ เลนนาร์ด

ตอนที่ 1

“ก่อนที่ใครสักคนจะมีบัตรเครดิตใบแรก เขาคนนั้นควรไปเยี่ยมชมหลุมขยะ หรือเตาเผาขยะเสียก่อน”  —  แอนนี่ เลนนาร์ด ผู้ท่องไปในหลุมฝังกลบขยะกว่า 20 ประเทศทั่วโลก

            หากคุณยืนอยู่ที่กระจกหน้าร้านที่โชว์ของชิ้นหนึ่งที่คุณหมายตา คำถามที่จะผุดขึ้นในใจคุณคืออะไร

“ของชิ้นนี้ราคาเท่าไรนะ”

“เราจะได้ของชิ้นนั้นมาได้อย่างไรดี เงินสดที่มีจะพอหรือเปล่า”

แต่ผู้หญิงอเมริกันคนหนึ่งถามต่างออกไป “ของชิ้นนี้มีที่มาจากไหน และท้ายที่สุด มันจะไปจบลงที่ใด”

 หลายคนอาจสงสัยว่า เราจะถามคำถามแบบนั้นไปทำไมกัน

แต่สำหรับแอนนี่ เลนนาร์ด เพียงคำถามง่าย ๆ ที่ “โดน” ทำให้เธอเห็นโลกทั้งใบ คำถามพาเธอไปเห็นหลุมฝังกลบและเตาเผาขยะในหลายประเทศทั่วโลก เปิดตาเธอให้รู้กลไกการผลิตและระบบตลาดของโลก ปัญหาสิ่งแวดล้อม ความอยุติธรรมและความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม และปัญหาสุขภาพและพร่องความสุขของมนุษย์ยุคขยะ

ภาพยนตร์สารคดีสั้นของเธอชุด เรื่องราวข้าวของ (Story of Stuff) ได้รับความสนใจจากผู้ชมทางอินเตอร์เนทอย่างมาก โดยมีการคลิ้กเข้าชมกว่า 12 ล้านครั้ง ใน 3 ปี ทั้งนี้เธอย้ำว่า ไม่ได้ทำการโปรโมทหรือโฆษณาแต่อย่างใด และปัจจุบันมีผู้คลิ้กเข้าชมเรื่องราวข้าวของในเว็บไซต์ www.storyofstuff.com จำนวนกว่า 10,000 ครั้งต่อวัน  

ล่าสุดเธอมาแวะพักผ่อนที่เมืองไทย และโครงการกินเปลี่ยนโลกจึงขอเวลาเธอ 2 ชั่วโมง เพื่อมาพูดคุยกับคนไทยผู้สนใจเรื่องราวข้าวของ ที่บ้านอารีย์ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมานี้

ข้าวของต่างๆ ที่เราใช้มาจากไหน และจะไปที่ใด”

โลกกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตเพราะฤทธิ์การตลาดที่เน้นให้คนบริโภคอย่างไร้ขีดนำกัด

ลองสำรวจเฉพาะตัวเราเอง เรามีข้าวของมากมายเพียงใด เสื้อกี่ตัว กระเป๋ากี่ใบ รองเท้ากี่คู่ แก้วน้ำ ฯลฯ

หากจะบอกว่า ทรัพยากรมีจำกัด ก็คงยากจะเชื่อ เพราะเข้าไปที่ห้างสรรพสินค้า เราจะละลานตาด้วยข้าวของเครื่องใช้ ที่ออกรุ่นใหม่ไม่เว้นแต่ละวัน

แต่ความจริง โลกใบนี้มีทรัยพากรจำกัด และเราก็มีโลกเพียงใบเดียวให้อาศัย  เราจะอยู่อย่างไรหากทรัพยากรหมดโลก ทรัพยากรที่เราไม่สามารสร้างหรือผลิตได้เอง ไม่ว่า ดิน น้ำ อากาศ ต้นไม้ สัตว์

ทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าเหล่านี้เข้าสู่สายพานการผลิตทางอุตสาหกรรม เมื่อผลิตแล้วก็ตรงเข้าร้านค้าเพื่อซื้อขาย เมื่อสินค้าผ่านถึงมือผู้บริโภค ใช้สอยกันพอ “เบื่อ” แล้ว สิ่งของเหล่านั้นก็จะถูกทิ้งไป ไม่สามารถหมุนเวียนกลับมามีชีวิตได้อีก หลักฐานก็มีให้เห็นตามหลุมฝังกลบขยะ และเตาเผาขยะ ซึ่งกำลังเป็นภูเขาชนิดใหม่ที่มนุษย์ผลิตขึ้น  

 ในยุคบริโภคนิยม อัตตลักษณ์ คุณค่าของคนผูกติดกับของที่เราใช้ สิ่งที่เรามี มากกว่าสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ และที่น่าเศร้ากว่านั้น คือ “คนที่มี” มักจะเสียงดังกว่า “คนที่มีน้อย” ดังนั้นใคร ๆ จึงอยากเป็นผู้ที่มีเสียงดัง จึงต้องซื้อและหาข้าวของมาประดับสร้างอัตตลักษณ์กันไป  

ส่วน “ผู้ที่ไม่มี” จะว่าไป พวกเขาจ่ายราคาชีวิตแสนแพง 

 ชนเผ่าหลายแห่งในประเทศต่าง ๆ ถูกริดรอนสิทธิในการอยู่อาศัยและทำมาหากินในที่ดินธรรมชาติ ที่บรรพบุรุษอยู่กิน ดำรงเผ่าพันธุ์มาช้านาน เหตุผลที่บอกว่าพวกเขาไม่ควรอยู่ที่นั่น คือ การอนุรักษ์ธรรมชาติหรือการจัดการทรัพยากร

เมื่อย้ายคนไร้สิทธิไร้เสียงออกจากพื้นที่ธรรมชาติ ธุรกิจก็เข้าไปครอบครองป่า น้ำ ไม้ทันที อย่างในป่าดิบชื้นที่อะเมซอน มีการตัดไม้นาทีละ 2,000 ต้น

คนที่ไร้ที่ดินทำกิน ขาดความรู้สมัยใหม่ จึงต้องเข้ามาแออัดในเมือง อยู่ในสลัม ไร้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เคยภาคภูมิ เอาหยาดเหงื่อแรงงานแลกข้าว หลายคนต้องเข้าทำงานในโรงงาน หรือทำอาชีพที่เสี่ยงต่อชีวิต ทำงานกับสารพิษ สารเคมี

ทำอย่างไรได้ โลกบริโภคต้องการทรัยพากร ดังนั้นคนเหล่านั้นผู้ที่ไม่มีเงินซื้อหาข้าวของ ก็ต้องจ่าย ด้วยราคาชีวิตที่แสนแพง เพื่อให้เราเหล่านักช้อปได้ซื้อของในราคาย่อมเยา ซื้อ-ใช้-ทิ้ง

นั่นคือราคาที่ซ่อนไว้ภายใต้สินค้าราคาถูก อย่าง วิทยุพกพาราคา 200 บาท คือหลายชีวิตที่ต้องทิ้งถิ่นฐาน ครอบครัวแตกแตก สุขภาพย่ำแย่ ….

เมื่อประเทศที่เจริญทางวัตถุมากผลาญทรัพยากรจนขั้นวิกฤต จึงเปลี่ยนแนวคิด หันไปเอาวัตถุดิบจากประเทศที่เจริญน้อยกว่า ซึ่งประเทศเหล่านี้ก็ยอมแลกทรัพยากรต่าง ๆ กับบรรษัทธุรกิจและรัฐในโลกที่เจริญ ด้วยตัวเองก็ใฝ่ฝันอยากจะเจริญเป็นประเทศ “ผู้ที่มี” กับเขาบ้าง

ดังนั้น ประเทศที่อยากเจริญทางวัตถุจึงขายทรัพยากรอันอุดม และหยิบยื่นผืนดินให้เป็นแหล่งการผลิตที่มักปล่อยของเสียสารพิษ และให้พื้นที่เป็นแหล่งทิ้งขยะ เตาเผาขยะ

บางประเทศที่เจริญแล้วสร้างเตาเผาขยะและส่งขยะในประเทศของตัวให้มาเผาในประเทศที่อยากเจริญ “มลพิษจะได้ไม่ปนเปื้อนประเทศของเรา” แอนนี่กล่าว “ทำไมคิดไม่ได้ว่า ลมพัดพามลพิษไปได้ทั่วโลกนะ”

“บางคนบอกกับฉันว่า เรื่องปัญหาความไม่เสมอภาค ความเอารัดเอาเปรียบ และความอยุติธรรมทางสังคมเป็นปัญหาใหญ่ เรื่องการรณรงค์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเอาไว้ทีหลัง แต่ฉันเห็นว่า การรณรงค์สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องเดียวกันกับความเสมอภาค ความเรียกร้องความยุติธรรมในสังคม” แอนนี่กล่าว 

สำหรับแอนนี่ เรื่องข้าวของพาเธอไปเห็นเบื้องหลัง ของปํญหาที่เกี่ยวพันกับ อำนาจทุน อำนาจการเมือง ที่ส่งผลกระทบกับชีวิตคนทั้งในเมือง และชนบท กระทบต่อสุขภาพชีวิตของคนในทุกระดับ และทุกภาวะ ไม่ว่า มลพิษในอากาศ น้ำ ดิน พืชผล สุขภาพ ปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม ฯลฯ 

ข้าวของวันนี้ ขยะวันพรุ่งนี้

99 เปอร์เซ็นต์ของสิ่งที่ถูกผลิตเข้าตลาด จะกลายเป็นขยะภายใน 6 เดือน”

หากเราเชื่อว่าเศรษฐกิจเดินได้ด้วยการซื้อ ใครอยากจะผลิตสินค้าที่คนใช้สามารถใช้ได้ดีตลอดกาล ผู้ผลิตย่อมอยากผลิตและขายไปได้เรื่อย ๆ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น คือ การวางแผนให้สินค้าเป็นขยะให้เร็วที่สุด —  อย่างไร?  

อย่างแรกก็ด้วยการดีไซน์ให้สิ่งของต่าง ๆ เป็นประเภท “ใช้แล้วทิ้ง” อย่างแก้วน้ำ ขวดน้ำพลาสติก จาน กล้องถายรูป เป็นต้น

อย่างที่สอง คือ การทำให้เรารู้สึกว่า สิ่งที่เรามีอยู่นั่นล้าสมัย ตกรุ่น เราจะเห็นเรื่องแบบนี้มากในแฟชั่นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า และสินค้าเทคโนโลยี อิเล็คโทรนิคส์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ วิทยุ คอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายรูป ฯลฯ

สื่อและโฆษณาก็มีส่วนช่วยโหมประโคมให้เรารู้สึก “ด้อย ตกรุ่น และล้าสมัย” ลองดูโฆษณาสักชิ้น แล้วดูว่า เรารู้สึกยินดี พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี สิ่งที่เราเป็นหรือไม่

แนวโน้มที่เราจะรู้สึก คือ “เรายังไม่ขาว หน้าไม่กระจ่างใส เตี้ยเกินไป อวบไปนิดแล้ว ริ้วรอยไม่ควรมีนะจ๊ะ ผมไม่ตรง ของที่มีตกรุ่น ล้าสมัย ยังฉลาดไม่พอ ครอบครัวไม่ครบ โสดได้อย่างไรกันเธอ …..” 

ไม่รู้ว่าในแต่ละวัน คนไทยได้รับสื่อโฆษณามากน้อยแค่ไหน (แต่เพียงขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอส 1 เที่ยว ก็โดนไปแล้วกว่า 30 โฆษณา) แต่ชาวอเมริกันจะได้ยิน ได้เห็นสื่อโฆษณาอย่างน้อย 3,000 ชิ้น แล้วจะให้เราพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นและมีได้อย่างไร

Journey of the heart

Bangkok Post, Outlook

July 27, 2010

Journey of the heart

Pilgrimage is a spiritual practice that brings us closer to our hearts and the world

The route to one’s faith has never been easy. From near-equatorial Thailand to 6,700m-high Mount Kailash in Tibet, Krisdawan Hongladarom needed to take different vessels and routes; from aeroplanes to a four-wheel drive car through a barren landscape with snow-capped mountain ranges on the horizon.

Pilgrims are on their knees and prostrated to pay respect to the holy ‘natural stupa’ Mount Kailash. Photos courtesy of the THOUSAND STARS FOUNDATION

This was comfortable considering traditional pilgrims walked through the passage.

Finally, the magnificent Mt Kailash came into sight and readily gave her the first lesson _ humility.

By the foothill of the mountain, Krisdawan and her two companions _ one Thai and the other Tibetan _ kneeled down and prostrated their bodies to pay respect to the holy mountain that people in many spiritual traditions regard as a ”natural stupa” and the abode of the god Shiva.

”To undertake a pilgrimage is a way to transform your mind. When you travel in this manner, your perspectives on life will not be the same. The hardships along the path are a test of our faith and inner strength,” said Assoc Prof jlKrisdawan, former linguistics lecturer and president of the Thousand Stars Foundation, whose mission in part is to promote the ancient wisdom and culture of Tibet.

Tibetan pilgrim

Undertaking a pilgrimage in Tibet is a way of fortifying her faith for the monumental task of constructing Shanti Tara Maha Stupa and Tara Khadiravana Retreat Centre in Hua Hin, Prachuap Khiri Khan.

Over the past three years, Krisdawan has already made several pilgrimages. In 2007, she undertook a pilgrimage in Tibet, performing full body prostrations throughout the 80-kilometre journey.

”This mission requires a great deal of faith and determination. While building a physical stupa, I need to build a stupa in my mind too,” she said.

At Darchen, the gateway for pilgrimage, Krisdawan and her friends left their hired car and driver and walked up Mt Kailash to circumambulate the sacred peak. Each step and prayer recitation was a practice to transcend her mind.

Dakini Lake

The clockwise trek of 52km took about four days to complete. The high altitude of 4,570m, the average negative temperature in July last year, the strong winds and the rough terrain of rugged rocks; without strong faith, pilgrims could not survive.

Once at the toughest point called Drolma-La, a swift change of temperature almost took her life. ”My heart shivered and I barely had strength to walk,” said the lean and delicate woman. ”That was when I realised the fear and hindrances that need to be purified. We know more about ourselves through the presence of obstacles,” she said.

Surviving the trip, Krisdawan and her team took solace at another popular holy spot, Lake Manasarovar (known among Thais as Anodad), where she exchanged cordial conversations with other pilgrims on the mountain _ Tibetan Buddhists, Jains and Hindus.

”As we were driving away, I looked back at the mountain until it was out of sight. It was like I was descending from the world of peace to the one full of conflicts. I was deeply moved and tears filled my eyes.”

Touched by the experience, Krisdawan believed that pilgrimage is a meaningful spiritual practice that can illuminate some truths of life and restore peace and harmony in people’s hearts. So in collaboration with the Centre for Ethics of Science and Technology, Chulalong korn University, Krisdawan held a seminar entitled ”Pilgrimage and the Journey of the Heart”.

Pilgrim Assoc Prof Krisdawan Hongladarom recited prayers when she first saw the holy Mt Kailash. ‘We take the external route to get in touch with the inner world,’ she said.

In the event, scholars and religious practitioners from various traditions _ Buddhism, Christianity, Islam, Hinduism _ shared their inter-religious perspectives and experiences of pilgrimage.

Each tradition may start with different stories and practice, but the core spirit of pilgrimage is succinctly the same _ it is the journey towards spiritual refinement.

”We take the external route to get in touch with the inner world,” said Krisdawan.

Travel is rooted from ”travail” which means hardship, said Sulak Sivaraksa, prominent Buddhism scholar. ”This denotes difficulties and hard work. Without some hardship, we won’t learn or have a chance to cleanse ourselves,” he said.

In all traditions, pilgrimage has been taken by foot. Most saints and missionaries walked.

”Walking slows our speed, we can see more by walking. Along the path, we see realities of life; suffering, friendships and joy. That’s how our consciousness shifts,” said Komkrit Uitekkeng, Hindu practitioner and philosophy lecturer at Silpakorn University.

Unfortunately, this spiritual dimension, which entails some difficulties and slow pace, is neglected in the modernising world now that pilgrimages are commercialised for the tourism industry.

Chartered airlines are arranged to land pilgrims on holy sites. Hotels and resorts are built near the areas. Taxis and limousines provide easy access to the spots. Memorabilia related to holy places are in high demand.

Thai tourism authorities, for instance, are promoting a ”Meditation in Thailand” campaign among other spiritual travel packages already in place, one of which is visiting nine temples on one day tour.

”It would be a waste if we travelled to religious sites without cultivating the benefits from the teachings. When one travels to spiritual places, one should bear in mind the truth, the teachings and values of religions. In this manner, travel will transform our minds and life for the better,” said social critic Sulak.

In fact, the idea of pilgrimage is not emphasized in Thai Buddhism, according to Dr Anil Sakya from Wat Bovornnives. But there is a term jarik boon, he added.

”Jarik means to walk, to move and to practice. And boon in pali means cleansing the mind. So jarik boon is a walk, a movement or a practice that helps cleanse our mind from kilesa,” the monk explained.

”You can jarik boon without going anywhere. As long as you are mindful of your deeds and constantly clear your minds off kilesa, that is the spirit of jarik,” the monk said.

As for monks, the Buddha advised them to jarik to places to bring benefits and peace to people and to learn and share their understanding in dharma with others.

In recent decades, Phra Anil remarked, there has been a growing trend for Thai Buddhists, in particular, to visit four main sites related to the life of the Buddha in Nepal and India.

”In the Maha Parinibbhana sutra, the Buddha may have spoken about one of the ways Buddhists can accumulate merit. That is to travel to places associated with his life story.

”However, the purposes for visiting these sites are for practitioners to learn about impermanence, to be reminded of the Buddha’s teachings and to feel inspired to follow the Buddha’s footsteps in doing good deeds for all sentient beings,” the monk said.

Similar to Buddhism, other religions such as Christianity see pilgrimage as an intrinsically inward journey.

”Basically, our life is a journey _ a journey back to God. Human beings are travellers. We are pilgrims,” said Assoc Dr Warayuth Sriwarakuel from Assumption University.

”Adam and Eve were expelled from Eden to live on earth. Throughout their lives, as in ours, the goal was to find a way back home, to our God,” said Warayuth.

To undertake pilgrimage to holy places is not mandatory for Christians. However, stories in Christianity are never short of it. The Bible, Warayuth added, is a record of human journeys; the exodus, the life of Christ, and pilgrimages of the saints.

”Pilgrimage is a way to serve others along the path and to create peace and harmony in the world,” said Warayuth.

These days, many Christians take pilgrimage to places related to Christ and saints. Popular places include Jerusalem, Bethlehem, Rome, Lourdes in France, Fatima in Portugal, to name a few.

”Pilgrimage to holy places offers unique opportunity for us to repent our sins, to express our devotional faith and to follow the teachings. If that does not happen en route, then we fail the purpose of the journey,” said Warayuth.

The condition for Christians to be in heaven with God, he added, is not about taking pilgrimage to holy places, but our deeds throughout the journey of our life.

Unlike Christianity, pilgrimage to Makkah (Mecca) in Saudi Arabia is one of a Muslim’s duties, as described in the five pillars of Islam. They have to go to perform hajj at least once in a lifetime.

”We perform hajj to express our faithful commitment to Allah. In this spirit, we have to leave behind our preoccupations _ family, friends, work and material clinging and ready to take a journey to devote ourselves to God,” said Dr Pranee Lapanich, retired faculty member of Chulalongkorn University.

The journey to Makkah is not a rosy path for everyone, including Dr Pranee. ”Apart from your faith, you need to be physically fit and financially viable. Your family must allow you to go, too. Most importantly, you need to be ready to devote your life and mind to God,” she said, adding that people with ill health or lack of money are excused from the obligation.

Each year in the 12th month of the Muslim lunar calendar, millions of Muslims across the world, regardless of race or language, flock to Makkah where they perform several prayers and rituals. Amid the seas of devout pilgrims and searing temperatures, one’s patience and faith get tested, said Dr Pranee.

”There, it is a holy place and thus we need to purify our minds. I thought only about God; to be reminded that we are God’s possessions and to love other human beings,” said Dr Pranee. The destination, Makkah, she said, transformed her.

Like Islam, pilgrimage is a tradition of the oldest living religion, Hinduism. Although it is not obligatory, most Hindu eclectics and laypeople prefer to journey to places deemed sacred.

”To see holy sites, shrines and places of their gurus are blessings and merit-making activities that help purify their karma,” said Komkrit, philosophy lecturer at Silpakorn University. ”That’s why some travelled for 10 miles to see Mahatma Gandhi even for a swift second. Then they felt at peace.”

There are many holy sites in India where the population is predominately Hindu. Holy cities in India include Allahabad, Haridwar, Varanasi and Vrindavan, to name a few. Sacred shrines are scattered across the county, not to mention natural holy places like Mt Kailash (also known as Mt Meru) and the Ganges River. Additionally, places related to gurus _ places where they lived and prayed _ are considered sacred.

According to Hinduism, everyone has committed sins in many past lives. To meet and worship at holy places is one of many ways to reduce some of these sins.

”To me, taking a pilgrimage is an opportunity to contemplate the teachings and practice them on the path. That’s why, I think, our sins are reduced. Not by seeing the gurus or holy places, but the interactions we have with everything on the path,” said Komkrit.

He recalled an experience while taking a visit at a holy shrine of the elephant god in India.

”When the shrine’s gate opened, there was a thundering cheer from worshippers. The hall inside was magnificent and the small Ganesha in gold was illuminating. It must have been all of those components at the time that made me shed tears of joy,” he recalled.

In a procession of the god Ganesha, Komkrit said he was fused in the sea of collective consciousness among people who shared one faith _ one heart.

”The journey takes us off our humdrum routine in life, it allows us to see new things and our mind to be alert and fresh. We will have a chance to contemplate life as we make the journey and to relive and practice the teachings we believe in,” said Komkrit.

After all, life is a journey, not one day is the same.

When we know how to walk our life like undertaking a pilgrimage, every step we make will take us to some sacred places _ it is a journey of our heart.

ทำไมกระทิงต้องสู้เพื่อที่จะถูกพิฆาต

การสู้กระทิง Bull Fighting

Spain Series III

การสู้วัวกระทิงเป็นรูปแบบการต่อสู้ ศิลปะ การกีฬา วัฒนธรรมที่ชาวสเปนภูมิใจและสืบทอดมายาวนานตั้งแต่ยุคโรมัน ซึ่งข้าพเจ้ามองว่าเป็นวัฒนธรรมแบบผู้ช้ายผู้ชาย Macho มาก ๆ

ในยุคนี้มีการต่อต้านจากนักสิทธิสัตว์ เพราะเห็นว่าการต่อสู้วัวกระทิงเป็นการทรมานสัตว์ และหากเราจะลองเข้าไปดูภาพที่มีคนบันทึกใน youtube เราเบือนหน้าหนี กดทิ้ง เพราะทนความโหดต่อหน้าไม่ไหว (ถ้าเนื้ออยู่บนจานสำเร็จรูปแล้ว คงไม่เป็นไร 555)

ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งที่ปฏิเสธที่จะซื้อตั๋ว จ่ายเงิน (จากไม่กี่ยูโร ถึง 100 ยูโร) เพื่อไปดูการฆ่า แม้จะอยากเรียนรู้ และ อยากรู้อยากเห็น แต่ข้าพเจ้ามีหลักการบางอย่างที่เหนือไปกว่าความอยากรู้ คือ การไม่สนับสนุนการฆ่าอย่างเลือดเย็น ในนามของคำว่า วัฒนธรรม การกีฬา การท่องเที่ยว

แม้กระนั้นก็ยังอยากรู้ จึงได้สอบถามเพื่อนที่ไปดูการสู้วัวกระทิงที่สนามแข่งประจำเมือง อย่าง Las Ventas ในเมืองมาดริด เมืองหลวงของสเปน

การสู้วัวกระทิงมีตั้งแต่เดือน มีนาคมถึงตุลาคม การสู้วัวจัดขึ้นทุกวันอาทิตย์ช่วงเวลา 7 โมง หรือหนึ่งทุ่ม แต่ในช่วงเทศกาล San Isidro ช่วงพฤษภาคมถึงมิถุนายน เป็นช่วงที่มีการสู้วัวทุกวัน ติดต่อกันเป็นเวลา 20 วัน การต่อสู้มีทั้งคนสู้กับวัวหนุ่ม สู้วัวกระทิงบนหลังม้า และการสู้ในชุดโบราณ

โดยปรกติ  ในแต่ละรอบจะมีมาทาดอร์ 3 คน สู้กับกระทิง 6 ตัว ไม่ใช่ในเวลาเดียวกัน แต่เป็นรอบ ๆ ด้วยลีลาต่าง ๆ โดยเฉลี่ยรอบการแข่งแต่ละครั้งใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง

คนน้ำหนักไม่ถึง 100 กิโลกรัมท้าสู้กับกระทิงน้ำหนักกว่า 450 กิโลกรัม วัวมีน้ำหนักและเขา และมนุษย์มีเหล็กปลายแหลมและความเขลา 

ช่วงต้น มาทาดอร์ใช้หอกแทงบริเวณหลังและตามลำตัวของกระทิง เพื่อกระตุ้นแรงต่อสู้ของกระทิง ทำให้กระทิงฮึด

หอกหลายลำทิ่มเต็มหลัง เลือดแดงอาบขนดำเมื่อม แต่การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อ เพื่อให้มาทาดอร์คนสุดท้ายมาปลิดลมหายใจกระทิง

เพชรฆาตมาในเครื่องแต่งกายที่เรียกว่า “ชุดแห่งแสงสว่าง” (suit of lights) เป็นเสื้อแจ๊คเก็ตทำจากผ้าไหมประดับด้วยดิ้นทองคำ กางเกงรัดรูป และหมวก — เราสร้างความงามมาปกปิดความโหดร้ายหรือ?

ยิ่งเวลาแห่งการตายใกล้เข้ามา มาทาดอร์จะยิ่งโชว์ลีลาฉวัดเฉวียนผ้าสีแดง ท่าทางสง่างามราวกับเต้นรำ ยิ่งมาทาดอร์เข้าใกล้เขากระทิง เสียงเชียร์ยิ่งดัง เหตุที่กระทิงมุ่งขวิดผ้าสีแดง เพราะผ้าเป็นสิ่งที่เคลื่อนไหว ส่วนมาทาดอร์จะนิ่งสงบที่สุด

มาทาดอร์เข้าใกล้กระทิงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบหายใจลมของกันและกัน และเมื่อถึงเวลาที่ใช่ มาทาดอร์จะฝังเหล็กคมปลายแหลมลงไปที่บริเวณโหนกหลังของวัวในจุดที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ ว่ากันว่า มาทาดอร์ที่ชำนาญและเก่งเท่านั้นจึงจะแทงมีดได้แม่นยำ เพื่อให้กระทิงให้ล้มและตามโดยเร็ว

แต่หลายครั้งการแทงพลาดทำให้กระทิงเลือดตกภายใน และดิ้นทุรนทุราย ทำให้มาทาดอร์ต้องรีบช่วยให้สิ้นลมเร็ว ๆ เป็นภาพที่น่าทรมานใจมาก

มนุษย์จัดกระบวนการแสดงทั้งหมด โดยไม่ถามความยินยอมพร้อมใจจากกระทิงว่าเขาอยากจบชีวิตหรือไม่ 

ในเกมนี้ ผู้ตายคือกระทิง มีบ้างเหมือนกันที่กระทิงขวิดและย่ำมาทาดอร์ แต่แม้กระนั้นมันก็จะตายอยู่ดี ด้วยฝีมือมาทาดอร์คนอื่น กระทิงไม่มีสิทธิฆ่าคน โทษทัณฑ์ที่มันทำร้ายมนุษย์คือการตาย … นี่มันตรรกะแบบไหน