วิถีวิเวก

"วิถีวิเวก" นิทรรศการภาพถ่าย โดยพระอาจารย์ชาคิโน

“วิถีวิเวก” นิทรรศการภาพถ่าย โดยพระอาจารย์ชาคิโน

เรื่องที่เราพยายามจะถ่ายทอดมีชื่อจริงว่า “วิถีวิเวก” ส่วนชื่อเล่นนั้น เราขออนุญาตใช้ว่า “การผจญภัยของพระธุดงค์”

ชื่อจริงของเรื่องให้ความรู้สึกสงบและสันโดษ ในขณะที่ชื่อเล่นที่เราตั้งให้ อาจดูโลดโผน หวือหวา ชวนให้นึกถึงเรื่องราวการผจญภัยแบบวรรณกรรมชุด “เพชรพระอุมา” หรือ “อินเดียนน่า โจนส์” ก็ไม่ปาน ถ้าใครเคยอ่านเรื่องเล่าของพระธุดงค์ในอดีต จะรู้ว่า การผจญภัย ทั้งภายนอกและภายในของท่านนั้น สุดพิสดาร และอัศจรรย์ใจเป็นที่สุด ซึ่งความพิสดารสำหรับเรา ไม่ได้อยู่ที่การเผชิญกับเสือ หรือผีสาง แต่คือการเผชิญกับจิตภายใน

ฉันพบเรื่องราวนี้โดยบังเอิญ เมื่อไม่นานมานี้ ในคราวที่ไปพักที่โรงแรมแม่น้ำ รามาดา ย่านเจริญกรุง ขณะที่เดินเตร็ดเตร่ในโรงแรม ฉันเห็นพื้นที่มุมหนึ่ง กำลังมีการติดตั้งภาพถ่าย ฉันจึงเดินเข้าไปดู และเห็นภาพชีวิตของพระธุดงค์ — ภาพพระเดินจงกรม และนั่งอยู่ในถ้ำ พระเดินข้ามท่อนซุงเล็ก ๆ ข้ามลำห้วยที่กระแสน้ำไหลเชี่ยวอยู่เบื้องล่าง พระนั่งสมาธิอยู่บนหน้าผาสูงน่าหวาดเสียว พระเดินเท้าเปล่าบนดินลูกรัง ชาวบ้านรอใส่บาตยามเช้าด้วยอาการสำรวมและเปี่ยมศรัทธา ฯลฯ

ภาพทุกใบสวยงาม แต่มากกว่าความงาม คือ ความหมายที่ทำให้หัวใจสั่น สะท้าน สะเทือน

ภาพแต่ละใบนำใจให้สัมผัสกับความรู้สึกบางอย่าง — ศรัทธาต่อแนวทางที่พระบรมครูทรงตรัสสอน ความทุ่มเทของพระสงฆ์ต่อธรรมการปฏิบัติ ความเพียร ความอดทน ควมกล้าหาญ … และท้ายที่สุด คือ วิถีแห่งความวิเวก อันเป็นชื่อของงานนิทรรศการภาพถ่ายนี้

“ความวิเวกช่างงดงาม” ฉันรำพึงในใจ และออกจะรู้สึกโหยหาชีวิตเช่นนั้น

วิถีแห่งความวิเวก เป็นภาพถ่ายบันทึกเรื่องราวของพระธุดงค์ ซึ่งถ่ายทอดผ่านเลนส์ใจ โดยพระอาจารย์ชาคิโน พระชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน ที่บวชในสายการปฏิบัติของหลวงพ่อชา สุภัทโท

กว่า ๑๔ ปี พระอาจารย์ชาคิโนธุดงค์ไปในผืนป่าทั่วประเทศไทย ซึ่งท่านกล่าวว่า หากจะเทียบเป็นระยะทาง ก็คงมากกว่า ๔,๐๐๐ กม.

ในช่วง ๒-๓ ปีหลังนี้ ท่านธุดงค์และพักในถ้ำทุรกันดารทางจังหวัดแม่ฮ่องสอน และตรงนี้เองที่เกิดเรื่องราวอันนำมาสู่การเปิดเผยชีวิตพระป่า ผ่านภาพถ่ายกว่า ๙๘ ใบ ที่พระอาจารย์ชาคิโนได้บันทึกไว้ตลอดการเจริญรอยตามปฏิปทาของพระพุทธเจ้า

“ชีวิตที่อิสระแบบนี้ช่วยให้สำรวจป่า เขา ถ้ำ ที่เร้นลับต่าง ๆ ได้ตามในปรารถนา และทุกย่างก้าว ธรรมชาติได้สอนให้ข้าพเจ้าเข้าใจความไม่แน่นอนของชีวิตได้อย่างลึกซึ้ง” พระอาจารย์ชาคิโนบันทึกไว้ในหนังสือภาพ “วิถีวิเวก” (Dhammafarers) ซึ่งทั้งหนังสือ การประมูลภาพถ่าย และการบริจาคจากการแสดงนิทรรศการ รายได้ทั้งหลายจะนำไปสนับสนุนมูลนิธิธัมมคีรี ที่ก่อตั้งโดยพระป่าที่ประสงค์จะช่วยเหลือด้านที่พักอาศัย ทุนการศึกษา การอบรมธรรมะให้เด็กชาวเขาที่กำพร้าและยากไร้

ความสำเร็จอาจไม่ใช่ความสุขเสมอไป ....แต่ความสุขคือความสำเร็จ (พุทธพจน์) จากหนังสือ วิถีวิเวก

ความสำเร็จอาจไม่ใช่ความสุขเสมอไป ….แต่ความสุขคือความสำเร็จ
(พุทธพจน์) จากหนังสือ วิถีวิเวก

คุณแห่งคำข้าว จุดเริ่มต้นแห่งนิทรรศการภาพ “วิถีวิเวก”

การเดินธุดงค์เป็นการเดินทางที่มีทิศทาง แต่ไร้แผน ในแต่ละวัน พระไม่อาจคาดเดาได้ว่า จะพบอะไรข้างหน้า หรือแม้ว่า วันนี้จะมีอาหารให้ฉํนหรือไม่ พระอาจารย์ชาคิโนเขียนไว้ในหนังสือ วิถีวิเวก ว่า “แม้พวกเราต้องอดบ้างอิ่มบ้างตามแต่จะบิณฑบาตได้ แต่การได้มีโอกาสปฏิบัติในวิถีอริยะนี้ ก็สร้างความอ่อนน้อมถ่อมตัวให้กับเราได้ง่ายขึ้น มองเห็นธรรมชาติอันยิ่งใหญ่แล้ว ความสงบบันเทิงภายในย่อมเกิดขึ้นได้ไม่ยาก”

เช้าวันหนึ่ง ในระหว่างที่ธุดงค์ในพื้นที่ป่าจังหวัดแม่ฮ่องสอน ท่านเดินเท้าผ่านหมู่บ้านชาวเขาที่ดูยากไร้ เห็นอย่างนั้น ท่านทำใจว่า วันนี้คงจะต้องอดเป็นแน่

ขณะที่เดินไป หญิงสาวคนหนึ่งวิ่งออกมาจากบ้าน พร้อมภาชนะใส่ข้าวหุงร้อน ๆ ควันยังโชยออกมา ระหว่างที่เธอกำลังตักข้าวใส่บาตร เด็กน้อยเนื้อตัวมอมแมมที่ยืนเกาะขาแม่ มองตามข้าวที่แม่ใส่ลงในบาตรพระ น้ำลายหยด

“เมื่อก่อน เราทำงานได้เงินเป็นแสน ตอนนี้ต้องมาแย่งข้าวเด็กกินหรือนี่” พระอาจารย์ชาคิโนย้อนถึงความรู้สึกในตอนนั้น “ในบ้านนั้นยากจน แต่เขาก็แบ่งให้อาตมา อาตมาซาบซึ้งในน้ำใจของหญิงชาวเขาผู้นั้นที่แบ่งข้าวให้ อาตมา จึงตั้งปณิธานในใจว่า จะต้องช่วยเหลือชาวเขาและเด็ก ๆ ให้มีกิน มีการศึกษา เพื่อเป็นการตอบแทนคุณ”

ก่อนจะเข้าสู่เพศบรรพชิต พระอาจารย์ชาคิโนเป็นช่างภาพมือรางวัลระดับชาติและนานาชาติ ท่านจึงดำริว่า ท่านจะใช้ของเดิม บวกกับชีวิตและดวงตาใหม่ในผ้าเหลือง เพื่อยังประโยชน์ให้กับเด็ก ๆ และชาวเขา

ท่านขออนุญาตจากพระอุปัชฌาย์ว่าจะขอถ่ายภาพการธุดงค์ เพื่อจะนำไปหาทุนสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิธัมมคีรี

“ขอให้ถ่ายรูปด้วยความสำรวม” พระอุปัชฌาย์แนะ

เมื่อออกบวชในเมืองไทยตั้งแต่อายุ ๒๙ ปี พระอาจารย์ชาคิโนทิ้งสมบัติทั้งหลายทางโลก รวมถึงกล้องโปรตัวใหญ่ ที่ช่างภาพมืออาชีพต้องสะพายถืออยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อท่านดำริจะใช้ทักษะที่คุ้ยเคยในการเป็นช่างภาพเพื่อทำประโยชน์ให้กับผู้คน ท่านจึงกลับมาสู่หลังเสนส์อีกครั้ง แต่คราวนี้ หลายอย่างก็เปลี่ยนไป

จากกล้องโปร ท่านเปลี่ยนเป็นกล้องตัวเล็กที่พกพาสะดวก และจะหยิบออกมาเก็บภาพในยามที่จำเป็นเท่านั้น “เมื่อก่อน ความสวยงามของรูปถ่ายสำคัญสำหรับกับอาตมามาก จะพยายามจัดแต่งภาพถ่ายให้สวยที่สุด ..  (แต่เมื่อเป็นพระ) เมื่อนัยน์ตาของข้าพเจ้ามองผ่านเลนส์ไปที่เงา ตัวของข้าพเจ้ากลับมุ่งมองไปที่ใจ อันเป็นประตูจะนำไปสู่แสงสว่างแห่งการตื่นรู้ ถ้าการ “ถ่ายรูป” เป็นการปรุงแต่ง และการแสดงตัวตน การ “ถ่ายใจ” เป็นการลดการปรุงแต่งและตัวตนลง ทำให้มันนุ่มนวลและพร้อมที่จะน้อมลงไปสัมผัสกับธรรมชาติอันไม่ปรุงแต่งอันสงบ …

“ใช่แล้ว ไม่ใช่ “สวย” แต่บางครั้งก็เพราะ “งด” แล้ว จึงได้พบความงามอย่างแท้จริง”  พระอาจารย์ชาคิโนเขียนไว้ในหนังสือ

8

ภาพถ่ายทั้ง ๙๘ ใบที่รวรวมไว้ในหนังสือ วิถีวิเวก และตระเวนแสดงในนิทรรศการภาพถ่าย ไม่ใช่ภาพที่ต้องการอวดอ้างความสวยงาม แต่ต้องการให้ภาพยกระดับจิตใจขอผู้ชมให้เข้าถึงวิถีแห่งธรรม “อาตมาไม่ถ่ายภาพที่ไม่มีความหมาย ภาพทุกใบมีความหมายใต้ภาพ และความหมายนั้นต้องช่วยยกระดับจิตใจของผู้ชม”

หลายภาพมีเรื่องราวที่น่าฉงน และบางคนเกิดคำถามว่า “จัดฉากถ่ายภาพหรือเปล่า”

คำถามและข้อสงสัยนี้ทำให้พรอาจารย์ชาคิโนได้โอกาสเล่าถึงวิถีของพระป่า และความเคร่งครัดในวิถีการปฏิบัติ อย่างเช่น ภาพพระฝรั่งรูปหนึ่งนั่งสมาธิอยู่กลางทุ่งดอกไม้สีม่วง

“อาตมาไม่จัดฉาก สร้างภาพ แต่ทุกภาพเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในวิถีแห่งการปฏิบัติ อย่างภาพนี้ อากาศบนเขาหนาวมาก การได้นั่งสมาธิกลางแจ้งช่วยได้ลดความหนาว และในช่วงหน้าหนาวดอกไม้ก็บานเต็มไปหมด พระฝรั่งท่านก็ไปนั่งตรงนั้นกลางแดด กลางทุ่ง และอาตมาก็บันทึกภาพไว้”

ภาพถ่ายพระรูปหนึ่งนั่งบนหินผา ฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีสด จัดฉากอีกหรือไม่ ทำไมพระท่านต้องไปนั่งบนหินสูง ดูหมิ่นเหม่

“เวลาที่ฉันอาหารแล้ว เป็นธรรมดาอาจจะเกิดความง่วงได้ หนทางที่จะช่วยเราให้ปฏิบัติได้ คือ เราต้องไปนั่งในที่หวาดเสียว เพื่อจะได้ปลุกตัวเองจากความง่วง ไปนั่งอย่างนั้น ไม่มีทางง่วงเลย” พระอาจารย์ชาคิโนหัวเราะ

อีกหนึ่งรูปที่บอกเล่าวิธีการขจัดความง่วง ความหลับไหลที่อาจเกิดขึ้น คือ ภาพพระนั่งบนแพไม้ไผ่ ในลำธาร “น้ำในลำธารไม่นิ่ง กระเพื่อมตลอดเวลา เขย่า ช่วยให้เรารู้สึกตัว”

5บางครั้ง การเดินทางในป่า ย่อมมีการหลงทางกันบ้าง (แต่ไม่หลงทิศ) ซึ่งครั้งหนึ่ง การเดินหลงทำให้พระอาจารย์ชาคิโนได้ภาพเด็ด ที่ทำให้หลายคนรู้สึกไปต่าง ๆ นั่นคือ ภาพพระปีนหน้าผา

หลายภาพในนิทรรศการเป็นภาพ สะท้อนการเดินธุดงค์ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย อันตราย การเดินทางในที่กันดาร ผ่านลำห้วย เดินข้ามขอนไม้ที่พาระหว่างสายธารเชี่ยวเบื้องล่าง ซึ่งทำให้เห็นว่า พระป่าต้องดำรงตนอยู่ในสติ และสมาธิจริง ๆ เพราะหากใจมีสะเก็ดแห่งความกลัวและกังวล ก็อาจเป็นเหตุให้ถึงก่ชีวิตได้

เรื่องเล่าการธุดงค์ทำให้ฉันนึกถึงปัจฉิมโอวาทของพระพุทธเจ้า ที่กล่าวถึง การไม่ประมาทในชีวิต และจงมีสติให้ถึงพร้อม — เข้าใจแล้วว่า สติสำคัญเพียงใด สติ คือ ความเป็นและความตายของเรา อย่างนั้นเลย

“อยู่ในป่า เราต้องมี sensitivity (จิตละเอียด ว่องไว) กับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ไม่เช่นนั้นจะอันตรายมาก” พระอาจารย์ชาคิโนกล่าว

ฉันนึกถึงชีวิตในโลกนอกป่า เราก็ต้องมีจิตละเอียดว่องไว กอปรด้วยสติด้วยละมัง ไม่เช่นนั้นก็อันตรายเช่นกัน เป็นอันตรายกันคนละแบบ แต่หากไม่ระวัง ก็คงถึงแก่ชีวิตได้เหมือน ๆ กัน

อันตรายในป่าและที่อันเร้นลับ อาจหมายถึง สัตว์ป่านานาชนิด และสภาพภูมิประเทศที่ลำบาก แต่จากการบอกเล่าของพระอาจารย์ชาคิโน ฉันอดรู้สึกไม่ได้ว่า แท้จริงแล้ว สิ่งที่อันตรายกว่าสัตว์ป่า คือ จิตและ ความคิดปรุงแต่ง

เรื่องเล่าลือเรื่องผี และความลี้ลับต่าง ๆ ท่านอาจารย์สำรวจด้วยต้องการเห็นความจริง หลายครั้ง ท่านกล่าวว่า ไม่ปฏิเสธผี ว่าไม่มี แต่หลายครั้ง ผีนั้นอยู่ในใจของเราเสียมาก เป็นผีความคิดที่เราปรุงขึ้นมาหลอกตัวเอง เสียงแปลก ๆ ยามค่ำคืน ที่หลายคนบอกว่าเป็นเสียงผี เมื่อพระอาจารย์ชาคิโนเข้าไปเผชิญเพื่อสืบค้นความจริง ท่านก็พบว่า เสียงเหล่านั้น บ้างก็เป็นเสียงไก่ป่าเขี่ยพื้นดิน (ตอนกลางคืน?) เสียงตุ๊กแก เสียงน้ำหยดจากหินงอกหินย้อย

เสือ กับ พระธุดงค์ก็ดูจะเป็นของคู่กัน ครั้งหนึ่ง ในตอนที่พระอาจารย์ชาคิโนออกธุดงค์ลำพัง คืนแรกนั้น เสียงเสือ และสัตว์น้อยใหญ่ระงมไปทั่วป่า แล้วก็มีเสียงเสือใกล้เข้ามาทุกที ๆ จนมาหยุดที่กลด อุ้งเท้าของเสืออยู่ที่ชายกลดตรงปลายเท้า ในเวลานั้น ท่านบอกเลยว่า คงตายแน่แล้ว ความกลัวเกาะกุมหัวใจ ความคิดระดมการปรุงแต่ง ท้ายที่สุด ท่านก็ปลงใจว่า ปฏิบัติจนตายดีกว่า ตายโดยไม่ได้ปฏิบัติ”

4             วิถีแห่งจิตอันวิเวกเข้ามาแทนความกลัว แล้วทุกอย่างก็ผ่านไป วันต่อ ๆ มาของการธุดงค์โดยลำพังเป็นเรื่องง่าย และสบาย จนกระทั่ง ๒ เดือนต่อมา เมื่อคณะธุดงค์จะตามมาสมทบ “การอยู่ลำพัง ใคร ๆ ก็อยู่ได้ แต่การอยู่เป็นหมู่คณะนี่ ลำบากกว่ามาก” พระอาจารย์ชาคิโนกล่าว “การอยู่คนเดียวนั้นไม่ยาก เราเผชิญกับสิ่งแวดล้อมในป่า แต่การอยู่กับคนเป็นหมู่คณะ เราจะต้องฝึกฝนและหมู่คณะจะขัดเกลากิเสสของเรา”

หลายเรื่องราวผ่านภาพถ่ายทำให้เราเห็นความหมายของป่า ธรรมชาติ ที่เกื้อกูลกับการพัฒนาจิตและการหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง แต่ในวันนี้ สภาพป่าอันเคยอุดมสมบูรณ์ค่อย ๆ สูญไป พื้นที่ป่าถูกจับจอง ล้อมรั้วลวดหนาม ไม่เพียงสัตว์ป่าที่เดินทางไปมา หาอาหารไม่ได้ เพราะป่าที่ออกธุดงค์ก็จาริกไปได้ยากเช่นกัน ป่าที่เคยปรกให้ร่มฝน ที่อาศัยอันสงบเย็น ก็เหลือเป็นซากตอ เพราะถูกตัดไปขาย ถ้ำ เขาต่าง ๆ ที่พระเคยพำนักเป็นที่บำเพ็ญเพียร ให้จิตสว่างกระจ่างงาม ก็กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว เสียงระงมจอแจ

ความวิเวกมีความหมายกับความเจริญงอกงามของชีวิต แต่ด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ ป่าไม้ลดลงอย่างรวดเร็ว และวิถีวิเวกก็กำลังจะสูญสิ้นไปด้วย — แหล่งแห่งแสงสว่างทางปัญญากำลังจะดับลงด้วยหรือไม่   

ได้ฟังเรื่องเล่าต่าง ๆ จากพระอาจารย์ชาคิโน ฉันหวนมาถามตัวเองว่า ชีวิตของเราวิเวกเพียงใด

หากเราไม่อาจใช้ชีวิตเช่นพระธุดงค์ได้ เราจะทำอย่างไรให้ชีวิตในป่าคอนกรีต ชีวิตในป่ามนุษย์นั้นมีความวิเวก เฉกเช่นพระธุดงค์ได้บ้าง อะไรคือเสือที่เราต้องเผชิญ ผีของเราคืออะไร เราจะประยุกต์นำคำสอน วิถีปฏิบัติของพระธุดงค์มาใช้ในป่ามนุษย์ด้วยได้หรือไม่ ทำอย่างไร

 “ความสุขแบบที่เราเห็นว่าสุข (แบบโลกๆ) เป็นสุขที่มีภัย อย่างเราสุขที่มีเงิน เงินสมบัติที่มี ก็อาจนำโจรภัยมาให้ แต่สุขของพระเป็นสุขที่ไม่มีภัย” พระอาจารย์ชาคิโนกล่าว แล้วสำทับด้วยคำถามว่า “ยังทุกข์กันไม่พออีกหรือ?”

7

นิทรรศการภาพถ่าย “วิถีวิเวก” จะมีถึงวันที่ ๑๓ ที่โรงแรม แม่น้ำ รามาดาพลาซา

และวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ถึง ๓๑ มีนาคม ก็จะจัดแสดงที่สวนโกมข์กรุงเทพ ฯ

ข้อมูลเพิ่มเติม www.dhammagiri.or.th

Advertisements

ท้าวโลกนาถ (Lokanat) เทพผู้ใช้ศิลปะสร้างสันติภาพให้โลก

ท้าวโลกนาถ เทพผู้ใช้ศิลปะแห่งเสียงเพลงและการร่ายรำ นำสันติภาพมาสู่โลก

ท้าวโลกนาถ เทพผู้ใช้ศิลปะแห่งเสียงเพลงและการร่ายรำ นำสันติภาพมาสู่โลก

ขณะที่เดินชมความงามและความอลังการของบัลลังก์กษัตริย์พม่าที่แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งเมืองย่างกุ้ง ฉันสะดุดตากับประติมากรรมชิ้นหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ข้างล่างบัลลังก์ — Lokanat ฉันเรียกท่านเป็นไทย ๆ ว่า “ท้าวโลกนาถ”

ประติมากรรมท้าวโลกนาถ เป็นรูปปั้นที่มีลีลาท่วงท่าสง่างาม ท่านกำลังร่ายรำ มือทั้งสองจีบและตั้งขึ้นได้องศา หน้าเชิดเล็กน้อยแสดงถึงความสุข ที่เท้าทั้งสองมีฉิ่งไว้ตีให้จังหวะดนตรี (คือท่านเป็นศิลปินเดี่ยวทั้งเล่นดนตรี ร้อง รำ ทำเองหมด)

แต่เหนือความงามทางศิลปะ คือ เรื่องราวในเทวตำนานที่ทำให้ฉันตระหนักถึงความสำคัญของศิลปะต่อวิถีแห่งสันติ

รักแรกเห็นในครั้งนี้ดูเหมือนจะสะกดจิตฉันให้ดำเนินรอยตามความเป็นนักรัก…สันติภาพ เช่นท่านด้วย

ท้าวโลกนาถเป็นเทพผู้เป็นที่รักและนับถือของชาวพม่า ท่านเป็นเทพนักสันติวิธี (peacemaker) และผู้นำความสุขสงบมาสู่โลกด้วยวิถีแห่งศิลปะ

ตามตำนาน ท้าวโลกนาถทำหน้าที่เหมือนตำรวจ ท่านเป็นผู้พิทักษ์สันติของโลกและจักรวาล วันหนึ่ง ในขณะที่ท่านกำลังสอดส่องดูความสงบเรียบร้อยของจักรวาลอยู่นั้น ท่านก็เห็นว่า พญาราชสีห์และกรินทร์ปักษา (ช้างมีปีก) กำลังต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ด้วยทั้งสองฝ่ายต้องการแย่งชิงความเป็นใหญ่เหนือเมฆา

ท้าวโลกนาถเล็งเห็นแล้วว่า หากปล่อยให้ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันต่อไป โลกทั้งใบจะลุกเป็นไฟ และถูกเผาไหม้เป็นธุลี ท่านจึงเข้ามาสงบศึก

วิธีการนำสันติภาพคืนสู่โลกนั้นน่าสนใจยิ่งนัก … ท่านไม่ได้ใช้เหตุผลอธิบาย หรือเรียกทั้งสองฝ่ายมาไกล่เกลี่ย — สิ่งที่ท่านทำคือ ขับมนต์เพลงและร่ายรำ

เมื่อสัตว์ที่กำลังสู้รบกันได้ยินเสียงเพลงอันไพเราะเสนาะโสต ก็ลามือจากการห้ำหั่น และหันมาฟังเพลง พากันชื่นชมท่วงท่าร่ายรำอันสง่างามของท้าวโลกนาถ เมื่อเพลิดเพลินกับเสียงดนตรี ลำนำเพลงและการร่ายรำ ใจของสัตว์ทั้งสองก็คลายจากความโกรธ ความขุ่นแค้นและขัดเคือง ท้ายที่สุด ในภาวะที่ใจผ่อนคลาย สบาย ความปรารถนาที่จะรบกันก็จางหายไป และสันติสุขก็เกิดขึ้น

เทวตำนานเรื่องนี้ดูเหมือนจะสะท้อนว่า เราอาจจะไม่ต้องการเหตุผล ข้อมูล หรือตรรกะใด ๆ มาแก้ปัญหาความขัดแย้ง เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตน เชื่อมั่นในความเห็นของตนเกินกว่าที่จะเปิดใจรับความคิดของฝ่ายอื่นได้ ยิ่งพูด อาจยิ่งทวีความขุ่นข้องหมองใจ

วิธีการสู่สันติภาพสำหรับท้าวโลกนาถจึงใช้สิ่งที่เหนือเหตุผล คือ ความรู้สึก …ทำในสิ่งที่จะเร้าความรู้สึกฝ่ายกุศลให้เข้ามาแทนที่ความรู้สึกที่ติดลบ ในเรื่องนี้ ท่านสร้างความรู้สึกเพลิดเพลินสบายใจ ผ่อนคลายให้เกิดกับผู้ที่เป็นอริกัน …

จะเห็นได้ว่า ศิลปะเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่จะช่วยประโลมใจของสัตว์ทั้งหลายได้ดี ไม่ว่าจะเป็นวรรณศิลป์ ทัศนศิลป์ นาฏศิลป์ ศิลปะแขนงต่าง ๆ มีผลต่อจิตใจและจิตวิญญาณของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง และศิลปะนำเราสู่สันติภาพได้ …

จึงให้น่าคิดว่า ปัจจุบัน ชีวิตของเราอาจห่างเหิน ห่างไกลจากสุนทรียภาพ ทั้งความงามจากธรรมชาติ และความงามที่คนสร้างขึ้น ทำให้เราเน้นถกกันด้วยเหตุผล และเพิกเฉยต่อความรู้สึกอันเป็นสำนึกสำคัญของความเป็นมนุษย์

หากสังคมของเราในเวลานี้ให้ความหมายและความสำคัญต่อศิลปะในพื้นที่ชีวิต และพื้นที่สาธารณะกันให้มากขึ้น จิตใจของคนจะละเอียดอ่อน อ่อนโยน และชื่นชมความงาม มีสุนทรียภาพในชีวิตกันได้ดีขึ้น เมื่อนั้นความรุ่มร้อน หยาบคาย หยาบกระด้างจะได้ลดน้อยถอยลงไป …. นี่คือสันติวิธีที่ฉันเรียนรู้จากท้าวโลกนาถ

ต้นธารแห่งความสุข

โดย กรรณจริยา สุขรุ่ง

(แปลและเพิ่มเติมจาก http://www.bangkokpost.com/arts-and-culture/art/319037/finding-joy-in-the-everyday)

“อะไรคือต้นธารแห่งความสุขในชีวิต” อโณทัย เจียรสถาวงศ์ ผู้ริเริ่มโครงการนิทรรศการ “ต้นธารแห่งความสุข” ถามคำถามนี้กับศิลปินระดับชาติ ๒๘ ชีวิตที่เข้าร่วมงานนิทรรศการครั้งนี้

ศิลปินแห่งชาติ อาจารย์ชลูด นิ่มเจริญ กล่าวถึงแม่ “ผมเป็นคนที่นับถือผู้เป็นเพศหญิงทุกคน เพราะผมนับถือแม่ มีแม่ที่ให้ความรัก เลี้ยงดูอบรม ส่งเสียจนเป็นตัวเป็นตนมาอย่างนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้รู้ว่า ชีวิตไม่ได้ขาดแคลนสิ่งใด ยังมีคนที่รักเราอยู่ …”

อาจารย์ สันต์ สารากรบริรักษ์ ย้อนนึกถึงต้นธารแห่งความสุขที่ช่วยให้อาจารย์รอดจากความเจ็บป่วย “ในปลายปี๒๕๔๐ หลังจากทำพิมพ์ปลาสเตอร์ท่านอาจารย์ (ศิลป์ พีระศรี) แล้ว อาการป่วยของผมก็ทุเลาขึ้นมาก แต่การเขียนรูปนอกสถานที่ยังเป็นเรื่องลำบาก เพราะต้องขับรถไปไกล ทว่าความต้องการเขียนภาพยังมีอยู่อย่างมาก จึงใช้วิธีจัดดอกไม้ต่าง ๆ ใส่แจกัน ช่วงนี้ผมเขียนด้วยเกรียงปาดสีที่บีบจากหลอดผมค่อย ๆ ดีขึ้นเพราะดอกไม้ดอกไม้ให้ความสดใส ทำให้ใจมีความสุข ผมคิดว่าผมรอดตายจากการป่วยครั้งนั้น” 

ศิลปินแห่งชาติอีกท่าน อาจารย์ทวี รัชนีกร กล่าวว่า “ผมดำรงชีวิตอยู่เพื่อสร้างสรรค์สิ่งสวยงามให้กับโลก เพื่อสร้างศิลปะ สร้างสุนทรียภาพ เพราะผมคิดว่าความงามเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์สมบูรณ์ขึ้น… เวลาเขียนงานผมไม่ได้บันทึกด้วยความเศร้าหรือความเกลียดชัง แต่บันทึกด้วยความเข้าใจว่า กี่ยุคกี่สมัยมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้…. ผมเองมีความสุขได้เพราะพระพุทธศาสนา ไม่มีอะไรดีกว่าพุทธศาสนา แต่หน้าที่ของผมคือสร้างสรรค์ศิลปะ ผมต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด” 

ศิลปินท่านอื่น ๆ กล่าวถึงต้นธารแห่งความสุขในชีวิตในรายละเอียดต่าง ๆ กัน ทว่า สาระของความสุขนั้นดูจะคล้ายกัน คือ แรงบันดาลใจจากศิลปะ การทำงาน ความรักความเมตตา และธรรมะ อย่างที่ศิลปิน วิโชค มุกดามณี สะท้อนว่า “การทำงานด้วยจิตใจจดจ่อมีสมาธิอยู่กับงานนั้น ๆ เป็นการลดช่องว่างของจิตใจที่คิดฟุ้งซ่านหรือพะวง เพราะเมื่อสติมีความแน่วแน่อยู่กับงาน จะทำให้เราผ่านพ้นปัญหายุ่งยากที่เผชิญหรือความลำบากภายในใจได้ …”

คำตอบเหล่านี้จากบรรดาศิลปินคือสิ่งที่อโณทัย ผู้ริเริ่มโครงการต้นธารแห่งความสุข ปรารถนาจะให้สาธารณชนได้ลองใคร่ครวญบ้างเช่นกัน

“ศิลปะเป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยเยียวยาความขัดแย้งและดับทุกข์ร้อนในสังคม ถ้าคนเราหันมาชื่นชมศิลปะกันให้มากขึ้น เราก็จะมีที่ว่างให้กับความสุขในหัวใจเพิ่มขึ้น แทนที่จะคิดหมกมุ่นกับความขัดเคือง ความไม่ชอบ ไม่พอใจ หรือใจที่คิดทำร้ายกล่าวด่าผู้อื่น เราหยุด ชื่นชมงานศิลปะและสัมผัสกับความปีติในจิตใจ” อโณทัยกล่าว

ตั้งแต่ช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๕ นี้ อโณทัยบ่มเพาะความสุขภายในของเธอ เพื่อโครงการนี้ที่เธอตั้งใจให้เป็นโรงบ่มเพาะต้นธารแห่งความสุขภายในใจของผู้คนในสังคม

สำหรับอโณทัยแล้ว ต้นธารแห่งความสุขของเธอมาจากการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน

“มรรควิธีทางพุทธคือหนทางสว่างที่สามารถเกื้อกูลให้เกิดการขัดเกลาและการพัฒนาทางจิต ส่งผลให้บุคคลมีความเจริญงอกงามของชีวิตด้านใน” อโณทัย อดีตนักธุรกิจเงินล้านกล่าว

 “วิชาของพระพุทธเจ้าดับทุกข์ได้จริง ขัดเกลาตัวเราได้จริง สิ่งที่เคยทำให้เราทุกข์มากก็มีผลกับใจเราน้อยลง … ทุกข์มาจากความไม่รู้ เรายึดมั่นถือมั่นกับสิ่งที่เราปรารถนา หรือไม่ปรารถนา การปฏิบัติธรรมวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นหนทางให้เราเห็นความเป็นจริง และช่วยคลายความยึ่ดมั่นถือมั่น”

เมื่อคลายทุกข์ สุขก็เกิด อโณทัยจึงอยากแผ่ขยายความสุขที่เธอได้รับจากการปฏิบัติวิปัสสนาให้คนในสังคม โครงการ “ต้นธารแห่งความสุข” นี้จึงเกิดขึ้นเพื่อระดมทุนซื้อที่ดินและสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมให้แก่ศูนย์กลางการศึกษาวิปัสสนาธุระพุทธวิหาร วัดพระธรรมจักร อ.เมือง จังหวัดนครนายก

วัดพระธรรมจักรเป็นวัดป่าที่เรียบง่าย ไม่มีอาคารตึกใหญ่โต มีเพียงโรงเรือนเพื่อทำกิจสำคัญ ๆ เช่น ศาลาฟังธรรม โรงครัว นอกนั้นก็เป็นพื้นที่ป่า ต้นไม้ ทั้งสงฆ์และผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน อยู่ในกุฏิเล็ก ๆ เป็นหลังเดี่ยวท่ามกลางต้นไม้ ในบรรยากาศที่ปลอดภัยและสงบสงัด

เจ้าอาสาสของวัด ผู้เป็นพระอาจารย์ของศูฯย์ปฏิบัติธรรมแห่งนี้ คือ พระปลัดชัชวาล ชินสโภ ท่านเป็นศิษย์ที่ได้รับการสืบทอดจากพระอาจารย์อาสภะมหาเถระ พระธรรมทูตสายวิปัสสนาธุระจาพม่าที่มาเผยแผ่วิปัสสนากัมมัฏฐานในเมืองไทย

แม้วัตถุประสงค์หลักของงานจะมุ่งระดมทุนเพื่อขยายศูนย์การปฏิบัติธรรม แต่อโณทัยก็หวังว่า การแสดงงานศิลปะจะเอื้อเฟื้อให้สาธาณะเข้าถึงผลงานศิลปะที่มีคุณค่าจากศิลปินชั้นครูกว่า ๗๐ ชิ้น

“ศิลปะเป็นสิ่งที่สามารถยกระดับจิตใจคน ให้เข้าถึงความดี ความงามและความจริงอันประเสริฐ” เธออธิบายความต่อว่า “ในเวลาที่เรายินอยู่หน้าภาพศิลปะ ขณะนั้นใจเราว่างจากอกุศล เราไม่ทำร้ายใครทางกาย ไม่ต่อว่าประหารน้ำใจใครทางวาจา จิตของเราเป็นสมาธิจดจ่ออยู่กับศิลปะ มีปีติเบิกบานใจกับความงามทางศิลปะที่เห็น

“นอกจากนั้น ภาพศิลปะยังสะท้อนความจริง ความหมายบางอย่างของชีวิตไว้ด้วย ช่วยยกระดับความคิด สำนึกของเราให้สูงขึ้น”

อโณทัยยกตัวอย่างภาพวาดของ อาจารย์ทวี รัชนีกร ศิลปินแห่งชาติ ผู้วาดภาพแม่นกคาบปลามาให้ลูกน้อย “ในภาพ อ. ทวีให้ภาพของแม่นกและลูกนกที่ดูโหดร้าย แต่ในความโหดร้ายนั้น เราเห็นความรักของแม่ แม่อาจจะทำลายชีวิตปลา แต่ก็ทำเพื่อให้ลูกรอด”

อโณทัยสะท้อนว่า การพินิจภาพและความหมายที่สื่อเข้าถึงใจเช่นนี้ ช่วยให้เราวางแนวโน้มที่จะตัดสินคนจากภาพที่เห็น

ถ้าคนในสังคมเรานิยมการไปเยี่ยมชมและชื่นชมผลงานศิลปะมากขึ้น ใจของผู้คนก็อาจจะเอนเอียงเข้าหาความงาม ความดี และความจริงมากขึ้นไปด้วย ซึ่งสำหรับอโณทัย แม้ความสุข สมาธิ ปีติที่เกิดจากการชื่นชมภาพศิลปะจะยังอยู่ในโลกียสุข แต่ก็เป็นโลกียสุขฝ่ายกุศล ที่เกื้อกูลต่อความสุขที่ละเอียดปราณีตและสูงขึ้นได้ต่อไป

โครงการนิทรรศการศิลปะ “ต้นธารแห่งความสุข”

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (หอศิลป์เจ้าฟ้า)
๓ – ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕

นิทรรศการนี้จัดแสดงผลงานศิลปะ ๗๐ชิ้น จากศิลปิน ๒๘ ท่าน  เพื่อให้สาธารณะเรียนรู้ทั้งเรื่องศิลปะและธรรมะ รวมถึงให้ข้อมูลเรื่องการศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐานและสถานที่สำหรับปฏิบัติธรรมแก่ประชาชน

เปิดงานวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕  

๑๖.๐๐ – ๑๗.๓๐ น.      ธรรมเสวนา “ตามรอยวิปัสสนากัมมัฏฐานจากชมพูทวีปสู่สุวรรณภูมิ”

โดย พระปลัดชัชวาล ชินสโภ

นพ. บัญชา พงษ์พานิช

มณเฑียร ธนานาถ

ดำเนินรายการโดย อัญชลีพร กุสุมภ์

๑๗.๓๐ น. เปิดงานโดย ดร.ชัยวัฒน์  วิบูลย์สวัสดิ์ (อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย) และ พญ.วิไล  ธนสารอักษร

รายชื่อศิลปินที่เข้าร่วมโครงการต้นธารแห่งความสุข

  1. ชลูด    นิ่มเสมอ          (ศิลปินแห่งชาติ)
  2. ประหยัด  พงษ์ดำ           (ศิลปินแห่งชาติ)
  3. พิชัย   นิรันต์                  (ศิลปินแห่งชาติ)
  4. สันต์   สารากรบริรักษ์ (ศิลปินแห่งชาติ)
  5. ทวี   รัชนีกร                    (ศิลปินแห่งชาติ)
  6. นนทิวรรธน์  จันทนะผะลิน (ศิลปินแห่งชาติ)
  7. อิทธิพล  ตั้งโฉลก           (ศิลปินแห่งชาติ)
  8. ปรีชา   เถาทอง   (ศิลปินแห่งชาติ)
  9. ปัญญา   เพ็ชรชู  (ศาสตรเมธีแห่งชาติ)
  10. ผ่อง   เซ่งกิ่ง
  11. วิโชค   มุกดามณี
  12. ปัญญา   วิจินธนสาร
  13. สมภพ   บุตราช
  14. สุวัฒน์   วรรณมณี
  15. ดินหิน   รักพงษ์อโศก
  16. จันทนา   แจ่มทิม
  17. เอกชัย   ลวดสูงเนิน
  18. อลงกรณ์   หล่อวัฒนา
  19. สุวัฒน์   แสนขัติยรัตน์
  20. จินตนา   เปี่ยมสิริ
  21. ไพโรจน์  วังบอน
  22. ชินสีห์  จันทร์มณี
  23. พีระศิลป์   ดวงอิน
  24. สุวรรณี   สารคณา
  25. สิโรจน์   พวงบุปผา
  26. ปัญญา  อภิญญานุรักษ์
  27. อรรถนิติ  ลาภากรณ์
  28. จริยา   เจียมวิจิตร (ศิลปินอิสระ)

ชีวิตดั่งวิถีศิลปะ

e0b88ae0b8a7e0b899e0b88ae0b8a12-050409

“เอ้อ กลีบดอกดูบางขึ้นแล้ว” เป็นคำให้กำลังใจจากอาจา่รย์ผ่องครูผู้สอนศิลปะให้ฉัน

“ยากจังคะครู ทำไมหนูไม่สามารถนำสิ่งที่หนูเห็นลงมาบนกระดาษได้ดั่งใจ” ครูนิ่ง ไม่พูดอะไร “สิ่งที่หนูเห็น และสิ่งที่หนูวาดระบายมันไม่เหมือนกันเลยคะ”

อะไรคือความจริง ฉันรำพึงต่อในใจ หรือจริงทั้งคู่ หรือลวงทั้งสองอย่าง

“We are led to believe a lie, when we see with and not through the eyes.” –— William Blake กวีผู้นี้ต้องการจะบอกอะไร

เรามองโลกอย่างไร มองโลกด้วยสายตาอะไร นั่นอาจจะเป็นตัวกำหนดความจริงในโลกของเรา?

ฉันได้เห็นใจตัวเองที่ชอบบงการให้ทุกสิ่งเป็นไปดังใจ ให้โลกเป็นอย่างที่ตนต้องการ รวมถึงให้ตัวเองเป็นอย่างที่ต้องการด้วย

เราจะมีภาพในใจที่ต้องการเห็นตัวเองเป็น และก็มีความจริงที่ตัวเองเป็นอยู่ ซึ่งหลายครั้ง สองภาพนี้ไม่เหมือนกัน

การอยู่กับภาพในใจอาจทำให้มีความสุข แต่เมื่อใจเริ่มไขว่คว้าอยากให้เป็นดังภาพในใจ นั่นนำมาซึ่งความทุกข์

ฉันพอใจที่จะอยู่กับภาพความจริง เพราะมันเบาสบายกว่า ไม่ว่าภาพนั้นจะงดงามหรือฟอนเฟะ

บางวัน ภาพที่วาดดูใช้ได้ถึงขนาดว่า ครูผ่องบอกว่านำเอาออกงานนิทรรศการได้เลย แต่บางวันวาด ระบายไม่รู้เรื่องเลย

“ไม่เป็นไรนะ มันก็อย่างนี้แหละ มีขึ้น มีลง แต่เรามีศักยภาพในตัวแล้ว เราจะทำได้แน่นอน” ครูผ่องพูดในวาระหนึ่ง

มันเป็นคำพูดที่วิเศษทั้งให้กำลังใจ และทั้งปลอบใจ

ที่จริง ฉันไม่จริงจังนักหรอกกับความสวยงามและความสามารถทางศิลปะ แต่คำพูดของครูไปสอดคล้องกับวิถีการปฏิบัติธรรมที่ฉันสำนึกในใจเสมอตามคำสอนของพระอาจารย์ที่ฉันเพียรปฏิบัติตาม

“ความเจริญ ความเสื่อม เป็นธรรมดา ธรรมชาติ ไปให้พ้นสิ่งนี้”

“การปฏิบัติธรรมก็มีขึ้น ลง บางวันเหมือน มรรคผลนิพพานมาอยู่ต่อหน้า แต่บางวัน ภาวนาไม่ได้เลย อย่าไปใส่ใจมัน ภาวนาได้ก็ภาวนา ภาวนาไม่ได้ก็ภาวนา ขยับ ทำความเพียรลูกเดียว”

นั่นคือพรของครูที่ฉันน้อมมาใส่ใจในทุกการกระทำ ทำได้ก็ทำ ทำไม่ได้ก็ทำ ไม่ว่าจะอะไรรวมถึงการทำงานศิลปะด้วย

ฉันไม่หยุดฝึก ไม่ว่าจะทำได้หรือไม่ สวยหรือเปล่า เพราะการฝึกตนเป็นหนทางเดียวของชีวิต

ยิ่งได้ฟังครูผ่องพูดไปทำนองเดียวกับพระอาจารย์ ยิ่งเพิ่มพูนศรัทธาในวิถีแห่งความเพียร ไม่ว่าจะัทำอะไร ทำไปลูกเดียว เหมือนภาวนา รู้ลูกเดียว วาดลูกเดียว แต่ต้องมีจิตละเอียดที่โยนิโสนมสิการด้วยเท่านั้น

หากลองไปค้นประวัติชีวิตพระอาจารย์ผู้ทรงธรรมทั้งหลาย ผู้นำทางจิตวิญญาณ ท่านคานธี ปรมาจารย์ทางมวยจีน เป็นต้น ท่านเหล่านี้ไม่เคยปล่อยปะละเลยการฝึกตน ท่านฝึกทุกวัน วิปัสสนาจารย์ยังทำสมาธิเจริญภาวนาทุกวันจวบจนสิ้นสังขาร

เพราะนี่คือ วิถีเดียวของชีวิต path to self mastery

ฉันเห็นชีวิตตนยืนอยู่บนขอบปล่องภูเขาไฟ ละเลยการฝึกตนเพียงนิด เท้าก็จะกระดิกเข้าใกล้ปล่องไปอีกหน่อย

“ขอพวกเธอ จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด” โอวาทสุดท้ายก่อนพระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน แสดงว่า ความไม่ประมาทนั้นต้องสำคัญจริง ๆ พระพุทธองค์จึงสั่งเสียก่อนลาจากกัน

หากเราประมาท เลิกการฝึกตน ฝนใจแม้เพียง 1 วัน เราก็เขยิบเข้าใกล้ไฟอีก 1 ก้าว เป็นอย่างน้อย

ดังนั้นวิถีชีวิต คือ การทำ การฝึก ทุกอย่างในทุกย่างก้าวไม่เลิก

ในการทำงานศิลปะ เราไม่ได้เรียนรู้สิ่งที่ถูก แต่เรารู้จากการทำแล้วดูว่า ที่มันผิด ไม่งามนั้น คือ อะไร เราืทำมันอย่างไร จากนั้น เราจึงรู้ว่า เราไม่ทำในทางที่ผิด แล้วมันจะค่อย ๆ ถูก ค่อย ๆ ดี ขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น ฉันจึงวางใจในการทำงานศิลปะ เพราะเพียงทำ แล้วเรียนรู้จากผิด จากความไม่สมดุล ความไม่งาม ฉันก็จะได้รู้ขึ้นอีกนิดว่า ที่ถูกที่งามที่สมดุล น่าจะเป็นอย่างไร

มีขึ้นมีลง ทำไป เรียนรู้ไป ปรับไป

นี่คือ วิถีแห่งศิลปะ วิถีแห่งการภาวนา และ วิถีแห่งชีวิต

โลกสดใหม่เมื่อฝนใจ

“ครูฝนใจของฉันให้เห็นโลกในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” เป็นสิ่งที่ฉันมักรำพึงในใจเสมอ

สองตาของฉันเห็นต่างไปจากเดิม นับแต่ชั่วโมงแรกที่ฉันเริ่มเรียนศิลปะกับ อาจารย์ ผ่อง เซ่งกิ่ง

ท่านเป็นอาจารย์ของศิลปินเอกหลายคนในเมืองไทย และล่าสุดได้รับรางวัล “ผู้ใช้ศิลปะอย่างมีศีลธรรม” จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และปัจจุบันท่านสอนประจำที่ สถาบันอาศรมศิลป์

ฉันโชคดีมากที่ได้เรียนศิลปะกับท่าน โดยการแนะนำของพี่โอ๋ กัลยาณมิตรผู้อารีเสมอมา

ครูผ่องสอนโดยไม่สอน

ท่านวาดรูปให้ดูน้อยครั้ง ไม่พูดบรรยายด้วย ท่านเพียงแต่อธิบายงานที่เราต้องฝึกทำ แล้วก็ “เอ้าลงมือ”

ศิษย์คิดมากอย่างฉันได้แต่ทำตาลอย เอ๋อ “ทำไงง่ะ”

แต่ด้วยนิสัย หากเคารพครูจะเชื่อและลองทำอย่างที่ครูบอกครูบอกให้ฝึกอะไร จะไม่ปฏิเสธ ครูสั่งลุยก็ลุย

ผ่านมา 7 ครั้ง “ฉันทำงานศิลปะได้ไงเนี่ย” ฉันแปลกใจตัวเอง

อโศกพวง on pastel

อโศกพวง on pastel

รูปอาจไม่ได้ดีเหมือนพวกขั้นเทพ แต่สำหรับฉัน มันยากที่จะฝันว่าทำได้ “อาจารย์ทำให้หนูวาดรูปได้ไงเนี่ย” ฉันถาม

“ไม่คิดก็ไม่กลัว ไม่คิดก็ไม่วาดหวัง ไม่คิด รับรู้ตามความจริง ก็วาดไำด้” ครูบอก

แต่การไม่คิด ยากมากเลย โดยเฉพาะสำหรับฉัน

ในการเรียนศิลปะ ฉันได้วิชาธรรม และ วิชาชีวิตกลับมาด้วยทุกครั้ง

อาจารย์ผ่อง มีวิธีการสอนที่น่าสนใจ ที่สามารถดึงเอาศักยภาพของศิษย์แต่ละคนออกมาได้ อย่างที่เขาเป็นตามธรามชาติของเขา

ใน Art episode I นี้ ฉันอยากจะบอกเล่า “ดวงตาที่เปลี่ยนไป” ในลักษณะหนึ่ง

ในการวาดรูปโดยใช้สี เช่น pastel นั้น อาจารย์ผ่องบอกว่า ให้ดูดอกไม้ ให้เห็นสีทั้งหมดเท่าที่จะเห็นได้

“เอ่อ ดอกไม้สีแดงก็สีแดงสิคะ จะมีอะไรมากกว่านั้นหรือคะ”ฉันถาม

“ดูให้ดี” อาจารย์ตอบอย่างนุ่มนวล “เราเห็นสีเพราะมีแสงใช่ไหม และในแสงนั้น มีสีอยู่มากมาย เช่นรุ้งไง”

“ดังนั้น ลองดูให้ดี ๆ ว่าเห็นสีอะไรบ้าง”

“ในสีแดงจะมีสีเขียวซึ่งเป้นสีตรงข้ามเจืออยู่ด้วย เห็นสีเขียวไหม” (อ้าว สีตรงข้ามแดง ไม่ใช่สีเหลืองหรอกหรือ เข้าใจผิดซะนาน)

ฉันถอนใจ จ้องแล้วก็ยังไม่เห็นสีเขียวขึ้นตา “สงสัยตาบอดสีกระมังเรา สีแดงก็เห็นเป็นแดงนี่นา มีสีอะไรซ่อนอยู่หรือ”

หากเราเรียนทฤษฏีสี เราคงตอบและทำได้ตามหลักการ แต่ดูเหมือนครูผ่องจะต้องการให้เราวาดจากความเป็นจริง ตามที่ตาใจจะทะลุทะลวงเห็นได้

ตั้งแต่เรียนกับครูผ่อง ฉันเป็นศิษย์แสนขยันคนหนึ่ง ทั้งขยันมีคำถามและขยันฝึกฝน

จากการฝึกมองตามที่ครูแนะนำ “เห็นสีอะไรบ้าง”

จากการฝึกฝนวาดไป “ตามความเป็นจริงเท่าที่ตาใจจะเห็นได้”

จากการละวางความคิด อันเป็นที่มาแห่งความกลัว ความคาดหวัง

ฉันเริ่มเห็นสี ที่ฉันมองข้ามว่ามันอยู่ตรงนั้นด้วย

สีขาว ไม่เป็นเพียงสีขาวอีกต่อไป มันมีสีเทาเงิน สีเหลืองทองอ่อน ๆแกม

ดอกพุทธกุหลาบ

ดอกพุทธกุหลาบ

สนุกจริง ๆและฉันไม่สนด้วยว่ามันจะถูกต้อง สวยงามหรือไม่

ความสำเร็จของศิลปะ อยู่ที่ความสุขที่งอกงามในหัวใจ

ไม่เพียงตอนทำงานกับสีและกระดาษ ตาและใจของฉันแอบสกัดเนื้อสีเวลาเห็นสิ่งต่าง ๆ หลายครั้งฉันหยุดเพื่อมองต้นไม้ ดอกไม้ ดูว่าฉันเห็นสีอะไรบ้าง ดอกบัวหลวงมีชมพู น้ำตาลไหม้ ดำ ขาว เหลือง เขียวอ่อน ๆ เป็นต้น จริง แล้วเยอะมาก

ฉันมีความสุขกับโลกที่เต็มไปด้วยสีสันมากขึ้น มองไปทางใดก็เห็นสีที่แตกต่าง

“จริง ๆ แล้วเส้น หรือรูปร่าง รูปทรงไม่มีหรอกนะ ลองดูนะ ที่เราเห็นสิ่งต่าง ๆ เป็นรูปทรง เป็นเส้นนั้น มันเกิดจากการที่สีต่าง ๆ มากระทบ ชนกัน ความแตกต่างของเม็ดสีนั้นเอง ที่ทำให้เราเห็นไปเองว่าเป็นรูปทรง เส้น”

*หมายเหตุ ไม่ได้ต้องการพาดพิงเรื่องการเมืองแต่อย่างใด*