จัดดอกไม้-เปลี่ยนใจ

flowers june 16เมื่อหลายวันก่อน เราไปทำบุญที่วัดกับเพื่อน ๆ ต่างคนต่างนำและทำสิ่งดีๆ ที่ตนรักไปถวายพระและแบ่งปันญาติธรรมที่ไปทำบุญด้วยกัน
เราชอบกินและรักการทำอาหาร จึงคิดทำอาหาร และอาหารที่ดูจะมีรสชาติปลอดภัยกับผู้รับประทานมากที่สุด คือ ไข่ต้ม เราตื่นแต่เช้า ต้มไข่เป็ดให้เป็นยางมะตูม (ค่อนไปทางใกล้สุก) เตรียมหอมแดง มะนาว น้ำปลา ไปทำน้ำจิ้มที่วัด

เพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งเป็นนักรักการจัดดอกไม้ พี่น้อยหน่า เตรียมดอกไม้ กิ่งไม้ มาจัดแจกันดอกไม้ถวายพระ ส่วนเพื่อนรุ่นพี่อีกคน พี่ต้อง เป็นผู้ช่วยทำทุกอย่าง ทั้งเตรียมอาหาร ปอกไข่ ผ่าไข่ และจัดดอกไม้

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย แจกันดอกไม้สวยสง่าถูกนำไปวางหน้าพระพุทธรูปในศาลาฟังธรรม ไข่ต้มสีส้มสวย (ผ่าครึ่ง) วางบนผักสลัดเขียวในจาน (eggs on the greens) ได้รับความสนใจจนเกลี้ยงจาน เหลือแต่ความว่างเปล่า

วันนั้นสิ่งที่เหลือกลับบ้านคือดอกไม้จำนวนหนึ่งและแจกัน ซึ่งพี่หน่ายกให้เราเพื่อให้ลองไปจัดดอกไม้

ในใจคิดว่า “ซวยล่ะ เราต้องจัดดอกไม้ให้พี่เค้าดูสิเนี่ย เค้าอุตส่าห์ให้เรามา”

ทีแรกคิดว่าจะทำลืมเนียน ๆ ไม่รู้ไม่ชี้ แต่พอมองดอกคาร์เนชั่นสีชมพูหวาน รู้สึกว่า ไม่อาจทิ้งให้เธอเหงาได้ คงต้องทำให้เธองามสง่าในแจกัน

คงไม่ใช่แต่ความรู้สึก “ต้อง” จัดแจกันดอกไม้ส่งให้พี่หน่า แต่เป็นสิ่งที่พี่หน่าเล่าถึงความมหัศจรรย์ของการจัดดอกไม้ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเราอย่างมากมาย

flowers 3 june16

พี่น้อยหน้า ผู้รักการจัดดอกไม้

 

พี่น้อยหน่าเล่าให้ฟังถึงการจัดดอกไม้ตามหลัก “โคริงกะ” ของญี่ปุ่น ที่เธอไปเรียนและฝึกฝนกว่า 2 ปี ซึ่งขอสรุปในส่วนที่ซึ้งใจว่า ทุกอย่างมีความงามตามธรรมชาติของมัน เราเพียงแต่ต้องสังเกต มองเห็น และนำเอาสิ่งดี จุดเด่นของสิ่งนั้นมานำเสนอ ทุกอย่าง ดอกไม้ กิ่งไม้ใบไม้ ผักสวนครัว ล้วนนำมาสร้างสรรค์เป็นศิลปะแห่งดอกไม้ ผัก ได้ทั้งนั้น
สำหรับความงามและธรรมชาติอย่างการจัดแจกันดอกไม้ใบไม้ เราไม่ใช้ความคิด แต่ใช้จิตใจสัมผัสดอกไม้และให้ดอกไม้นำทางเราว่าควรจะจัดและวางเขาอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้ พี่หน่าบอกว่า การจัดดอกไม้ช่วยลดอัตตาในใจ ลดการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลกและพยายามปรับ-จัดให้ทุกอย่างเป็นดั่งใจ แต่เราจะเปิดใจมองเห็นความงามของสิ่งต่าง ๆ และคนทั้งหลายอย่างที่เป็น และดูว่า เราจะอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์และสวยงามได้อย่างไร

พี่หน่าเล่าว่าผู้เรียนจัดดอกไม้หลายคนค้นพบว่า การจัดดอกไม้ช่วยเปลี่ยนจิตใจและชีวิตของพวกเขา บางคนบอกว่า จัดดอกไม้แล้วพบว่า ตัวเองเป็นจอมบงการ อยากให้ลูกและคนอื่น ๆ เป็นดั่งใจ แต่ในการจัดดอกไม้แนวนี้ เราไม่บีบบังคับดอกไม้ให้เป็นดังใจเรา ดังนั้น เราต้องฟังผู้อื่นและเห็นความงามของผู้คนในแบบที่เขาเป็น

แม่คนหนึ่งบอกว่า ดอกไม้ต่างงาม เหมือนกับลูกของเธอที่ต่างดี ต่างงามในแบบของตน เธอเปิดใจยอมรับลูกในแบบที่แต่ละคนเป็นได้มากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีบางคนที่มีความสุขกับการจัดดอกไม้ ทำให้คลายความทุกข์ ความอาฆาตใครบางคนที่ทำร้ายสมาชิกในครอบครัวของเธอ เป็นต้น

สำหรับพี่หน่าเอง การจัดดอกไม้เป็นความสุข ความสบายใจ เป็นกิจกรรมที่ช่วยฝึกสมองซีกขวา (จินตนาการ ศิลปะ) เพื่อสร้างสมดุลให้ชีวิตสมัยใหม่ที่มักเน้นสมองซีกซ้าย (ความคิด ตรรกะ)

เพียงชั่วโมงกว่า ๆ ที่เราได้คุยกับพี่หน่าเรื่องดอกไม้ เราสัมผัสได้ถึงความรัก ความสุข ความเข้าใจชีวิตบางอย่างซึ่งความรู้สึกดี ๆ มันคงติดต่อกันได้ละมัง เมื่อกลับถึงบ้าน เราเริ่มลงมือจัดดอกไม้

flowers 5 june 16เราหยิบดอกไม้คาร์เนชั่นสีชมพูอ่อนขึ้นมาดู หมุนไปมา ใจว่างเพื่อสัมผัสกับความงามที่ดอกไม้ต้องการให้เรานำเสนอ แล้วก็จัดดอกไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ …แจกันแรกเสร็จแล้ว

เมื่อมองแจกัน เราเห็นเรื่องเล่าของมิตรที่สนทนากัน ดอกคาร์เนชั่นดอกหนึ่งสูงสง่าในความว่าง อีกดอกเตี้ยลงมาหน่อยและโอบล้อมด้วยใบไม้สีเขียว สองดอก สองบุคลิก เป็นเพื่อนกันในแจกันทรงสูงใบนี้ และมันก็เป็นเพื่อนกับเราด้วย

ถ้าให้ความคิดทำงาน มันคงติง/วิพากษ์วิจารณ์ว่า น้อยไปหรือเปล่า ง่ายไปไหม คนอื่นจะมองแจกันนี้อย่างไร แต่เมื่อใช้ใจสัมผัส เราพบว่า ทุกอย่างงามอย่างที่เป็น ทุกอย่างสมบูรณ์ดีแล้วในแบบของมัน … มันเป็นความรู้สึกยอมรับ เคารพในสิ่งที่เราสัมพันธ์ด้วย … ความรู้จัก พอ-ดี เป็นบทเรียนแรกที่ได้

ดอกคาร์เนชั่นและใบไม้ยังเหลือ เรารีบไปค้นแจกันในบ้าน ซึ่งมีไม่มากและน้อยแบบ … แต่ไม่เป็นไร จัดดอกไม้ตามเงื่อนไขที่มีก็แล้วกัน

แจกันที่มีเป็นรูปทรงเตี้ยและแคบกว่า เราได้เรียนรู้เพิ่มเติมว่า การจัดแจกันดอกไม้สัมพันธ์กับภาชนะ (container) หรือบริบทด้วย ในกรณีนี้หมายถึง เราต้องไปหาดอกไม้หรือใบไม้แบบอื่นที่จะเหมาะกับแจกันที่มี และในสวนของบ้านก็มีวัตถุดิบที่พอใช้ได้มากพอ เราเลยเดินดูต้นไม้ในสวน … รู้สึกประหลาดใจว่า สายตาของเราเปลี่ยนไป เราไม่ได้มองต้นไม้ ดอกไม้ ด้วยสายตาแบบเดิม เราสังเกตต้นไม้ต่าง ๆ มากขึ้น ดูสี ลักษณะกิ่ง ฟอร์มของใบไม้ ดอกไม้ และจินตนาการเห็นโอกาสและความเป็นไปได้ต่าง ๆ ที่ใบไม้ กิ่งไม้ ดอกไม้ ที่จะแสดงศักยภาพความงามของมันในแจกัน

flowers 2 june 16พี่หน่าบอกว่า มุมมองที่เรามีกับธรรมชาตินั้นสำคัญ เรามองธรรมชาติเป็นเพื่อนร่วมงาน เรามาร่วมจัดแจกันดอกไม้ด้วยกัน อันที่จริง เราอาจจะเป็นเครื่องมือให้ดอกไม้ ใบไม้ ได้สร้างสรรค์ตัวเองในรูปแบบใหม่ในแจกัน

ดอกชบาสีจัดจ้านโน้มกิ่งอย่างไร รูปดอกหันไปทางไหน เทียนหยดสีม่วงย้อยตัวลงมา ความยืดหยุ่นของกิ่งที่น้อมมาเป็นอย่างไร ฯลฯ …  สายตาใหม่ในการมองทำให้เราสนุกและเพลิดเพลินกับการมองดอกไม้มากขึ้น

การจัดดอกไม้ เราต้องตัดดอกไม้ แต่ต้องตัดด้วยความเคารพ ตัดดอกไม้โดยที่ไม่ทำให้ต้นไม้นั้นดูไม่ดี คือ ต้องรู้จักรักษาความงามของต้นไม้ด้วย

จากแจกันแรก เราจัดแจกันที่สอง และสาม … เรามีความสุขกับการอยู่กับดอกไม้ จนลืมเวลา เมื่อทั้ง 3 แจกันมีดอกไม้เป็นเพื่อนแล้ว เราเอาแจกันดอกไม้ไปวางที่หิ้งพระ ข้างเตียง และบนโต๊ะในห้องนั่งเล่น

แม้บ้านจะมีสวนต้นไม้ แต่การมีดอกไม้เล็ก ๆ ในตัวบ้านก็ทำให้บรรยากาศสดชื่นทีเดียว พี่หน่าบอกว่า ดอกไม้มีหน้าที่ของเขาตามธรรมชาติ หนึ่งในหน้าที่ของเขา คือ นำความสดชื่น เบิกบาน และความสุขมาให้กับผู้คน นั่นก็คืออีกหนึ่งคุณค่าของดอกไม้flowers 4  june16

 

Advertisements

ระหว่างที่กำลังทำสวน สายลมก็พัดมา หอบเอาความเหนื่อยล้าของฉันไปกับมัน — ทำให้นึกถึงหนุมาน ที่เมื่อใด พ่อ คือ พระพายพัดมา พลังชีวิตก็จะกลับฟื้นคืนมาทันที — มันจริงเช่นนั้น สายลมช่วยปัดเป่าความหนักกาย หนักใจได้มาก เมื่อเราเปิดใจ เปิดปอด สูดลม (ไม่เป็นพิษ) เข้าไปในร่างกาย

ในโลกย่อส่วน ที่บ้านของฉัน ท่ามกลางต้นไม้ พยับแดด สายลม บ่อน้ำ สัตว์เล็ก ๆ ในสวนน้อย ๆ ฉันรู้สึกมีความสุข ที่เป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติ ฉันรักจิตวิญญาณในธรรมชาติ และตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อได้ฟังเรื่องราวเล่าขานทำนองนี้จากชนเผ่าโบราณ อย่าง ชาวอินเดียนแดง เช่นในวันนี้ เนื้อความส่วนที่อ่านบังเอิญให้เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับความรู้สึกข้างต้นอย่างยิ่ง เป็นจดหมายที่ ชีฟ ซีแอทเทิล (Chief Seattle) เขียนถึงรัฐบาลสหรัญอเมริกา ในปี ค.ศ. 1852 เมื่อรัฐบาลสหรัฐอขอซื้อที่ดินของชนเผ่า

เนื้อความในจดหมายมีดังนี้ (คัดลอกจากหนังสือ พลานุภาพแห่งเทพปกรณัม หน้า 42-44)

“ประธานาธิบดีที่วอชิงตันส่งข่าวมาว่า เขาปรารถนาจะซื้อผืนแผ่นดินของเรา แต่คุณจะซื้อขายผืนแผ่นดิน ท้องฟ้าได้อย่างไร?  ความคิดนี้แปลกสำหรับเรา หากเราไม่ได้เป็นเจ้าของความสดชื่นของอากาศและประกายของท้องน้ำ คุณจะซื้อมันได้อย่างไร?

ทุกส่วนของโลกนี้ล้วนศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้คนของผม ใบสนที่เป็นมันแวววาวทุกใบ หาดทรายทุกแห่ง หมอกทั้งหมดในป่าอันมืดมิด ทุ่งหญ้าทุกแห่ง แมลงที่กำลังส่งเสียงทุกตัว ทุกสิ่งล้วนศักดิ์สิทธิ์ในความทรงจำและประสบการณ์ของผู้คนของผม

เรารู้จักน้ำหล่อเลี้ยงซึ่งไหลผ่านต้นไม้ เหมือนกับที่เรารู้จักเลือดที่ไหลผ่านเส้นเลือดของเรา เราคือส่วนหนึ่งของโลก และโลกคือส่วนหนึ่งชองเรา

ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมคือพี่สาวน้องสาวของเรา

หมี กวาง นกอินทรีผู้ยิ่งใหญ่ สัตว์เหล่านี้คือพี่ชายน้องชายของเรา

ยอดเขา น้ำหวานในทุ่งหญ้า ความร้อนจากร่างของม้าแคระและมนุษย์ ทั้งหมดล้วนอยู่ในครอบครัวเดียวกัน

sunset at Bang Pakong

น้ำที่ส่องประกายระยิบระยับซึ่งไหลไปในลำธารและแม่น้ำ ไม่ได้เป็นเพียงน้ำ แต่คือเลือดของบรรพบุรุษของเรา

หากเราขายผืนดินของพวกเราให้กับคุณ คุณจะต้องจำไว้ว่า ผืนดินนี้ศักดิ์สิทธิ์

ภาพสะท้อนทางวิญญาณทุกภาพในน้ำใสของทะเลสาบบอกเล่าถึงเหตุการณ์และความทรงจำในชีวิตของผู้คนของผม เสียงกระซิบของสายน้ำ คือ เสียงของพ่อของพ่อของผม

แม่น้ำคือพี่ชายน้องชายของเรา แม่น้ำดับความกระหายของเรา แม่น้ำโอบอุ้มเรือคานูของเรา และเลี้ยงลูกหลานของเรา ดังนั้น คุณจะต้องให้ความกรุณาแก่แม่น้ำ ให้เหมือนกับที่คุณให้แก่พี่ชายหรือน้องชาย

หากเราขายผืนดินของเราให้แก่คุณ จงจำไว้ว่าอากาศมีค่าสำหรับเรา จำไว้ว่าอากาศแบ่งปันจิตวิญญาณของมันให้กับทุกชีวิตที่มันค้ำจุน สายลมซึ่งมอบลมหายใจแรกให้กับปู่ของเรานั้น ได้รับลมหายใจสุดท้ายของเขาเช่นกัน สายลมยังมอบจิตวิญญาณแห่งชีวิตให้กับลูกหลานของเรา ดังนั้น หากเราขายผืนดินให้กับคุณ คุณต้องรักษามันไว้ต่างหาก และต้องรักษาความศักดิ์สิทธิ์ให้เป็นสถานที่ซึ่งมนุษย์สามารถไปลิ้มรสหวานของสายลม ซึ่งเกิดจากดอกไม้ในทุ่งหญ้า

คุณจะสอนสิ่งที่เราสอนลูกหลานของเราให้กับลูกหลานของคุณไหม? ว่าโลกคือมารดาของพวกเรา สิ่งที่เกิดขึ้นกับผืนแผ่นดินก็จะเกิดกับลูกทุกคนของผืนแผ่นดิน

สิ่งที่เรารู้ : โลกไม่ได้เป็นของมนุษย์ มนุษย์เป็นของผืนแผ่นดิน ทุกสิ่งล้วนเกี่ยวพันกัน เหมือนสายเลือดที่เชื่อมโยงเราทุกคนเข้าด้วยกัน มนุษย์ไม่ได้ถักทอสายใยแห่งชีวิต เขาเป็นเพียงสายใยเส้นหนึ่งในนั้น สิ่งใดก็ตามที่เขาทำกับสายใยแห่งชีวิตนี้ ก็เท่ากับเขาทำกับตัวเองด้วย

สิ่งหนึ่งที่เรารู้ : เทพเจ้าของเราคือเทพเจ้าของคุณเช่นกัน ผืนแผ่นดินมีค่าสำหรับพระองค์ และการทำร้ายผืนแผ่นดิน คือ การทับถมคำดูหมิ่นลงบนองค์พระผู้สร้าง

โชคชะตาของพวกคุณเป็นความลับสำหรับเรา จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อกระบือทั้งหมดถูกฆ่า? เมื่อม้าป่าถูกปราบให้เชื่อง? จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมุมลับในป่าอบอวลไปด้วยกลิ่นของมนุษย์มากมาย และทิวทัศน์ของภูเขาตามธรรมชาติถูกบดบังด้วยสายโทรศัพท์ ? พุ่มไม้จะไปอยู่ที่ใด หายไป! นกอินทรีจะไปอยู่ที่ใด? หายไป! และจะเป็นอย่างไรหากเราต้องกล่าวอำลาจากม้าแคระอันปราดเปรียว จุดจบของการมีชีวิต และจุดเริ่มต้นของการอยู่รอด

เมื่อคนผิวแดงคนสุดท้ายอันตรธานไปพร้อมกับบริเวณอันรกร้างว่างเปล่า และความทรงจำของเขาเป็นเพียงเงาของเมฆที่เคลื่อนผ่านทุ่งหญ้า หาดทรายและป่าเหล่านี้จะยังคงอยู่ที่นี่หรือไม่? จะมีวิญญาณของผู้คนของผมหลงเหลืออยู่ที่นี่บ้างหรือไม่?

เรารักโลกนี้ เหมือนกับที่ทารกรักเสียงหัวใจเต้นของมารดาของเขา ดังนั้น หากเราขายผืนดินของเราให้กับคุณ จงรักมันให้เหมือนกับที่เรารัก ดูแลมันให้เหมือนกับที่เราดูแล เก็บความทรงจำของผืนดินอย่างที่มันเป็น ในยามที่คุณได้รับมันเอาไว้ในใจ จงรักษาผืนดินไว้เพื่อเด็กทุกคน และจงรักมันเหมือนกับที่พระผู้เป็นเจ้าทรงรักเราทุกคน

ดังเช่นที่เราเป็นส่วนหนึ่งของผืนดิน คุณก็เป็นส่วนหนึ่งของผืนดินเช่นกัน ผืนแผ่นดินนี้มีค่าสำหรับเรา ผืนแผ่นดินนี้มีค่าสำหรับคุณด้วยเช่นกัน

สิ่งหนึ่งที่เรารรู้ : มีพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว ไม่มีมนุษย์คนใด ไม่ว่าเขาจะเป็นคนผิวแดงหรือผิวขาว สามารถแยกจากกันได้ เพราะถึงอย่างไร เราก็เป็นพี่น้องกัน” 

กลับสู่โยงใยชีวิต ด้วย “ผักเชื่อมสัมพันธ์”

ที่ริมรั้ว ฉันแหงนมองลูกมะละกอเขียวซ้อนย้อยห้อยกันเป็นยวง

“เอาไปขาย” ความคิดหนึ่งเสนอ “ก็ถ้าฉันเป็นแม่ค้า ก็คงทำอย่างนั้น”

“เอามาทำส้มตำไหม” อีกความคิดเปรย “ดี แต่ลูกเดียวก็พอมั้ง จะกินอย่างไรหมด”

“แจกสิ เหมือนอย่างที่เธอได้รับจากฉัน” ต้นมะละกอกระซิบ 

มะละกอเมล็ดเดียวที่หยั่งลงดิน ได้น้ำ ได้อากาศพอเหมาะ เติบใหญ่งดงาม ออกลูกหลายสิบ มากพอที่จะแบ่งปันผู้คนมากมาย

ธรรมชาติใจกว้าง มะละกอต้นเดียวเลี้ยงคนได้มากมาย เมล็ดในมะละกอเพียงหนึ่งลูกอาจเติบโตเป็นต้นมะละกอได้นับร้อย ดูแลชีวิตผู้คนได้มหาศาล “ผู้ที่คิดและทำอาหารให้เป็นหมัน ทำให้เมล็ดพันธุ์พืชผัก ผลไม้ไม่อาจขยายพันธุ์ได้เองตามธรรมชาติ ใจร้ายมาก ใจร้ายกับโลก สัตว์ และกับมนุษย์ด้วยกัน” ฉันรำพึงในใจ

ฉันขอให้คนสวนเกี่ยวมะละกอดิบลงมาให้หลายลูก แล้วฉันก็ขี่จักรยานไปแจกมะละกอให้เพื่อนบ้าน  ที่โน่นที่นี่ ให้มะละกอเป็นทูตเจริญไมตรีกับเพื่อนบ้าน

ผักกาดเขียวมีความสุข

ผักกาดเขียวมีความสุข

สองสามวันต่อมา คุณยายคนหนึ่งมาหาที่บ้าน พร้อมกระถางต้นผักกาดเขียว “เอาไปแยกลงดินนะ” ฉันแยกผักกาดเขียวได้หลายกระถาง ตอนนี้ต้นกำลังออกใบเขียวสดงาม คาดว่า เมื่อต้นใหญ่พอตัดกินแล้ว น่าจะผัดผักได้หนึ่งอิ่มกันเลยทีเดียว

ทุกเย็น ฉันวิ่งและพาน้องหมาเดินรอบหมู่บ้าน ระหว่างทางก็ยิ้ม ทักทายเพื่อนบ้าน ที่ออกกำลังกายและพักผ่อนยามเย็นในพื้นที่ส่วนกลาง ระหว่างที่วิ่งผ่านบ้านผู้คน ฉันเห็นชีวิตเพื่อนบ้าน ใครสนใจอะไร ทำอะไร (ไม่ใช่สอดแนม หรือสอดรู้หรอกนะ) ฉันรู้จักชื่อน้องหมาตามบ้านต่าง ๆ แทบทุกตัว (แต่ไม่รู้จักชื่อเจ้าของบ้านเท่าไร แหะๆๆ)

ฉันวิ่งผ่านและแอบมองเข้าไปในพื้นที่สวนของคุณยายคนนี้เสมอ บางครั้งก็จะแวะถามเรื่อง วิธีการทำสวนครัว คุณยายก็เคยสอนวิธีการเตรียมดินปลูกผัก “คุณยาย เอามะอึกไหมคะ” ฉันถามคราวหนึ่ง “นกมาฝากเมล็ดมะอึกไว้ ลงดิน ต้นโตเลย ออกลูกเยอะแยะ ตอนนี้ ต้นตายไปแล้ว แต่ลูกและเมล็ดที่ตกหล่นโตเป็นต้นอีกหลายต้นเลยค่ะ คุณยายเอาไหมคะ”

คุณยายพยักหน้า “ดี ใส่น้ำพริกอร่อย” ฉันกลับบ้านมาแยกต้นมะอึก ดูแลให้แข็งแรงสักสองสามวัน แล้วเอาไปให้คุณยาย

ฉันว่า เค้าโครงการ “ปันผักกันกิน” ในหมู่บ้าน กำลังก่อตัวขึ้น ฉันคิดเบา ๆ ว่า จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนในหมู่บ้านปลูกผักในรั้วบ้าน แลกกผักกันกิน เพื่อสร้างสุขภาพที่ดี รวมถึงสานสัมพันธ์ระหว่างคนในหมู่บ้านคนเมือง ที่นับวันความสัมพันธ์เหินห่าง

ริและเริ่มจากตัวเอง ฉันได้กำลังใจจะกลับมาลงแปลงปลูกผักที่บ้าน พื้นที่สวนอาจจะไม่กี่ตารางเมตร แต่ก็มากพอที่จะปลูกผักหลายชนิด และหากได้ผลผลิต ก็พอที่จะแบ่งปันให้กับเพื่อนบ้าน  (แอบคิดต่อว่า น่าจะลองใช้ชีวิตแบบ barter living ใช้เงินตราแลกให้น้อยที่สุด จะเป็นอย่างไร)

ค่อยเป็นค่อยไป ให้ต้นไม้แห่งความสัมพันธ์เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ สิ่งสำคัญ คือ หมั่นรดน้ำพรวนดิน ดูแลปัจจัยต่าง ๆ แล้วสักวัน เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม ดอกผลก็คงปรากฎดั่งต้นมะละกอ และมะอึก

แม้สังคมยุคใหม่ ความเป็นชุมชนจะยึดโยงกันด้วยพื้นที่ทำงาน/การเรียน/ พื้นที่ความสนใจร่วมกัน แต่ฉันคิดว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เช่น เพื่อนบ้าน ก็สำคัญที่เราต้องเชื่อมสัมพัน์ด้วย ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน เราไม่เคยออกจากข่ายใยแห่งชีวิต ที่สัมพันธ์กับสรรพสิ่ง

ความรู้สึกเชื่อมโยงกันกับสรรพสิ่ง ผู้คน ธรรมชาติ นำมาซึ่งความสุข

ความรู้สึกแบ่งแบ่งแยก แตกแยกนำทุกข์มาให้ (เหตุการณ์วันนี้ในบ้านเมืองกำลังแสดงความจริงข้อนี้ให้เราเห็น)

เปิดโลกอาสา ๒ ตอน เพราะรัก จึงปลูกผัก

เรื่องเล่าตอนนี้มาจากงานเปิดโลกอาสาครั้งที่ ๒ ตอน “พิทักษ์สิ่งแวดล้อม” จัดโดย ธนาคารจิตอาสา เมื่อวันอังคารที่ ๒๕ กันยายนที่ผ่านมา

เพราะรัก จึงปลูกผัก

มิ้ม อธิภาพร เหลืองอ่อน สาวน้อยวัย ๒๖ ปี เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการทำงานกับเครือข่ายตลาดสีเขียวว่า ความตั้งใจแรกเมื่อเรียนจบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือ กลับไปปลูกผัก ทำนา และอยู่กับพ่อแม่ที่ชลบุรี

ที่บ้าน เธอลงมือปลูกผักบนที่ดินที่พอมี “หนูปลูกผักไม่ขึ้นเลยคะ” เธอหัวเราะ พร้อมอธิบายต่อว่า เธอเอาใบมะม่วงมาคลุมแปลงผักแทนฟาง ตอนนั้นเธอไม่รู้ว่า ใบมะม่วงหนาทึบทำให้แสงและอากาศไม่อาจเล็ดลอดไปถึงเมล็ดและกล้าไม้

แต่ความล้มเหลวไม่ทำให้เธอเสียกำลังใจ เธอตั้งใจขึ้นมาใหม่ว่า เธอต้องหาความรู้ เธอเริ่มหางานที่จะสอนให้เธอรู้จักการทำการเกษตร และได้พบกับงานผู้ประสานงานเครือข่ายตลาดสีเขียว

ตลอดเวลา ๔ ปี ในหน้าที่การงาน มิ้มได้เดินทางไปทำความรู้จัก และสัมผัสเรื่องการทำสวน ปลูกผักจากเกษตรกรตามที่ต่าง ๆ มากมาย ในวันนี้ เธอกล่าวว่า “หนูปลูกผักเป็นแล้วค่ะ และได้กินผักที่ตัวเองปลูกด้วย” เธอยิ้ม แววตามีความสุข อาจจะยิ่งกว่าการได้รับปริญญาบัตรเสียอีก เพราะเธอได้ผลผลิตผักที่กินได้อย่างอุ่นใจ “ตอนนี้ มิ้มเริ่มทำนาแล้วด้วยค่ะ” เธอพูดด้วยความภูมิใจ ราวกับว่า เธอกำลังเรียนต่อในระดับปริญญาโทอย่างไรไม่รู้

“เวลาที่เรากินผักที่ปลูกเอง มีความสุขมากค่ะ เรารู้ว่าผักที่เราปลูกปลอดภัย มีคุณภาพ และเรารู้ว่า คนที่เรารักก็ได้กินสิ่งที่ดีด้วย”นอกจากนั้นเธอยังบอกอีกด้วยว่า ยามที่กินผักที่ปลูกเอง เธอรู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติที่ให้ของดีกับเธอ ดิน น้ำ อากาศ แสงแดด และแรงกายของเธอและครอบครัว

“หนูอยากให้ทุกคนกินอาหารที่ดี มีสุขภาพที่ดีค่ะ” เธอย้ำเสมอ “สุขภาพไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องครอบครัว สิ่งแวดล้อม ชุมชน งานการเกษตรอินทรีย์เป็นงานที่เชื่อมกับฐานทรัพยากร ระบบนิเวศ”

มิ้มเล่าว่า ตลาดสีเขียวพยายามทำให้มาตรฐานความปลอดภัยของผักที่เรารับประทานมีคุณภาพสูงขึ้น ปัจจุบัน ผักปลอดสาร คือ ผักที่ได้รับตรา “ปลอดภัย” (มีสัญญลักษณ์ Q) หมายถึง ผักที่มีการใช้ยาและปุ๋ยเคมี แต่ในระดับเวลาที่กำหนด คือ หลังจากใช้สารเคมีแล้วกี่วันจึงจะสามารถตัดผักขายได้ นี่คือระดับปลอดภัย

ส่วนผักอินทรีย์ที่เราเห็นตามตลาดทั่วไป เป็นผักที่ไม่มีการใช้ปุ๋ยหรือสารเคมีใด ๆ ทว่า อาจจะยังไม่มีการดูแลไปถึงคุณภาพของดิน น้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกว่า ดินที่ปลูกผัก หรือน้ำที่ใช้รดผักนั้นมีการปนเปื้อนสารเคมีใด ๆ หรือไม่ ดังนั้น สิ่งที่เครือข่ายตลาดสีเขียวพยายามทำ คือ ดูแลให้พื้นที่เกษตรกรรมของผู้ที่อยู่ในเครือข่ายใส่ใจและดูแลเรื่องนี้ด้วย

การทำเกษตรอินทรีย์ต้องการแรงสนับสนุนจากผู้บริโภค เครือข่ายตลาดสีเขียวมักจัดกิจกรรม farm visit พาผู้บริโภคที่สนใจไปเยี่ยมเยียนทำความรู้จักกับเกษตรกรเป็นประจำ — เป็นกิจกรรมที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคและผู้ผลิต การที่คนเรารู้จักกันจะทำให้เราคิดถึงกันมากขึ้น ผู้บริโภคอยากอุดหนนุน เกษตรกรก็อยากผลิตสิ่งดี ๆ ให้คนรู้จักได้กิน

มิ้มเล่าให้ฟังว่า คนจำนวนมากไม่รู้จักผัก โดยเฉพาะผักพื้นบ้าน อย่างผู้บริโภคบางคนที่เคยร่วมกิจกรรมนี้ หรือเป็นอาสาสมัครที่มาช่วยซ่อมแซมพื้นที่หลังน้ำท่วม เมื่อไปในพื้นที่สวน หลายคนไปเหยียบย่ำ หรือถอนทิ้งผัก พืชสมุนไพร เพราะนึกว่าเป็นวัชพืช — ทางเครือข่ายตลาดสีเขียวจึงริเริ่มกิจกรรมให้อาสาสมัครที่สนใจ มาเรียนรู้ผักพื้นบ้านมาทำงานร่วมกับเครือข่ายและเกษตรกร ในการสำรวจแปลงผัก จดบันทึกผักพื้นบ้านต่าง ๆ เป็นข้อมูล

ตลาดสีเขียวยังสร้างพื้นที่ให้ผู้ผลิตพบผู้บริโภคโดยตรงด้วย ทุกสัปดาห์ จะมีตลาดนัดสีเขียวไปตามจุดต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาล องค์กร ฯลฯ เป็นพื้นที่ให้ผู้ผลิตเอาสินค้าการเกษตรมาขาย ทั้งสินค้าบริโภค และอุปโภค เช่น แชมพู สบู่ น้ำยาเอนกประสงค์ กาแฟ น้ำตาลอ้อย รวมไปถึงอาหารพร้อมปรุง ที่ผู้คนสามารถเลือกซื้อและกินได้ทันที

เสน่ห์ของตลาดนัดอยู่ที่ผู้คนในตลาดพูดคุยกัน สอบถามที่มาที่ไป วิธีการทำสินค้าต่าง ๆ ไม่มีใครหวงสูตร ใครชอบน้ำเต้าหู้ ซุปผักของใครก็ถามกัน ลอกสูตรจดไป แชร์กันไป เพราะตลาดนี้ต้องการให้ทุกคนพึ่งพาตัวเองได้ และช่วยเหลือกันและกัน

หลายคนที่แวะเวียนมาสัมผัสตลาดนัดสีเขียว หรือสัมผัสกับเกษตรกร จะได้แรงบันดาลใจไปพึ่งตัวเอง มากน้อยตามกำลัง หลายคนผันตัวเป็นนักปลูกผักตามกำแพงบ้าน

พี่สาวคนหนึ่งกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ชีวิตเข้าออกโรงพยาบาลเสมอ และทุกครั้งหลังกินอาหารื้อผัก ก็จะลุ้นกันว่าจะไปโรงพยาบาลหรือไม่ เพราะหลายครั้ง หลังทานผักจะมีอาการแพ้เป็นผื่น บางครั้งหายใจไม่ออกหน้าและปากบวม — เมื่อเธอได้พบกับตลาดสีเขียว เธอเรียนรู้การปลูกผักทานเอง ผ่านโครงการ City Farm สวนผักคนเมือง เธอก็ได้ทดลองทำ ใช้พื้นที่เล็ก ๆ ในทาวน์เฮาส์ของเธอปลูกผัก เธอกล่าวว่า สุขภาพกายและใจของเธอและครอบครัวดีขึ้นมาก ไม่ต้องวิ่งไปโรงพยาบาลบ่อย ๆ แล้ว

แม้พื้นที่ปลูกผักที่บ้านจะไม่มากนัก แต่เธอมีเพื่อนปลูกผักมากมายที่จะแบ่งปันเมล็ดพันธุ์ และพืชผลให้กันเสมอ — ดูเหมือนว่า เอกลักษณ์สำคัญของผู้คนที่เข้ามาเป็นเครือข่ายในตลาดสีเขียวดูจะเป็นผู้มีใจ “แบ่งปัน” ในร้านหรือพื้นที่ตลาดสีเขียว จะมีสูตร มีข้อมูลความรู้สำคัญในการดูแลชีวิตและสิ่งแวดล้อมเสมอ

หลายคน จากผู้บริโภคที่ห่วงใยตัวเองและครอบครัว เติบโตเป็นผู้ประกอบการธุรกิจสีเขียว บางคนทำเว็บไซต์ส่งผลผลิตจากตลาดสีเขียวไปตามบ้าน บางคนก็สร้างร้านให้เป็นพื้นที่จำหน่ายสินค้าจากเครือข่ายเพื่อกระจายอาหารและผลิตภัณฑ์คุณภาพให้ผู้คนได้กว้างขวางขึ้น ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล

ในเครือข่ายตลาดสีเขียวยังมีโครงการ CSA เป็นบริการที่ให้ผู้ผลิตส่งสินค้าโดยตรงกับผู้รับปลายทางที่เป็นองค์กร ชุมชน เพื่อความสะดวกของผู้ซื้อ และประหยัดการเดินทาง เวลาขนส่งของผู้ผลิตด้วย (ไม่สิ้นเปลืองพลังงานน้ำมัน) เครือข่ายตลาดนัดสีเขียวเน้นความเป็นชุมชน ชุมชนผู้ผลิตและผู้บริโภค ชุมชนกรุงเทพและจังหวัดใกล้เคียง

ความเป็นชุมชนในระยะใกล้นี้เพื่อให้ผู้คนสัมพันธ์กันได้ในระยะทางที่ไม่ไกลนัก จะได้ไม่ต้องเดินทางไกล ใช้เวลานาน เผาผลาญพลังงานน้ำมัน อีกทั้งในเรื่องของผลผลิตทาการเกษตร การเดินทางส่างสินค้าในระยะทางใกล้ ๆ ใช้เวลาไม่นาน ยังช่วยรักษาความสดใหม่ของผักให้ผู้บริโภคอีกด้วย

เปิดโลกอาสา ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอ (ธรรมชาติ)

งามในความง่าย ยิ่งใหญ่ในความสามัญ

เมื่อวานเราได้ไปร่วมกิจกรรมในงานเปิดโลกอาสาครั้งที่ ๒ ตอน “พิทักษ์สิ่งแวดล้อม” ซึ่งจัดโดย ธนาคารจิตอาสา การร่วมงานในวันนี้ตลอดทั้งวันทำให้เรารู้สึกเหมือนว่า กำลังอยู่ในโลกเสมือนสวรรค์ (virtual heaven)

ผู้คนส่งสายตาและรอยยิ้มแห่งมิตรภาพให้กัน พูดคุยกันด้วยความเมตตา แม้เราจะเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน แต่เราเชื่อมกันด้วยหัวใจเดียว — หัวใจที่รักโลก รักตัวเอง รักผู้คนที่อยู่ร่วมกันในสังคม

ในยามเช้า เราได้รับแรงบันดาลใจมหาศาลจาก ๒ หนุ่ม ๑ สาว ผู้แปรความรักในหัวใจออกเป็นพลังปฏิบัติการเพื่อสร้างสรรค์โลกที่หล่อเลี้ยงชีวิตและมอบความรักให้พวกเขาตลอดมา ในช่วงบ่าย เราล้อมวงเรียนรู้พลังสุนทรียสนทนา และการใช้ภาษาแห่งความรู้สึก

วงสนทนาทั้งวันของเราเป็นพื้นที่ปลอดภัย เราไม่ได้หลีกหนีความปั่นป่วนภายนอก ทว่าการดำรงอยู่ร่วมกันของเราในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นเป็นห้วงเวลาที่เราร่วมเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้มีพลังใจ พลังปัญญา ก่อนออกไปโอบกอดทุกข์ในโลกภายนอก

ในบทความนี้ ผู้เขียนสะท้อนความรู้สึกและแรงบันดาลใจจากงานเปิดโลกและสุนทรียสนทนา เป็น ๔ ตอนด้วยกัน ซึ่งจะทะยอยนำเสนอ ดังนี้

  • ยิ่งรู้จักยิ่งรักเธอ — ธรรมชาติ (มูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาฯ)
  • เพราะรัก จึงปลูกผัก (เครือข่ายตลาดสีเขียว)
  • ศรัทธาในสิ่งที่ทำ สำคัญที่แนวร่วม (จักรยานกลางเมือง)
  • ภาษาแห่งหัวใจ (สุนทรียสนทนา)

 ยิ่งรู้จักยิ่งรักเธอ — ธรรมชาติ

ยุทธ — ธีรยุทธ ลออพงษ์พล จากมูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (FEED) ได้รับการปลูกฝังความรักโลกจากพ่อแม่ ที่มักพาเขาไปท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติต่าง ๆ ยุทธจึงรักและอยากดูแลโลกให้งดงามอย่างที่เขาเคยเห็นเมื่อวัยเด็ก

แม้ว่าเขาจะเรียนจบด้านบริหารธุรกิจโฆษณา แต่เขากลับพบว่าตัวตนของเขาอยู่กับธรรมชาติ เมื่อเรียนจบเขาจึงสมัครเป็น “อาสาสมัคร” ในองค์กรทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือ WWF เขาเข้าเป็นอาสาสมัครไร้เงินเดือน แต่เปี่ยมด้วยโอกาสแห่งประสบการณ์ ในที่สุดเขาก็ได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ขององค์กรเต็มตัว จากวันนั้นจนวันนี้ ๑๕ ปีมาแล้ว เขากล่าวว่า สำหรับธรรมชาติ “ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอ”

ในวันนี้ยุทธยังทำงานกับ WWF ในนามขององค์กร FEED ที่เน้นสิ่งแวดล้อมศึกษา สร้างความตระหนักรู้ ปลูกความรักความเข้าใจธรรมชาติในหัวใจคน ด้วยการปฏิบัติงานที่ ๓ ศูนย์ คือ ศูนย์บางปู จังหวัดสมุทรปราการ ที่เน้นการศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลน ศูนย์ปทุมธานี ศึกษาเรื่องเกษตรกรรมธรรมชาติในที่ลุ่มน้ำภาคกลาง ตามแนวพระราชดำริ และศูนย์กรุงเทพที่ทำโครงการ “โรงเรียนใหญ่ รอยเท้าเล็ก” ให้เด็กนักเรียนในโครงการสำรวจพฤติกรรมในชีวิตประจำวันว่า เราได้สร้างรอยเท้าคาร์บอนไว้ในโลกมากเท่าไร และหากเรายังคงพฤติกรรมเช่นนี้ เราต้องการโลกอีกกี่ใบหรือต้องปลูกต้นไม้อีกกี่ต้น เพื่อที่จะอยู่ได้ต่อไปในโลกใบนี้

เด็กคนหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการรอยเท้าเล็กกล่าวว่า “ตอนนี้ผมกินข้าวหมดจานแล้วครับ”

“แต่ก่อนกินไม่หมดหรือ?” เจ้าหน้าที่ FEED ถาม

“หมดครับ”

“อ้าวแล้วน้องเปลี่ยนไปอย่างไรล่ะเนี่ย”

“ก็แต่ก่อน ผมกินข้าวหมดเพราะแม่สั่ง แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ทำไมผมควรกินข้าวหมด เพราะมีคนไม่มีอาหารกินและอดตายวันหนึ่ง ๆ เป็นหมื่นคนทั่วโลก”

ยุทธกล่าวว่า มีกว่า ๔๐ วิธีที่เราทุกคนจะช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองเพื่อให้เรามีรอยเท้าเล็กลง เช่น ลดการรับประทานเนื้อสัตว์ ลดการใช้พาหนะที่เผาพลังงานฟอสซิล ลดการใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ฯลฯ และแน่นอนว่า ช่วยกันรักษาดูแลต้นไม้ให้อยู่กับเรานาน ๆ และจำนวนมากกว่าที่เป็นอยู่ เป็นต้น

ยุทธกล่าวถึงสิ่งแวดล้อมศึกษาในในโรงเรียน และนอกโรงเรียน ทั้งกับเด็ก และผู้ใหญ่ว่า “สิ่งแวดล้อมศึกษาเป็นกระบวนการที่ให้ผู้เรียนได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ในบรรยากาศที่ใกล้เคียงธรรมชาติ เพื่อให้เราเห็นห่วงโซ่สายสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่มีต่อกันและกัน” ดังนั้น การเรียนรู้ที่เหมาะจึงน่าจะเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อให้ผู้คนได้เรียนรู้สัมผัสใกล้ชิดธรรมชาติ ใคร่ครวญชีวิตว่าได้รับประโยชน์หรือสัมพันธ์กับธรรมชาติอย่างไร ได้มีเวลาหยุดและนิ่งบ้างเพื่อจะชื่นชมความงามของธรรมชาติ ….

โรงเรียน หรือองค์กรเอกชน (CSR) ที่พานักเรียน และพนักงานไปทำกิจกรรมปลูกป่า สำหรับยุทธแล้ว ถ้าจะให้ได้ประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย เราจำเป็นต้องปลูกความรัก ความเข้าใจของคนที่ต่อโลกก่อน ผ่านกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา เพราะเมื่อคนรักโลกเป็นแล้ว เห็นความหมาย ความสำคัญ ความงามของธรรมชาติและโลกที่มีต่อชีวิตเรา ความยั่งยืนในการดูแลรักษาป่าก็จะเกิดขึ้นเอง

 

Wisdom in the Garden ตอนชีวิตใช้เวลาบ่มเพาะ

โดยมาก อยากได้ต้นไม้ก็ซื้อ ต้นเล็กหรือใหญ่ก็ตาม ซื้อแล้วนำมาดูแลต่อที่บ้าน ง่ายดี สะดวกด้วย แต่ไม่สนุกเท่ากับการเพาะปลูกเองจากเมล็ด หรือปักชำ … ตรงนี้มีลุ้น ได้เรียนรู้ชีวิตที่เราและต้นไม้มีเหมือนกัน

เราซื้อเมล็ดพันธุ์พืชสวนครัวหลายอย่างจากสันติอโศก แต่นางเอกในวันนี้ คือ แม่กะเพรา

เราเตรียมดินในกระถาง แล้วโรยเมล็ดกะเพราลงไป นำกระถางไปวางไว้ในที่ที่แดดถึง เราเฝ้าเยี่ยมเยียนกระถางกะเพราทุกวัน วันแล้ววันเล่า ไม่มีสีเขียวออกมาจากดินดำเลย “จะตายไปแล้วหรือเปล่าเนี่ย”

แม้จะเห็นแต่ดิน เราก็ยังไปทักทายกระถางกะเพราทุกวัน ผ่านไปกว่าสัปดาห์ ความหวังว่าจะเห็นชีวิตเริ่มลางเลือน แต่คงไม่หมด จนวันหนึ่ง ปุ่มเขียว ๆ ก็ปรากฏ เราดีใจมาก

หลายสัปดาห์ผ่านไป ปุ่มเขียวนั้นค่อย ๆ โตเป็นต้นมีใบเขียวอ่อนเล็ก ๆ แหมะอยู่ใกล้ลำต้นบอบบาง “ทำไมโตช้าจัง” ฉันถามตัวเอง “หรือว่า ต้นไม้ที่แข็งแรงใช้เวลาในการเติบโต แต่เมื่อโตแล้ว เขาจะตายยากละมั้ง” นักปลอบใจตัวเองหาเหตุผลฟังดูดี “เอ เราทำอะไรผิดหรือเปล่า ดินเป็นไง แดดใช่หรือเปล่า หรือพื้นที่อยู่เบียดกันเกินไป หรืออะไร” เราค่อย ๆ สแกนสายตาสำรวจรอบ ๆ แล้วก็ปลงใจว่า ควรทดลองขั้นต่อไป คือ เปลี่ยนกระถาง ย้ายที่ใหม่ให้กับแม่กะเพรา

เราผสมดิน ปุ๋ย และทราย คลุกเคล้าจนดูน่ากิน แล้วใส่กระถางใหม่ คราวนี้ใส่ดินให้เต็มปริ่มกระถาง เพื่อให้ต้นอ่อนได้รับลมด้วย จากนั้นก็ค่อย ๆ แซะเอากล้ากะเพราออกมา แล้วกระจายวางในกระถาง ให้แต่ละต้นอ่อน ๆ มีพื้นที่ห่างกันมากขึ้น …. อาจจะคิดไปเองก็ได้ แต่เรารู้สึกว่า กะเพราบางต้นดูจะโตขึ้นกว่าเดิม “จิ๊ดนึง” แล้ว ระหว่างนี้ เราจินตนาการถึงกะเพราะต้นงามใหญ่ ตอนนี้ เราต้องดูเขาให้โตก่อน เมื่อใดเขาโต เราก็จะสบายแล้ว เขาจะให้ใบ เมล็ดกับเราไม่รู้จบกันเลยทีเดียว (ตราบเท่าที่เราดูแลเขาดี)

เรามีความสุขกับการรอคอย และดูการเจริญงอกงามของชีวิตกะเพรา

ชีวิตใช้เวลาในการบ่มเพาะ ธรรมชาติบังคับกันไม่ได้ เขาเติบโตตามวิถีและเหตุปัจจัย ทั้งภายในเมล็ดกะเพราเอง และปัจจัยภายนอก กว่าเมล็ดพันธุ์จะงอกออกมาเป็นต้น ให้เราเห็นกล้าไม้ ใช้เวลา และกว่าต้นกล้าจะงอกงาม ก็ใช้เวลาอีกเช่นกัน บางเมล็ดก็อาจจะตายไป ในช่วงเวลานี้ เมื่อกล้างอกขึ้นได้ระดับหนึ่ง เราก็ต้องหาพื้นที่ใหม่ให้ เพื่อให้เขามีพื้นที่ในการงอกงามเติบโตที่เหมาะกับตัวเขา

ธรรมชาติของชีวิต ไม่ว่าพืช และคนก็คงไม่ต่างกัน มนุษย์ก็เป็นหนึ่งในธรรมชาติ

เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือ-หลังมือ แต่ในธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงอาศัยเวลา และการบ่มเพาะเหตุปัจจัย เวลาที่เราเห็นการปะทุของภูเขาไฟ แท้ที่จริง มีการสะสมเหตุปัจจัยมาระยะหนึ่งแล้ว (แต่เราสัมผัสไม่ถึง) อันที่จริง สิ่งต่าง ๆ เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงตอลดเวลา

ความเจริญงอกงามเติบโตของมนุษย์ค่อยเป็นค่อยไป ช้า และไม่เห็นชัดด้วยตา โดยเฉพาะในระยะแรก ๆ เราจะเห็นผลความงอกงามของมนุษย์ก็ต่อเมื่อเขาใหญ่โต เหมือนต้นไม้ที่ให้ผล ดอก ใบ เต็มที่

ถ้าหากเราตั้งไว้ในใจว่า ความหมายของชีวิต คือ ความเจริญงอกงาม ทั้งของตัวเราเอง และผู้อื่น คำถามต่อมา คือ เราจะช่วยกันเกื้อกูลความงอกงามนี้อย่างไร ใช้กระบวนการใด วิธีการใด และการประเมิน (วัดผล) ทำอย่างไร เพื่อให้เกิดความเจริญงอกงามยิ่ง ๆ ขึ้นไป

“Little bit, every day” ตอน ปลูกชีวิตวันละต้น สองต้น

“ฝนเริ่มมาแล้ว ได้เวลาลงต้นไม้” ฉันบอกตัวเอง และไม่วายโทรไปบอกเพื่อนฝูง น้อง ๆ ว่า “รีบปลูกต้นไม้ ให้ฟ้าฝนดูแล”

สำรวจสวนในบ้าน ก็ให้รู้สึกเสียดายว่า ที่ผ่านมา หลายเดือนหลังน้ำท่วม ฉันไม่ได้ฟื้นฟูสวนเลย ด้วยเหตุผลประหลาด ๆ ว่า “เผื่อน้ำจะท่วมอีก ปีนี้”

เมื่อลองตรองตรรกะ (Logic) นี้ดูอีกครั้ง ฉันคิดว่าไม่ผ่าน ถ้าใช้ตรรกะนี้กับชีวิตบ้าง — “เดี๋ยวเราก็ต้องแก่และตาย” งั้นอยู่เฉย ๆ ไปวัน ๆ แล้วกัน อย่าทำอะไรกับชีวิตให้มากเลย อย่างนั้นเหรอ

“น้ำจะท่วมก็เรื่องของน้ำ ฉันจะทำสวน ท่วมได้ ก็เริ่มทำใหม่ได้” เมื่อเปลี่ยนความเห็น สายตาและใจที่มองดูสวนและต้นไม้ก็เปลี่ยนไป

ฉันนำหลักปฏิบัติการ “วันละนิด” มาใช้ “เอาละ ปลูกและดูแลต้นไม้ทุกวัน วันละต้น สองต้นแล้วกัน แต่จะทำทุกวัน ทำไปเรื่อย ๆ”

ทุกวัน หรือเกือบทุกวัน ฉันจัดสรรเวลาอยู่กับสวนเล็ก ๆ ที่บ้าน ทำสวนครัว กล้วยไม้ ไม้รำไร ไม้แดด ทำไปทีละอย่าง อย่างใจเย็น สบาย ๆ ไม่มีเงื่อนไขของเวลาว่า จะต้องเสร็จเมื่อไร ไม่มีภาพสำเร็จรูปว่า อยากจัดสวนเป็นอย่างไร … นับเป็นครั้งแรก ที่ฉัน “วาง” แผน และทำงานตามแต่สิ่งที่ผุดขึ้นในใจ

ในแต่ละวัน ๆ ให้ต้นไม้ แดด ลม บอกฉันว่า เราจะร่วมมือกันทำสวนอย่างไร

เวลาที่ให้กับต้นไม้ เป็นเวลาแห่งความสุข ที่ฉันจัดสรรให้ตัวเองทุกวัน อยู่กับต้นไม้แล้วใจนิ่ง อยู่กับดินแล้วใจสงบ อยู่กับน้ำแล้วใจสบาย … ได้ทำสมาธิตามธรรมชาติ โดยธรรมชาติ

ทำงานกับธรรมชาติ ฉันเรียนรู้ว่า ชีวิตเป็นกระบวนการ ที่เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง ปรับตัวไปทุก ๆ วัน ชีวิตไม่ใช่สิ่งสำเร็จรูป ไม่มีภาพสำเร็จ “ชีวิตไม่มีวันเสร็จ” แต่ดำเนินไปเรื่อย ๆ ตามเหตุปัจจัย

ชีวิตคาดหวังผลไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้ คือ สร้างเหตุ คือ การกระทำไปทุก ๆ วัน ผลจะเกิดเองตามเหตุที่เราทำ …เมื่อรู้อย่างนี้ เราจะพอใจและภูมิใจในการสร้างเหตุ และยอมรับผลที่เกิดขึ้นอย่างที่เป็น

การมองชีวิตเป็นกระบวนการทำให้เราชื่นชม “ความช้า” พอใจกับ “การรอคอย” เพราะ ชีวิตต้องการเวลา ในการงอกงาม เจริญเติบโต

วิธีที่เราคิด ทำ พูด และให้ใจกับต้นไม้ หันกลับมาเกื้อกูลต่อการดูแลชีวิตของตัวเองด้วย เราเห็นตัวเองเป็นธรรมชาติเหมือนต้นไม้ ที่ไม่อาจเร่งรัดชีวิตตาม “ความอยากในผล” แม้อยากให้ตัวเอง (ดี) อย่างไร เราก็ไม่อาจเร่งรัด คาดคั้นตัวเองได้ เราทำได้แต่หมั่นสร้างเหตุ ทำไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ ใจเย็น ๆ

สวนที่บ้านตัวเองยังไม่เรียบร้อย แต่ฉัน “ขยายตัว” ไปช่วยทำสวนที่บ้านน้องชาย มีความสุขเป็นสองเท่า และได้ฝึกใจว่า “ปลูกต้นไม้ ตามใจเจ้าของบ้าน น้องชอบอะไร เราก็ชอบด้วย เพราะสิ่งที่เราต้องการปลูก คือ ความรักความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับน้อง โดยมีต้นไม้เป็นสื่อกลาง”

ฉันฝากความรักและความปรารถนาดีไว้กับต้นไม้ ให้พวกเขาดูแลน้อง ให้ร่มเงา ให้ความงาม ให้ความชุ่มชื่นใจ และความสุขสงบกับน้องและทุกคนที่พบเห็น … ต้นไม้