มันจบแล้ว

“มันจบแล้ว” – The End – Fin

Precious Time

by Aui’s Soul Art

เวลาไปดูหนัง พอประโยคนี้ขึ้น เรารู้ตัวทันทีว่า ถึงเวลาต้องลุกออกจากโรงหนังแล้ว และอย่าลืมเช็คข้าวของ แก้วน้ำ ป๊อปคอร์นด้วย แต่บางที เราก็อาจจะอยากจะนั่งซึมซับความซึ้งใจของหนังที่เพิ่งจบลง แต่เจ้าหน้าที่จะไม่ปล่อยให้เราทำอย่างนั้นค่ะ เขา/เธอจะเปิดไฟสว่างโล่ทั้งโรง เพื่อไล่ให้เราออกไปโดยเร็ว เพราะหนังรอบต่อไปรอผู้ชมชุดใหม่อยู่ และหากเราอยากดูหนังอีกเรื่อง ก็ต้องไปซื้อตั๋วแล้วเข้าไปดูในอีกโรงหนึ่ง

“จบ” ในการดูหนังเป็นอย่างนี้ แม้ในคอนเสริ์ต กิจกรรมต่างๆ การเรียน ฯลฯ มันมีพิธีกรรมหรือสิ่งที่ทำให้รู้ว่า ได้เวลาที่เราต้องจบ ไม่ว่าจะชอบหนังเรื่องนั้นแค่ไหน

อันที่จริง ทุกๆ อย่างที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง มันมีเวลาสิ้นสุด ทั้งสิ้น ขึ้นกับว่า เร็วหรือช้า

ไม่นานมานี้ เพื่อนคนหนึ่งเล่าระบายปัญหาความสัมพันธ์ที่มีกับคนรักมากว่า 10 ปี ให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือฟัง หลังจากที่เพื่อนเล่าแล้ว ผู้ใหญ่ท่านนี้พูดขึ้นว่า “มันจบแล้วละ”

.

ไม่รู้ว่าเพื่อนรู้สึกอย่างไรบ้างเมื่อได้ยินคำพูดนี้ แต่สำหรับฉัน “คำ 3 คำ นี้ ทรงพลังมาก”

มันช่วยจรด “จุด full stop” ในใจให้กับเรื่องราวที่ผ่านมา ราวกับว่า ประโยคนั้นใจความและความหมายครบถ้วนโดยสมบูรณ์แล้ว ได้เวลาเขียนประโยคต่อไป

.

ฉันไม่ทันได้ถามเพื่อนว่า “เวลาที่พูดได้ว่า “มันจบแล้ว” รู้สึกอย่างไร มีผลอย่างไรกับชีวิต”

ฉันเดาๆ เอาว่า บางทีการได้พูดอย่างนี้ออกมาดังๆ จากใจจริงๆ มันอาจจะช่วยให้เราจบกับเรื่องราวที่ผ่านมาได้ แล้วพร้อมจะเริ่มความหมายกับประโยคใหม่ๆ มั้ง?!

.

การ “จบ” เป็นเรื่องจำเป็นในชีวิตเหมือนกันนะ และเป็นศิลปะ — จะจบให้เป็นอย่างที่เรียกว่า จบสวยได้อย่างไร (น้องๆ ที่คุ้นเคยกับฉันจะรู้ว่า ไม่ว่ากระบวนการอบรมจะเป็นอย่างไร ฉันจะพยายามจบการอบรมให้ดี อย่างน้อยก็เป็น ท่ามาตรฐาน ให้ได้) การจบให้ดี สร้างพลังให้เราไปต่อ เหมือนการจบประโยคได้ ก็ทำให้เราเขียนประโยคใหม่ต่อไปได้อย่างดี

.

หลายครั้ง ปัญหาของเรามาจากการไม่ยอมจบ จบไม่ลง จบไม่ได้ ฉันไม่ลืมความขมขื่นในการรับแปลงานวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโทรัฐศาสตร์คนหนึ่งเมื่อนานๆๆๆ มาแล้ว ฉันต้องแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ในหนึ่งย่อหน้า ฉันหาประธานประโยค (subject) แล้วตามหากริยา (verb) …. สายตาอ่านไปเรื่อยๆ จนจะจบหน้าแล้ว ยังไม่เจอคำกริยาของประธานตัวนั้นเลย ทำไมเหรอ? ก็เพราะคนเขียนใช้ วลีและประโยคขยายไปเรื่อยๆ …. ที่ …. ซึ่ง  ….. อัน ….. โดย ….. อัน …. ซึ่ง …… ที่ ….. ต่อเนื่องไปเรื่อย เหนื่อยใจ แน่นอนค่ะ ท้ายที่สุด ฉันส่งงานคืนไปแล้วบอกว่า ไม่เข้าใจสิ่งที่เขียน จึงแปลไม่ได้

.

เมื่อเรื่องราว หรือใจความจบแล้ว เราควรจบ แต่เมื่อใส่วลีหรือประโยคที่ขยายความไปเรื่อยๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ อ่านความไม่ได้ ไม่เข้าใจ เบลอ งง แล้วในที่สุด สิ่งที่เขียนก็จะไม่น่าอ่าน

.

ในการทำงาน อย่างการเขียน เรื่องการจบได้ จบเป็น ก็สำคัญ เราจะเสียดาย ขยาย-เขียนไปต่อเรื่อยๆ จะทำให้เรื่องเสียรส  ในการทำงานอะไรก็ตาม หากยื้อ พยายามจะปรับแก้งาน เพื่อให้สมบูรณ์ที่สุด ก็คงไม่ได้ เพราะเวลาเป็นจุดให้จบ (full stop) ภาคบังคับในตัวเอง — ศิลปะในการจบจึงจำเป็นไม่ว่าเรื่องใด การทำงาน ความสัมพันธ์ ชีวิตและความตาย

.

นอกเสียจาก deadline ของงาน และของชีวิต มาบังคับแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่า งาน หรือเรื่องราวต่างๆ มันใกล้จบ ควรจบได้แล้ว? และหากรู้ชัดว่า “มันจบแล้ว” เราจะมีท่าทีต่อการจบสิ่งนั้นอย่างไร จะจบแบบไหน จะจบอย่างไร จะให้การจบนั้นมีคุณค่าความหมายอย่างไรกับบทต่อไปของชีวิต (และชีวิตหลังความตาย)

.

ฉันชอบคำพูดในบทสนทนาเล็กๆ ในหนัง A Beautiful Day in the Neighbourhood

เฟรด โรจอร์ส ถาม ลอยด์ โวเกิล ว่า “คุณแต่งงานมากี่ปีแล้ว”

“8 ปี แล้ว” ลอยด์ โวเกิล ตอบ

“What an accomplishment!” เฟรดชื่นชม ฉันสะดุดใจตรงนี้

.

ฉันบอกกับเพื่อนว่า หลายครั้งเรามักสงวนคำชื่นชมไว้ให้เรื่องที่คิดว่ายากมากๆ เกินมนุษย์ทั่วๆ เช่น คนที่รักและแต่งงานกันมาแบบ 40-50 ปี , คนวัย 30 ปีที่ไต่เต้าจากความยากจนจนมีเงิน 100 ล้าน (ด้วยความสามารถ), คนดีที่เสียสละได้ทุกสิ่งอย่าง …. การชื่นชมเรื่องราวพิเศษขั้นสุดนั้นก็ดี แต่เราก็ไม่ควรละเลยที่จะชื่นชมความดีเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ Ordinary Magic อย่าง คนทิ้งขยะลงถัง หยุดให้ทางคนข้ามถนน แฟนที่ขับรถไปส่งเราที่ทำงานทุกวันหรือเกือบทุกวัน แฟนที่เตรียมอาหารอร่อยๆ ให้กิน รอยยิ้มที่เรามีให้กันทุกครั้งที่เจอ ฯลฯ

.

บางที ความสำเร็จในชีวิตคือการตระหนักรู้ รับรู้ เห็นและชื่นชมความสำเร็จที่มีอยู่ทั่วไปในชีวิตของเราเองและผู้อื่น ผู้ที่ป่วยหายใจไม่ได้ ย่อมเห็นว่า การหายใจได้อย่างที่เราหายใจอยู่นี้เป็นความสำเร็จของชีวิต

ผู้ที่เดินไม่ได้ ก็คงเห็นว่า การเดินได้ วิ่งได้ เป็นความสำเร็จ

ผู้ป่วยพาร์คินสันที่พูดไม่ออก ติดอ่าง ก็ชื่นชมความสามารถที่พูดได้ ดังนั้น ควรพูดเรื่องดีๆ กันดีไหม

คนที่รักกัน แม้เพียง 1 เดือน แห่งความรัก ก็ดีไม่ใช่เหรอ

คนรักและดูแลกันได้ 10 ปี (แม้หลังจากนั้นก็เริ่มไม่ดี) แต่ 10 ปีที่ดี ก็เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมใช่ไหม?

.

ฉันเชื่อว่า การชื่นชมเรื่องเล็กๆ น้อย ในชีวิตประจำวันนี่แหละที่เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงความมสุขและความสัมพันธ์ของเรากับผู้คนและสิ่งต่างๆ รอบตัว
.

แม้ว่า ในวันนี้ เรื่องราวต่างๆ “มันจบแล้ว” แต่หากเราเห็นความสำเร็จ ความดี ความงาม คุณค่าความหมาย ที่อยู่ในเรื่องราวเหล่านั้น  … มันก็เป็นการจบที่สวยงาม ทำให้เราพร้อมที่จะเขียนประโยคหรือเรื่องราวใหม่ๆ ก่อนที่จะจบเรื่องราวในชีวิตโดยสมบูรณ์ในวันหนึ่งข้างหน้า

.

ขอบคุณเพื่อนที่เล่าเรื่องนี้ และอนุญาตให้อ้างอิงความนี้มาเขียน

 

ทั้งชีวิตและวินาทีสุดท้าย

“ไม่ต้องกลัววาระสุดท้ายหรอกค่ะ มันจะโอเค” ฉันบอกเพื่อนๆ และคุณแม่วัย 78 ปี ที่มาร่วมกิจกรรมสนทนาสบายๆ Living and Dying Dialogue วันเสาร์ที่ 19 พย. ที่ผ่านมา “คุณงามความดีที่เราทำมา อุปนิสัยใจคอที่เราเป็น จะช่วยเราเองในวาระสุดท้าย” ฉันขยายความ
.
ฉันก็งงกับสิ่งที่ตัวเองพูดออกไปเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเอาความมั่นใจมาจากไหนจึงพูดว่า “ไม่ต้องกลัว”
.
เมื่อกลับมาทบทวนสิ่งที่ตัวเองพูด ฉันพบว่า กลัวหรือกังวลไปก็เท่านั้นแหละ ยิ่งกลัวหรือกังวล เรายิ่งต้องตระหนักและเตรียมตัวเสียในวันนี้ — “เราใช้ชีวิตอย่างไร ทำอะไร ทำด้วยใจอย่างไร บ่มเพาะอุปนิสัยอะไรในตัว หากทำเต็มที่แล้ว ถึงเวลานั้น ทั้งหมดของชีวิตจะมาช่วยเราเอง ไม่ต้องห่วง ขอให้มั่นใจ วางใจและมั่นใจในชีวิต” ฉันแลกเปลี่ยนความเห็นต่อ
.
ฉันคิดอีกว่า หากจิตสุดท้ายจะไม่ดีขึ้นมา ก็ไม่เป็นไร จะทำไงได้ มันก็คือสิ่งที่เราทำและเป็นมาทั้งนั้น เราต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เราทำ ดังนั้น จะกลัวทำไม (การกลัวตายมีหลายอย่าง หลายอารมณ์และหลากความคิดเบื้องหลัง เช่น กลัวเจ็บ กลัวจากคนรัก กลัวความไม่รู้ข้างหน้าว่าจะเกิดเป็นอะไร อย่างไร เป็นต้น — ซึ่งไว้คุยโอกาสหน้าละกัน)
.
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (25-27 พย.) ฉันไปเข้าอบรมโยคะภาวนาเพื่อการเตรียมตัวตายอย่างมีสติ กับครูดล ที่บ้านพุฒมณฑา โคราช กิจกรรมสุดท้าย ครูดลให้เขียนข้อความถึงคนที่เราอยากสื่อสารด้วย ไม่ว่าจะตายไปแล้ว หรือยังอยู่ และท้ายสุดจริงๆ ก็คือ เขียนถึงตัวเอง
.
“จะบอกตัวเองว่าอะไร ในเวลาที่เราจะตายอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า”
ฉันนิ่งอึ้ง — เป็นการกลับมาสนทนากับตัวเองอย่างจริงจัง “เราจะจากคนๆ นี้ไปแล้ว เราจะบอกอะไรเขา”
.
ฉันเงี่ยใจฟังเสียงความรู้สึกที่อยากจะบอกลาตัวเอง แล้วก็ยิ้ม ลงมือเขียนข้อความลงกระดาษอย่างพรั่งพรู
.

“I am happy with you.

You’ve done well, been strong, courageous, kind and compassionate.

You’ve given yourself good things like dharma.

You’ve had good family and friends.

You’ve done jobs that are beneficial for society.

Well done!”
.
ฉันประหลาดใจที่บอกสิ่งเหล่านี้กับตัวเอง หลายครั้ง ในบางวัน ฉันรู้สึกทุกข์ มีปัญหานานา แต่เมื่อจะต้องจากไป เรามองภาพรวมของชีวิตแล้ว โอ้ … ฉันต้องขอบคุณตัวเองหลายเรื่อง
.
ประสบการณ์นี้สอนฉันด้วยว่า ในการดำรงชีวิต เราต้อง zoom in, zoom out บางครั้งเราอาจต้องใส่ใจ ลงลึกในสาระความหมายบางอย่างของปรากฏการณ์ ประสบการณ์ทั้งทุกข์และสุขในชีวิต แต่ในบางคราว เราก็ควรถอยออกมามองภาพรวม ภาพใหญ่ของชีวิตเรา (ที่สัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ) ด้วย
.
ลองถามคำถามนี้กับตัวเองนะคะ “หากเราจะจากไปในวันนี้ เราจะพูดบอกอะไรกับตัวเอง”
.
15196075_10154806425803259_4965515981044665090_oชวนผู้สนใจไปสนทนากับตัวเองในหลากประเด็นความหมายของชีวิต ความเจ็บป่วย และความตาย/การตาย ในงาน สร้างสุขที่ปลายทาง วันที่ 1-2 ธันวาคมนี้ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติต์ เวลา 9.00-17.00 น. โดยประมาณ ดูรายละเอียดได้ที่ FB สุขปลายทาง
.
มีกิจกรรม เวิร์คช้อป ลานเรียนรู้ ดนตรีบำบัด ครัวสร้างสุขและเมนูอาหารสำหรับผู้สูงวัยและผู้ป่วย ภาพถ่ายเยียวยา และเสวนาที่มีความหมายมากมาย ฯลฯ

ของที่ระลึก “กระทิงเขาหัก”

สำหรับนักท่องเที่ยวหลายคน ของที่ระลึกจากต่างแดน (souvenir) เป็นเสมือนสัญลักษณ์บอกไมล์การท่องเที่ยวที่ประกาศหรือเตือนความทรงจำกันว่า เราได้เดินทางไป “เหยียบ” ที่ไหนมาบ้าง และบางทีการให้ของที่ระลึกจากการเดินทางกับญาติมิตรเพื่อนฝูง ก็อาจจะเป็นการส่งสารบอกกันว่า “ระหว่างที่เราไปอยู่แดนไกล เราระลึกถึงเธอด้วยนะ”

ไม่ว่าเหตุผลในการซื้อ เก็บ แจก ของที่ระลึกของเราจะเป็นอย่างไร สำหรับฉัน การเดินทางไปสเปนและหาของที่ระลึก ทำให้ฉันพบ “ของที่ระลึก” ที่ไม่ได้เตือนว่าฉันไปที่ไหนมา แต่หากเตือนว่า ฉันได้ทำอะไร

เมื่อ ๒ ปีก่อน (ค.ศ. ๒๐๑๐) ฉันได้รับโอกาสเดินทางไปประชุมงานด้านการสื่อสารศาสนสัมพันธ์ ที่กรุงเมดริด ประเทศสเปน … สำหรับฉัน นี่คือรักแรกพบ ฉันหลงรักประเทศสเปน อาหารการกิน วัฒนธรรม อากาศ และอีกหลายอย่าง ดังนั้น ในช่วงการประชุม เมื่อมีเวลา ฉันจะหาโอกาสเตร็ดเตร่ไปตามบาทวิถีที่แสนกว้างขวาง และมีชีวิตชีวา เพื่อสำรวจสสีสันของสเปน

บ่ายคล้อยของวันหนึ่ง ฉันเดินไปบริเวณจัตุรัสคนเดิน เป็นย่านที่มีตรอกซอกซอยน้อยใหญ่ ซอกแซกขึ้นลงตามลาดเขาของที่ตั้งเมือง

ฉันเดินตามใจไปเรื่อย ๆ จนไปถึงร้านขายของที่ระลึกร้านใหญ่ร้านหนึ่ง “ป้าสะสมแม่เหล็กติดตู้เย็นจากประเทศต่าง ๆ ซื้อมาให้ป้าด้วยนะ” เสียงกระซิบแกมสั่งของแม่อุตสาห์เดินทางตามมาจากประเทศไทย

ฉันเดินไปหยุดดูที่แผงแม่เหล็กติดตู้เย็น ที่มีแม่เหล็กติดตู้เย็นมากมาย “เอาแบบไหนดี ที่จะแสดงถึงความเป็นสเปน” ฉันคิด

ฉันหยิบจับอันโน้นที อันนี้ที หมุนตัวไปมา จนมือเผลอปัดไปถูกแม่เหล็กติดตู้เย็นรูปหัววัวกระทิงอันหนึ่ง เจ้าวัวกระทิงปูนปั้นนูนสูงตกลงพื้น ปลายเขากระทิงข้างหนึ่งหัก

ตกใจ … ฉันหันซ้าย หันขวา “มีใครเห็นบ้างไหมนะ” ฉันคิดในใจ

ไม่มีใครเห็น … ฉันโล่งใจ และรีบอำพรางคดีโดยเร็ว ฉันเอาวัวกระทิงตัวนี้กลับไปแปะไว้ที่เดิม แล้วทำเนียน ๆ รีบเดินออกจากร้านไป

ใจเต้นรัว ฉันหวังว่า จะไม่มีเสียงใดเรียกฉันมาจากข้างหลัง ฉันรีบจ้ำฝีเท้า เพื่อไปให้ไกลจากร้านนั้นเร็วที่สุด แต่ก็มีเสียงตามฉันมาจนได้

“นางฟ้าของพี่ไม่ทำอย่างนี้หรอกนะ”

เสียงใครน่ะ … ฉันเงี่ยใจฟังให้ชัด ๆ อีกที … อ้อ เสียงพี่สาวต่างพ่อต่างแม่ของฉันเอง เธอมักเรียกฉันว่า “นางฟ้า” (Angel) อาจเป็นเพราะโปสการ์ดภาพ angel ของ ไมเคิล แองเจลโล ที่ฉันเคยให้พี่เป็นที่ระลึกจากประเทศอังกฤษ เมื่อหลายปีก่อน

“อุ๊ไม่ใช่นางฟ้าซะหน่อย” ฉันบอกปัด “อุ๊ไม่ได้ตั้งใจ อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ บางทีแม่เหล็กมันไม่ดี แค่มือไปสะกิด ก็หลุด ของมันไม่ดี” ฉันสาธยายเหตุผล

“นั่นแหละ เราก็เป็นผู้ทำความเสียหายนั้นอยู่ดี” เสียงพี่สาวตอบ

“รับผิดชอบอะไร ทำไมอุ๊ต้องจ่ายเงินซื้อกระทิงเขาหัก แล้วใครจะอยากได้เอามันไปแปะตู้เย็น ซื้อไปก็เสียเงินเปล่า” ฉันอธิบาย

“ก็นั่นนะสิ ขนาดเรายังไม่อยากได้ แล้วใครเขาจะซื้อ ถ้าเห็นว่ากระทิงเขาหัก แล้วร้านเขาจะขายของได้อย่างไร แล้วถ้าเกิดนักท่องเที่ยวคนไหนไม่ดูให้ดี แล้วซื้อกระทิงเขาหักไป เขาจะรู้สึกอย่างไร และบางที เด็กลูกจ้างที่ขายของที่ร้าน อาจโดนเจ้าของร้านปรับก็ได้นะ” พี่สาวร่ายยาว

“ร้านนั้นขายดีจะตายไป ของแค่นี้ ราคาไม่กี่ตัง ไม่เจ๊งหรอกน่า และอุ๊ก็ไม่ได้ตั้งใจซะหน่อย” ฉันยังย้ำความบริสุทธิ์ใจ

พี่สาวเองก็ยืนยันความเห็นของเธอ “อุ๊ของพี่ไม่ทำอย่างนี้…”

ฉันเดินจากร้านนั้นไปไกลแล้ว แต่ฉันไม่มีความสุขเลย เสียงของพี่สาวเดินตามฉันไปตลอดทาง ร้านรวงต่าง ๆ น่าสนใจ แต่ฉันไม่สามารถเพลิดเพลินกับสิ่งต่าง ๆ ได้เลยหากพี่สาวยังคงพูดอยู่อย่างนี้ ฉันจึงตัดบท ไม่อยากคุยด้วยแล้ว เสียบรรยากาศ

ฉันพยายามกลบเสียงของเธอ โดยพุ่งความสนใจไปที่ร้านรวงต่าง ๆ อ่านป้าย ทำตัววุ่นกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ทำเป็นคิดนั่นคิดนี่ … สักพัก เสียงของพี่สาวก็หายไป ฉันลืมทุกอย่างไปสิ้น และกลับมาสนุกกับการเดินดูบ้านเมืองในย่านกลางกรุงเมดริดเหมือนเดิม

ฉันเดินเต็ดเตร่ไปเรื่อย โดยใช้สัญชาติญาณ ฉันพยายามเดินไปยังจุดที่ยังไม่ได้เดิน และจำจุดสำคัญ ๆ เอาไว้ เพื่อให้รู้ว่า เดินมาแล้ว จะได้ไม่เดินซ้ำรอยเดิม ฉันเดินอย่างสนุกสนานเพลิดเพลินใจมาก จนรู้สึกเมื่อยและคิดว่าได้เวลากลับแล้ว ฉันยังคงเดินในเส้นทางที่ยังไม่ได้ผ่าน แล้วจู่ ๆ ฉันก็เริ่มรู้สึกคุ้น ๆ กับภาพ ๆ หนึ่ง

ตรงหน้าฉันไกล ๆ เป็นร้านขายของที่ระลึกร้านนั้น …. โดยไม่คิด เท้าของฉันก้าวเดินตรงไปที่ร้านนั้น …ไม่มีความคิดหรือเสียงใด ๆ … ฉันอยู่ที่หน้าร้าน ….ก็ยังไม่มีความคิดหรือเสียงใด ๆ ในใจ…. ฉันเดินตรงไปที่แผงขายแม่เหล็กติดตู้เย็น ก้มมองดูที่กระทิง … ยิ้ม … กระทิงเขาหักยังอยู่ตรงนั้น … ฉันรีบหยิบมันออกมา ราวกับว่า กลัวใครจะมาแย่งเอาไป

ฉันรีบเดินตรงไปที่แคชเชียร์ ยื่นกระทิงเขาหักให้พนักงาน ท่าทีของพนักงานสะดุดกับอะไรบางอย่างเล็กน้อย และเขาก็รีบเอากระทิงตัวนั้นใส่ถุงราวกับกลัวว่าฉันจะเปลี่ยนใจ .. ฉันส่งยิ้มให้เขา หยิบเงิน ๒ ยูโรออกมาจากกระเป๋า และจ่ายเงินด้วยความภาคภูมิใจ

ฉันเดินออกจากร้านนั้นด้วยรอยยิ้ม ฉันเก็บของที่ระลึกตัวนี้ด้วยความรักและระมัดระวังอย่างที่สุด

ถึงเมืองไทย ฉันเอากระทิงเขาหักตัวนี้แปะที่ตู้เย็น ที่ที่ฉันจะเห็นมันทุกวัน และทุกครั้งที่ฉันเห็นเขากระทิงที่หัก … ฉันยิ้ม

คนที่บ้านถามฉันว่า “อ้าว กระทิงเขาหักซะแล้ว เสียดาย” ฉันยิ้ม “ไม่เป็นไรหรอกคะ สวยดี”

ทุกครั้งที่ฉันมองกระทิงเขาหัก ฉันยิ้ม และนึกถึงเรื่องราวที่พาฉันให้ได้มันมาประดับตู้เย็น ฉันนึกถึงเสียงของพี่สาวที่พยายามจูงใจฉันให้ทำในสิ่งที่ควร

กระทิงเขาหักเตือนให้ฉันเห็นความสำคัญของกัลยาณมิตร ผู้ที่เดินทางไปกับเราด้วยไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน เดินทางไปไกลสักเพียงใด หรือแม้เราจะเดินทางไปตามลำพัง แต่กัลยาณมิตรไม่เคยทิ้งเราให้เดียวดาย โดยเฉพาะในเวลาที่เราเผชิญกับอสูรร้ายในใจของเรา กัลยาณมิตรจะประคับประคองใจเราให้รอดพ้นวิกฤตแห่งจิตวิญญาณ  

พรมแดนแห่งภาวะผู้นำ (ตนเอง) Leadership at the edge

A flash of sunshine

หนึ่งในนิยาม “ภาวะผู้นำ” คือ การก้าวข้ามตนเอง การเอาชนะตัวเอง

เห็นด้วยจากตรรกะ และคิดว่าเข้าใจพอประมาณด้วยการคิดตาม แต่ไม่แน่ใจว่า ตนเองเห็นเคยสัมผัสสภาวะแห่งการก้าวข้ามหรือเอาชนะตัวเองหรือไม่

เวลาที่เราก้าวข้ามตนเอง เอาชนะตนเอง สภาวะตอนนั้นเป็นอย่างไร ใจของเราเป็นอย่างไร

สิ่งที่เกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ คือมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ทำให้เรามีความรู้สึกโกรธ ขุ่นเคือง รำคาญ เบื่อ และเกิดความคิดที่อยากพูดหรือทำอะไรบางอย่าง …. หากเราพูดและทำตามแรงกระตุ้นนั้น เราก็อยู่ในแบบแผนพฤติกรรมหรืออุปนิสัยเดิม ซึ่งหลายครั้งก็มักนำไปสู่ผลที่เราพอจะคาดเดาได้อยู่บ้าง

แต่เมื่อเราให้พื้นที่ จะเรียกว่า ห้อยแขวน ปล่อยวาง หรือ อยู่กับอารมณ์ ความคิดนั้น ๆ ไปสักพักก่อน โดยไม่ต้องทำตามแรงกระตุ้นภายใน มันจะเกิดช่องว่าง ซึ่งเป็นโอกาสให้เราเห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ความคิดความเห็นใหม่ ๆ แบบแผนพฤติกรรมใหม่ ๆ และตรงนั้นเอง ที่เราอยากเรียกว่า a small edge of leadership

ตรงนั้น เราเลือกได้ว่า จะยังคงอยู่ใน loop เดิม หรือจะกระโดดข้ามมันออกไป

ช่องว่างนี้เป็นโอกาสให้การก้าวข้ามเกิดขึ้นได้ การเอาชนะตัวเองเกิดขึ้นได้

ณ พรมแดน ที่เป็นรอยต่อของความคุ้นชินกับความใหม่ที่ไม่เคย ไม่ง่ายเลยที่จะกระโดดข้ามออกไป มันต้องใช้แรงมากพอสมควรที่จะฝืนแรงภายใน

แต่เมื่อได้ทำและทำได้ เราจะพบคนใหม่ (ในชั่วขณะนั้น) และความสดใหม่ในตัวเองนำความปีติมาให้กับหัวใจ เราได้เห็นผลของการเป็นคนใหม่ในขณะนั้นว่า ให้ผลที่ต่างออกไปจากเดิม

ในขณะนั้นเอง ร่องแห่งพฤติกรรมใหม่ ตัวตนใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว

หากมีการทำซ้ำ ๆๆๆ ก็จะกลายเป็นแบบแผนใหม่ของตัวเรา ทั้งการคิด ทำ พูด (new being) — การเปลี่ยนแปลงตนเองจะปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ

ในแง่นี้ สิ่งที่เราเห็นและเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงตนเอง (self transformation) ว่าเป็นเรื่องที่เราก้าวข้าม และเอาชนะตัวเอง ในขณะต่าง ๆ ที่ถูกท้าทายกับเรื่องราวมากมายในชีวิตประจำวัน

เก็บชัยชนะเรื่อย ๆ บ่อย ๆ จนตัวตนเก่าค่อย ๆ ผลัดเปลี่ยนไป กลายเป็นคนใหม่อยู่เรื่อย ๆ จนถึงที่สุดแห่งภาวะผู้นำ คือ ความเป็นมนุษย์ที่แท้

 

“Love is shown in Little Ways”

“Love is shown in Little Ways” ชื่อหนังสือเล่มจิ๋วในมือ ที่ได้รับมาในถุงกระดาษของฝากจากพี่สาวคนหนึ่ง

ทุกครั้งที่พบกัน พี่มักมีของติดไม้ติดมือมาเสมอ คราวนี้มาเป็นถุง มีทั้งหนังสือ ผ้าขนหนู ซีดีฝึกกดจุดดูแลตัวเอง และหนังสือเล่มจิ๋วเล่มนี้ ที่ฉันเจอมันนอนอยู่ด้านล่างของถุงกระดาษ

Such a lovely surprise! เวลาที่เจอสิ่งดี ๆ ที่ไม่คาดว่าจะเจอ มักนำความชื่นใจมาให้เสมอ และนี่เองละมัง เป็นแง่งามของสิ่งเล็ก ๆ

พลิกอ่านไม่กี่นาทีก็จบเล่ม ภาพประกอบสดใสน่ารัก ดูแล้วจิตในเบิกบาน เหมือนหนังสือวัยแจ่มใส แรกเรียนรู้รัก (ฮ่าๆๆ)
ถ้อยความดูเป็น cliche “เด็กๆ รู้อยู่แล้ว” ใจเปรยขึ้น
แล้วก็สะดุดกับสิ่งที่คิด “เด็ก ๆ เหรอ? เรารู้อยู่แล้วจริงหรือ เราเห็นรักในสิ่งเล็ก ๆ จริง ๆ หรือเปล่า” ใจย้อนถามตัวเอง

ฉันว่า หากเราเห็นความรักในสิ่งเล็ก ๆ หลายปัญหาที่มีระหว่างกันในความสัมพันธ์จะลดน้อยลง เราจะชื่นชมรอยยิ้ม คำพูดดี ๆ การหาซื้ออาหารให้ การเตือนกันให้กินยา การให้เวลาสนุกหรือรับฟังกัน ฯลฯ มีอีกหลากเรื่องราวที่ความรักแสดงตัวออกมา แต่เรามองข้าม เพราะเรามักวาดภาพความรักว่าเป็นสิ่งที่ต้องยิ่งใหญ่ ศักดิ์สิทธิ์ สูงส่ง หรือบางที ก็ต้องแพง ๆ หรือเมื่อคนอื่นตอบสนองความต้องการของเรา

เวลาที่เรามองความรักด้วยสายตาอย่างนี้ ชีวิตจะเต็มไปด้วยขวากหนามและทุกข์ยาก เพราะเราไม่อาจชื่นชมกับผู้คน และสิ่งต่าง ๆ ที่เขามอบให้เราได้
เมื่อปราศจากการชื่นชม (ซึ่งเป็นการแสดงความรักของเราต่อผุ้คนและสื่งอืิ่นๆ) ก็ยากที่จะเห็นความรัก เพราะมันมีไม่แม้ในหัวใจของเราเอง

การเห็นความรักในสิ่งเล็ก ๆ ทำให้ตัวตนเราเล็กลง อ่อนน้อม พอใจกับสิ่งที่ได้รับ

ฉันว่า ฉันรู้ แต่อาจจะยังเห็นความรักไม่ทั่วถึง และยังเห็นความรักได้ไม่ละเอียดลึกซึ้งเท่าไรนัก … แต่หลายสิ่งที่พานพบในชีวิตเวลานี้ทำให้เพียรฝึกฝนใจตนเองว่า

“รักคือการทำนุบำรุงความดีงาม ความเบิกบาน ความสุขสงบในหัวใจของผู้อื่น” 

วันนี้เล่นโยคะ นอนหมดสภาพ มองดูต้นไม้ ใบไม้ ฟังเสียงนกร้อง ฉันมีความสุขมาก … รู้สึกได้รับความรักจากทั้งหมดทั้งมวลที่อยู่ตรงนั้น
ขอบคุณวันดี ๆ
อยากชวนให้ทุกคนร่วมพิจารณาเห็นความรักรอบตัว ฝึกใจบ่อย ๆ จะเห็นได้ง่ายเข้า ขอชวนเพื่อน ๆ ที่สนใจที่จะบ่มเพาะควาสุข ความรัก จากความรู้สึก “กตัญญู” ขอบคุณ รับฟังรายการที่นี่ … มีลมหายใจ ย้อนหลัง เป็นการสนทนากับพระจิตร์ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคมนี้ค่ะ

http://www.thaipbsonline.net/program_rerun.asp?id=P0265&NewsID=W0013887

อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก ….

เมื่อวานได้คุยกับเพื่อนแล้วถูกกล่าวหาว่า “อ้อย” จึงถามไปว่า “อ้อยอะไร หมายถึง อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก …. หรือเปล่า โบราณไปไหม”
“ม๊ากกกก” เพื่อนบอก และไม่ยอมเฉลยว่า ที่บอกให้ “ฉันหาอ้อยกิน” นั้นหมายความว่าอย่างไร เธอว่าฉันเป็นช้างเหรอ

แม้จะยังไม่เข้าใจตลกร้ายของเพื่อน แต่การที่ได้นึกถึงกลอนของสุนทรภู่ “อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูมิรู้หาย” ก็เกิดความเข้าใจที่ซึ้งกว่าเดิมที่เคยท่องกลอนนี้สมัยเด็ก ๆ เพราะเมื่อวาน ตื่นขึ้นมาแล้วได้รับสารบางอย่างในกล่องข้อความทางเฟสบุ๊ค ทำให้เรายิ้มได้ทั้งวัน และไม่ว่าจะมีเรื่องราวใด ๆ เข้ามากวนความคิด กวนใจ ก็ไม่อาจทำให้ใจที่พองฟูอยู่นั้นฝ่อฟีบและหล่นลงได้ จนกระทั่งหลับไปพร้อมกับลมปากนั้น … อ้อยกินแล้ว ได้รับความหวานหมดแล้ว เหลือแต่ซาก แต่ความหวานของคำพูดนี่สิ ยังหวานหู มิรู้หายจริง ๆ

ความรู้สึกดีที่เกิดขึ้นเป็นฉนวนกันไฟไม่ให้ลามมาเผาใจ แม้ในระหว่างวัน จะมีคลื่นความร้อนเข้ามา ให้รู้สึกร้อน ๆ บ้าง แต่ไม่เผาไหม้ใจ เพราะพลังลมปากที่ได้รับนั้นเอง

เรื่องนี้ทำให้ได้เรียนรู้ความสำคัญของการพูด โดยเฉพาะในยามเช้า ที่หากเราพูดดีต่อกัน ด้วยวาจาที่เป็นจริง จริงใจ ส่งผ่านความรู้สึกดีต่อกัน การชื่นชม ความรัก ความคิดถึง ฯลฯ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็จะดูแลชีวิตภายในของเราได้ทั้งวัน ทำให้เรามีแรง มีพลังที่จะรับมือกับคลื่นอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนาอื่น ๆ ที่แทรกเข้ามาได้

คิดต่อไปว่า ข่าวเช้าน่าจะเป็นข่าวสารที่บำรุงหัวใจและสติปัญญานะ ผู้คนจะได้เบิกบานในชีวิต และสร้างข่าวดีให้เกิด มากกว่าการได้รับสารที่ทำร้ายหัว+ใจ แล้วก็ทำตนเป็นข่าวที่สะท้อนสารร้าย ๆ นั้นด้วยตัวเอง

ในมุมของคนแต่ละคน ในครอบครัว เราก็น่าจะมีวาจาที่ดีให้กัน นิด ๆ หน่อย ๆ แต่มีทุกวัน เรามีเครื่องมือสื่อสารที่เอื้ออำนวยต่อการส่งความรู้สึก ขึ้นอยู่กับเราว่าจะใช้เครื่องมือนี้ส่งสารแบบไหนให้กัน เพื่ออะไร บำรุงจิตใจ หรือทิ่มแทงกัน

เข้ามาใกล้วตัวอีกนิด อันที่จริง ชาวพุทธเป็นผู้ที่มักพึ่งพาตัวเอง เราเองก็อาจต้องเรียนรู้ที่จะพูดจาดี ๆ กับตัวเองด้วยไหม ทุกเช้าชื่นชมตัวเองบ้าง

ลมปากจะหวานได้อย่างแท้จริง ต้องมีความจริงในนั้น (สัจจะ truth) มีความจริงใจ มีความเหมาะสมในการบอกกล่าวทั้งเวลาและสถานที่ ที่สำคัญ เหมาะกับผู้ฟังด้วย (พูดสิ่งที่เป็นจริง เป็นประโยชน์ ในเวลาที่ใช่ สถานที่ที่ใช่ คนที่ใช่)

สุนทรภู่ยังต่อกลอนนี้อีกว่า
“อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูมิรู้หาย”
ถึงเจ็บอื่นหมื่นแสนไม่แคลนคลาย เจ็บเจียรตายเพราะเหน็บให้เจ็บใจฯ.”

สุข ทุกข์ กับคำพูดของคนนั้นยาวนาน กว่าสุข ทุกข์ทางกาย
เจ็บกายเดี๋ยวก็หาย แต่เจ็บใจ ลืมยาก เรามักเอาความทรงจำมาตอกย้ำซ้ำเติมตัวเอง ครั้งแล้วครั้งเล่า เจ็บแล้วเจ็บอีก — แต่ก็คงขึ้นกับจริตของคนเช่นกัน บางคน ใจเอียงไปทางเก็บสุข บางคนชอบเก็บทุกข์

สำหรับฉัน ใจโน้มไปทางสุขนิยม จำสุขเสมอ และ ลืมทุกข์ง่าย ดังนั้น แม้จะมีคำให้เจ็บใจ แต่เมื่อมีลมหวาน ทุกถ้อยคำเจ็บช้ำก็ปลิวหายไปเลย

คำหวานในวันวาน สั้น ๆ แต่กินหัวใจ คือ “คิดถึง” — และวันนี้ ก็ดูเหมือนความหวานจะยังอยู่นะเนี่ย

LOVE and love

ช่วงนี้มีหลากเรื่องราวที่ให้ใจพิจารณาเรื่อง “รัก” การไปทำบุญให้คุณน้าและญาติมิตรที่จากไป แววตาของน้องหมาที่เราช่วยเหลือ ความขัดแย้งระหว่างคนใกล้ชิดคุ้นเคย (ทั้งของตัวเองและเพื่อน ๆ) อ้อ แล้วคงเป็นเรื่องเดือนแห่งความรักด้วยละมัง ฯลฯ
“บางที เราก็เหมือนจะรักคนที่ตายจากไปมากกกว่าคนที่มีชีวิตอยู่” ฉันรำพึงกับตัวเองเวลาทำบุญกรวดน้ำแผ่อุทิศบุญกุศลให้ผู้ล่วงลับ
ยิ่งอายุมากขึ้น รายชื่อของคนและหน้าตาของสิ่งมีชีวิตที่ฉันแผ่อุทิศบุญให้ก็มากขึ้นตามไปด้วย จนหลายครั้งรู้สึกว่า ต้องให้เวลากับพิธีกรรมนี้มากทีเดียว

ฉันนึกเลยไปถึงความรักในอดีตที่นับไม่ถ้วน (innumerable lifetimes) คนที่ฉันรัก เคารพ ผู้ที่มีพระคุณต่อฉัน มีมากมายขนาดไหนหนอ แล้วพวกเขาอยู่ที่ไหน เป็นอย่างไรกันบ้าง เวลาที่นึกถึงความรู้สึกดี ๆ เช่นนี้ในอดีตไม่ว่ากับใครหรือสิ่งใดก็ตาม (จำไม่ได้) มันมีความรู้สึกลึก ๆ บางอย่างในเชิงบวก ซึ่งยากจะอธิบาย เวลาที่เกิดความรู้สึกเช่นนี้ ฉันสัมผัสความรู้สึก “รัก” และส่งความรักและความรู้สึกขอบคุณไปให้ใครหรืออะไรก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเป็นอย่างไร

น้องหมาโอเล่ เป็นหมาแก่ที่ฉันดูแลแทนเจ้าของที่ไม่แยแสมัน ทุกครั้งที่เข้าไปให้อาหาร ให้น้ำ พลิกตัว เช็ดตัว ลูบหัว คุยด้วย มันจะมองจ้องฉันอยู่นานด้วยสายตาที่ทะลวงเข้าไปถึงก้นบึ้งหัวใจของฉันเลยทีเดียว ลึก ๆ ใจสั่นสะเทือนจนน้ำตาจะไหลทุกที
ฉันนึกถึงเรื่องเล่าในทิเบต จำได้คร่าว ๆ ว่า ครั้งหนึ่ง พระทิเบตเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังให้นมลูกของเธอ ขณะนั้นมีหมาข้างถนนตัวหนึ่งผอมแห้งเข้ามาใกล้ ๆ เหมือนจะขออาหารจากหญิงคนนั้น (คงมีอาหารด้วย) เธอกลัวว่าหมาจะแย่งอาหารของเธอ และทำร้ายลูกน้อย จึงคว้าหินใกล้มือแล้วขว้างไล่หมาตัวนั้น พระทิเบตรูปนั้นส่ายหน้าด้วยความปลงสังเวชแล้วพูดว่า “สังสารวัฏช่างน่ากลัวนัก ในอดีตชาติลูกน้อยที่หญิงสาวคนนั้นทะนุถนอมเคยเป็นศัตรูที่ทำร้ายเธอมาก่อน ส่วนหมาข้างถนนผอมโซนั้นเล่าในอดีตเป็นแม่ของหญิงผู้นั้น“

เราไม่มีทางรู้เลยว่า ผู้คนและสัตว์ทั้งหลายที่เราพบเจอในปัจจุบันสัมพันธ์กับเราอย่างไรในอดีต ๆๆๆๆๆ หากเราเห็นอดีตได้ เราจะรู้สึกและปฏิบัติกับคนหรือสัตว์ต่างไปจากที่รู้สึกและทำอยู่ในปัจจุบันหรือไม่

ฉันเชื่อว่าการเกิดเป็นมนุษย์อย่างที่เป็นอยู่เป็นโอกาสดี ที่เอื้อให้ฉันทำสิ่งดี ๆ แทนผู้ที่ฉันรักทั้งหลาย หากพวกเขาขาดโอกาสที่จะทำอะไรดี ๆ ให้กับตัวเอง ชีวิตที่มีจึงไม่ใช่เพื่อตัวเองเท่านั้น แต่เพื่อผู้ที่เป็นที่รักทั้งหลาย ทั้งรู้จักและจำได้กับจำไม่ได้ ความดีงามทั้งหลายที่ได้ทำและกำลังทำ ขอให้พวกเขาทั้งหลายได้รับด้วยราวกับว่าพวกเขาทำด้วยตัวเอง

ความรักจะข้ามภพ (กาละและเทศะ) ได้ไหมนะ เราได้แต่เชื่อและจินตนาการสัมผัสเอา

แต่ที่แน่ ๆ ความรักในภพนี้ ชีวิตนี้ เราสัมผัสและรับรู้ได้ “เราดูแลพวกเขาอย่างไร โดยเฉพาะคนที่เรารัก ครอบครัว เพื่อน คนรัก ฯลฯ เรารัก ดูแลและห่วงใยกันอย่างไร ในยามที่ต่างฝ่ายมีลมหายใจ หรือเราจะรอให้พวกเขาเป็นอดีต เพื่อที่เราจะรักเขาให้มากขึ้น”
เวลานี้ เมื่อนึกถึงการกรวดน้ำให้ผู้ที่จากไป ฉันนึกถึงคนที่ยังอยู่ที่วันหน้าก็จะจากฉันไป และฉันอยากจะรักพวกเขาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในปัจจุบัน

ฉันอยากจะรักคนที่ยังมีลมหายใจให้มากและไร้เงื่อนไข พอ ๆ กับที่ฉันรู้สึกกับผู้ที่จากไปแล้ว ความยากคงอยู่ที่ การอยู่ด้วยกัน ใกล้กัน สัมพันธ์กันนั้นมีการปะทะ เสียดสี ขัด แย้ง ของตัวตนอยู่เสมอ ๆ รักเพียงใดก็ยังน้อยกว่ารักตนเอง เราจึงรู้สึกขัดข้องหมองใจได้อยู่ร่ำไปเมื่ออีกฝ่ายไม่พูด ไม่คิด ไม่เป็น ไม่ทำ อย่างใจ “เรา”

ฉันนึกถึงคำพูดของเพื่อนคนหนึ่งที่ตอนนี้ท่านเป็นพระ “คนเราเหมือนหินก้อนหนึ่ง ต้องถูกขัด เสียดสี ปะทะ เพื่อขัดเกลาเหลี่ยมคมในตัวออกไปบ้าง เราจะได้กลม ๆ กลิ้งไปไหน เข้ากับใครได้ และยิ่งถูกกระทบกระแทก เสียดสี ขัดเกลา หินก้อนนี้ก็จะได้เล็กลงไปเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุด ไม่มีหินอีกต่อไป”
ความรักและตัวตนสัมพันธ์กัน (relative) ไหม

ถ้าเราตัวตนเล็กลง ความรักของเราจะใหญ่โตกว้างขวาง ถ้าตัวตนใหญ่โตคับฟ้า ความรักก็จะเล็กคับแคบ ….

หลายครั้งที่ อยากจะเอาแต่ใจ “ตน” ฉันจะนึกถึงคำบอกเล่าของอ. ประมวล ทีี่เคยให้สัมภาษณ์เรื่องความสัมพันธ์กับอ. สมปอง คู่ชีวิตของท่าน ความโดยย่อว่า อ. ประมวลไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องขับรถไกล ๆ เพื่อไปทานอาหารร้านนั้นหรือร้านนี้ และก็จะไม่ไป แต่เมื่อเห็นว่า การไปทานอาหารที่โน้นมีความหมายและทำให้บุคคลอันเป็นที่รักมีความสุข ท่านก็ยินดีที่จะวางความเห็นของตนลง แล้วพาภรรยาไปทานข้าว ในกรณีเช่นนี้ … อะไรมีความหมายกับเรามากกว่ากัน “ความเห็นของตน” หรือ “ความสุขของคนที่รัก”

คิดถึงเรื่องนี้ทีไร ฉันวางหลายเรื่องที่เป็นความคิดความเห็น ความถูกใจส่วนตัวลง เพื่อคนที่รัก แล้วหลายเรื่องมันก็ง่ายเข้า