Micro Power แหล่งปฏิกรพลังอำนาจของพลเมือง

ในเวทียกระดับประสบการณ์การเคลื่อนไหวท้องถิ่นจัดการตนเอง เราพูดกันถึง อำนาจพลเมืองที่จะเป็นกำลังในการสร้างสังคม แต่อะไรคืออำนาจของพลเมือง ? อำนาจของพลเมืองอยู่ตรงไหน ? เราจะสร้างหรือหล่อเลี้ยงอำนาจพลเมืองได้อย่างไร ? เหล่านี้เป็นคำถามสำคัญที่เราร่วมกันแสวงหาคำตอบ

และหนึ่งคำตอบที่เราพบในเรื่องอำนาจนั้น ง่าย ธรรมดา และใกล้ตัวอย่างยิ่ง

“เวทีนี้แปลกกว่าเวทีอื่น ๆ ที่ผมเคยไป เป็นเวทีแรกที่ง่วงไม่ได้ หลับไม่ลง” ข้าราชการวัยเกษียณปันความรู้สึก ที่เข้าร่วมการอบรมเรียนรู้กับอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ เป็นครั้งแรก “เวทีอื่น ๆ เราไปฟังเขาพูด รับเงินค่ารถ แล้วกลับบ้าน แต่เวทีนี้ เราได้พูดตั้งแต่วันแรกเลย มีหนังดี ๆ ให้ดูแล้วมาคุยกันอีกด้วย”

ฉันสะดุดใจกับคำพูดของข้าราชการเกษียณจากจังหวัดชัยนาทผู้นี้ “ทำไมการได้พูด ได้แลกเปลี่ยนความรู้สึกและความคิดเห็น จึงทำให้คนรู้สึกดี ตื่นตัว และมีพลัง ?” ฉันจึงหาโอกาสไปนั่งคุย เพื่อค้นหาคำตอบ

“เวลาที่เราได้พูดในเวทีประชุม เรารู้สึกว่า ตัวเองมีค่า มีความหมาย เราได้รับประโยชน์และให้ประโยชน์กับวงสนทนาด้วย” อาสาเพื่อสิ่งแวดล้อมวัยเกษียณตอบพร้อมรอยยิ้ม

คำอธิบายนี้ดูจะไขปริศนาบางประการเกี่ยวกับการสร้างอำนาจพลเมือง เราพอจะบอกได้ไหมว่า กระบวนการสนทนา ที่เปิดพื้นที่ให้ทุกคน นั่งล้อมวง พูดและฟังกัน ให้เกียรติกันและกัน เป็นหนึ่งในกระบวนการเสริมและเพิ่มพลังอำนาจพลเมือง

การสนทนาที่มีคุณภาพช่วยทะลายกำแพง ที่มองไม่เห็นระหว่างผู้คน และเมื่อกำแพงระหว่างปัจเจกชนมลายไป ใจของคนก็หลอมเชื่อมเข้าหากัน ความรู้สึกเป็นมิตร ความคิดใหม่ ๆ ผุดบังเกิดขึ้น เกิดเป็นพลังกลุ่ม พลังร่วม ซึ่งเป็นผลรวมของพลังเล็ก ๆ ของแต่ละคน และพลังกลุ่มก็สะท้อนป้อนกลับไปเสริมพลังให้ปัจเจกแต่ละคนอีกด้วย

“อำนาจของสามัญชนคนเล็ก ๆ อยู่ตรงไหน ? อยู่ที่การสนทนา ความสัมพันธ์ของพวกเรา” อาจารย์ชัยวัฒน์ย้ำ

กระบวนการง่าย ๆ และสามัญธรรมดา ๆ ที่เรามองข้ามนี้ กลับเป็นปัจจัยสำคัญที่เสริมพลังในตัวคนอย่างวิเศษ โดยไม่ต้องทำเรื่องเสนอโครงการ ของบประมาณ หรือสร้างอาคารหรืออุปกรณ์อะไรใหม่

“แล้วทำไม กระบวนการที่ง่ายแสนง่ายจึงยากที่จะทำ หรือไม่ได้รับความใส่ใจที่จะทำ ?” ฉันถามต่อในใจ

บางอย่างทำให้ฉันนึกถึงเพลง ผู้ใหญ่ลี

“พ.ศ. ๒๕๐๔ ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม ชาวบ้านต่างมาชุมนุม มาชุมนุมที่บ้านผู้ใหญ่ลี ต่อไปนี้ผู้ใหญ่ลีจะขอกล่าว ถึงเรื่องราวที่ได้ประชุมมา ทางการเขาสั่งมาว่า ……….

เนื้อเพลงสร้างมโนภาพที่ชัดเจน ชาวบ้านมานั่งรวมตัวกันเพื่อฟังใครคนหนึ่งบอกกล่าวบางเรื่อง ชาวบ้านอยู่ในสถานะเสมือนลูกจ้าง ของนายจ้างที่ชื่อว่า รัฐ รัฐบาล ข้าราชการ … อย่างนี้แล้ว ชาวบ้านย่อมรู้สึก ตัวเล็ก ไร้ความหมาย ไร้เสียง (ในการแสดงความรู้สึกและความเห็น) และมอบพลังอำนาจในการจัดการดูแลปัญหา และท้องถิ่นให้กับคนอื่นไปทั้งหมด หรือให้กับท่าน “ผู้รู้ดี”

วิถีนี้กลายเป็นวัฒนธรรมการประชุมมาโดยตลอด ในทุกพื้นที่ ผู้ใหญ่บ้านคนหนึ่งเคยเล่าให้ฉันฟังว่า “นายอำเภอเรียกผู้ใหญ่บ้าน กำนัน มานั่งฟังนโยบาย เราก็นั่งฟัง ๆๆๆ หลับบ้าง ฟังบ้าง เสร็จแล้วก็กลับไปเรียกลูกบ้านมานั่งฟังต่ออีกทอด ชาวบ้านก็มาบ้าง ไม่มาบ้าง ฟังบ้าง หลับบ้าง” กระบวนการแบบนี้ได้บั่นทอนพลังและศักยภาพของคนเป็นทอด ๆ จากระดับจังหวัดลงสู่หมู่บ้าน

จากคำบอกเล่าของข้าราชการวัยเกษียณท่านนี้ เรายังพบ “บางสิ่ง” ที่กัดเซาะพลังอำนาจของพลเมือง “เวทีอื่น ๆ เราไปฟังเขาพูด รับเงินค่ารถ แล้วกลับบ้านไป”

นักทำงานชุมชน จากจังหวัดลพบุรีร่วมสะท้อนข้อห่วงใยในข้อนี้ “สิ่งที่ภาครัฐทำ อย่างการสร้างแรงจูงใจให้ชาวบ้านมาร่วมประชุม โดยการใช้เงินค่ารถเบี้ยเลี้ยงสร้างผลกระทบมากในชุมชน ทำให้พวกเราที่ทำงานกับชุมชนทำงานยาก จากสมัยก่อน ชาวบ้านมาร่วมคิดประชุมคุยกันเพื่อแก้ปัญหากันได้ โดยไม่มีเรื่องเงินเข้ามาเป็นประเด็นหลัก ตอนนี้ เวลาเราชวนชาวบ้านมาประชุมในเรื่องที่เป็นปัญหาของเขา ชาวบ้านถามก่อนเลยว่า มีค่ารถไหม และบางครั้ง ลงชื่อว่าจะมาร่วมประชุมกัน ๕๐ คน แต่มาจริง ๒๐ คน มีการลงชื่อให้กันแทนและเอาเงินค่ารถไปแบ่งกัน สิ่งนี้นำไปสู่การคอร์รัปชั่น”

“ภาครัฐอาจหวังดีว่า ชาวบ้านต้องเสยเวลาที่มาประชุม เลยอยากทดแทนค่าเสียเวลา แต่วิธีการเอาเงินมาเป็นแรงจูงใจหรือสิ่งตอบแทน กลับทำให้ประชาชนอ่อนแอ เราจะมีวิธีการอื่น ที่ไม่ใช้เงินได้ไหม เพราะมันส่งผลกระทบต่อชุมชนมาก”

ปัจจุบัน ภาคประชาสังคมหลายแห่งพยายามเสริมพลังชุมชน ลดทอนอำนาจเงิน โดยการหวนกลับสู่วิถีดั้งเดิม ที่ผู้คนยังพันผูกกันด้วยใจ “สิ่งที่เราพยายามทำอยู่ตอนนี้ คือ เชิญชาวบ้านมาประชุมและทำอาหารเลี้ยง บ้างก็ชวนให้มาทำอาหารด้วยกัน หรือให้แต่ละคนห่อข้าวมากินด้วยกัน แบบนี้ เราจะสร้างความสุข ความร่วมไม้ร่วมมือกันได้มากกว่า ให้เขาพึ่งตนเองได้”

อำนาจพลเมืองมาจากใจ ที่เห็นตัวเองในส่วนรวม เห็นส่วนรวมในตัวตน และพร้อมเสียสละ ลงมือทำงานเพื่อส่วนรวม หากความพยายามจะสร้างอำนาจพลเมืองโดยใช้เงิน แรงจูงใจเชิงวัตถุ ที่เอื้อประโยชน์เฉพาะตนหรือกลุ่มตนแล้ว ความเป็นพลเมืองก็ยากจะเข้าถึง เพราะไม่เข้า-ใจ

ในเวลานี้ ฉันสรุปคร่าว ๆ ในใจว่า การสร้างพลังอำนาจพลเมือง คือ การหล่อเลี้ยงและเสริมสร้างความเป็นมนุษย์ในตัวเอง และในกันและกัน — มนุษย์ที่เคารพตัวเอง ให้เกียรติผู้อื่น รับฟังกันและกัน พูดกันด้วยความรับผิดชอบ และกระทำการทั้งปวงด้วยความรู้สึกห่วงใยในส่วนรวม เพราะเห็นตนอยู่ในส่วนรวมนั้นด้วย

Advertisements

เทศกาลเลือกตั้ง “ผู้รับใช้” สานฝันให้มหานครกรุงเทพ

บรรยากาศการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพคราวนี้ รู้สึกว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างเราจะรู้สึกคึกคักในใจเป็นพิเศษ อาจเป็นด้วยว่า เราหวังการเปลี่ยนแปลง สิ่งใหม่ ความคิดใหม่ (แม้ในคนเดิม) ซึ่งต้องดียิ่ง ๆ ขึ้นไป และอาจเป็นด้วยผู้สมัครอย่าง คุณ สุหฤท ที่สร้างสีสัน บรรยากาศความรู้สึกในสนุกกับการเลือกตั้ง

สื่อหลายช่องทางนำเสนอเรื่องการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. (จนรู้สึกว่า คนต่างเมืองจะรู้สึกเบื่อไหม) อย่างเมื่อคืนนี้ (๒๓ มกราคม) ในรายการ “คนเคาะข่าว” ทาง ASTV อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ และอาจารย์ พิภพ ธงไชย ใช้เวลาสั้น ๆ ราว ๑ ชั่วโมง แสดงความคิดความเห็นต่อเมืองในฝัน ประกายความคิดของท่านทั้งสองจุดติดในหัวใจของเราด้วย

 

เราตระหนักเห็นต้นทุนของเมือง ที่ยังมีอีกมาก ไม่ว่าต้นทุนทางกายภาพ ธรรมชาติของต้นไม้ น้ำ ต้นทุนทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และต้นทุนของผู้คนที่มาจากหลายวัฒนธรรม หลายความคิดความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ

เราจะต่อทุนเดิมที่มีอยู่ ให้เป็นมหานครแห่งความฝัน แห่งความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร

เราฝันเห็นชีวิตในเมืองของเราเป็นอย่างไร เราจะถักทอภาพฝันของเราร่วมกันได้อย่างไร ใครจะช่วยกันทำอะไรได้บ้าง

อาจารย์ชัยวัฒน์พูดในรายการที่สะดุดใจมาก ท่านเอ่ยถึงผู้แพ้การเลือกตั้งว่า “เมื่อคุณแพ้ จะยังรักกรุงเทพไหม จะสนับสนุนให้กรุงเทพเติบโตได้อย่างงดงามไหม ถ้าเราเอาคนแพ้การเลือกตั้ง ดึงพลังมาร่วมคิด ร่วมทำอะไรดี ๆ”

จริงที่สุด ! ไม่เพียงผู้แพ้การเลือกตั้ง ผู้ที่ไปหย่อนบัตรเลือกตั้งผู้ว่า ฯ เองก็เช่นกัน กรุงเทพไม่ใช่เมืองของผู้ว่า ฯ หรือข้าราชการ แต่เป็นเมืองของเรา — ทุกคนที่อาศัยอยู่ สุขและทุกข์อยู่ในมหานครนี้

ผู้ว่า ฯ มาแล้ว อย่างดีก็อยู่ได้ ๘ ปี (๒ รอบ) แต่คนที่อยู่ในกรุงเทพจะอยู่ชั่วชีวิต หรือชั่วลูกชั่วหลาน — ดังนั้น เรา คือ ผู้ที่ต้องสร้างบ้านแปลงเมือง นี่คือบ้านของเรา เราต้องเป็นผู้ลุกขึ้นมาเก็บกวาด ตกแต่ง สร้างสีสัน ความสุขให้บ้านของเราเอง ไม่ใช่เป็นภาระของผู้ใดผู้หนึ่ง

ไม่ว่า ใครจะได้รับเลือกเป็นผู้ว่ากทม. เราจะชอบหรือไม่ …. เราต้องช่วยผู้แทนสร้างความฝันของมหานคร ชีวิตคนเมืองที่มีสุขร่วมกันให้เป็นจริง …

ผู้ว่า ฯ เป็นเพียง ผู้แทน แต่เราทั้งหมด คือ ผู้ทำ — ผู้แทนต้องเอื้ออำนวย (ความสะดวก) และเกื้อกูลให้ทุกฝันของคนกรุงเทพเป็นจริง — พูดกันง่าย ๆ เราเลือกตั้ง “ผู้รับใช้” คนกรุงเทพ

เมื่อเลือกแล้ว เราต้องใช้เขาและทีมของเขาให้คุ้มเงินที่ให้เงินเดือนไปทุก ๆ เดือนค่ะ

ธรรมะทาโร่ห์์

เหตุการณ์ความวุ่นวายในบ้านเมือง ทำให้ระดับสุขภาวะของคนในประเทศลดต่ำลงอย่างมาก เราพูดกันมากถึงสาเหตุปัญหา ทางออก อนาคต

คิดไป คิดมา คิดไม่ออก เราจึงหันไปถึงภูมิปัญญาโบราณ คือ การทำนายทายทัก เรามีไพ่ทาโร่ห์ Tarot Roots of Asia อยู่สำรับหนึ่ง เป็นชุดไพ่ที่วาดโดย พระอาจารย์อำนาจ โอภาโส เมื่อครั้งยังเป็นฆราวาส ศิลปินชื่อ อำนาจ กลั่นประชาroots2“ไพ่สำรับนี้เป็นไพ่ที่แม่นยำที่สุด” ท่านเคยบอกไว้ เมื่อกว่า 5 ปีมาแล้ว เพราะอะไรนั่นหรือ “ข้อความทำนายจากไพ่แต่ละใบ เป็นธรรมะที่พระพุทธองค์สอนไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากนำธรรมะมาไตร่ตรอง ใคร่ครวญ มันก็แม่นหมดแหละ ธรรมะเป็นกฎธรรมชาติ สูงที่สุดแล้ว” ไพ่สำรับนี้ นำพุทธธรรมาเป็นคำอธิบายทำนาย ทุกคนที่เปิดไพ่ จะได้ธรรมะกลับไปให้ปฏิบัติ

คืนวันที่ 12 เมษายน เรากับเพื่อนจึงนำไพ่สำรับนี้มาลองพลิกเล่น ๆ ดู โดยตั้งสมาธิจดจ่ออยู่กับคำถามที่ว่า บ้านเมืองของเราเป็นอย่างไร และจะนำข้อธรรมอะไรมาพิจารณาต่อไปดี

คำเตือน: โปรดใช้วิจารณาญาณให้หนัก และรู้ไว้ว่าผู้เขียนไม่ใช่หมอดูอาชีพ หรือแม้สมัครเล่น เราไม่ใช่อะไรเลย แค่เปิดไพ่ดูเล่น ๆ แล้วแปลไปตามความหมายที่อ่าน และ ภาพที่เห็น บวกกับความรู้สึกเชิง intuition เท่านั้น อย่าได้จริงจัง หากแต่ข้อธรรมอันใดเกิดประโยชน์ ก็โปรดนำไปพิจารณาต่อ

เราช่วยกันเลือกไพ่ จำนวน 4 ใบด้วยกัน ตามหลัก อริยสัจจ์ 4

ไพ่ใบที่ 1 แทน ทุกข์ คือ ความจริงที่เกิดขึ้น ที่เป็นอยู่ในขณะนี้

เราได้ไพ่ the Judgement หมายถึง เวลาแห่งการพิพากษา หรือการตัดสินใจทำอะไรบางอย่่าง ซึ่งมีเหตุให้ต้องทิ้งสิ่งเดิม ๆ สูญเสียบางอย่าง สละบางสิ่ง เพื่อเปิดโอกาสให้สิ่งใหม่ได้เกิดขึ้น และเติบโต ทีี่สำคัญ เป็นห้วงเวลาแห่งการตื่นขึ้นมาสู่ความจริง และการเยียวยา

ไพ่ใบที่ 2 แทน สมุทัย คือ เหตุแห่งทุกข์

เราได้ไพ่ Queen of Pentacles ราชินีแห่งความร่ำรวย ในที่นี้ หมายถึง ความมั่งคั่ง ร่ำรวย ความโลภกระสันในเงินตราของคน อำนาจทางวัตถุนิยม

ไพ่ใบที่ 3 แทน นิโรธ คือ การดับทุกข์

เราได้ไพ่ Four of Cups 4 ถ้วย คือ สติ ความตระหนักรู้ ความสงบ สันติ ใคร่ครวญถึงปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่เข้ามาให้เห็นถึงความจริง และสิ่งนี้จะืทำได้ก็ด้วย การรู้จัก สมดุลของการลงมือกระทำ และการไม่กระทำ ที่สำคัญคือการมีวิถีทางใหม่ ๆ ในการจัดการกับปัญหา

ไพ่ใบที่ 4 แทน มรรค คือ ครรลองในการเดินเพื่อเข้าถึงการดับทุกข์

เราได้ไพ่ Death ความตาย การเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนผ่านdeathไม่ได้หมายถึงว่า การดับทุกข์ได้ ต้องมีคนตาย การอ่านไพ่ใบนี้ต้องสอดคล้องกับไพ่ใบที่ 2 คือ เหตุแห่งทุกข์ คือ ความโลภ

การตายที่จะเป็นไปเพื่อการดับทุกข์ น่าจะหมายถึง การตายจากความโลภ การแสวงหาความร่ำรวย หากทำได้แล้ว นี่เองจะเป็นหนทางสู่การดับทุกข์  อีกนัยหนึ่ง ความตายยังหมายถึงการเกิดด้วย คือให้พื้นที่กับการเกิดสิ่งใหม่ ก็น่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยเราเดินสู่หนทางดับทุกข์

อีกคำแนะนำหนึ่งสำหรับการเปิดไพ่ใบนี้ คือ การโอบกอดความเปลี่ยนแปลงให้ได้และให้ดี เรียนรู้ที่จะ letting go และไม่ฝืนความจริงที่เกิดขึ้น

ดูเหมือนว่า ไพ่ใบแรก ที่เป็นเหตุ และ ไพ่ใบสุดท้ายที่เป็น หนทางการดับเหตุนั้น จะสอดคล้องกันตรงที่ พูดถึง สิ่งใหม่ ๆ ที่กำลังรอก่อเกิดและสิ่งเก่าที่กำลังจะต้องไป

สิ่งใหม่นั้น คือ อะไร ???

พุทธะ-ธิปไตย

ยุคนี้ ประชาธิปไตย กลายเป็นสินค้าแห่งยุคสมัยที่ใคร ๆ ล้วนต้องพกพาไว้แนบตัว ติดปาก เหมือนโทรศัพท์มือถือ ไม่เช่นนั้นตกยุค

เราเองก็ถือไว้หนึ่งนิยามเหมือนกัน แต่บางคนอาจอยากมีมากกว่าหนึ่ง เหมือนคนที่มีโทรศัพท์มือถือมากกว่า 1 เพราะอะไรก็สุดจะหยั่ง

“คุยกันมาก พูดกันมาก เข้าใจกันมากขึ้น” คือ คำโฆษณาประโยชน์การมีโทรศัพท์มือถือ มันจะใช้ได้กับประชาธิปไตยไหมนะ ถ้าพูดกันให้มาก จะได้เข้าใจกันมากขึ้น

ประชาธิปไตย..บุ๋ม.บุ๋ม.บุ๋ม..เป็นอะไรสักอย่างนี่แหละของปวงประชา ปวงประชาเป็นใหญ่

ท่านพุทธทาสเคยท้วงไว้ว่า หากปวงประชาบ้าบอ ขาดศีลธรรม ขาดสติปัญญา ปวงประชาที่เป็นใหญ่ในสังคมก็จะมีหน้าตาบ้า ๆ บอ ๆไร้ศีลขาดธรรม ขาดสติยั้งคิดใคร่ครวญ ตื่นตูม ไม่ตื่นรู้

แต่ถ้าปวงประชาเป็นผู้ตื่นรู้ (พุทธะ) หรือกำลังอยู่บนหนทางเพื่อความเป็นพุทธะ (พระเจ้าก็ได้) ปวงประชาที่เป็นใหญ่นั้น น่าจะสร้าง สังคมพุทธะธิปไตย

watpakaew12

เราจะสร้างพุทธะ-ธิปไตยได้อย่างไร

เราเห็นว่า สังคมไทยแม้เป็นสังคมพุทธ แต่ละเลยเพชรแห่งพุทธธรรมที่ท่านบรมศาสดาให้ไว้ นั่นคือ กาลามสูตร 10 ซึ่งเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญในการแสงหาและเข้าถึงปัญญาบางคนว่า เป็นหัวใจนักปราชญ์

ในสมัยพุทธกาล เป็นยุคที่ความคิด ปรัชญารุ่งเรือง เจ้าลัทธิความคิดความเชื่อมีมากมาย ชาวกาลาม หมู่บ้านเกสปุตติยนิคม แคว้นโกศล เป็นชนหนึ่งที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังความรู้มากหลาย จนไม่รู้ว่าจะเชื่อใครดี (แสดงว่าชาวกาลามมีปัญญา เพราะเริ่มตั้งคำถามว่า ควรจะเชื่อสิ่งใด ยังไม่เชื่อในทันที อาจเพราะยังมึนตึ้บอยู่ก็ได้)

เมื่อพระพุทธเจ้าผ่านมา ชาวกาลามจึงทูลถามพระองค์

พระพุทธองค์ ไม่ได้ตอบว่า “เชื่อฉัน อย่าหลงไปเชื่อใคร ฉันนี้แหละห่วงใย รักแท้และแน่จริง ..(อุ้บส์ เพลงพี่แจ้พาไปคะ) ท่านไม่บอกว่า ฉันถูกกว่าคนอื่นๆ คนอื่นๆ ผิด”

ตรงกันข้าม ท่านกลับให้หลักที่ชาวกาลามนำเอาไปคิดเอง ทรงตรัสตอบว่า “เมื่อได้ยินคำบอกเล่าใดก็ตามให้มีหลักตัดสินก่อนจะเชื่อ 10 ประการ”

1.อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า ฟังบอกกันตามมา

เพราะอาจผิดมาตั้งแต่ต้น หรือเปลี่ยนไปตลอดเวลาที่ทำตาม/บอกตามกันมาก็ได้

2. อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า ปฏิบัติกันตามมา

เพราะอาจเป็นการปฏิบัติผิดก็ได้

3. อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า กำลังเล่าลือกันอยู่อย่างกระฉ่อน

เพราะการเล่าลืออาจเป็นการกระทำของพวกที่ไม่มีสติปัญญา มีแต่ความหลงก็ได้

4. อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า มีอ้างอิงในตำรา

เพราะตำราเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยแวดล้อม

5. อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า ถูกต้องตามหลักตรรกะ

เพราะตรรกะัเป็นเพีนงการใช้เหตุผลขั้นผิวเปลือก อาจผิดได้หากเหตุผลผิด หรือ เป็นตรรกะของเด็ก

6. อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า ถูกต้องตามหลักปรัชญา

เพราะปรัชญาเป็นการคาดคะเนตามเหตุผลทางปรัชญา อาศัยเหตุผลอีกแบบหนึ่งซึ่งไม่เหมือนกับตรรกะ

7. อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า ถูกต้องตามสามัญสำนึก

เพราะสามมัญสำนึกเดินตามความเคยชินของความรู้สึำกชั้นผิวเปลือก

8.อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า เข้ากับความคิดของตนเอง

เพราะความคิดของตนเองอาจผิดได้ โง่ได้

9. อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า ผู้พูดมีลักษณะน่าเชื่อถือ

เพราะเป็นเหตุให้ไม่ใช้สติปัญญาของตนเองในการศึกษา

10. อย่าเชื่อและรับมาปฏิบัติด้วยเหตุเพียงสักว่า สมณะผู้พูดเป็นครูของเรา

เพราะเป็นเหตุให้ไม่ใช้สติปัญญาของตนเองในการศึกษา

ชาวกาลาม ฟังแล้วคงเิกิดปัญญา แต่มนุษย์อย่างเราอาจพาลไปแปลว่า ไม่ต้องเชื่ออะไรเลยสักอย่าง

ท่านอาจารย์พุทธทาสอธิบายว่า พระพุทธองค์แนะนำให้เชื่อความรู้สึกของตนเอง ผ่านประสบการณ์ตรงของตนเองที่มีต่อสิ่งที่ผู้อื่นพูด หาไม่แล้ว อย่าเพิ่งเชื่อ เพื่อเป็นการตัดความหลงงมงาย

คือท่านให้ฟัง แล้วใคร่ครวญ แล้วยังต้องพิสูจน์จนประจักษ์แจ้งแก่ตาใจ แล้วจึงเชื่อ (ซึ่งใช้เวลานาน คนสมัยนี้ที่ว่าเป็นวิทยาศาสตร์ รอไม่เป็นต้องการสิ่งต่าง ๆ เร็ว และเป็นสูตรสำเร็จ)

พระพุทธเจ้าทรงเป็นนักประชาธิปไตยที่แท้จริง ท่านพุทธทาสกล่าว

พระองค์เป็นผู้เปิดเผย ทรงตรัสว่า “อย่าเชื่อฉัน” แต่ฟังเอาไป แล้วไปวัด+หยั่งดูด้วยความรู้สึกของตัว เหตุผลชัดแล้วจึงเชื่อ

พระพุทธองค์ไม่โฆษณาชวนเชื่อ ไม่บังคับ ไม่หลอก ไม่โน้มน้าว หรือทำสิ่งใดทั้งสิ้นเพื่อให้ผู้คนมานับถือพระองค์และเดินตามรอยเท้าที่พระองค์ดำเนินไป

ความเป็นพุทธะที่ท่านแสดงให้เราเห็น คือ เคารพในสิทธิและเสรีภาพของมนุษย์ ในอันที่จะเลือกเชื่อ เลือกกระทำตามจิตของตน ท่านไม่ว่า ประนาม เจ้าลัทธิใดที่ไม่ตรงกับท่าน และก็ไม่พยายามแก้ไขความคิดใด หากคนนั้นวาระจิตไม่พร้อม

แล้วเราเล่า ในยุคที่เราบูชาวาทกรรม ประชาธิปไตย ราเป็นได้เพียงเสี้ยวของพุทธะไหม

เราเคารพในผู้อื่นไหม ให้เสรีภาพในการเชื่อ โดยปราศจากการพยายามโน้มน้าวด้วยวิธีการต่าง ๆ ปราศจากการบังคับ การหลอกลวงกันไหมหรือแม้แต่การดูถูกความเห็นของกันและกัน

ประชาธิปไตยไม่ใช่ระบบ ระบอบ วาทกรรม เครื่องมือหากินกับมวลชน หรือแม้แต่สิ่งพกพาติดปากทันสมัย

ไม่ว่าจะระบบระบอบใด มนุษย์จำต้องอยู่ร่วมกัน อยู่ร่วมกับสรรพสิ่งบนโลก และอยู่กับโลกอย่างให้ความเคารพ

เราไม่กลัวสิ้นชาติ เรากลัวที่สุด คือ การสิ้นโลกใบนี้ให้อยู่ อากาศแปรปรวน หายนะมาจ่อที่ประตู แต่มนุษย์ยังรบพุ่งกัน น่าอัปยศสิ้นดีในความโง่งม

ความเรื่อง กาลามสูตร นำมาจากหนังสือ ท่านพุทธทาสกับอำนาจวัตถุนิยม โดย อาจารย์ อินทุวรรณา เชยชื่นสกุล

Pricey Water

”Without love, you can still live. But without water, you die,” underneath the slogan is the name Save Water campaign. 

It is a known fact, but somehow we are not aware of the importance of water in our life much that we usually contaminate our resource of living constantly. We use money like water and water like unlimited resource.

And that has a price to pay. A 500 ml. bottle of water in Germany cost up to 2 euros (80 Thai baht). This is to reduce our reckless use on plastic package, which consumes a lot of water in the plastic procedure, water retreatment, and recycling process, to name jsut a few. 

Besides, plastic lives longer than human beings. It lives 500 years or more. Perhaps, after human extinction, it is the plastic that will rule this planet Earth.

Have your own personal bottle can save our water and environment, as well as your money. If your government cannot provide you with drinkable water, you have the right to make them do it.

People power!

Is election = democracy?

‘I’m from election. I’m from election. I’m from election‘, most Thai politicians repeat this ‘mantra’ whenever they give interviews to the press, in order to justify their road to parliament and power.

But is this democracy all about? Election?

Hitler rose to power under the cloak of election.  Saddam Hussein. 

George W. Bush Junior also comes from election, unfortunately.

You name any notorious or unpopular leaders in the world; and very likely, they’d come from election system, regardless of how fair they are.  

I beleive in democratic mind and culture. It is impossible for an un-democratic mind to produce a democratic sociey, no matter what systems or sophisticated ideologies they are trying to propagate.

What do you think are the ingredients of democracy? And how can we together contribute to adding in such ingredients?

I hope to dialogue with you for a better society.

groupsnails