การให้และการรับ ตอนที่ 2 : ปัญญาจากผู้ขอ

โปสการ์ดเขียนถึงตัวเอง บอกเล่าความประทับใจครั้งไปญี่ปุ่น

โปสการ์ดเขียนถึงตัวเอง บอกเล่าความประทับใจครั้งไปญี่ปุ่น

การให้และการขอ (ได้รับ) เป็นกระบวนการเดียวกัน ในเวลาให้ เราจะได้รับ และเวลารับ เรากำลังให้ เหมือนลมหายใจเข้า-ออก

ฉันได้เรียนรู้บทเรียนของการ “ขอ” ที่เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่จากพระเซนที่ได้พบ ณ ปราสาทโอซาก้า ญี่ปุ่น เมื่อปีพ.ศ. 2548

ตอนนั้นเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ฉันเพลิดเพลินกับการเดินชมปราสาทโอซาก้า ต้นไม้ ดอกไม้บริเวณรอบปราสาทหินงดงาม ชาวญี่ปุ่นช่างมีความละเมียดละไมในการจัดบรรยากาศปราสาทและภูมิทัศน์แวดล้อมให้สงบงามอย่างเรียบง่าย ฉันรู้สึกสุขสงบและสบายใจมากทีเดียว

ระหว่างทางลาดเดินลงไปชมสวนและพื้นที่รับประทานอาหารเบื้องล่างปราสาท ฉันเห็นพระเซนรูปหนึ่ง ท่านแต่งตัวเหมือนพระเจ้าอาวาส หลวงพ่อของอิคคิวซังเลย ชุดสีดำ สวมหมวกสาน มือหนึ่งถือถ้วยบิณฑบาต อีกมือถือลูกประคำ

ฉันรีบล้วงกระเป๋าควักเงินเยนจำนวนไม่มากไม่น้อยออกมาเพื่อจะใส่บาตร แล้วก็ชะงักเพราะเห็นปฏิกิริยาของนักท่องเที่ยวหลายคนทั้งต่างชาติและญี่ปุ่นที่มองท่านแปลก ๆ คำถามที่มักเกิดขึ้นในบริบทไทยคือ “พระจริงหรือเปล่า หรือขอทานปลอมเป็นพระ?”

ฉันจึงหยุดยืนอยู่ไกล ๆ แล้วเฝ้ามองพระเซนรูปนั้น

นักท่องเที่ยวหลายคนเดินผ่านไป หลายคนกรูเข้าไปยืนข้าง ๆ ท่านแล้วถ่ายรูป ทำท่าทางต่าง ๆ นานา บ้างก็ยื่นหน้าไปใกล้ๆ ท่าน บ้างนั่งลงแล้วแหงนหน้ามองขึ้นไปที่พระเซน ทำหน้าตาทะเล้นใส่ ส่งเสียงดังมากเจี๊ยวจ๊าว

พระเซนรูปนั้นไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ โต้ตอบ ทำให้นึกถึงทหารประจำการที่พระราชวังบัคกิ้งแฮม (guards at Buckingham Palace) ที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง ไม่ยิ้ม ไม่สนทนา

ท่านยืนนิ่งราวกับเป็นรูปปั้น กายสงบบนรองเท้าไม้โบราณแบบญี่ปุ่น (เกี๊ยะ) ใบหน้าเรียบเฉยภายใต้ปีกหมวกที่ปิดสายตาที่มองต่ำ ถ้วยที่เป็นเหมือนบาตรในมือนิ่งสนิท มืออีกข้างนับลูกประคำตามเสียงสวดมนต์ที่ท่านพึมพำที่ริมฝีปาก

ความสงบนิ่งของท่านตรึงให้ฉันยืนนิ่งไปด้วยและเฝ้ามองท่านอย่างจดจ่อ ฉันยืนมองท่านในอากัปกิริยาอย่างนี้นานกว่า 20 นาทีเห็นจะได้ เกิดความรู้สึกปีติในหัวใจ

ฉันเดินไปหาท่านแล้ววางเงินเยนลงในบาตรโดยระวังไม่ให้มีเสียงที่จะรบกวนการสวดมนต์ของท่าน ฉันภาวนาในใจ “ขอขอบคุณพระที่บำรุงจิตใจฉันให้สงบงามตามท่าน ขอบคุณที่ท่านให้โอกาสฉันทำความดี ขอบคุณที่สอนธรรมให้ฉันและขอให้ฉันเจริญงอกงามในธรรม เห็นธรรม เข้าถึงธรรม”

จากนั้น ฉันก็ถอยออกมายืนมองท่านต่อเพราะอาการสงบของท่านน่ามองมาก “ท่านยืนอยู่นานแค่ไหนแล้ว ทำไมจึงนิ่งสงบได้เพียงนี้ สิ่งแวดล้อมภายนอกไม่อาจรบกวนท่านได้เลย” ใจนึกอยากได้คำตอบว่าท่านยืนนานแค่ไหน ด้วยการที่จะหยุดยืนดูท่านแล้วจับเวลา แต่ก็ต้องเลิกล้มความตั้งใจนั้น เพราะต้องกลับไปขึ้นรถกับคณะที่มาเที่ยวด้วยกัน

ฉันเดินจากไปด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบหัวใจ ฉันรู้สึกว่าพระเซนรูปนี้มาโปรด (ให้) ฉันเสียมากกว่า ด้วยการ “ขอ” ถ้วยบาตรที่หงายในมือท่านเปิดโอกาสให้ฉันทำทาน ฝึกความอดทน (ที่จะยืนนิ่งและเฝ้ามองท่าน) ฝึกสมาธิไปพร้อมกับท่าน ซึ่งผลบุญที่ได้รับคือความอิ่มใจ ความสุข

ฉันเข้าใจว่าการที่พระออกบิณฑบาต นอกจากจะเป็นการบำรุง “พระ” ในพุทธศาสนาแล้ว การที่พระไปบิณฑบาตนั้นเป็นไปเพื่อให้ธรรมะกับผู้คนด้วย อย่างที่หลวงพ่อชา สุภัทโท เคยพูดคราวหนึ่งว่า ไปบิณฑบาตไม่ใช่เพื่อเอา “ข้าว” แต่เอา “คน”

ฉันยังเห็นอีกด้วยว่า อาการ “ขอ” ของพระเซนรูปนี้เป็นไปด้วยความอ่อนน้อม การขอจึงเป็นการฝึกความอ่อนน้อมถ่อมตนและฝึกลดละอัตตาตัวตนไปด้วย ให้รู้ว่าชีวิตเรานั้นพึ่งพิงอิงอาศัยผู้อื่น สิ่งอื่น เราไม่ได้ยิ่งใหญ่

ฉันยังคงเหลียวมองพระเซนรูปนั้นเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งไปทานอาหารกลางวัน แล้วขึ้นรถกลับที่พัก ไกด์คนไทยที่อยู่ญี่ปุ่นมานับสิบปีเอ่ยขึ้นว่า “ใครเห็นพระเซนบ้างไหม โชคดีมากเลย เพราะปกติท่านจะไม่ค่อยออกมาแบบนี้ …. แต่งตัวเต็มยศอย่างนี้มักใช้ออกงาน … “ (แล้วก็เล่ากรณีที่พระปลอมประพฤติไม่ดีก็มีซึ่งจำไม่ได้แล้ว

ฉันมองกลับขึ้นไปตรงที่พระเซนยืนอยู่ ท่านไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว

วันนั้นเองฉันได้รับโทรศัพท์จากเมืองไทยว่า บ้านเก่าที่บอกขายตั้งแต่ต้นปียังไม่มีคนติดต่อซื้อ เพิ่งมีคนมาซื้อวันนี้เองได้ราคาที่เราพอใจ …อึมประหลาดดีเหมือนกัน..อย่างนี้สิ ไทยแท้ ๆ ต้องมีเรื่องแบบนี้ตบท้ายสักหน่อย

ใครจะเชื่ออย่างไรก็ตาม สำหรับฉันการทำบุญเป็นไปเพื่อปัญญาในธรรม สิ่งดี ๆ ที่ได้รับในทางโลกนั้นเป็นเพียงเศษบุญเท่านั้น ไม่ใช่สาระที่ปรารถนา

นอกจากเราต้องฝึกการให้แล้ว เราน่าจะต้องฝึกการ “ขอ” ให้เป็นด้วย

“ขอ” อย่างไรให้งดงาม

“ขอ” อย่างไรให้เป็นบุญ (ประโยชน์) ทั้งผู้ขอและผู้รับ

ความทุกข์กาย กับหัวใจชิว ๆ (ตอนต่อจากความทุกข์ใจ กับ อารมณ์ “ชั่ววูบ”)

แม้หญิงสาวจะก้าวพ้นจากความคิดชั่ววูบที่อยากพักร้อนจากความทุกข์สัก 3 วัน แต่ความทุกข์ใจที่เธอแบกถือมานานก็เบียดเบียนร่างกายของเธอให้อ่อนแอ มีเหตุให้ต้องไปพบแพทย์ ได้รับยาที่ไม่คุ้นมาทานแล้วก็เกิดอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง

เล่าโดยย่อ อาการแพ้ยานั้นเปรียบได้กับการรับพิษเข้าไป แล้วพิษแสดงอาการออกในลักษณะที่ทำลายเนื้อเยื่อบุผิวหนังอ่อนๆ ทั้งร่างกาย ทั้งภายในและภายนอก

เหงือกลอกเป็นแผ่น ๆ จนถึงโคนฟัน/ ริมฝีปากแตกบวมผุพองเลือดซิบอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องกินอาหารเหลวและผ่านหลอดดูด เพราะการอ้าปากแม้เพียงนิดก็ทำให้ริมฝีปากแยกเลือดไหล / เนื้อเยื่อในดวงตาลอกทำให้ตาเหนียวและดวงตาปิด ต้องมองโลกผ่านซี่กรงของขนตา ถ้ารักษาไม่ถูกทางก็จะทำให้ตาบอดถาวร/ ตามตัว ผิวหนังผุพองลอกเหมือนคนถูน้ำร้อนลวกหรือไฟไหม้/ เนื้อเยื่อที่อวัยวะเพศและทวารก็ลอกทำให้การขับถ่ายแต่ละครั้งเหมือนเอาเกลือหรือน้ำกรดราดบนแผลสด มีเลือดออกมาเสมอ/ ในช่วงท้าย ๆ ยังมีอาการปอดและหัวใจเต้นคร่อมจังหวะเล็กน้อยด้วย  ฯลฯ

เธออยู่โรงพบาบาล 12 วัน เป็นช่วงที่เธอมีความสุขทีเดียว เธอถือโอกาสในการรักษากายครั้งนี้เป็นการปลีกวิเวกรักษาใจ เหมือนที่เธอเคยไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมที่วัดเป็น 10 วัน

เธอบอกให้ญาติและครอบครัวดำรงชีวิตตามปกติ ส่วนเธออยู่โรงพยาบาลตามลำพังได้ ชีวิตในช่วงนั้น ไม่เปิดทีวี เพราะแสงจากทีวีจะรบกวนสายตาและความสงบที่เธอต้องการเพื่อเยียวยาเซลล์ในร่างกาย ทั้งวั้นเธอมีใจกับกายเป็นเพื่อนและเป็นครู ความเจ็บป่วยและเจ็บปวดเป็นแบบฝึกหัดย่อย เพื่อฝึกฝนเธอให้เข้าใจว่า เธอยังต้องฝึกฝนอะไรอีกบ้างก่อนจะถึงวันสอบใหญ่ของชีวิต (ความตาย)

ชีวิตในห้องพักส่วนใหญ่ เธอปฏิบิตามแนวทางที่เคยฝึกฝนมาบ้าง ตามดูตามรู้กายที่เคลื่อนไหว ตามดูตามรู้เวทนา ความรู้สึกสุขทุกข์ เจ็บปวด (ซึ่งไม่ง่ายเลย) ตามดูตามรู้ความคิด และตามดูตามรู้กระบวนการการทำงานของใจ — ทั้งหมดเท่าที่จะรู้ได้และตามภูมิความเข้าใจในการปฏิบัติ

เธอได้เรียนรู้ชีวิต เรียนรู้ธรรม และเผชิญหน้ากับเสี้ยวเวลาที่รู้สึกว่าความกลัวกำลังเกี่ยวกุมหัวใจเธอ

ความทุกข์กายครั้งนี้สอนให้เธอรู้จักบทเรียนแห่งความอ่อนน้อมถ่อมตนและลดมานะอัตตาลงบ้าง เธอเรียนรู้ที่จะเจียมตัวกับความทุกข์ ที่เป็นครูใหญ่สอนบทเรียนสำคัญ ท่าทีที่อ่อนน้อมกับความทุกข์ช่วยให้ทุกข์คลายลงได้บ้าง อย่างน้อยก็คงเพราะใจที่อ่อนน้อมเป็นใจที่มีความเบาในตัวของมันเอง

ชีวิตที่ดูแลและช่วยเหลือทำอะไรเองเป็นส่วนใหญ่ได้สร้างเปลือกแข็งให้เธอโดยไม่รู้ตัว เธอมั่นใจในตนและทะนงตน (pride and self-autonomy) รู้สึกว่าตนมีอำนาจจัดการชีวิตตัวเองอย่างโน้นอย่างนี้ (และหลายครั้งก็ไผลไปคอยจัดการชีวิตคนอื่นด้วย) แต่ความเจ็บป่วยครั้งนี้ทุบทะลายเปลือกที่หุ้มไว้แหลกกระจาย เธอรู้สึกเหมือนหอยทากที่โดนกระชากเปลือกออกไป ตัวเปล่า ใจเปลือย เธอไม่มีอำนาจเหนือร่างกาย โดยเฉพาะในเวลาเช่นนี้ คุมสั่งอะไรไม่ได้เลย และเธอยังต้องนอนให้พยาบาลคอยจัดการกับร่างกายให้เธอล้างตา ล้างปากเช็ดตัว นอนเปลือยโล่งโจ้งราวกับเด็กทารก (ที่มีสำนึกอายของผู้ใหญ่) เธอนึกถึงการอบรมเผชิญความตายอย่างสงบ ของเครือข่ายพุทธิกา ที่นำกระบวนการโดยพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ในยามที่กายเปราะบาง ใจก็อ่อนไหวไปด้วย เข้าใจเลยว่า ผู้ป่วยหลายคนคงจะรู้สึกเช่นนี้ ไม่มีพลัง/อำนาจในตน ซึ่งอาจจะสั่นคลอนความรู้สึกเคารพนับถือในตัวเอง (เกิด low self-esteem) อันเกิดจากการที่ต้องพึ่งพาคนอื่น

ความรู้สึกดังกล่าวเข้ามาเยือนเธอเพื่อสะท้อนเปลือกที่เธอมองไม่เห็นในยามปกติและสอนให้เธอรู้จักที่จะก้าวข้ามมันไป เธอพลิกความรู้สึกนั้นไปอีกด้าน “เมื่อเห็นความถือตนแล้ว ก็คงได้เวลาฝึกฝนความอ่อนน้อมถ่อมตน และใครจะไปรู้ สักวันในชีวิต เราก็ต้องพึ่งพาความกรุณาจากผู้อื่น ในยามแก่ ยามป่วยหนักและยามตาย ฝึกไว้แต่ตอนนี้เลย” เธอบอกตัวเอง

เธอยังเห็นเรื่องนี้เป็นโอกาสที่จะได้ชื่นชมกับความเมตตากรุณาของผู้คนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะโดยวิชาชีพหรือด้วยความรักและมิตรภาพ เธอจึงอยู่ในโรงพยาบาลอย่างมีความสุข เห็นความงดงามในตัวผู้คนและตึกอาคาร นกที่เกาะริมหน้าต่าง พระอาทิตย์ขึ้น แสงไฟถนนามค่ำคืน (และเห็นเข็มฉีดยาด้วยความปลง)

เพื่อน ๆ หลายคนมาเยี่ยมพร้อมคำอวยพร รอยยิ้ม และชวนคุยจนทำให้เธอหัวเราะจนต้องดื่มเลือดตัวเอง (เพราะการอ้าปากเพียงนิดก็ทำให้ริมฝีปากแตก เลือดไหลตลอด)

พยาบาลแต่ละคนที่เข้ามาดูแลอ่อนโยนกับเธอมาก ทุกคนเข้ามาพร้อมสายตาที่อธิบายไม่ถูก — สยอง-เสียว ประมาณนั้น “เจ็บหน่อยนะคะ” พยาบาลบอกทุกครั้งที่เข้ามาทำแผลที่ริมฝีปาก ดวงตาและอวัยวะเพศ

“ยังไงก็ต้องเจ็บอยู่แล้ว เรื่องความเจ็บปวดเป็นหน้าที่ของเจ้าตัวที่ต้องดูแลเอง ไม่ต้องห่วงนะคะ พยาบาลทำให้เต็มที่ก็แล้วกันค่ะ” เธอพูดทุกครั้ง แล้วก็จะหลับตาเริ่มตามรู้ความรู้สึกเจ็บเป็นขณะ ๆ เมื่อทำแผลเสร็จ (ต้องทำทุก ๆ 3-4 ชั่วโมงเลยทีเดียว) พยาบาลมักจะถอนใจแบบโล่งไปที หญิงสาวยิ้มและขอบคุณพยาบาล

ช่วงเวลาที่เจ็บมากที่สุด คือ ตอนเข้าห้องน้ำ เห็นโถส้วมเป็นดั่งสมรภูมิที่ต้องหลั่งเลือด เธอสูดหายใจลึก ๆ หลาย ๆครั้งก่อนที่จะหย่อนตัวลงทำธุระ นับ 1-2-3 ก่อนแล้ว ….. เจ็บแสบแปลบทรวงเหลือเกิน เหมือนบีบมะนาวลงบนแผลสด แล้วบีบ ๆๆๆ ไปจนกว่าจะปล่อยน้ำจากร่างกายหมด จะเร่งจังหวะปล่อยให้เร็วก็ไม่ได้ …. เธอตามดูตามรู้ความเจ็บปวดไป มันเจ็บไม่เท่ากันตลอด มีจังหวะหนักเบา ขึ้น ลง แต่ก็เหนื่อยมาก ความเจ็บปวดทำให้กายล้า อ่อนแรง เธอเดินออกจากห้องน้ำเหมือนคนไม่ได้กินน้ำมาสองวัน

แต่เธอจะหลายร่างเป็นซอมบี้ผีดิบก็ตอนที่ทำธุระหนัก อันนี้หลั่งเลือดท่วมโถกันเลยทีเดียว เพราะพิษที่อยู่ในร่างกายทำลายเนื้อเยื่ออ่อนภายในหมายถึงทวารด้วย ทำให้เลือดสด ๆ ไหลออกมาทุกครั้งในเวลาถ่าย เพราะสิ่งที่ถ่ายนั้น ไม่ว่าจะนิ่มนวลปานใดก็ระคาย-ครูดกับลำไส้ที่โดนลอกไปเรียบร้อยด้วยพิษยา

เธอเจ็บปวดท่วมท้นจนตามดูตามรู้ไม่ไหวแล้ว เธอจึงอัญเชิญพระอาจารย์หลายองค์เข้าห้องน้ำด้วย ทุกครั้งเวลาเข้าห้องน้ำ เธอจะนำวิทยุและเทปเสียงธรรมไปเปิด  (เทป — อึม.. ช่างสะท้อนความเก่าแก่ของเรื่องราว)

เธอจะตามดูตามรู้ความเจ็บปวดด้วยตัวเองจนกว่ารู้สึกใจสั่นเหมือนจะขาด แล้วจึงจะเปิดเทปธรรมะเพื่อให้จิตพักไปฟังเสียงธรรม เคลื่อนจากการรับรู้เวทนาชั่วคราว เมื่อรู้สึกดีขึ้น ก็จะกลับมาเจริญสติตามรู้ความเจ็บปวดต่อ ทำอย่างนี้สลับไปมา จนเสร็จธุระ ทั้งหมดใช้เวลาราว ๑๕-๓๐ นาที เธอเดินออกจากห้องน้ำราวกับผีดิบ ขึ้นเตียงแล้วนอนหมดสภาพไร้เรี่ยวแรง

เวลาที่กายอ่อนแอมากอย่างนั้นพาใจให้อ่อนล้าไปด้วย ในภาวะที่ใจพลังตก (จิตตก) ความคิดและความรู้สึกที่ไม่เป็นกุศลบางอย่างอาจผุดขึ้นได้ง่าย ในเวลานั้น เธอรู้สึกท้อแท้ หน่ายกับสิ่งที่เผชิญ และสงสารตัวเอง —- ซึ่งในเวลาปกติที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล เธอจะรู้สึกสบายใจ สงบ เป็นสุขพอสมควร แต่ในเวลาเจ็บมาก กายหนื่อย ก็ฉุดใจลงไปด้วย ขาดแรงเจริญสติ (พลังตก)

ความท้าทายที่สุดในความเจ็บป่วยครั้งนั้นมาเยือนในคืนหนึ่ง

อยู่บนเตียง เธอนอนดูร่างกายหายใจ ตามรู้ลมหายใจ สักพักเริ่มรู้สึกว่าลมไม่เข้าปอด หรือปอดรับลมได้เพียงครึ่งหนึ่ง พยายามเบ่งซี่โครงดึงลมเข้าปอด แต่ลมก็ไม่เข้าไปสักเท่าไร

เธอกดกริ่งเรียกพยาบาล “ตอนนี้ รู้สึกหายใจไม่ออก เหมือนไม่มีอากาศเข้าปอด ช่วยบันทึกไว้หน่อยนะคะ แล้วถ้ากดกริ่งอีกครั้ง รบกวนเอาอ๊อกซิเจนเข้ามาเลยนะคะ แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องค่ะ จะพยายามดูแลตัวเองก่อน” พยาบาลพยักหน้ารับคำ

เธอกุมกริ่งในมือ หลับตาแล้วตามดูร่างกายหายใจต่อไป จนช่วงหนึ่ง รู้สึกว่าแทบไม่มีลมเข้าปอดแล้ว “เราจะตายแล้วหรือนี่”

ตามการฝึกฝนและความรู้ที่เคยได้รับจากกาอบรมเผชิญความตายอย่างสงบ และการเขียนหนังสือเผชิญความตาย ทำให้เธอเร่งสำรวจว่า ตนเองมีความกังวลห่วงหาอะไรหรือไม่

ไม่มี —ไม่ห่วงใคร อะไร ไม่ห่วงงาน ไม่มีทรัพย์สินให้ห่วงหรือหวงแหน

รู้สึกค้างคาอะไรกับใครหรือเปล่า

ไม่มี

มีสิ่งที่อยากทำแล้วยังทำไม่สำเร็จ ยังคาใจอยู่ไหม (unfinished business)

ไม่มี

(คือคนมันไม่ค่อยแยแสใครหรืออะไร ค่อนข้างเห็นแก่ตัวก็งี้ มั้ง)

แต่อารมณ์หนึ่งปรากฏชัด — “กลัว”

เธอตามดูตามรู้ความรู้สึกกลัว แล้วก็ได้พบกับบางอย่างที่สะดุ้งใจ เธอสรุปเป็นความคิดในภายหลังได้ว่า เธอกลัว “ตัวตน” จะหายไป ความเป็น ”ตัวกู” ดิ้นรนเป็นทุกข์อย่างเห็นชัด

“ยังไม่ผ่าน” เธอบอกกับตัวเอง

เธอรู้ตัวอีกทียามเช้า รู้สึกสดใสเบิกบาน เมื่อทบทวนเรื่องราวสุดท้ายเมื่อคืน เธอไม่รู้ว่าหลับไปตอนไหน ทั้งๆ ที่หายใจไม่ออก จำได้แต่ว่า เมื่อเห็นความดิ้นรนของตัวกู ก็หลับไปเลย (กูคงเหนื่อยมากจนขอหลับก่อน) และได้คิดว่า นี่คืองานที่ต้องทำต่อไป งานทำให้ตัวกู (ความเป็นตัวเป็นตน) เลิกดิ้นรนที่จะคงอยู่หรือกลัวว่าจะสูญ …. และแม้ไม่สำเร็จในชีวิตนี้ ก็ไม่เป็นไร

ทุกข์ใจกับ อารมณ์ “ชั่ววูบ”

ทึ่งกับภูมิจิตภูมิธรรมของบรรพบุรุษที่ประดิษฐ์คำได้ตรงกับสภาวะของอารมณ์เหลือเกิน “อารมณ์ชั่ววูบ” ทุกอารมณ์วูบมา วูบไป ถ้าเราเห็นอย่างนั้นและไม่เข้าไปจับ/ยึดอารมณ์ (ที่ไม่ดี) อารมณ์ไหน ๆ มันก็จะผ่านเลยไป โดยที่เราไม่ถูกลากจูงไปกระทำการบางอย่างที่ไม่ควร ยกตัวอย่าง เช่น การทำร้ายตัวเอง

เรื่องย่อมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานๆๆๆแสนนานมาแล้ว หญิงสาวผู้หนึ่งประสบกับความผิดหวังในความรัก รู้สึกอกหักอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดในหัวใจมิอาจแปรเป็นถ้อยคำภาษา รู้เพียงว่า ทุกข์จนรู้สึกว่าหัวใจแบกรับความรู้สึกทุกข์ไม่ไหวอีกแล้ว

ในขณะที่เธอนอนซมอยู่บนเตียงราวกับซากสิ่งมีชีวิตที่นอนนิ่งไม่ไหวติง ความคิดหนึ่งวูบเข้ามา “อยากจะนอนหลับไปสัก 3 วัน จะได้ไม่ต้องรับรู้ความรู้สึกทุกข์ที่กำลังเผาใจ ทนไม่ไหวแล้ว” เธอแอบคิดเอาว่า เมื่อตื่นขึ้นมา ความทุกข์ทั้งหลายจะอันตรธานหายไปสิ้น

ในเวลานั้น เธอไม่รู้เลยว่า วูบความคิดดังกล่าวได้เกาะกุมใจเธอแล้ว ความคิดนั้นกำลังบงการให้เธอลุกขึ้นจากที่นอน  เพื่อที่จะไปหายาที่จะทำให้เธอได้นอนหลับสมใจ กินสักหลาย ๆ เม็ดก็น่าจะใช้ได้

มารู้ตัวอีกทีก็เป็นวูบอารมณ์ที่รู้สึกสะดุดและสะดุ้งกับความคิดที่เกิดขึ้น “เอ้ย นี่มันเฉียดฆ่าตัวตายนี่หว่า”

วูบต่อมา เธอรู้สึกสลดใจ จากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจคนจำนวนหนึ่ง “บางที คนที่ทำร้ายตัวเองสำเร็จ เขาอาจไม่คิดจะตายจริง ๆ หรอก บางทีเขาต้องการแต่พัก-วางจากทุกข์บ้างก็เท่านั้นเอง”

อารมณ์ชั่ววูบเหมือนกับพายุ พายุที่พัดกระหน่ำเข้ามา หากเราอยู่ในบ้านที่มีความมั่นคง ก็ยากที่จะถูกพัดปลิว แต่หากเราอยู่ในกระท่อมไม้เก่า ๆ ผุ ๆ หรือที่โล่งแจ้ง พายุจะพัดพาเราไปได้โดยง่าย

ถ้าใจเราไม่ตั้งมั่นพอก็จะถูกลากจูงไปให้ทำการตามที่วูบอารมณ์นั้นบงการ แทบไม่รู้ตัวและเมื่อทำไปแล้ว อารมณ์วูบนั้นก็ดับไป เหลือไว้แต่ซากความเสียหายที่เกิดขึ้น ในเวลานั้น หลายคนก็จะเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไป แน่นอน หากคนนั้นโชคดี ยังมีลมหายใจ เขาจะมีโอกาสได้เรียนรู้ ปรับตัว ปรับใจ และแก้ไขอีกหลายเรื่องราว

แต่หากชีวิตมีอันต้องดับไปเพราะพายุวูบอารมณ์นั้น ความทุกข์จะกลายเป็นนิรันดร์

ทุกข์ใจไม่ได้อยู่ที่กาย แม้กายจะไม่มี แต่ใจมีอยู่ ดังนั้น ทุกข์ใจยังคงติดตามไปตามนานเท่านานกว่าที่ใจจะรู้ (เดาเอานะ)

ราวกับคนบ้า หญิงสาวคนนั้นนอนขำตัวเองกับอารมณ์ที่วูบไหวไปมา เธอมีพลังขึ้นเล็กน้อย พยุงตัวเองขึ้นมาจากเตียงแล้วก็ใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องดำเนินต่อไป

แน่นอน ทุกข์ใจนั้นยังอยู่ แต่พลังของมันลดลงไปแล้ว วูบอารมณ์ที่อยากพักร้อนจากความทุกข์สัก 3 วัน ไม่หวนกลับมาอีกเลย

เธออยู่กับทุกข์ไปตามสภาพ เข้าใจว่าทุกข์นั้นไม่ดำรงอยู่ตลอดเวลา มันขึ้น-ลง เหมือนเส้นกราฟ บางทีกราฟที่กรุณาต่อหัวใจของเราก็จะค่อย ๆ ไต่เพดานขึ้นไป พอให้เราปรับสภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไป แล้วเมื่อถึงจุดสูงสุด (peak) ก็จะรีบดิ่งตัวลงต่ำโดยเร็ว (ได้อย่างนี้ก็คงดี) แต่โดยมาก กราฟจะพุ่งทะยานไปถึงจุดสูงสุดแล้วทรงตัวอยู่ในระดับสูง อาจมีลงบ้างก็เล็กน้อยแล้วก็พุ่งขึ้นอีก

เธอดีใจที่ทุกข์นี้นำความรู้ความเข้าใจหลายอย่างมาให้เธอ หนึ่งในนั้น คือ เธอไม่มองผู้ที่คิด(สั้น)ว่า โง่เขลา หากแต่เข้าใจว่า เขาเหล่านั้นตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอารมณ์ชั่ววูบ ซึ่งหากเขาทอดเวลาไปอีกสักหน่อย ให้เวลาตัวเองอีกนิด ความคิดจะเปลี่ยนไป ที่สำคัญ คนเราควรหมั่นฝึกฝนจิตให้มั่นคง ตั้งมั่น เพื่อรับมือกับวูบอารมณ์ที่อาจจะพัดผ่านเข้ามาสักวัน

เวลาที่ทุกข์ใจมาก ๆ เปรียบเสมือนอยู่กลางพายุ ให้หาที่กำบังที่มั่นคงพอสมควร ที่กำบังนั้นอาจเป็นสิ่งที่ทำให้มีความสุข กิจกรรมที่ชื่นชอบโปรดปราน (ที่ไม่เป็นอันตรายต่อตัวเองและผู้อื่น) ไปยังสถานที่ที่ให้ร่มเงากับหัวใจ เช่น สถานที่ทางธรรมชาติ วัด หรือหาผู้ที่เป็นที่พักพิงจิตใจเราได้ แล้วรอ..รอ…รอ.. อย่าเพิ่งคิดอ่านทำอะไรในช่วงที่อารมณ์วูบไหวไปมา  แต่รอให้ใจสงบก่อนจะคิดอ่านทำอะไรท่ามกลางห้วงเวลาแห่งพายุนั้น

แต่หากใครสามารถและมีแรง ให้วิ่งฝ่าแรงลม ฝน และข้าวของที่ปลิวว่อนกระจุยกระจาย เข้าสู่ใจกลางพายุ เขาว่ากันว่า ที่ใจกลางพายุ เรียกว่า “ดวงแห่งพายุ” (The Eye of Storm) เป็นที่สงบ นิ่ง เงียบ สรรพสิ่งไม่ไหวติง แล้วที่นั่น นั่งดูความเคลื่อนไหวของเรื่องราวต่าง ๆ โดยไม่ได้รับแรงกระทบกระแทกใดเลย

(เรื่องต่อจากนี้ชื่อ ความทุกข์กายกับหัวใจชิว ๆ)

การให้และการรับ ตอนที่ 1 : กระแสความจริงของชีวิต

พวกเราถูกสั่งสอนว่า คนดีคือผู้ให้ เหล่าคนดีทั้งหลายจึงตั้งหน้าตั้งตาจะเป็นผู้ให้ ซึ่งอาจมีแรงจูงใจเบื้องลึกต่าง ๆ บ้างอาจสะสมบุญเพื่อไปสวรรค์ ชาติหน้าที่ดีขึ้นหรือรูปสวย-รวยทรัพย์-ปัญญามาก-คู่ครองดี-ปราจากทุกข์โศกโรคภัยในชาตินี้ หรือดำรงภาพความคิดของตัวตน (self identity) และบางคนก็อาจจะให้เพื่อเป็นกิริยปัจจัย (สมาสเอง กิริยา + ปัจจัย) สู่เป้าหมายสูงสุดในศาสนา —- ไม่ว่าจะด้วยแรงจูงใจตามธรรมหรือไม่ก็ตาม การให้ของเรามีการร้องขอหรือแสดงเป้าประสงค์บางอย่างด้วยเสมอ

การร้องขอที่ดำรงอยู่ในวัฒนธรรมและความเชื่อทำให้คนไทยจำนวนมากเป็นคนช่างขอ เจอสัตว์ที่มีรูปลักษณ์ผิดแผกจากปกติก็นำมากราบไหว้ “ขอพร” (ซึ่งมักเป็นหวย) ต้นไม้ใหญ่ล้มลอยน้ำมาก็นำขึ้นมาพันผ้าสามสี จุดธูปเทียน แล้ว “ขอพร” (เราชอบการที่คนเคารพธรรมชาติ แต่อยากให้เคารพธรรมชาติที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย) จึงไม่น่าแปลกใจ ที่เราจะ “ขอ” รัฐบาล นายกฯ คนแล้วคนเล่า รัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด นายก อบต. ฯลฯ ให้ทำสิ่งต่าง ๆ ให้เรา และเมื่อพรหรือคำขอของเราได้รับการตอบสนอง ก็เป็นอันต้องแก้บนและเคารพกราบไหว้กันต่อไป มิเช่นนั้นจะเกิดเหตุเพทภัยนานา

พระบรมครูชี้แนวทางให้เราเป็นผู้พึ่งตนเอง (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน) แต่กระนั้นท่านก็ชี้ความจริงให้เราเห็นด้วยว่า สรรพสิ่งล้วนพึ่งพิงอิงอาศัยกัน ผู้ให้/การให้ กับผู้รับ/การรับเป็นกระแสที่ไหลเนื่องกันอยู่เสมอ ดูอย่างลมหายใจของเรา

ลมหายใจเข้า ชีวิตเราอยู่ต่อด้วยอากาศที่เป็นของขวัญของมวลสรรพสิ่ง

ลมหายใจออก เราได้มอบบางอย่างกลับคืนให้โลกด้วยเช่นกัน

หากเราเอาแต่ “รับ” ลมหายใจเข้า – ชีวิตก็จบ

หากเราจะเอาแต่ “ให้” ลมหายใจออก — ชีวิตก็จบเช่นกัน

ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ เราได้รับและให้อยู่เสมอ แต่คุณภาพและผลของการให้และรับอยู่ที่สภาวะจิตของทั้งสองฝ่าย

พระบรมครูให้แนวทางในการพิจารณาการให้และรับของเรา ซึ่งเราขอเขียนเป็นภาษาตามความเข้าใจของตนเอง โดยย่อว่า

จะให้อะไร — สิ่งที่จะให้มีในเราด้วยความชอบธรรมหรือไม่ ไม่ได้จี้ปล้นคอร์รัปชั่นใครมา และไม่ทำให้เราและผู้อื่นเดือดร้อน ให้สิ่งที่ไม่เป็นโทษกับผู้รับ/ผู้อื่นและผู้ให้เอง สิ่งที่ให้ปลูกปัญญาในผู้คนหรือมอมเมาให้คนหลง

ให้ด้วยแรงจูงใจอะไร ให้เพื่ออะไรและเพื่อใคร— ให้เพราะอยากได้บุญะสมไว้จะได้ไปสวรรค์ หรือขอให้ร่ำรวย ไม่เป็นทุกข์ หรือให้เพราะปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ให้เพราะรักใคร่สนิทสนมกัน ให้เพราะดำเนินตามพุทธโอวาทให้รู้จักสละ ให้เพื่อสะสมความเป็นตัวตนว่าฉันดี หรือสละความเป็นตัวตนออก ฯลฯ

กิริยาและท่าทีของจิตเวลาให้เป็นอย่างไร — ให้ด้วยความเคารพและให้เกียรติผู้รับ (โดยคำนึงความปรารถนาและจำเป็นและประโยชน์สูงสุดของผู้รับ) ให้ด้วยความอ่อนน้อมถ้อมตน หรือให้ด้วยความรู้สึกที่เหนือกว่าหรือดูถูกผู้รับว่าเป็นทาส/เหยื่อ (เหมือนการเอาหนอนล่อปลามากินเบ็ด)

ไม่ว่าจะให้หรือรับควรประกอบด้วยปัญญา ไม่เช่นนั้น การให้และรับก็สร้างทุกข์ให้กับทั้งผู้ให้และผู้รับได้

การระลึกรู้ในการให้และการรับ รู้ตัวทั่วพร้อมในแรงจูงใจในการให้หรือรับ — เราจะได้ปัญญาที่ลึกซึ้งตามลำดับ อย่างน้อยในเบื้องต้น เราจะตระหนักถึงผลกระทบของการให้และรับของเรา ที่มีต่อตัวเองและผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง และแน่นอน เราจะรู้ทันจิตใจตัวเองและให้หรือรับ ด้วยความรู้เนื้อรู้ตัวนั้น

สำหรับเรา การให้-รับ/ขอ ให้เป็น ก็เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนเรียนรู้ ใคร่ครวญ ผ่านการลองผิดลองถูกเหมือนกัน เรียกว่า เป็นการปฏิบัติธรรม คือ เรียนรู้/เข้าใจ/เข้าถึงธรรมด้วยการปฏิบัติ (การกระทำที่เกิดจากการกลับมาหันมองและพิจารณาตนเอง)

(สิ่งที่เขียนนี้มาจากความเข้าใจที่น้อยนิดและยังตื้นเขินของข้าพเจ้า หากมีความเข้าใจอันใดผิดพลาดและคลาดเคลื่อนไป ขอผู้อ่านชี้แนะค่ะ)

“แม่คือโพธิสัตว์ของลูก”

“แม่คือโพธิสัตว์ของลูก” คำพูดนี้ผุดขึ้นในหัวใจ พร้อมหยดน้ำที่ค่อย ๆ รื้นและรินอาบแก้ม

ภาพและความคิดถึงคุณยาย แม่ น้า พ่อ ครอบครัว และบรรดาแม่ ๆ ทั้งหลายไหลเข้ามาในใจ “พวกแม่ ๆ ทั้งหลายทำได้อย่างไร มีลูกหลายคนที่ต้องดูแล แล้วยังต้องทำงานบ้าน ทำงานเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว พวกเธอทำได้อย่างไร” ฉันรำพึงกับตัวเอง

เพื่อน ๆ ที่เป็นแม่คนอาจจะซึ้งกับสิ่งที่ฉันคิดอยู่ตอนนี้มานานแล้วก็ได้ แต่สำหรับคนโสดสนิท ฉันไม่มีลูกให้ได้เรียนรู้ความเป็นแม่ แต่ฉันมีน้องหมา

เดิมที ฉันมีน้องหมาอยู่แล้ว ๒ ตัว แต่ในช่วงที่ผ่านมา ไปรับมา ๒ ตัวเพื่อมารักษาอาการป่วยและผอมขึ้นซี่โครงเพราะขาดอาหาร

ตลอด ๑ เดือน เจ้าหมา ๒ ตัวอยู่ที่คลินิคหมอ ซึ่งฉันแวะไปเยี่ยมเป็นประจำ จนเมื่อมันอาการดีขึ้นมากแล้ว ฉันก็ไปรับมันมาปรับตัวที่บ้านก่อนจะส่ง ๑ ตัวต่อไปให้เพื่อนรุ่นน้องที่ใจดีรับอุปการะ

ในช่วงเวลา ๔ วัน ๔ คืน กับหมาน้อย ๔ ตัว ช่างเหนื่อยมาก ฉันต้องทำงานบ้านสารพัด และทำงาน (หาเงิน) ไปพร้อม ๆ กัน อีกทั้งพยายามทำในสิ่งที่เป็นวินัยคือความปรารถนาส่วนตัวด้วย — ฉันเข้าใจหลายอย่างในชีวิต เข้าใจคนที่รับดูแลหมาในสภาวะทุกข์ยากหลายตัวที่บ้าน ที่สำคัญ ฉันเข้าใจความเป็นแม่มากขึ้นเลยทีเดียว

เหนื่อยกายมาก เพราะต้องทำอาหารให้น้องหมา พาเดิน ขับถ่าย เล่นด้วย ทำความสะอาดบ้าน ซักผ้า รีดผ้า และทำงานเขียน เรียกว่า ไม่ได้หยุดนั่งนิ่ง ๆ นาน ๆ เลย จะหาเวลานิ่งก็เพียง ๕-๑๐ นาทีเป็นห้วง ๆ จะเอาเวลาไปฝึกฝนภาวนาสักพักก็ไม่มี เลยผสานเข้าไปในกิจกรรมชีวิตเลย

ใจมีหงุดหงิด อารมณ์เสีย ต้องดุ/ขู่ปรามกันบ้างไม่ให้เห่าเล่นกันเสียงดัง ไม่กินข้าวผิดชามกัน ไม่แย่งของเล่นกัน .. ในความเหนื่อยกาย อารมณ์เสีย และเวลาส่วนตัวที่ถูกลดทอนไป ฉันถามตัวเองว่า “เป็นไงล่ะ” คำตอบคือ “ไหว ทนได้ เพราะเราอยากให้เขามีความสุข” เราพร้อมเหนื่อย ทน หาวิธีการที่จะทำให้ชีวิตของตัวเองและน้องหมาลงตัว ยิ่งเวลาส่วนตัวมน้อย เรายิ่งตั้งใจเจริญสติในชีวิตประจำวัน ยิ่งต้องฝึกใจเป็นสมาธิเพื่อให้ทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด (ในเวลาไม่นาน) ยิ่งต้องมีวินัยกับตัวเอง

ฉันนึกถึงแม่ ในวัยเด็ก บางทีเราก็ไม่เข้าใจความหงุดหงิด ความเครียด ความดุบางเรื่องของแม่ “เข้าใจอารมณ์แบบนี้ของแม่แล้ว และเห็นว่า เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ใครจะทำอะไรมากมายให้ดีทุกอย่าง แม่ต้องทำงานนอกบ้าน เหนื่อยกลับมา ก็ต้องดูแลลูก และทำงานบ้านอีก แม่คงเหนื่อยมาก” คิดถึงตรงนี้ ยิ่งรักแม่มากขึ้นไปอีก (รวมถึงคุณยาย พ่อ และน้า ๆ ที่เลี้ยงดูฉันมา)

ฉันนึกต่อไปถึง คุณยายของฉันและบรรดาแม่ ๆ (ในสมัยก่อน) อีกหลายคน ที่มีลูกมาก แต่ละคนอยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน แม่ ๆ เหล่านี้ต้องทำงานในไร่นา สวน ตลาด แล้วก็ต้องทำงานต่าง ๆ ในบ้าน พร้อมกับดูแลลูกเป็นพรวน “โอ้ ทำได้ไงเนี่ย”

การเป็น “แม่คน” ยากกว่าการเป็น “แม่หมา” หลายเท่า

หมามีความต้องการไม่มาก มีที่นอน อาหาร ความรัก ก็พอ แต่คนต้องการมากกว่านั้น

หมาไม่ต้องไปโรงเรียนทุกวัน ไม่มีข้าวของเครื่องใช้ ค่าใช้จ่ายมากมาย ต่อเนื่องหลายปี

หมาไม่มีความเสี่ยงเรื่องปัญหายาเสพติด หมาไม่เมาเหล้า และถ้าเราทำหมันมันก่อน โอกาสท้องไม่พึงปรารถนาก็จะไม่มี

หมามีปัญหาเรื่องคบเพื่อน (แล้วเสียหมา) น้อยหรือแทบไม่มี แต่จะมีปัญหาที่ อยู่กับคนแล้วเสียความหมาไปเลย

อายุหมาสูงสุดก็ ๑๕ ปีโดยเฉลี่ย แต่แม่ต้องดูแลลูกอย่างน้อย ๒๒ ปี สำหรับบางคน อาจต้องดูแลไปจนถึง ๔๐ ๕๐ หรือ ตลอดชีวิตเลยก็ว่าได้

เราไม่ต้องคาดหวังกับหมา ให้มีงานทำและหาเลี้ยงดูแลแม่บ้าง เพราะกับหมา เราต้องเป็นที่พึ่งชั่วชีวิตของเขาอยู่แล้ว เลยไม่มีปัญหาความผิดหวัง

ฯลฯ

คำว่า “โพธิสัตว์” คือ สิ่งมีชีวิตที่เป็นที่พึ่งของลูก ผู้มีใจยิ่งใหญ่ ผู้เสียสละ ผู้เพียรและอดทนเพื่อลูก — คำนี้ไม่เกินจริงแต่อย่างใด

เราอาจจะอธิษฐานได้พบและฟังธรรมจากพระโพธิสัตว์ (ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต) แต่ในปัจจุบัน เราก็ได้พบและมีโพธิสัตว์อยู่ใกล้ ๆ แล้ว นับเป็นบุญของชีวิต และการดูแลโพธิสัตว์ทุกท่านในชีวิตก็เป็นบุญใหญ่เช่นกัน เป็นบุญที่ทำได้ทุก ๆ วันด้วย  

ปัจจัตตัง – การเรียนการสอนเป็นของเฉพาะตัว

ในขณะที่เรากำลังเขียนเรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา รู้หรือไม่ว่า เรากำลังเขียนฉากชีวิตที่กำลังจะเป็นไป

“ผมไม่ชอบและไม่อยากเขียน แต่ถูกผลักและบังคับให้มา” ครูพงษ์ ชายหนุ่มร่างกายสูงใหญ่ หน้าเข้มกล่าวทักทายกัน ในชั่วโมงแรกของการอบรมการเขียนเรื่องเล่าเร้าพลังและเรื่องเล่าถอดบทเรียนความรู้จากการปฏิบัติ สำหรับครูข้างถนน เมื่อ ๓-๕ ตุลาคมที่ผ่านมา

ฉันยิ้มชอบใจในความตรง จริงใจ และสุภาพของครูพงษ์ ที่ฉันรู้จักมาได้สักปีกว่า นับตั้งแต่คราวที่เขาเป็นวิทยากรเล่าเรื่องราวการเป็นครูข้างถนนให้กับผู้สนใจเป็นอาสาสมัคร ในงานเปิดโลกอาสา ที่จัดขึ้นโดยธนาคารจิตอาสา ฉันประทับใจครูพงษ์มากด้วยเขาเป็นตัวอย่างของผู้ที่ก้าวข้ามอุปสรรคที่ชีวิตเลือกมาทดสอบภาวะผู้นำของเขา ครูพงษ์เป็นเด็กเร่ร่อน ที่ต้องตามพ่อแม่ไปตามพื้นที่ก่อสร้าง ไม่เคยเรียนหนังสือตามระบบการศึกษา แต่ครูมีความกล้าที่จะสร้างชีวิตใหม่ให้ตัวเองและมอบโอกาสให้กับเด็กคนอื่นๆ

แม้จะไม่ชอบการเขียน แต่ครูพงษ์ก็ตั้งใจเรียนรู้ ทำแบบฝึกหัด ร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น ตลอดการอบรม จนเช้าวันสุดท้าย ฉันให้ทุกคนสนทนาในกลุ่มว่า “การเขียนให้อะไรเราบ้าง เราเห็นความเปลี่ยนแปลง หรือศักยภาพอะไรในตัวเองและเพื่อนบ้าง”

ครูพงษ์ลุกขึ้นพูด “วันนี้ต้องขอบคุณคนจัดการอบรม มันทำให้รู้ว่ามนุษย์ทำได้ทุกอย่างหากตั้งใจ และทำได้ดีด้วย”
ตั้งแต่เช้าก่อนเริ่มกระบวนการ ฉันเห็นครูพงษ์ตั้งอกตั้งใจเขียนงานเรื่องเล่าในแบบบทสัมภาษณ์ (interview) ที่เป็นการบ้านตั้งแต่เมื่อเย็นวาน เพื่อนๆ ในห้องอบรมต่างแซวครูพงษ์ว่า นั่งเขียนทั้งคืน ฟังเทปที่บันทึกเสียงการสัมภาษณ์ไว้ ฟังแล้วฟังอีก เขียนแล้วเขียนอีกและไม่มีทีท่าว่า จะหยุดเขียน

“งานที่เราทำเรื่องเด็กเร่ร่อน ครูทุกคนทำงาน เข้าถึงเด็กได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก” ครูพงษ์เล่าต่อ “แต่เมื่อสัมภาษณ์ครูอ้วน (นักวิจัย) เราได้รู้ว่า การเข้าถึงเด็กยากมากสำหรับบางคน หากเราไม่ได้ถามกัน เราก็จะไม่รู้ การคุยกันทำให้ใจถึงใจ มนุษย์ต่อมนุษย์ ยิ่งได้เขียน ยิ่งอยากให้ทุกคนเก็บผลงานของตัวเองไว้ ผมคิดว่าที่ผ่านมา ครูทุกคนทำงานสำเร็จ”
เสียงปรบมือดังขึ้น ฉันรู้สึกตื้นตันในหัวใจ สิ่งที่ครูพงษ์พูดและแสดงออกมาย้ำความเชื่อของฉันที่ว่า “คนทุกคนเขียนได้” (Anyone can write) และทำให้ฉันเชื่อมั่นในเป้าหมายของการเขียนที่ว่า “การเขียนเป็นหนึ่งในกระบวนการพัฒนาตน”

ในฐานะวิทยากรผู้ออกแบบกระบวนการและกิจกรรมการเรียนรู้ ฉันไม่ได้วางเป้าหมายในการอบรมการเขียนที่ทักษะ เทคนิค แต่ฉันเน้นให้การเขียนเป็นเครื่องมือ ที่จะนำพาให้ผู้เรียนได้เห็นศักยภาพในตน เข้าใจตน เห็นคุณค่าแห่งตน และเป็นตัวของตัวเองในการเขียน

ทักษะหรือกระบวนการที่ฉันเน้นสำหรับการเขียน คือ กระบวนการทางใจ และเรียนรู้ด้วยตัวเอง จากตัวเอง

ใจที่นิ่ง สงบ มีสมาธิ เพื่อให้ความคิด ความเห็น ความรู้สึกตกผลึก ตกตะกอน เห็นภาพและเรื่องราวที่จะเขียนกระจ่างชัด จากนั้นค่อย ๆ เขียน โดยไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ วิตกกังวล เขียนและอยู่กับการเขียนอย่างสมบูรณ์

ฉันสร้างบรรยากาศ กระบวนการ และกิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายแนว มีทั้งบรรยายเนื้อหา มีทั้งให้ทุกคนสนทนาในกลุ่ม ตั้งคำถามชวนสะท้อนครุ่นคิด รวมถึงมีสื่อต่าง ๆ ทั้งคลิป เพลง หนัง ตัวอย่างงานเขียนเรื่องเล่าแนวต่าง ๆ มาให้อ่าน แล้วถามให้ผู้เข้าอบรมได้ถอดความรู้จากประสบการณ์ตรงของตัวเอง “ทำไมจึงชอบทความนี้ อะไรที่รู้สึกว่า เขียนดี ผู้เขียน เขียนอย่างไร) ฉันให้ผู้เข้าอบรมได้ฝึกอ่าน และเรียนรู้การเขียนผ่านการอ่านของตัวเองและจากเพื่อน

ฉันเชื่อว่า การเรียนรู้ต้องทำให้คนเราเป็นอิสระมากขึ้นเรื่อย ๆ ความเป็นอิสระหมายถึง การที่สามารถพึ่งพิงตัวเอง สอนตัวเองได้ เรียนรู้ด้วยตัวเองได้ ไม่ใช่ต้องพึ่งพิงครูทุกเมื่อไป … “เราสอนให้เขาสอนตัวเองได้” 

…ในการอบรม ฉันก็เรียนรู้จากผู้เรียนเช่นกัน ฉันพบว่า “การเรียน การสอนเป็นเรื่องเฉพาะตัว”
ในช่วงที่ครูกำลังทำแบบฝึกหัดเขียนเรื่องเล่าเพื่อบรรยายภาพ ครูคนหนึ่งเงยหน้าถามฉันว่า สิ่งที่เขาเขียนนั้นมาถูกทางหรือยัง
ฉันอ่านงานที่เขาเขียนแล้วนึกถามตัวเองว่า “เราจะอธิบายอย่างไรให้เขาเข้าใจนะ” ในเวลาสั้นๆ ฉันประเมินสิ่งที่เขาเขียน สังเกตแววตา ท่าทาง คำถามที่เขามีต่อฉัน เพื่อจะเข้าใจตัวตนของเขา ก่อนจะให้คำแนะนำที่เหมาะสม เลือกภาษา ถ้อยคำอธิบาย ตัวอย่าง ที่เขาจะเข้าใจและทำแบบฝึกหัดได้

ฉันพยายามครั้งแรก ดูเขายังงง ๆ ฉันพยายามครั้งที่สอง ดูเขาจะเข้าใจขึ้น ฉันจึงให้กำลังใจว่า ลองทำดู แล้วฉันจะดูให้อีกทีว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเขาก็ทำได้ดีขึ้นจริง ๆ

ฉันเดินต่อไปอีกโต๊ะ ผู้เข้าอบรมบางคนเงยหน้าถามฉัน ปรึกษาถึงประเด็น และวิธีการเขียน และนี่เองที่ทำให้ฉันเข้าใจว่า การสอนนั้น ให้ดี ต้องทำเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เพราะต่างคน ก็ต่างวิธี บางคนเราต้องบอกด้วยภาษา เรื่องราวแบบหนึ่ง อีกคนก็อีกแบบหนึ่ง ฉันให้คำแนะนำกับแต่ละคนไม่เหมือนกัน โดยดูจากผู้เรียนเป็นหลักว่า อะไรที่เขาไม่เข้าใจ และทำไม เขามีจุดเด่น จุดอ่อนตรงไหนอย่างไร คนแต่ละคนมีทักษะติดตัว พื้นฐานต่างกัน จุดอ่อน จุดเด่น ไม่เหมือนกัน ความรู้ ความเข้าใจ โลกทัศน์ ฯลฯ

การเป็นวิทยากรกระบวนการทำให้ฉันต้องลับประสาทสัมผัสให้ฉับไว ที่จะเข้าใจ รู้จักคน (ผู้เข้าอบรม)ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะสามารถ

ฉันนึกถึงการเรียนรู้ในสมัยโบราณ ที่ครูกับศิษย์ถ่ายทอดวิชาให้กันอย่างใกล้ชิด ศิษย์เรียนรู้จากครู และเรียนจากเพื่อนพี่น้องที่ร่วมเรียนด้วยกัน การเรียนรู้แบบนี้ ครูจะเห็นศิษย์ ให้แนวทางการฝึกฝนที่เหมาะกับแต่ละบุคคลได้ …
การเรียนรู้โดยเฉพาะในแง่ของทักษะการปฏิบัติ และชีวิตเป็นเรื่องยากมากที่จะสอนแบบเป็นมาตรฐานเดียว ดั่งการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ไม่เหมือนกับการสอนความรู้ ให้จดจำ ที่อาจบอกกล่าวกันได้โดยภาพรวม

ฉันมองตัวเองเป็นคนสวนฝึกหัด ทักษะประสบการณ์ความรู้ของคนสวนมีส่วนสำคัญพอ ๆ กับคุณภาพศักยภาพของเมล็ดพันธุ์ เมล็ดพันธุ์แข็งแรง ได้สภาพแวดล้อมเหมาะสมก็งอกงามรวดเร็ว โดยที่คนสวนอาจไม่ต้องทำอะไรมากมาย แต่บางเมล็ดพันธุ์ คนสวนอาจต้องมีทักษะ ความเข้าใจอย่างมาก และลงแรงเยอะ จึงจะเติบโต

ครูข้างถนนจำนวน ๒๗ ชีวิตที่เข้าร่วมการอบรมครั้งนี้ มีหลายคนกำลังมุ่งมั่นฝึกฝนตนเองในการเล่าเรื่อง เพื่อเผยชีวิตของ “คนใน” แวดวงให้คนในสังคมได้รับรู้ เข้าใจ

บางคนได้รับแรงบันดาลใจที่จะเอากระบวนการการเขียนไปใช้ต่อกับเด็ก ๆ ที่ตนเองดูแลเพื่อปลูกความรักในการเขียน ที่จะนำให้เด็กเรียนรู้ที่จะนิ่ง สงบ สมาธิ อยู่กับตัวเองได้ สนทนากับตัวเองเป็น ระบายความรู้สึกสุข-ทุกข์ผ่านตัวอักษร รู้จักสังเกตสิ่งรอบข้างที่อาจเป็นเรื่องเล่าในสมุดบันทึก และรู้จักใคร่ครวญเรื่องราวรอบตัว

แม้การอบรมจะสิ้นสุด แต่ความเป็นคนสวนยังไม่จบ คนสวนฝึกหัด ยังต้องฝึกอีกมากต่อไป

เหตุผลที่คนรักสัตว์

น้องหมานอนหงายให้เราเกาพุง
เรามองตากัน ฉันสัมผัสความรู้สึกรักที่กลางอก
ความรัก ความสุข ความซาบซึ้ง
คนเรารักสัตว์เพราะอะไร
อะไรในตัวสัตว์ที่ทำให้เรารัก

ฉันไม่ได้หวังอะไรจากน้องหมา แต่มันก็ให้ฉันหลายอย่าง ที่สำคัญ
มันช่วยให้ฉันเห็นความเป็นมนุษย์ในตัวเอง มันเปิดหัวใจฉันสู่ความกรุณาที่กว้างขวางขึ้น ทำให้ฉันกล้าทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะทำได้

ทุกครั้งที่มองตามัน ฉันเห็นดวงตา หัวใจ ชีวิต ของคนและสัตว์อื่นๆ
มันอาจจะถูกเรียกว่า สัตว์ หมา แมว นก กบ … แต่ใจฉันนิยามน้องหมาว่า เป็นเพื่อน เป็น
ครอบครัว และเมื่อเรานิยามสิ่งใดว่าเป็นเพื่อน เป็นครอบครัว ท่าทีต่อสิ่งนั้นก็จะเป็นเช่นนั้น เราจะมีความสัมพันธ์และชีวิตใหม่กับสิ่งนั้น 

ดิน สัตว์ ต้นไม้ สายน้ำ สายลม ไอแดด เมฆ ดวงดาว … ทั้งมวลคือเพื่อน (ผู้มีอุปการะต่อชีวิตเรา)


ฉันได้ยินพี่สาวคนหนึ่งพูดถึงการตรวจค้นและยึดไม้ซุงที่ถูกโค่นจำนวนมาก ภาษาที่เธอเล่าทำให้ฉันรู้สึกราวกับว่า ได้เสียเพื่อนไปจำนวนมาก … หากคนเห็นต้นไม้เป็นเพื่อน คงไม่ไล่โค่นทำลายอย่างนี้ ..กับเรื่องอื่นๆก็เช่นกัน

หากเรารักให้มากกว่านี้ ปัญหาต่างๆในโลกคงน้อยลง
ขอบคุณน้องตัวอ้วนขนขาวปุกปุย ที่ทำให้ฉันสุขใจก่อนนอน… เหมือนทุกๆคืน

ความรักคือปัญญา ปัญญาคือรัก ???