พรมแดนแห่งภาวะผู้นำ (ตนเอง) Leadership at the edge

A flash of sunshine

หนึ่งในนิยาม “ภาวะผู้นำ” คือ การก้าวข้ามตนเอง การเอาชนะตัวเอง

เห็นด้วยจากตรรกะ และคิดว่าเข้าใจพอประมาณด้วยการคิดตาม แต่ไม่แน่ใจว่า ตนเองเห็นเคยสัมผัสสภาวะแห่งการก้าวข้ามหรือเอาชนะตัวเองหรือไม่

เวลาที่เราก้าวข้ามตนเอง เอาชนะตนเอง สภาวะตอนนั้นเป็นอย่างไร ใจของเราเป็นอย่างไร

สิ่งที่เกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ คือมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น ทำให้เรามีความรู้สึกโกรธ ขุ่นเคือง รำคาญ เบื่อ และเกิดความคิดที่อยากพูดหรือทำอะไรบางอย่าง …. หากเราพูดและทำตามแรงกระตุ้นนั้น เราก็อยู่ในแบบแผนพฤติกรรมหรืออุปนิสัยเดิม ซึ่งหลายครั้งก็มักนำไปสู่ผลที่เราพอจะคาดเดาได้อยู่บ้าง

แต่เมื่อเราให้พื้นที่ จะเรียกว่า ห้อยแขวน ปล่อยวาง หรือ อยู่กับอารมณ์ ความคิดนั้น ๆ ไปสักพักก่อน โดยไม่ต้องทำตามแรงกระตุ้นภายใน มันจะเกิดช่องว่าง ซึ่งเป็นโอกาสให้เราเห็นความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ความคิดความเห็นใหม่ ๆ แบบแผนพฤติกรรมใหม่ ๆ และตรงนั้นเอง ที่เราอยากเรียกว่า a small edge of leadership

ตรงนั้น เราเลือกได้ว่า จะยังคงอยู่ใน loop เดิม หรือจะกระโดดข้ามมันออกไป

ช่องว่างนี้เป็นโอกาสให้การก้าวข้ามเกิดขึ้นได้ การเอาชนะตัวเองเกิดขึ้นได้

ณ พรมแดน ที่เป็นรอยต่อของความคุ้นชินกับความใหม่ที่ไม่เคย ไม่ง่ายเลยที่จะกระโดดข้ามออกไป มันต้องใช้แรงมากพอสมควรที่จะฝืนแรงภายใน

แต่เมื่อได้ทำและทำได้ เราจะพบคนใหม่ (ในชั่วขณะนั้น) และความสดใหม่ในตัวเองนำความปีติมาให้กับหัวใจ เราได้เห็นผลของการเป็นคนใหม่ในขณะนั้นว่า ให้ผลที่ต่างออกไปจากเดิม

ในขณะนั้นเอง ร่องแห่งพฤติกรรมใหม่ ตัวตนใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว

หากมีการทำซ้ำ ๆๆๆ ก็จะกลายเป็นแบบแผนใหม่ของตัวเรา ทั้งการคิด ทำ พูด (new being) — การเปลี่ยนแปลงตนเองจะปรากฏชัดขึ้นเรื่อย ๆ

ในแง่นี้ สิ่งที่เราเห็นและเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงตนเอง (self transformation) ว่าเป็นเรื่องที่เราก้าวข้าม และเอาชนะตัวเอง ในขณะต่าง ๆ ที่ถูกท้าทายกับเรื่องราวมากมายในชีวิตประจำวัน

เก็บชัยชนะเรื่อย ๆ บ่อย ๆ จนตัวตนเก่าค่อย ๆ ผลัดเปลี่ยนไป กลายเป็นคนใหม่อยู่เรื่อย ๆ จนถึงที่สุดแห่งภาวะผู้นำ คือ ความเป็นมนุษย์ที่แท้

 

Advertisements

“Love is shown in Little Ways”

“Love is shown in Little Ways” ชื่อหนังสือเล่มจิ๋วในมือ ที่ได้รับมาในถุงกระดาษของฝากจากพี่สาวคนหนึ่ง

ทุกครั้งที่พบกัน พี่มักมีของติดไม้ติดมือมาเสมอ คราวนี้มาเป็นถุง มีทั้งหนังสือ ผ้าขนหนู ซีดีฝึกกดจุดดูแลตัวเอง และหนังสือเล่มจิ๋วเล่มนี้ ที่ฉันเจอมันนอนอยู่ด้านล่างของถุงกระดาษ

Such a lovely surprise! เวลาที่เจอสิ่งดี ๆ ที่ไม่คาดว่าจะเจอ มักนำความชื่นใจมาให้เสมอ และนี่เองละมัง เป็นแง่งามของสิ่งเล็ก ๆ

พลิกอ่านไม่กี่นาทีก็จบเล่ม ภาพประกอบสดใสน่ารัก ดูแล้วจิตในเบิกบาน เหมือนหนังสือวัยแจ่มใส แรกเรียนรู้รัก (ฮ่าๆๆ)
ถ้อยความดูเป็น cliche “เด็กๆ รู้อยู่แล้ว” ใจเปรยขึ้น
แล้วก็สะดุดกับสิ่งที่คิด “เด็ก ๆ เหรอ? เรารู้อยู่แล้วจริงหรือ เราเห็นรักในสิ่งเล็ก ๆ จริง ๆ หรือเปล่า” ใจย้อนถามตัวเอง

ฉันว่า หากเราเห็นความรักในสิ่งเล็ก ๆ หลายปัญหาที่มีระหว่างกันในความสัมพันธ์จะลดน้อยลง เราจะชื่นชมรอยยิ้ม คำพูดดี ๆ การหาซื้ออาหารให้ การเตือนกันให้กินยา การให้เวลาสนุกหรือรับฟังกัน ฯลฯ มีอีกหลากเรื่องราวที่ความรักแสดงตัวออกมา แต่เรามองข้าม เพราะเรามักวาดภาพความรักว่าเป็นสิ่งที่ต้องยิ่งใหญ่ ศักดิ์สิทธิ์ สูงส่ง หรือบางที ก็ต้องแพง ๆ หรือเมื่อคนอื่นตอบสนองความต้องการของเรา

เวลาที่เรามองความรักด้วยสายตาอย่างนี้ ชีวิตจะเต็มไปด้วยขวากหนามและทุกข์ยาก เพราะเราไม่อาจชื่นชมกับผู้คน และสิ่งต่าง ๆ ที่เขามอบให้เราได้
เมื่อปราศจากการชื่นชม (ซึ่งเป็นการแสดงความรักของเราต่อผุ้คนและสื่งอืิ่นๆ) ก็ยากที่จะเห็นความรัก เพราะมันมีไม่แม้ในหัวใจของเราเอง

การเห็นความรักในสิ่งเล็ก ๆ ทำให้ตัวตนเราเล็กลง อ่อนน้อม พอใจกับสิ่งที่ได้รับ

ฉันว่า ฉันรู้ แต่อาจจะยังเห็นความรักไม่ทั่วถึง และยังเห็นความรักได้ไม่ละเอียดลึกซึ้งเท่าไรนัก … แต่หลายสิ่งที่พานพบในชีวิตเวลานี้ทำให้เพียรฝึกฝนใจตนเองว่า

“รักคือการทำนุบำรุงความดีงาม ความเบิกบาน ความสุขสงบในหัวใจของผู้อื่น” 

วันนี้เล่นโยคะ นอนหมดสภาพ มองดูต้นไม้ ใบไม้ ฟังเสียงนกร้อง ฉันมีความสุขมาก … รู้สึกได้รับความรักจากทั้งหมดทั้งมวลที่อยู่ตรงนั้น
ขอบคุณวันดี ๆ
อยากชวนให้ทุกคนร่วมพิจารณาเห็นความรักรอบตัว ฝึกใจบ่อย ๆ จะเห็นได้ง่ายเข้า ขอชวนเพื่อน ๆ ที่สนใจที่จะบ่มเพาะควาสุข ความรัก จากความรู้สึก “กตัญญู” ขอบคุณ รับฟังรายการที่นี่ … มีลมหายใจ ย้อนหลัง เป็นการสนทนากับพระจิตร์ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคมนี้ค่ะ

http://www.thaipbsonline.net/program_rerun.asp?id=P0265&NewsID=W0013887

อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก ….

เมื่อวานได้คุยกับเพื่อนแล้วถูกกล่าวหาว่า “อ้อย” จึงถามไปว่า “อ้อยอะไร หมายถึง อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก …. หรือเปล่า โบราณไปไหม”
“ม๊ากกกก” เพื่อนบอก และไม่ยอมเฉลยว่า ที่บอกให้ “ฉันหาอ้อยกิน” นั้นหมายความว่าอย่างไร เธอว่าฉันเป็นช้างเหรอ

แม้จะยังไม่เข้าใจตลกร้ายของเพื่อน แต่การที่ได้นึกถึงกลอนของสุนทรภู่ “อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูมิรู้หาย” ก็เกิดความเข้าใจที่ซึ้งกว่าเดิมที่เคยท่องกลอนนี้สมัยเด็ก ๆ เพราะเมื่อวาน ตื่นขึ้นมาแล้วได้รับสารบางอย่างในกล่องข้อความทางเฟสบุ๊ค ทำให้เรายิ้มได้ทั้งวัน และไม่ว่าจะมีเรื่องราวใด ๆ เข้ามากวนความคิด กวนใจ ก็ไม่อาจทำให้ใจที่พองฟูอยู่นั้นฝ่อฟีบและหล่นลงได้ จนกระทั่งหลับไปพร้อมกับลมปากนั้น … อ้อยกินแล้ว ได้รับความหวานหมดแล้ว เหลือแต่ซาก แต่ความหวานของคำพูดนี่สิ ยังหวานหู มิรู้หายจริง ๆ

ความรู้สึกดีที่เกิดขึ้นเป็นฉนวนกันไฟไม่ให้ลามมาเผาใจ แม้ในระหว่างวัน จะมีคลื่นความร้อนเข้ามา ให้รู้สึกร้อน ๆ บ้าง แต่ไม่เผาไหม้ใจ เพราะพลังลมปากที่ได้รับนั้นเอง

เรื่องนี้ทำให้ได้เรียนรู้ความสำคัญของการพูด โดยเฉพาะในยามเช้า ที่หากเราพูดดีต่อกัน ด้วยวาจาที่เป็นจริง จริงใจ ส่งผ่านความรู้สึกดีต่อกัน การชื่นชม ความรัก ความคิดถึง ฯลฯ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็จะดูแลชีวิตภายในของเราได้ทั้งวัน ทำให้เรามีแรง มีพลังที่จะรับมือกับคลื่นอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนาอื่น ๆ ที่แทรกเข้ามาได้

คิดต่อไปว่า ข่าวเช้าน่าจะเป็นข่าวสารที่บำรุงหัวใจและสติปัญญานะ ผู้คนจะได้เบิกบานในชีวิต และสร้างข่าวดีให้เกิด มากกว่าการได้รับสารที่ทำร้ายหัว+ใจ แล้วก็ทำตนเป็นข่าวที่สะท้อนสารร้าย ๆ นั้นด้วยตัวเอง

ในมุมของคนแต่ละคน ในครอบครัว เราก็น่าจะมีวาจาที่ดีให้กัน นิด ๆ หน่อย ๆ แต่มีทุกวัน เรามีเครื่องมือสื่อสารที่เอื้ออำนวยต่อการส่งความรู้สึก ขึ้นอยู่กับเราว่าจะใช้เครื่องมือนี้ส่งสารแบบไหนให้กัน เพื่ออะไร บำรุงจิตใจ หรือทิ่มแทงกัน

เข้ามาใกล้วตัวอีกนิด อันที่จริง ชาวพุทธเป็นผู้ที่มักพึ่งพาตัวเอง เราเองก็อาจต้องเรียนรู้ที่จะพูดจาดี ๆ กับตัวเองด้วยไหม ทุกเช้าชื่นชมตัวเองบ้าง

ลมปากจะหวานได้อย่างแท้จริง ต้องมีความจริงในนั้น (สัจจะ truth) มีความจริงใจ มีความเหมาะสมในการบอกกล่าวทั้งเวลาและสถานที่ ที่สำคัญ เหมาะกับผู้ฟังด้วย (พูดสิ่งที่เป็นจริง เป็นประโยชน์ ในเวลาที่ใช่ สถานที่ที่ใช่ คนที่ใช่)

สุนทรภู่ยังต่อกลอนนี้อีกว่า
“อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูมิรู้หาย”
ถึงเจ็บอื่นหมื่นแสนไม่แคลนคลาย เจ็บเจียรตายเพราะเหน็บให้เจ็บใจฯ.”

สุข ทุกข์ กับคำพูดของคนนั้นยาวนาน กว่าสุข ทุกข์ทางกาย
เจ็บกายเดี๋ยวก็หาย แต่เจ็บใจ ลืมยาก เรามักเอาความทรงจำมาตอกย้ำซ้ำเติมตัวเอง ครั้งแล้วครั้งเล่า เจ็บแล้วเจ็บอีก — แต่ก็คงขึ้นกับจริตของคนเช่นกัน บางคน ใจเอียงไปทางเก็บสุข บางคนชอบเก็บทุกข์

สำหรับฉัน ใจโน้มไปทางสุขนิยม จำสุขเสมอ และ ลืมทุกข์ง่าย ดังนั้น แม้จะมีคำให้เจ็บใจ แต่เมื่อมีลมหวาน ทุกถ้อยคำเจ็บช้ำก็ปลิวหายไปเลย

คำหวานในวันวาน สั้น ๆ แต่กินหัวใจ คือ “คิดถึง” — และวันนี้ ก็ดูเหมือนความหวานจะยังอยู่นะเนี่ย

LOVE and love

ช่วงนี้มีหลากเรื่องราวที่ให้ใจพิจารณาเรื่อง “รัก” การไปทำบุญให้คุณน้าและญาติมิตรที่จากไป แววตาของน้องหมาที่เราช่วยเหลือ ความขัดแย้งระหว่างคนใกล้ชิดคุ้นเคย (ทั้งของตัวเองและเพื่อน ๆ) อ้อ แล้วคงเป็นเรื่องเดือนแห่งความรักด้วยละมัง ฯลฯ
“บางที เราก็เหมือนจะรักคนที่ตายจากไปมากกกว่าคนที่มีชีวิตอยู่” ฉันรำพึงกับตัวเองเวลาทำบุญกรวดน้ำแผ่อุทิศบุญกุศลให้ผู้ล่วงลับ
ยิ่งอายุมากขึ้น รายชื่อของคนและหน้าตาของสิ่งมีชีวิตที่ฉันแผ่อุทิศบุญให้ก็มากขึ้นตามไปด้วย จนหลายครั้งรู้สึกว่า ต้องให้เวลากับพิธีกรรมนี้มากทีเดียว

ฉันนึกเลยไปถึงความรักในอดีตที่นับไม่ถ้วน (innumerable lifetimes) คนที่ฉันรัก เคารพ ผู้ที่มีพระคุณต่อฉัน มีมากมายขนาดไหนหนอ แล้วพวกเขาอยู่ที่ไหน เป็นอย่างไรกันบ้าง เวลาที่นึกถึงความรู้สึกดี ๆ เช่นนี้ในอดีตไม่ว่ากับใครหรือสิ่งใดก็ตาม (จำไม่ได้) มันมีความรู้สึกลึก ๆ บางอย่างในเชิงบวก ซึ่งยากจะอธิบาย เวลาที่เกิดความรู้สึกเช่นนี้ ฉันสัมผัสความรู้สึก “รัก” และส่งความรักและความรู้สึกขอบคุณไปให้ใครหรืออะไรก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเป็นอย่างไร

น้องหมาโอเล่ เป็นหมาแก่ที่ฉันดูแลแทนเจ้าของที่ไม่แยแสมัน ทุกครั้งที่เข้าไปให้อาหาร ให้น้ำ พลิกตัว เช็ดตัว ลูบหัว คุยด้วย มันจะมองจ้องฉันอยู่นานด้วยสายตาที่ทะลวงเข้าไปถึงก้นบึ้งหัวใจของฉันเลยทีเดียว ลึก ๆ ใจสั่นสะเทือนจนน้ำตาจะไหลทุกที
ฉันนึกถึงเรื่องเล่าในทิเบต จำได้คร่าว ๆ ว่า ครั้งหนึ่ง พระทิเบตเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังให้นมลูกของเธอ ขณะนั้นมีหมาข้างถนนตัวหนึ่งผอมแห้งเข้ามาใกล้ ๆ เหมือนจะขออาหารจากหญิงคนนั้น (คงมีอาหารด้วย) เธอกลัวว่าหมาจะแย่งอาหารของเธอ และทำร้ายลูกน้อย จึงคว้าหินใกล้มือแล้วขว้างไล่หมาตัวนั้น พระทิเบตรูปนั้นส่ายหน้าด้วยความปลงสังเวชแล้วพูดว่า “สังสารวัฏช่างน่ากลัวนัก ในอดีตชาติลูกน้อยที่หญิงสาวคนนั้นทะนุถนอมเคยเป็นศัตรูที่ทำร้ายเธอมาก่อน ส่วนหมาข้างถนนผอมโซนั้นเล่าในอดีตเป็นแม่ของหญิงผู้นั้น“

เราไม่มีทางรู้เลยว่า ผู้คนและสัตว์ทั้งหลายที่เราพบเจอในปัจจุบันสัมพันธ์กับเราอย่างไรในอดีต ๆๆๆๆๆ หากเราเห็นอดีตได้ เราจะรู้สึกและปฏิบัติกับคนหรือสัตว์ต่างไปจากที่รู้สึกและทำอยู่ในปัจจุบันหรือไม่

ฉันเชื่อว่าการเกิดเป็นมนุษย์อย่างที่เป็นอยู่เป็นโอกาสดี ที่เอื้อให้ฉันทำสิ่งดี ๆ แทนผู้ที่ฉันรักทั้งหลาย หากพวกเขาขาดโอกาสที่จะทำอะไรดี ๆ ให้กับตัวเอง ชีวิตที่มีจึงไม่ใช่เพื่อตัวเองเท่านั้น แต่เพื่อผู้ที่เป็นที่รักทั้งหลาย ทั้งรู้จักและจำได้กับจำไม่ได้ ความดีงามทั้งหลายที่ได้ทำและกำลังทำ ขอให้พวกเขาทั้งหลายได้รับด้วยราวกับว่าพวกเขาทำด้วยตัวเอง

ความรักจะข้ามภพ (กาละและเทศะ) ได้ไหมนะ เราได้แต่เชื่อและจินตนาการสัมผัสเอา

แต่ที่แน่ ๆ ความรักในภพนี้ ชีวิตนี้ เราสัมผัสและรับรู้ได้ “เราดูแลพวกเขาอย่างไร โดยเฉพาะคนที่เรารัก ครอบครัว เพื่อน คนรัก ฯลฯ เรารัก ดูแลและห่วงใยกันอย่างไร ในยามที่ต่างฝ่ายมีลมหายใจ หรือเราจะรอให้พวกเขาเป็นอดีต เพื่อที่เราจะรักเขาให้มากขึ้น”
เวลานี้ เมื่อนึกถึงการกรวดน้ำให้ผู้ที่จากไป ฉันนึกถึงคนที่ยังอยู่ที่วันหน้าก็จะจากฉันไป และฉันอยากจะรักพวกเขาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในปัจจุบัน

ฉันอยากจะรักคนที่ยังมีลมหายใจให้มากและไร้เงื่อนไข พอ ๆ กับที่ฉันรู้สึกกับผู้ที่จากไปแล้ว ความยากคงอยู่ที่ การอยู่ด้วยกัน ใกล้กัน สัมพันธ์กันนั้นมีการปะทะ เสียดสี ขัด แย้ง ของตัวตนอยู่เสมอ ๆ รักเพียงใดก็ยังน้อยกว่ารักตนเอง เราจึงรู้สึกขัดข้องหมองใจได้อยู่ร่ำไปเมื่ออีกฝ่ายไม่พูด ไม่คิด ไม่เป็น ไม่ทำ อย่างใจ “เรา”

ฉันนึกถึงคำพูดของเพื่อนคนหนึ่งที่ตอนนี้ท่านเป็นพระ “คนเราเหมือนหินก้อนหนึ่ง ต้องถูกขัด เสียดสี ปะทะ เพื่อขัดเกลาเหลี่ยมคมในตัวออกไปบ้าง เราจะได้กลม ๆ กลิ้งไปไหน เข้ากับใครได้ และยิ่งถูกกระทบกระแทก เสียดสี ขัดเกลา หินก้อนนี้ก็จะได้เล็กลงไปเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุด ไม่มีหินอีกต่อไป”
ความรักและตัวตนสัมพันธ์กัน (relative) ไหม

ถ้าเราตัวตนเล็กลง ความรักของเราจะใหญ่โตกว้างขวาง ถ้าตัวตนใหญ่โตคับฟ้า ความรักก็จะเล็กคับแคบ ….

หลายครั้งที่ อยากจะเอาแต่ใจ “ตน” ฉันจะนึกถึงคำบอกเล่าของอ. ประมวล ทีี่เคยให้สัมภาษณ์เรื่องความสัมพันธ์กับอ. สมปอง คู่ชีวิตของท่าน ความโดยย่อว่า อ. ประมวลไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องขับรถไกล ๆ เพื่อไปทานอาหารร้านนั้นหรือร้านนี้ และก็จะไม่ไป แต่เมื่อเห็นว่า การไปทานอาหารที่โน้นมีความหมายและทำให้บุคคลอันเป็นที่รักมีความสุข ท่านก็ยินดีที่จะวางความเห็นของตนลง แล้วพาภรรยาไปทานข้าว ในกรณีเช่นนี้ … อะไรมีความหมายกับเรามากกว่ากัน “ความเห็นของตน” หรือ “ความสุขของคนที่รัก”

คิดถึงเรื่องนี้ทีไร ฉันวางหลายเรื่องที่เป็นความคิดความเห็น ความถูกใจส่วนตัวลง เพื่อคนที่รัก แล้วหลายเรื่องมันก็ง่ายเข้า

การให้และการรับ ตอนที่ 2 : ปัญญาจากผู้ขอ

โปสการ์ดเขียนถึงตัวเอง บอกเล่าความประทับใจครั้งไปญี่ปุ่น

โปสการ์ดเขียนถึงตัวเอง บอกเล่าความประทับใจครั้งไปญี่ปุ่น

การให้และการขอ (ได้รับ) เป็นกระบวนการเดียวกัน ในเวลาให้ เราจะได้รับ และเวลารับ เรากำลังให้ เหมือนลมหายใจเข้า-ออก

ฉันได้เรียนรู้บทเรียนของการ “ขอ” ที่เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่จากพระเซนที่ได้พบ ณ ปราสาทโอซาก้า ญี่ปุ่น เมื่อปีพ.ศ. 2548

ตอนนั้นเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ฉันเพลิดเพลินกับการเดินชมปราสาทโอซาก้า ต้นไม้ ดอกไม้บริเวณรอบปราสาทหินงดงาม ชาวญี่ปุ่นช่างมีความละเมียดละไมในการจัดบรรยากาศปราสาทและภูมิทัศน์แวดล้อมให้สงบงามอย่างเรียบง่าย ฉันรู้สึกสุขสงบและสบายใจมากทีเดียว

ระหว่างทางลาดเดินลงไปชมสวนและพื้นที่รับประทานอาหารเบื้องล่างปราสาท ฉันเห็นพระเซนรูปหนึ่ง ท่านแต่งตัวเหมือนพระเจ้าอาวาส หลวงพ่อของอิคคิวซังเลย ชุดสีดำ สวมหมวกสาน มือหนึ่งถือถ้วยบิณฑบาต อีกมือถือลูกประคำ

ฉันรีบล้วงกระเป๋าควักเงินเยนจำนวนไม่มากไม่น้อยออกมาเพื่อจะใส่บาตร แล้วก็ชะงักเพราะเห็นปฏิกิริยาของนักท่องเที่ยวหลายคนทั้งต่างชาติและญี่ปุ่นที่มองท่านแปลก ๆ คำถามที่มักเกิดขึ้นในบริบทไทยคือ “พระจริงหรือเปล่า หรือขอทานปลอมเป็นพระ?”

ฉันจึงหยุดยืนอยู่ไกล ๆ แล้วเฝ้ามองพระเซนรูปนั้น

นักท่องเที่ยวหลายคนเดินผ่านไป หลายคนกรูเข้าไปยืนข้าง ๆ ท่านแล้วถ่ายรูป ทำท่าทางต่าง ๆ นานา บ้างก็ยื่นหน้าไปใกล้ๆ ท่าน บ้างนั่งลงแล้วแหงนหน้ามองขึ้นไปที่พระเซน ทำหน้าตาทะเล้นใส่ ส่งเสียงดังมากเจี๊ยวจ๊าว

พระเซนรูปนั้นไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ โต้ตอบ ทำให้นึกถึงทหารประจำการที่พระราชวังบัคกิ้งแฮม (guards at Buckingham Palace) ที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง ไม่ยิ้ม ไม่สนทนา

ท่านยืนนิ่งราวกับเป็นรูปปั้น กายสงบบนรองเท้าไม้โบราณแบบญี่ปุ่น (เกี๊ยะ) ใบหน้าเรียบเฉยภายใต้ปีกหมวกที่ปิดสายตาที่มองต่ำ ถ้วยที่เป็นเหมือนบาตรในมือนิ่งสนิท มืออีกข้างนับลูกประคำตามเสียงสวดมนต์ที่ท่านพึมพำที่ริมฝีปาก

ความสงบนิ่งของท่านตรึงให้ฉันยืนนิ่งไปด้วยและเฝ้ามองท่านอย่างจดจ่อ ฉันยืนมองท่านในอากัปกิริยาอย่างนี้นานกว่า 20 นาทีเห็นจะได้ เกิดความรู้สึกปีติในหัวใจ

ฉันเดินไปหาท่านแล้ววางเงินเยนลงในบาตรโดยระวังไม่ให้มีเสียงที่จะรบกวนการสวดมนต์ของท่าน ฉันภาวนาในใจ “ขอขอบคุณพระที่บำรุงจิตใจฉันให้สงบงามตามท่าน ขอบคุณที่ท่านให้โอกาสฉันทำความดี ขอบคุณที่สอนธรรมให้ฉันและขอให้ฉันเจริญงอกงามในธรรม เห็นธรรม เข้าถึงธรรม”

จากนั้น ฉันก็ถอยออกมายืนมองท่านต่อเพราะอาการสงบของท่านน่ามองมาก “ท่านยืนอยู่นานแค่ไหนแล้ว ทำไมจึงนิ่งสงบได้เพียงนี้ สิ่งแวดล้อมภายนอกไม่อาจรบกวนท่านได้เลย” ใจนึกอยากได้คำตอบว่าท่านยืนนานแค่ไหน ด้วยการที่จะหยุดยืนดูท่านแล้วจับเวลา แต่ก็ต้องเลิกล้มความตั้งใจนั้น เพราะต้องกลับไปขึ้นรถกับคณะที่มาเที่ยวด้วยกัน

ฉันเดินจากไปด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบหัวใจ ฉันรู้สึกว่าพระเซนรูปนี้มาโปรด (ให้) ฉันเสียมากกว่า ด้วยการ “ขอ” ถ้วยบาตรที่หงายในมือท่านเปิดโอกาสให้ฉันทำทาน ฝึกความอดทน (ที่จะยืนนิ่งและเฝ้ามองท่าน) ฝึกสมาธิไปพร้อมกับท่าน ซึ่งผลบุญที่ได้รับคือความอิ่มใจ ความสุข

ฉันเข้าใจว่าการที่พระออกบิณฑบาต นอกจากจะเป็นการบำรุง “พระ” ในพุทธศาสนาแล้ว การที่พระไปบิณฑบาตนั้นเป็นไปเพื่อให้ธรรมะกับผู้คนด้วย อย่างที่หลวงพ่อชา สุภัทโท เคยพูดคราวหนึ่งว่า ไปบิณฑบาตไม่ใช่เพื่อเอา “ข้าว” แต่เอา “คน”

ฉันยังเห็นอีกด้วยว่า อาการ “ขอ” ของพระเซนรูปนี้เป็นไปด้วยความอ่อนน้อม การขอจึงเป็นการฝึกความอ่อนน้อมถ่อมตนและฝึกลดละอัตตาตัวตนไปด้วย ให้รู้ว่าชีวิตเรานั้นพึ่งพิงอิงอาศัยผู้อื่น สิ่งอื่น เราไม่ได้ยิ่งใหญ่

ฉันยังคงเหลียวมองพระเซนรูปนั้นเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งไปทานอาหารกลางวัน แล้วขึ้นรถกลับที่พัก ไกด์คนไทยที่อยู่ญี่ปุ่นมานับสิบปีเอ่ยขึ้นว่า “ใครเห็นพระเซนบ้างไหม โชคดีมากเลย เพราะปกติท่านจะไม่ค่อยออกมาแบบนี้ …. แต่งตัวเต็มยศอย่างนี้มักใช้ออกงาน … “ (แล้วก็เล่ากรณีที่พระปลอมประพฤติไม่ดีก็มีซึ่งจำไม่ได้แล้ว

ฉันมองกลับขึ้นไปตรงที่พระเซนยืนอยู่ ท่านไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว

วันนั้นเองฉันได้รับโทรศัพท์จากเมืองไทยว่า บ้านเก่าที่บอกขายตั้งแต่ต้นปียังไม่มีคนติดต่อซื้อ เพิ่งมีคนมาซื้อวันนี้เองได้ราคาที่เราพอใจ …อึมประหลาดดีเหมือนกัน..อย่างนี้สิ ไทยแท้ ๆ ต้องมีเรื่องแบบนี้ตบท้ายสักหน่อย

ใครจะเชื่ออย่างไรก็ตาม สำหรับฉันการทำบุญเป็นไปเพื่อปัญญาในธรรม สิ่งดี ๆ ที่ได้รับในทางโลกนั้นเป็นเพียงเศษบุญเท่านั้น ไม่ใช่สาระที่ปรารถนา

นอกจากเราต้องฝึกการให้แล้ว เราน่าจะต้องฝึกการ “ขอ” ให้เป็นด้วย

“ขอ” อย่างไรให้งดงาม

“ขอ” อย่างไรให้เป็นบุญ (ประโยชน์) ทั้งผู้ขอและผู้รับ

ความทุกข์กาย กับหัวใจชิว ๆ (ตอนต่อจากความทุกข์ใจ กับ อารมณ์ “ชั่ววูบ”)

แม้หญิงสาวจะก้าวพ้นจากความคิดชั่ววูบที่อยากพักร้อนจากความทุกข์สัก 3 วัน แต่ความทุกข์ใจที่เธอแบกถือมานานก็เบียดเบียนร่างกายของเธอให้อ่อนแอ มีเหตุให้ต้องไปพบแพทย์ ได้รับยาที่ไม่คุ้นมาทานแล้วก็เกิดอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง

เล่าโดยย่อ อาการแพ้ยานั้นเปรียบได้กับการรับพิษเข้าไป แล้วพิษแสดงอาการออกในลักษณะที่ทำลายเนื้อเยื่อบุผิวหนังอ่อนๆ ทั้งร่างกาย ทั้งภายในและภายนอก

เหงือกลอกเป็นแผ่น ๆ จนถึงโคนฟัน/ ริมฝีปากแตกบวมผุพองเลือดซิบอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องกินอาหารเหลวและผ่านหลอดดูด เพราะการอ้าปากแม้เพียงนิดก็ทำให้ริมฝีปากแยกเลือดไหล / เนื้อเยื่อในดวงตาลอกทำให้ตาเหนียวและดวงตาปิด ต้องมองโลกผ่านซี่กรงของขนตา ถ้ารักษาไม่ถูกทางก็จะทำให้ตาบอดถาวร/ ตามตัว ผิวหนังผุพองลอกเหมือนคนถูน้ำร้อนลวกหรือไฟไหม้/ เนื้อเยื่อที่อวัยวะเพศและทวารก็ลอกทำให้การขับถ่ายแต่ละครั้งเหมือนเอาเกลือหรือน้ำกรดราดบนแผลสด มีเลือดออกมาเสมอ/ ในช่วงท้าย ๆ ยังมีอาการปอดและหัวใจเต้นคร่อมจังหวะเล็กน้อยด้วย  ฯลฯ

เธออยู่โรงพบาบาล 12 วัน เป็นช่วงที่เธอมีความสุขทีเดียว เธอถือโอกาสในการรักษากายครั้งนี้เป็นการปลีกวิเวกรักษาใจ เหมือนที่เธอเคยไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมที่วัดเป็น 10 วัน

เธอบอกให้ญาติและครอบครัวดำรงชีวิตตามปกติ ส่วนเธออยู่โรงพยาบาลตามลำพังได้ ชีวิตในช่วงนั้น ไม่เปิดทีวี เพราะแสงจากทีวีจะรบกวนสายตาและความสงบที่เธอต้องการเพื่อเยียวยาเซลล์ในร่างกาย ทั้งวั้นเธอมีใจกับกายเป็นเพื่อนและเป็นครู ความเจ็บป่วยและเจ็บปวดเป็นแบบฝึกหัดย่อย เพื่อฝึกฝนเธอให้เข้าใจว่า เธอยังต้องฝึกฝนอะไรอีกบ้างก่อนจะถึงวันสอบใหญ่ของชีวิต (ความตาย)

ชีวิตในห้องพักส่วนใหญ่ เธอปฏิบิตามแนวทางที่เคยฝึกฝนมาบ้าง ตามดูตามรู้กายที่เคลื่อนไหว ตามดูตามรู้เวทนา ความรู้สึกสุขทุกข์ เจ็บปวด (ซึ่งไม่ง่ายเลย) ตามดูตามรู้ความคิด และตามดูตามรู้กระบวนการการทำงานของใจ — ทั้งหมดเท่าที่จะรู้ได้และตามภูมิความเข้าใจในการปฏิบัติ

เธอได้เรียนรู้ชีวิต เรียนรู้ธรรม และเผชิญหน้ากับเสี้ยวเวลาที่รู้สึกว่าความกลัวกำลังเกี่ยวกุมหัวใจเธอ

ความทุกข์กายครั้งนี้สอนให้เธอรู้จักบทเรียนแห่งความอ่อนน้อมถ่อมตนและลดมานะอัตตาลงบ้าง เธอเรียนรู้ที่จะเจียมตัวกับความทุกข์ ที่เป็นครูใหญ่สอนบทเรียนสำคัญ ท่าทีที่อ่อนน้อมกับความทุกข์ช่วยให้ทุกข์คลายลงได้บ้าง อย่างน้อยก็คงเพราะใจที่อ่อนน้อมเป็นใจที่มีความเบาในตัวของมันเอง

ชีวิตที่ดูแลและช่วยเหลือทำอะไรเองเป็นส่วนใหญ่ได้สร้างเปลือกแข็งให้เธอโดยไม่รู้ตัว เธอมั่นใจในตนและทะนงตน (pride and self-autonomy) รู้สึกว่าตนมีอำนาจจัดการชีวิตตัวเองอย่างโน้นอย่างนี้ (และหลายครั้งก็ไผลไปคอยจัดการชีวิตคนอื่นด้วย) แต่ความเจ็บป่วยครั้งนี้ทุบทะลายเปลือกที่หุ้มไว้แหลกกระจาย เธอรู้สึกเหมือนหอยทากที่โดนกระชากเปลือกออกไป ตัวเปล่า ใจเปลือย เธอไม่มีอำนาจเหนือร่างกาย โดยเฉพาะในเวลาเช่นนี้ คุมสั่งอะไรไม่ได้เลย และเธอยังต้องนอนให้พยาบาลคอยจัดการกับร่างกายให้เธอล้างตา ล้างปากเช็ดตัว นอนเปลือยโล่งโจ้งราวกับเด็กทารก (ที่มีสำนึกอายของผู้ใหญ่) เธอนึกถึงการอบรมเผชิญความตายอย่างสงบ ของเครือข่ายพุทธิกา ที่นำกระบวนการโดยพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ในยามที่กายเปราะบาง ใจก็อ่อนไหวไปด้วย เข้าใจเลยว่า ผู้ป่วยหลายคนคงจะรู้สึกเช่นนี้ ไม่มีพลัง/อำนาจในตน ซึ่งอาจจะสั่นคลอนความรู้สึกเคารพนับถือในตัวเอง (เกิด low self-esteem) อันเกิดจากการที่ต้องพึ่งพาคนอื่น

ความรู้สึกดังกล่าวเข้ามาเยือนเธอเพื่อสะท้อนเปลือกที่เธอมองไม่เห็นในยามปกติและสอนให้เธอรู้จักที่จะก้าวข้ามมันไป เธอพลิกความรู้สึกนั้นไปอีกด้าน “เมื่อเห็นความถือตนแล้ว ก็คงได้เวลาฝึกฝนความอ่อนน้อมถ่อมตน และใครจะไปรู้ สักวันในชีวิต เราก็ต้องพึ่งพาความกรุณาจากผู้อื่น ในยามแก่ ยามป่วยหนักและยามตาย ฝึกไว้แต่ตอนนี้เลย” เธอบอกตัวเอง

เธอยังเห็นเรื่องนี้เป็นโอกาสที่จะได้ชื่นชมกับความเมตตากรุณาของผู้คนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะโดยวิชาชีพหรือด้วยความรักและมิตรภาพ เธอจึงอยู่ในโรงพยาบาลอย่างมีความสุข เห็นความงดงามในตัวผู้คนและตึกอาคาร นกที่เกาะริมหน้าต่าง พระอาทิตย์ขึ้น แสงไฟถนนามค่ำคืน (และเห็นเข็มฉีดยาด้วยความปลง)

เพื่อน ๆ หลายคนมาเยี่ยมพร้อมคำอวยพร รอยยิ้ม และชวนคุยจนทำให้เธอหัวเราะจนต้องดื่มเลือดตัวเอง (เพราะการอ้าปากเพียงนิดก็ทำให้ริมฝีปากแตก เลือดไหลตลอด)

พยาบาลแต่ละคนที่เข้ามาดูแลอ่อนโยนกับเธอมาก ทุกคนเข้ามาพร้อมสายตาที่อธิบายไม่ถูก — สยอง-เสียว ประมาณนั้น “เจ็บหน่อยนะคะ” พยาบาลบอกทุกครั้งที่เข้ามาทำแผลที่ริมฝีปาก ดวงตาและอวัยวะเพศ

“ยังไงก็ต้องเจ็บอยู่แล้ว เรื่องความเจ็บปวดเป็นหน้าที่ของเจ้าตัวที่ต้องดูแลเอง ไม่ต้องห่วงนะคะ พยาบาลทำให้เต็มที่ก็แล้วกันค่ะ” เธอพูดทุกครั้ง แล้วก็จะหลับตาเริ่มตามรู้ความรู้สึกเจ็บเป็นขณะ ๆ เมื่อทำแผลเสร็จ (ต้องทำทุก ๆ 3-4 ชั่วโมงเลยทีเดียว) พยาบาลมักจะถอนใจแบบโล่งไปที หญิงสาวยิ้มและขอบคุณพยาบาล

ช่วงเวลาที่เจ็บมากที่สุด คือ ตอนเข้าห้องน้ำ เห็นโถส้วมเป็นดั่งสมรภูมิที่ต้องหลั่งเลือด เธอสูดหายใจลึก ๆ หลาย ๆครั้งก่อนที่จะหย่อนตัวลงทำธุระ นับ 1-2-3 ก่อนแล้ว ….. เจ็บแสบแปลบทรวงเหลือเกิน เหมือนบีบมะนาวลงบนแผลสด แล้วบีบ ๆๆๆ ไปจนกว่าจะปล่อยน้ำจากร่างกายหมด จะเร่งจังหวะปล่อยให้เร็วก็ไม่ได้ …. เธอตามดูตามรู้ความเจ็บปวดไป มันเจ็บไม่เท่ากันตลอด มีจังหวะหนักเบา ขึ้น ลง แต่ก็เหนื่อยมาก ความเจ็บปวดทำให้กายล้า อ่อนแรง เธอเดินออกจากห้องน้ำเหมือนคนไม่ได้กินน้ำมาสองวัน

แต่เธอจะหลายร่างเป็นซอมบี้ผีดิบก็ตอนที่ทำธุระหนัก อันนี้หลั่งเลือดท่วมโถกันเลยทีเดียว เพราะพิษที่อยู่ในร่างกายทำลายเนื้อเยื่ออ่อนภายในหมายถึงทวารด้วย ทำให้เลือดสด ๆ ไหลออกมาทุกครั้งในเวลาถ่าย เพราะสิ่งที่ถ่ายนั้น ไม่ว่าจะนิ่มนวลปานใดก็ระคาย-ครูดกับลำไส้ที่โดนลอกไปเรียบร้อยด้วยพิษยา

เธอเจ็บปวดท่วมท้นจนตามดูตามรู้ไม่ไหวแล้ว เธอจึงอัญเชิญพระอาจารย์หลายองค์เข้าห้องน้ำด้วย ทุกครั้งเวลาเข้าห้องน้ำ เธอจะนำวิทยุและเทปเสียงธรรมไปเปิด  (เทป — อึม.. ช่างสะท้อนความเก่าแก่ของเรื่องราว)

เธอจะตามดูตามรู้ความเจ็บปวดด้วยตัวเองจนกว่ารู้สึกใจสั่นเหมือนจะขาด แล้วจึงจะเปิดเทปธรรมะเพื่อให้จิตพักไปฟังเสียงธรรม เคลื่อนจากการรับรู้เวทนาชั่วคราว เมื่อรู้สึกดีขึ้น ก็จะกลับมาเจริญสติตามรู้ความเจ็บปวดต่อ ทำอย่างนี้สลับไปมา จนเสร็จธุระ ทั้งหมดใช้เวลาราว ๑๕-๓๐ นาที เธอเดินออกจากห้องน้ำราวกับผีดิบ ขึ้นเตียงแล้วนอนหมดสภาพไร้เรี่ยวแรง

เวลาที่กายอ่อนแอมากอย่างนั้นพาใจให้อ่อนล้าไปด้วย ในภาวะที่ใจพลังตก (จิตตก) ความคิดและความรู้สึกที่ไม่เป็นกุศลบางอย่างอาจผุดขึ้นได้ง่าย ในเวลานั้น เธอรู้สึกท้อแท้ หน่ายกับสิ่งที่เผชิญ และสงสารตัวเอง —- ซึ่งในเวลาปกติที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล เธอจะรู้สึกสบายใจ สงบ เป็นสุขพอสมควร แต่ในเวลาเจ็บมาก กายหนื่อย ก็ฉุดใจลงไปด้วย ขาดแรงเจริญสติ (พลังตก)

ความท้าทายที่สุดในความเจ็บป่วยครั้งนั้นมาเยือนในคืนหนึ่ง

อยู่บนเตียง เธอนอนดูร่างกายหายใจ ตามรู้ลมหายใจ สักพักเริ่มรู้สึกว่าลมไม่เข้าปอด หรือปอดรับลมได้เพียงครึ่งหนึ่ง พยายามเบ่งซี่โครงดึงลมเข้าปอด แต่ลมก็ไม่เข้าไปสักเท่าไร

เธอกดกริ่งเรียกพยาบาล “ตอนนี้ รู้สึกหายใจไม่ออก เหมือนไม่มีอากาศเข้าปอด ช่วยบันทึกไว้หน่อยนะคะ แล้วถ้ากดกริ่งอีกครั้ง รบกวนเอาอ๊อกซิเจนเข้ามาเลยนะคะ แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องค่ะ จะพยายามดูแลตัวเองก่อน” พยาบาลพยักหน้ารับคำ

เธอกุมกริ่งในมือ หลับตาแล้วตามดูร่างกายหายใจต่อไป จนช่วงหนึ่ง รู้สึกว่าแทบไม่มีลมเข้าปอดแล้ว “เราจะตายแล้วหรือนี่”

ตามการฝึกฝนและความรู้ที่เคยได้รับจากกาอบรมเผชิญความตายอย่างสงบ และการเขียนหนังสือเผชิญความตาย ทำให้เธอเร่งสำรวจว่า ตนเองมีความกังวลห่วงหาอะไรหรือไม่

ไม่มี —ไม่ห่วงใคร อะไร ไม่ห่วงงาน ไม่มีทรัพย์สินให้ห่วงหรือหวงแหน

รู้สึกค้างคาอะไรกับใครหรือเปล่า

ไม่มี

มีสิ่งที่อยากทำแล้วยังทำไม่สำเร็จ ยังคาใจอยู่ไหม (unfinished business)

ไม่มี

(คือคนมันไม่ค่อยแยแสใครหรืออะไร ค่อนข้างเห็นแก่ตัวก็งี้ มั้ง)

แต่อารมณ์หนึ่งปรากฏชัด — “กลัว”

เธอตามดูตามรู้ความรู้สึกกลัว แล้วก็ได้พบกับบางอย่างที่สะดุ้งใจ เธอสรุปเป็นความคิดในภายหลังได้ว่า เธอกลัว “ตัวตน” จะหายไป ความเป็น ”ตัวกู” ดิ้นรนเป็นทุกข์อย่างเห็นชัด

“ยังไม่ผ่าน” เธอบอกกับตัวเอง

เธอรู้ตัวอีกทียามเช้า รู้สึกสดใสเบิกบาน เมื่อทบทวนเรื่องราวสุดท้ายเมื่อคืน เธอไม่รู้ว่าหลับไปตอนไหน ทั้งๆ ที่หายใจไม่ออก จำได้แต่ว่า เมื่อเห็นความดิ้นรนของตัวกู ก็หลับไปเลย (กูคงเหนื่อยมากจนขอหลับก่อน) และได้คิดว่า นี่คืองานที่ต้องทำต่อไป งานทำให้ตัวกู (ความเป็นตัวเป็นตน) เลิกดิ้นรนที่จะคงอยู่หรือกลัวว่าจะสูญ …. และแม้ไม่สำเร็จในชีวิตนี้ ก็ไม่เป็นไร

ทุกข์ใจกับ อารมณ์ “ชั่ววูบ”

ทึ่งกับภูมิจิตภูมิธรรมของบรรพบุรุษที่ประดิษฐ์คำได้ตรงกับสภาวะของอารมณ์เหลือเกิน “อารมณ์ชั่ววูบ” ทุกอารมณ์วูบมา วูบไป ถ้าเราเห็นอย่างนั้นและไม่เข้าไปจับ/ยึดอารมณ์ (ที่ไม่ดี) อารมณ์ไหน ๆ มันก็จะผ่านเลยไป โดยที่เราไม่ถูกลากจูงไปกระทำการบางอย่างที่ไม่ควร ยกตัวอย่าง เช่น การทำร้ายตัวเอง

เรื่องย่อมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานๆๆๆแสนนานมาแล้ว หญิงสาวผู้หนึ่งประสบกับความผิดหวังในความรัก รู้สึกอกหักอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดในหัวใจมิอาจแปรเป็นถ้อยคำภาษา รู้เพียงว่า ทุกข์จนรู้สึกว่าหัวใจแบกรับความรู้สึกทุกข์ไม่ไหวอีกแล้ว

ในขณะที่เธอนอนซมอยู่บนเตียงราวกับซากสิ่งมีชีวิตที่นอนนิ่งไม่ไหวติง ความคิดหนึ่งวูบเข้ามา “อยากจะนอนหลับไปสัก 3 วัน จะได้ไม่ต้องรับรู้ความรู้สึกทุกข์ที่กำลังเผาใจ ทนไม่ไหวแล้ว” เธอแอบคิดเอาว่า เมื่อตื่นขึ้นมา ความทุกข์ทั้งหลายจะอันตรธานหายไปสิ้น

ในเวลานั้น เธอไม่รู้เลยว่า วูบความคิดดังกล่าวได้เกาะกุมใจเธอแล้ว ความคิดนั้นกำลังบงการให้เธอลุกขึ้นจากที่นอน  เพื่อที่จะไปหายาที่จะทำให้เธอได้นอนหลับสมใจ กินสักหลาย ๆ เม็ดก็น่าจะใช้ได้

มารู้ตัวอีกทีก็เป็นวูบอารมณ์ที่รู้สึกสะดุดและสะดุ้งกับความคิดที่เกิดขึ้น “เอ้ย นี่มันเฉียดฆ่าตัวตายนี่หว่า”

วูบต่อมา เธอรู้สึกสลดใจ จากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจคนจำนวนหนึ่ง “บางที คนที่ทำร้ายตัวเองสำเร็จ เขาอาจไม่คิดจะตายจริง ๆ หรอก บางทีเขาต้องการแต่พัก-วางจากทุกข์บ้างก็เท่านั้นเอง”

อารมณ์ชั่ววูบเหมือนกับพายุ พายุที่พัดกระหน่ำเข้ามา หากเราอยู่ในบ้านที่มีความมั่นคง ก็ยากที่จะถูกพัดปลิว แต่หากเราอยู่ในกระท่อมไม้เก่า ๆ ผุ ๆ หรือที่โล่งแจ้ง พายุจะพัดพาเราไปได้โดยง่าย

ถ้าใจเราไม่ตั้งมั่นพอก็จะถูกลากจูงไปให้ทำการตามที่วูบอารมณ์นั้นบงการ แทบไม่รู้ตัวและเมื่อทำไปแล้ว อารมณ์วูบนั้นก็ดับไป เหลือไว้แต่ซากความเสียหายที่เกิดขึ้น ในเวลานั้น หลายคนก็จะเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไป แน่นอน หากคนนั้นโชคดี ยังมีลมหายใจ เขาจะมีโอกาสได้เรียนรู้ ปรับตัว ปรับใจ และแก้ไขอีกหลายเรื่องราว

แต่หากชีวิตมีอันต้องดับไปเพราะพายุวูบอารมณ์นั้น ความทุกข์จะกลายเป็นนิรันดร์

ทุกข์ใจไม่ได้อยู่ที่กาย แม้กายจะไม่มี แต่ใจมีอยู่ ดังนั้น ทุกข์ใจยังคงติดตามไปตามนานเท่านานกว่าที่ใจจะรู้ (เดาเอานะ)

ราวกับคนบ้า หญิงสาวคนนั้นนอนขำตัวเองกับอารมณ์ที่วูบไหวไปมา เธอมีพลังขึ้นเล็กน้อย พยุงตัวเองขึ้นมาจากเตียงแล้วก็ใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องดำเนินต่อไป

แน่นอน ทุกข์ใจนั้นยังอยู่ แต่พลังของมันลดลงไปแล้ว วูบอารมณ์ที่อยากพักร้อนจากความทุกข์สัก 3 วัน ไม่หวนกลับมาอีกเลย

เธออยู่กับทุกข์ไปตามสภาพ เข้าใจว่าทุกข์นั้นไม่ดำรงอยู่ตลอดเวลา มันขึ้น-ลง เหมือนเส้นกราฟ บางทีกราฟที่กรุณาต่อหัวใจของเราก็จะค่อย ๆ ไต่เพดานขึ้นไป พอให้เราปรับสภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไป แล้วเมื่อถึงจุดสูงสุด (peak) ก็จะรีบดิ่งตัวลงต่ำโดยเร็ว (ได้อย่างนี้ก็คงดี) แต่โดยมาก กราฟจะพุ่งทะยานไปถึงจุดสูงสุดแล้วทรงตัวอยู่ในระดับสูง อาจมีลงบ้างก็เล็กน้อยแล้วก็พุ่งขึ้นอีก

เธอดีใจที่ทุกข์นี้นำความรู้ความเข้าใจหลายอย่างมาให้เธอ หนึ่งในนั้น คือ เธอไม่มองผู้ที่คิด(สั้น)ว่า โง่เขลา หากแต่เข้าใจว่า เขาเหล่านั้นตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอารมณ์ชั่ววูบ ซึ่งหากเขาทอดเวลาไปอีกสักหน่อย ให้เวลาตัวเองอีกนิด ความคิดจะเปลี่ยนไป ที่สำคัญ คนเราควรหมั่นฝึกฝนจิตให้มั่นคง ตั้งมั่น เพื่อรับมือกับวูบอารมณ์ที่อาจจะพัดผ่านเข้ามาสักวัน

เวลาที่ทุกข์ใจมาก ๆ เปรียบเสมือนอยู่กลางพายุ ให้หาที่กำบังที่มั่นคงพอสมควร ที่กำบังนั้นอาจเป็นสิ่งที่ทำให้มีความสุข กิจกรรมที่ชื่นชอบโปรดปราน (ที่ไม่เป็นอันตรายต่อตัวเองและผู้อื่น) ไปยังสถานที่ที่ให้ร่มเงากับหัวใจ เช่น สถานที่ทางธรรมชาติ วัด หรือหาผู้ที่เป็นที่พักพิงจิตใจเราได้ แล้วรอ..รอ…รอ.. อย่าเพิ่งคิดอ่านทำอะไรในช่วงที่อารมณ์วูบไหวไปมา  แต่รอให้ใจสงบก่อนจะคิดอ่านทำอะไรท่ามกลางห้วงเวลาแห่งพายุนั้น

แต่หากใครสามารถและมีแรง ให้วิ่งฝ่าแรงลม ฝน และข้าวของที่ปลิวว่อนกระจุยกระจาย เข้าสู่ใจกลางพายุ เขาว่ากันว่า ที่ใจกลางพายุ เรียกว่า “ดวงแห่งพายุ” (The Eye of Storm) เป็นที่สงบ นิ่ง เงียบ สรรพสิ่งไม่ไหวติง แล้วที่นั่น นั่งดูความเคลื่อนไหวของเรื่องราวต่าง ๆ โดยไม่ได้รับแรงกระทบกระแทกใดเลย

(เรื่องต่อจากนี้ชื่อ ความทุกข์กายกับหัวใจชิว ๆ)