ความบังเอิญที่เลือกเอง

ชีวิตคือกรรม — การกระทำ หรือ ไม่กระทำ ซึ่งเป็นทางเลือกของชีวิต ที่เราเลือกเองว่าจะกระทำอะไร ไม่กระทำอะไรอยู่ทุก ๆ ขณะ เราล้วนกำหนดเอง กำหนดอนาคตจากทุก ๆ ปัจจุบันขณะ — ทุก ๆ ทางเลือกเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละขณะชีวิต จะนำไปสู่อนาคต

นี่คือหนึ่งในตัวอย่างนั้น

วันหนึ่ง มีเหตุให้ต้องออกจากบ้านแต่เช้า ระหว่างขับรถ บังเอิญเหลือบมองไปยังร้านค้าข้างทาง แล้วก็ให้พอดีว่า เห็นหมาน้อย ๓ ตัว นั่งหน้าร้านค้าที่ปิดประตูอยู่ หน้าตาของมันมอมแมม เราวกรถกลับมาดูพวกมันอีกทีว่า มันมาอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร มีใครดูแลอยู่

มัน ๓ ตัวอยู่กันลำพังข้างอาคารที่ปล่อยทิ้งทั้งที่ยังสร้างไม่เสร็จ มีสายเคเบิล สายไฟกองสุม รวมกับถังสี ท่อนไม้ แท่งเหล็ก สภาพของมันทั้ง ๓ ตัว ขนยาวเกาะกรังเป็นก้อนตามตัว ขาทั้งสี่เลอะ และมีโคลนดำพอกทั้งสี่ขา เป็นถุงเท้ายาวสีดำ หน้าตามอมมาก ๆ

จุดที่ถูกทิ้ง edit               เรามองซ้าย-ขวา ไม่เห็นใคร และไม่เห็นน้ำ หรืออาหารที่เจ้าทั้งสามจะอาศัยประทังชีวิต — บังเอิญที่เช้านี้ เอากล่องพลาสติกใส่ผลไม้มากินระหว่างทาง เลยเอามาใส่น้ำให้เจ้าทั้งสามกินไปพลางก่อน

หมาพันธุ์ชิทสุ มันต้องเป็นหมามีเจ้าของ และเจ้าของมันน่าจะอยู่ตรงที่ ๆ มันนั่ง นอนตรงนั้น คือ หน้าร้านขายของ

เราบอกให้น้องสาวหาน้ำและอาหารมาให้มันก่อนไปทำงาน ส่วนตัวเอง หลังจากธุระเสร็จ ก็จะรีบมาดูอีกที

ช่วงบ่าย ๆ อากาศร้อนมาก และแดดเผา เรากลับมาดูเจ้า ๓ ตัวอีกครั้ง และมันยังอยู่ที่นั่น ที่ข้างตึกซีเมนต์ไร้ร่มเงา เราจอดรถ เอาน้ำ อาหารมาให้ มันกระดิกหางเข้ามาหา นัวเนียคลอเคลีย อย่างรู้ประสา และกินน้ำอย่างโหย กินอาหารบางส่วนที่เอามาให้ด้วย และเราก็ได้รู้ว่า ทำไมมันจึงมอมดำกันขนาดนั้น ก็เพราะเวลามันร้อน มันจะมุดลงไปอยู่ใต้ถันน้ำครำข้างล่าง และมันก็น่าจะกินน้ำจากจุดนั้นด้วยล่ะ

ภาพข้าวเจ้า                เรารีบไปรับหมอมาดูและช่วยกันอุ้มเจ้า ๓ ตัวนี้ ไปอาบน้ำ ทำความสะอาด ตัดขน ดูแลสภาพร่างกาย ถ่ายพยาธิ ฉีดยา — แม้มันจะเป็นหมามีเจ้าของ แต่เมื่อเจ้าของไม่ดูแล เราก็ไม่อาจทำใจปล่อยให้เจ้าหมา ๓ ตัวอยู่ในสภาพนั้นได้ — เราถามคนที่อยู่แถวนั้นว่า เจ้าของหมาอยู่ไหน “ไม่มา นานแล้ว” คือ คำตอบที่เราได้ — เรามองไปที่ร้านที่ปิดกิจการ

หมอและเราช่วยกันอุ้มเจ้า ๓ ตัวขึ้นรถเพื่อไปดูแลต่อที่ร้านหมอ คุณหมอบอกว่า เจ้าชิทสุตัวผู้และตัวเมีย น่าจะอายุสักเกือบ ๑ ปี หรือ ๑ ปีเศษนิด ๆ ส่วนตัวเมียอีกตัวที่กำลังตั้งท้องก็น่าจะคลอดอีกไม่นานนี้

น้องสาวของเราตั้งชื่อเจ้าตัวผู้ว่า ข้าวปั้น ตัวเมียว่า ข้าวสวย ส่วนตัวแม่ที่กำลังท้อง ชื่อว่า ข้าวแต๋น

วันรุ่งขึ้น คุณหมอบอกให้ร้านตัดขนที่รู้จักมารับตัวไปตัดขน และที่นั่น มันทั้ง ๓ ก็ได้พบกับเจ้าของคนใหม่

บังเอิญว่า ผู้หญิงคนหนึ่งตัดขนให้น้องหมาของพี่ตัวเองแล้วทำเสียทรง เลยต้องเอาน้องหมาไปทำทรงดี เลยพาน้องหมาของตัวเองไปที่ร้านตัดขนนั้น และก็พบกับสภาพน่าสังเวชของเจ้าข้าว ๓ ตัว เมื่อถามได้ความว่า เจ้าของทิ้ง เลยรีบโทรหาคนที่เพิ่งได้ยินเปรย ๆ ว่าอยากได้น้องหมา

ผู้ที่สนใจอยากได้น้องหมาก็รีบประชุมและรุดมาที่ร้านตัดขนเพื่อดูตัว และตกลงใจว่าจะรับมันทั้ง ๓ ตัวไปเลี้ยงที่บ้าน เขาโทรมาถามเราว่า จะให้ไหม

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก รวมถึงความรู้สึกผูกพันของเรากับเจ้าข้าว ๓ ตัว เราลังเลใจไม่น้อยที่จะตอบในทันที เพราะต้องการตรวจสอบให้แน่ว่า ผู้ที่จะรับไป มีความสามารถและศักยภาพพอที่จะดูแลมันทั้ง ๓ และอีกใจ เราก็คิดว่า ถึงเราจะไม่ใช่เจ้าของหมา ๓ ตัวนี้ แต่ตอนนี้ มันอยู่ในความรับผิดชอบของเรา ชีวิตของเขาอยู่ในความรับผิดชอบและการตัดสิดใจของเรา และอีกประการ เราลังเลว่า เราควรหาเจ้าของของมันให้มารับผิดชอบหมาของเขาหรือไม่ แต่เราก็ถามตัวเองว่า ถ้าเจ้าของหมาดูแลหมาของเขาอย่างนี้ เราควรให้เขานำมันกลับไปดูแลอีกหรือ?

ท้ายที่สุด หลังจากเจ้า ๓ ตัว ตัดขน อาบน้ำให้สบายตัว ให้ยา ถ่ายพยาธิ ฉีดวัคซีนต่าง ๆ (เว้นแต่เจ้าตัวท้อง) เราก็ตัดสินใจพาเจ้าทั้งสามไปส่งให้ถึงบ้านของเจ้าของใหม่ เพื่อจะได้รู้จักกัน และถามไถ่ทุกข์สุขของเจ้า ๓ ข้าวด้วย

วันที่เราพาเจ้า ๓ ตัวไปส่ง เราได้เห็นว่า สายสัมพันธ์ของหมาและคนเกิดขึ้นได้รวดเร็วเพียงใด พวกมันนั่งซุก คลอเคลียเราไม่ห่าง เราอยากให้มันอยู่ด้วยเหมือนกัน แต่โอกาสไม่อำนวยนัก ต้องตัดใจ

new 3 rice cropped          เจ้าของใหม่เป็นผู้หญิงวัย ๕๐ กว่า ใจดี บ้านมีเนื้อที่ให้น้องหมาวิ่งเล่น ซึ่งเธอมีหมาทั้งหมดเมื่อรวมเจ้า ๓ ข้าวแล้วก็ ๘ ตัว ทุกตัวอยู่ด้วยกันอย่างดี ดูสุขภาพกายและจิตดี และเจ้าของใหม่ยังเชื้อเชิญให้เรามาเยี่ยมแวะดูหมาได้เสมอ มานอนค้างก็ได้ หรือพามันไปเที่ยว — แถมขากลับจากเอาเจ้า ๓ ข้าวไปส่ง เขาให้ผลไม้ที่ปลูกเองในบ้านมากินด้วย — เราก็เลยได้เพื่อนใหม่เพิ่ม และวางแผนไว้ว่า ซื้ออาหาร ขนม และยา ไปฝากน้องหมาทั้งหลายบ่อย ๆ รวมถึงจะพาเจ้า ๓ ข้าวออกมาเที่ยวบ้างด้วย

เราอาจจะเรียกเหตุการณ์ทั้งหมดครั้งนี้ว่า “ความบังเอิญ ความโชคดี” แต่หากพิจารณาดูว่า ความโชคดีจะเกิดขึ้นหรือไม่ หากเราไม่แวะดูเจ้า ๓ ตัว ไม่นำมันไปหาหมอ หมอไม่พามันไปอาบน้ำตัดขนที่ร้านนั้น ลูกค้าที่พาหมามาตัดขนไม่โทรศัพท์ไปหาคนที่รู้ว่าอยากได้หมา ฯลฯ

ชีวิตมีเรื่องราว แต่เราก็เป็นตัวละครที่กำหนดความเป็นไปของเรื่องราวในบทละครแห่งชีวิตนี้ ว่าจะให้เป็นไปในทางใด สำหรับเรา — เราได้โอกาสพบเห็นเจ้าหมา ๓ ตัว แต่เราทำอะไรกับโอกาสนั้น นั่นเอง คือ กรรม ที่เรามีส่วนร่วมกำหนด ทั้งกรรมเรา และกรรมเจ้าหมา ๓ ตัว นั่นเอง คือ อนาคตที่เราร่วมสร้างขึ้น

เมื่อขับรถจากมา สายตาของเจ้า ๓ ตัว มองเราไม่วาง — ใจเราก็ไม่วางจากพวกมันเช่นกัน และนั่นทำให้หัวใจเราสลาย

เรานึกถึงทุกขสัจจ์ที่ฟังสวดอยู่บ่อย ๆ (ทุกขัง อริยสัจจัง) – “เราทุกคนต้องพลัดพรากจากของรัก ของชอบใจด้วยกันหมดทั้งสิ้น”

ทุกข์ในรูปแบบนี้เข้ามาในชีวิตเรา ระลอกแล้วระลอกเล่า ใจของเราแตก สลาย ครั้งแล้วครั้งเล่า เราถามตัวเองว่า “ต้องใจสลายกันอีกกี่ครั้ง อีกกี่หนที่เราต้องเจอเรื่องราวแบบนี้” — บางที ใจของคนเราอาจต้องสลายครั้งแล้วครั้งเล่า จนไม่เหลือใจ “ของเรา” ให้สลายอีกต่อไป

ตระหนักรู้ทุกข์ จึงตัดกรรม

ฉันต้องขอบคุณความทุกข์ของน้องฟ้า (นามสมมติ) เด็กน้อยวัย 9 ขวบ ผู้ที่ความทุกข์ของเธอสร้างพลังและศรัทธาให้ฉันดูแลรักษาศีลข้อที่ 3 เพื่อแปรเปลี่ยนความทุกข์ในใจของตัวเอง และของเพื่อนร่วมโลก

…….

การสวดศีล 5 ตามแบบฉบับหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ มักขึ้นต้นด้วยวลีที่ว่า ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากการประพฤติผิดในกาม……..ข้าพเจ้าขอตั้งจิตมั่นว่าจะบ่มเพาะความรับผิดชอบ และเรียนรู้วิธีที่จะปกป้อง ความมั่นคงและความซื่อสัตย์……”

ฉันสวดไปก็คิดตามและทำความเข้าใจศีลแต่ละข้อ รายละเอียดของศีลแต่ละข้องดงาม สมสมัย เป็นเหตุเป็นผล ฉันน้อมรับประพฤติศีล 5 มาปฏิบัติในวิถีชีวิตด้วยความเต็มใจ แต่ฉันก็ยังทำได้ไม่เข้มแข็งเท่าไรนัก เรียกได้ว่ากระพร่องกระแพร่ง

ฉันนึกมาตลอดว่า การที่เราประพฤติศีลได้ไม่เต็มที่เพราะขาดความตั้งใจกระมัง หรือมันยากจริง ๆ เพราะเราคุ้นชินกับความไม่ปรกติ (ศีลแปลว่า ความเป็นปรกติ)

ฉันเพิ่งค้นพบเหตุที่ทำให้ฉันไม่อาจดูแลข้อประพฤติศีลได้หนักแน่นพอ คำตอบ ก็อยู่ที่ “ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จาก….” ฉันขาดความตระหนักรู้ทุกข์ นั่นเอง

ที่ผ่านมา ศีลเป็นเรื่องข้อปฏิบัติพึงทำ ข้อห้ามที่ไม่ทำเดี๋ยวโดนลงโทษ แต่ไม่ใช่ การตระหนักรู้ จึงขาดพลัง

การตระหนักรู้ทุกข์ต้องเกิดขึ้นที่ใจ ไม่ใช่ความคิด

ความทุกข์ที่กระทบใจอย่างแรงนั้นเป็นพลังแห่งการแปรเปลี่ยน มุ่งมั่นตั้งใจ สละตัวตนให้กับศรัทธาในการฝึกฝนอบรมตนให้พ้นจากทุกข์ พ้นจากการสร้างทุกข์ให้ผู้อื่นและสรรพชีวิต

ในวันนี้ ฉันต้องขอบคุณความทุกข์ของน้องฟ้า (นามสมมติ) เด็กน้อยวัย 9 ขวบ ผู้ที่ความทุกข์ของเธอสร้างพลังและศรัทธาให้ฉันดูแลรักษาศีลข้อที่ 3 เพื่อแปรเปลี่ยนความทุกข์ในใจของตัวเอง และของเพื่อนร่วมโลก

………………..

ครอบครัวของน้องฟ้ากำลังอยู่บนทางแพร่ง พ่อและแม่ของเธอกำลังเลือกที่จะเดินไปคนละเส้นทาง พ่อคิดจะเลือกเดินไปกับหญิงคนใหม่ที่สาวกว่าภรรยา ส่วนแม่ผู้ไม่มีงานทำมาปีกว่าแล้วจะอุ้มลูก ๆ 2 คน ไปพักพิงกับครอบครัวของเธอในต่างจังหวัด

…………..

น้องฟ้าเป็นเด็กเฉลียวฉลาด สติปัญญาดี และมีนิสัยจิตใจดี แต่เมื่อพ่อและแม่มีปัญหากันหนักเข้า เธอเริ่มมีอาการซึม วิตกกังวล ปวดท้องเพราะมีลมในกระเพาะมาก ที่รบกวนเธอที่สุด คือ เธอมักมีภาพความคิดแย่ ๆ เช่น เธอมักเห็นตัวเอง หกล้ม หัวฟาดพื้น เลือดอาบ หรือไม่ก็อยู่ในสถานการณ์อันตราย

ความคิดนี้อยู่กับเธอแทบตลอดเวลา เธอสลัดมันออกไปไม่ได้ “หนูจะทำอย่างไรดีให้ความคิดแย่ ๆ นี้ออกไป หนูไม่ชอบมันเลย” เธอถามคุณครู

แม้ครูจะให้คำแนะนำ เช่นว่า เล่นดนตรี ดูหนัง เล่นกับน้อง อ่านหนังสือ ฯลฯ ความคิดเหล่านั้น ก็ยังคงหลอกหลอนเธอ “หนูเล่นเปียโนเสร็จแล้ว มันก็กลับมา หนูอ่านหนังสือเสร็จมันก็กลับมา แล้วจะทำอย่างไรดีคะ”

กระทั่งวันหนึ่ง สิ่งที่ดูเหมือนเป็นต้นตอของความคิดร้าย ๆ ของเธอก็เผยออก “พ่อกับแม่หนูทะเลาะกันคะครู” เด็กน้อยเล่าให้ครูที่เธอไว้ใจฟัง “กลางดึกคืนหนึ่ง แม่มาปลุกหนูให้ลุกขึ้นและออกจากบ้านไปพร้อมแม่และน้อง บอกว่า พ่อไม่ให้เราอยู่บ้านนี้แล้ว” น้องฟ้าเล่าถึงเหตุการณ์วันนั้นทั้งน้ำตา

คืนนั้นแม่และลูกวัย 9 และน้องวัยอนุบาลออกจากบ้านไปอาศัยอยู่ที่บ้านญาติ

หนูน้อยถามครูต่อด้วยความอยากรู้ว่า พ่อของหนูออกจากบ้านไปตั้งแต่วันเสาร์ช่วงบ่าย ๆ ถึงเย็นวันอาทิตย์แล้ว ก็ยังไม่กลับ พ่อหายไปอย่างนี้ถือว่านานหรือยังคะครู หนูควรโทรตามพ่อไหมคะ”

น้องฟ้าเล่าว่า เธอโทรศัพท์ไปหาพ่อ แต่ปลายทางไม่รับสาย และบางครั้ง สัญญาณก็ติดต่อไม่ได้ คุณพ่อปิดมือถือ

ด้วยความเป็นเด็กช่างคิด จินตนาการและช่างสังเกต เธอเล่าให้ครูฟังอีกว่า คุณพ่อมักกลับบ้านดึก ๆ และแม่ก็ไม่ยอมนอน แต่จะนั่งรอคุณพ่อกลับบ้าน บางทีคุณแม่ก็ออกไปโทรศัพท์นอกห้อง น้องฟ้าได้แต่มองดูแม่ผ่านประตูกระจก และถามแม่ในใจว่า “หนูอยู่ตรงนี้ ทำไมแม่ไม่คุยกับหนู แม่คุยกับใคร”

น้องฟ้าแอบสังเกตเห็น และเก็บข้อมูลปฏิกิริยาของผู้ใหญ่มาตลอด เธอเท้าความว่าในบางคราวที่คุณแม่พาเธอไปบ้านคุณปู่คุณย่า คุณแม่ร้องไห้ต่อหน้าคุณปู่ และภายหลังแม่บอกกับเธอว่า “แม่ไม่ใช่คนในครอบครัวของพ่อ”

ความทุกข์ของคุณแม่กระแทกน้องฟ้าอย่างจัง บางทีคุณแม่ก็ให้เธอโทรเรียกให้คุณพ่อกลับบ้าน และเด็กน้อยก็ต้องรับฟังบางคำจากคุณพ่อซึ่งอาจไม่น่าฟังนัก ความรู้สึกกดดันและความเครียดของคุณแม่เอง ทำให้เธอมีอารมณ์หงุดหงิดกับลูก ละทิ้งลูกบ้างเป็นบางเวลา และไม่อาจเห็นทุกข์ของลูกได้

ส่วนคุณพ่อเองก็คงทุกข์ใจไม่น้อย แม้คุณพ่อจะออกจากบ้าน เอาตัวเองออกจากหลุมดำแห่งปัญหา และไปอยู่กับหญิงอื่น แต่เงาของความทุกข์ ความรู้สึกผิด หรือความคับข้องใจก็คงติดตามไม่ขาด ไม่ว่าคุณพ่อท่านนี้จะไปที่ไหน

น้องฟ้าไม่มีรายละเอียดของคุณพ่อมากนัก รู้แต่ว่า เธอกลัวและไม่กล้าคุยกับคุณพ่อ

ครั้งหนึ่ง ในยามที่เด็กน้อยป่วยนอนอยู่โรงพยาบาล แม่ไม่สามารถมาเฝ้าได้ เพราะต้องดูแลลูกอีกคนในวัยอนุบาล แม่บอกให้พ่อไปอยู่เป็นเพื่อนลูก ปรากฏว่า น้องฟ้างอแงมากกว่าทุกวัน เพราะรู้สึกกลัวและห่างเหินพ่อมาก

ในวันนี้ แม่บอกว่าจะแยกทางกับพ่อแล้ว และลูก ๆ จะไปอยู่กับคุณตาและคุณยายที่ต่างจังหวัด เด็กน้อยรู้สึกว่า ชีวิตเธอกำลังจะเปลี่ยนไป ไปอยู่ในที่ ๆ เธอไม่รู้จัก เธอต้องจากเพื่อนที่สนิทสนมคุ้นเคย “ชีวิตของหนูจะเปลี่ยนไปอย่างไรคะครู” เป็นคำที่เด็กน้อยถาม

………………….

สายใยแห่งกรรม

ชีวิตของน้องฟ้าและทุกคนในครอบครัวนี้จะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน แต่เปลี่ยนไปในทิศทางบวก หรือ ลบก็ขึ้นอยู่กับทุนเดิมในใจของแต่ละคน และปัจจัยใหม่ที่จะเข้ามาในชีวิต

แต่น่าหวั่นใจอยู่ไม่น้อย เพราะตอนนี้น้องฟ้ามีอาการวิตกกังวลสูงขนาดที่จิตแพทย์บอกว่า จำต้องได้รับคำปรึกษาอย่างสม่ำเสมอ และเราไม่อาจคาดเดาได้แน่ชัดว่า ปมปัญหา บาดแผลนี้จะฝากรอยอะไรไว้ในบุคลิกภาพของเธอบ้าง

คน ๆ หนึ่งที่มีความสุข สุขภาพกายและจิตดี และอาจพ่วงด้วยสติปัญญาดี จะทำประโยชน์ให้แก่โลกและสังคมได้มากมาย ในทำนองเดียวกัน คนมีปัญหาคนหนึ่งก็สร้างทุกข์ให้ผู้อื่นและโลกได้มากเช่นกัน

น้องฟ้าจะเติบโตไปเป็นคนแบบไหน ถ้าน้องฟ้ามีครอบครัว น้องฟ้าจะมีครอบครัวแบบไหน จะเป็นภรรยาและแม่อย่างไร

ความทุกข์ของพ่อ แม่ น้องฟ้า ไม่ไหลเวียนเฉพาะในครอบครัวนั้นแน่ ความทุกข์ภายในที่แต่ละคนมีและแบกไว้ จะตามไปกระจายผลในทุกที่ ทุกเวลาที่เขาเหล่านั้นอยู่ ตลอดชีวิต หากไม่ได้รับการเยียวยา

ดังนั้น ความทุกข์ของครอบครัวนี้เป็นความทุกข์ของสังคมด้วย และจริง ๆ แล้ว ความทุกข์ของสังคมนั่นเองที่สร้างทุกข์ให้ครอบครัวนี้ และครอบครัวอื่นๆ

ความทุกข์หล่อเลี้ยงความทุกข์ไปไม่จบสิ้น

……..

มีผู้รู้บางท่านอ้างการศึกษาวิจัยว่า ชายวัยกลางคนจะมีปมปัญหา midlife crisis เขาจะพยายามกลับมาหนุ่มอีกครั้ง ทำตัววัยกลับ ทั้งเรื่องการเลือกรุ่นรถที่ขับ สไตล์การแต่งตัว พฤติกรรมหลายอย่าง และที่สำคัญชาววัยนี้มักจะมีสาวรุ่นเคียงข้าง

มีผู้รู้อีกเช่นกันพยายามอธิบายว่า ชายที่มีพฤติการณ์เช่นนี้ก็เพราะที่ผ่านมา เขาทำงานหนักเพื่อครอบครัวมาตลอด ก่อร่างสร้างตัวมาและความมั่งคงให้ครอบครัว ถึงจุดหนึ่งอยากเป็นตัวของตัวเอง มีพื้นที่ของตน และทำอะไรตามใจตนบ้าง หาความสำราญและสบายให้ตัวเอง

บางทีคุณผู้ชายที่มีความคิด หรือ พฤติกรรมเช่นนี้ อาจลืมไปว่า ภรรยาของท่านก็เหนื่อยหนักไม่แพ้ท่านในการดูแลรักษาครอบครัว เธอเองก็คงอยากมีพื้นที่ส่วนตัว มีความเป็นตัวของตัวเอง อยากสบายและสุขสำราญเช่นกัน

คุณพ่อวาง ลูก ๆ ที่คุณรักและช่วยสร้างและเลี้ยงดูมาไว้ตรงไหน

พ่อที่อยากปลดปล่อยตัวเองมีความสุขแบบที่ตัวเองอยากได้ในวัย 50 ปีกำลังทำให้เด็กในวัยต้นของชีวิตเป็นทุกข์ และอาจถูกจองจำด้วยความทุกข์นี้ไปอีก 60 ปีของชีวิตเธอในอนาคต “เด็กทำอะไรผิด ผู้ใหญ่จึงต้องลงโทษหนักขนาดนี้”

พ่อเองก็คงมีเมล็ดพันธุ์ความทุกข์ไม่น้อย ไม่รู้ว่าพ่อของน้องฟ้าเติบโตมาในครอบครัวเช่นไร มีความเชื่อทัศนคติอย่างไร บางครั้งผู้หญิงก็แปลก สามีตัวเองมีภรรยาน้อย อาละวาด แต่ถ้าลูกชายมี ตัวเองบอกว่า เป็นธรรมดาผู้ชายให้ลูกสะใภ้ยอมรับเสีย – เป็นเสียอย่างนี้

สังคมเองก็หล่อหลอมความทุกข์อันเกิดจากการละเมิดทางเพศไม่น้อยเลย สังคมที่อ้างว่าตนเองเป็น “พุทธ” ยอมรับการมีภรรยามากกว่าหนึ่ง เรายอมรับวัฒนธรรม “กิ้ก” เรามีนิตยสารเริงอารมณ์ทางเพศเกลื่อน

สังคมที่เน้นภาพลักษณ์ภายนอกทำให้ผู้ชายกดดันต้องสร้างครอบครัว มีบ้าน รถ และปัจจัยต่าง ๆ ให้ครอบครัว จนภายหลังระเบิดออกเป็นพฤติกรรมตรงกันข้าม คือ เห็นแก่ตัวสุด ๆ และการที่เน้นความร่ำรวยก็อาจทำให้หญิงสาวหลายคนมองหาชายที่ฐานะมั่นคงมาค้ำชูสถานะทางเศรษฐกิจให้ตัวเอง

กรรม! สายใยแห่งกรรมถักทอไปทั่ว จากระดับปัจเจกสู่สังคม และ สังคมสู่ปัจเจก

นี่คือผลของกรรมอันเกิดจากการไม่ดูแลความเป็นปรกติของศีล ข้อที่ 3

เมื่อรู้ทุกข์แล้ว ต้องตัดกรรม เราตัดกันที่พฤติกรรม คือ เลิกทำพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดกรรมไม่ดีนั้นเสีย

เราจะแปรเปลี่ยนทุกข์ของเราและทุกข์ของสังคมได้ เราต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเรา

สังคมของเราต้องการความตระหนักรู้ถึงความทุกข์อันเกิดจากผลของการกระทำของเรา เราไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นความเชื่อมโยงของตัวเราและคนอื่น ๆ เราไม่มองการณ์ไกล คิดยาว ๆ ว่าสิ่งที่เราทำมีผลต่อใครบ้าง และมีผลในลักษณะใด

หากเราสามารถตระหนักถึงทุกข์และหยั่งเห็นผลกระทบอันเกิดขึ้นเสมือนน้ำที่กระเพื่อมไม่รู้จบ เราอาจเลิก ลดการกระทำหลายอย่างที่คิดจะทำ ตามใจเราเป็นศูนย์กลางก็ได้

ที่สำคัญ สังคมของเราต้องการบ่มเพาะความกรุณาให้มากขึ้นไปอีก

ใจที่กรุณาจะตระหนักรู้ทุกข์ของผู้อื่นได้ง่าย และความกรุณาจะช่วยให้เราก้าวข้ามความเห็นแก่ความสุขส่วนตัว เพื่อรักษาความสุขส่วนรวมได้ไม่ยาก

……….

ที่กล่าวมาทั้งหมด ใช่ว่า ตนเองขาวบริสุทธิ์ (ความจริงแล้วตัวดำปิ๊ดปี๋) แต่เพราะเรื่องราวของน้องฟ้ากระทบใจอย่างแรง ทำให้เห็นทุกข์อันเกิดจากการละเมิดศีล ข้อ 3  ซึ่งเป็นศีลที่ข้าพเจ้าเองก็พร่องอยู่มาก จึงเกิดศรัทธาที่จะรักษาดูแลศีลข้อนี้ เพื่อรักษาความสุขในใจของทั้งตนเอง ผู้อื่น และ สังคม

ฉันต้องการมีสังคมที่คนรักกัน มีความสุข เด็ก ๆ ผู้คนมีสุขภาพจิตที่ดี ดังน้้น ฉันจึงต้องฝึกฝนตนให้เป็นดังสิ่งที่อยากจะเห็น

Be the Change you want the World to Be.

“ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากการประพฤติผิดในกาม ข้าพเจ้าตั้งปฏิญาณจะบ่มเพาะ ความรับผิดชอบ และการเรียนรู้วิธีที่จะปกป้อง ความมั่นคง และความซื่อสัตย์ของปัจเจกบุคคล คู่สมรส ครอบครัวและ สังคม ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวมีเพศสัมพันธ์โดยปราศจากซึ่งความรัก และการมี พันธะสัญญา ระยะยาวต่อกัน หากแต่จะเคารพในพันธะสัญญาของตัวเองและผู้อื่น เพื่อถนอมความสุขของตนเอง และผู้อื่นไว้ ข้าพเจ้าจะทำ ทุกอย่าง ตามกำลังความสามารถเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กๆ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ตลอดจนปกป้องไม่ให้คู่สมรส และครอบครัว ต้องแตกแยก เนื่องจากการประพฤติผิด ในกาม”