ใคร่ครวญชีวิตและความตาย ยามเที่ยงวัน

สังเกตว่า เมื่อมีคำถามที่มีความหมาย ใจจะวนเวียนใคร่ครวญหาทางสู่คำตอบของใจเอง

เมื่อคืนใจถาม “อะไรที่จะช่วยหรือทำให้เรากล้าโอบกอดความตายฉันท์มิตร …สิ่งใดทำให้ใจเรากล้าหาญ”

คำตอบที่ตกผลึกในโมงยามแห่งรัตติกาล คือ ความรักความศรัทธาในพระพุทธองค์ และความกรุณา

สายวันนี้ คำถามผุดขึ้น “ความรักความศรัทธาในพระพุทธองค์และกรุณาทำให้เราห้าวหาญได้อย่างไร เกิดขึ้นได้อย่างไร”

แล้วฉันก็คิดถึงคำที่ได้ยินจากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ประมาณว่า “อยู่อย่างไร ตายอย่างนั้น”

ชีวิตมีทุกข์เข้ามาเป็นแบบฝึกหัดให้เราฝึกฝนใจอยู่เสมอ เรามีท่าทีต่อทุกข์ที่แวะเวียนเข้ามาในชีวิตอย่างไร ทั้งทุกข์ทางกาย และทุกข์ทางใจ

เราบ่น กร่นด่าสิ่งรอบตัวภายนอก หรือทบทวนเหตุปัจจัยแห่งทุกข์ เราพยายามทำความเข้าใจ ปล่อยวาง ให้อภัย หรือ จดจำ เจ็บแค้น เรามีวิธีคลี่คลายทุกข์อย่างไร — ท่าทีต่อทุกข์ วิธีการรับมือกับทุกข์ ความเห็นความเข้าใจในทุกข์ ต่าง ๆ เหล่านั้นที่เราทำอยู่ในชีวิตประจำวันจะเป็นอุปนิสัยของใจ และกำหนดท่าทีที่เรามีต่อความตายด้วยหรือไม่

ทบทวนตัวเอง ฉันพบว่า เวลาที่รู้สึกไม่สบายใจ เป็นทุกข์ ฉันจะเข้าหาพระพุทธองค์ ทุกครั้งที่นึกถึงด้วยใจ ด้วยการสวดมนต์ ด้วยการอยู่ใกล้และมองพระพุทธรูป ด้วยการระลึกถึงคำสอนของท่าน นึกถึงความเพียรและความกรุณาของท่านที่ฝึกฝนตนเพื่อช่วยเหลือเราและสรรพสัตว์ ใจจะมีพลังขึ้นมา รู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย วางใจ และท้ายที่สุด ยอมมอบ/วางชีวิตไว้กับท่าน พลังของพระพุทธองค์ยิ่งใหญ่กว่าความกลัว

พุทธานุสติ ฝึกแบบนี้เรื่อย ๆ ในชีวิตกับทุกข์ที่ผ่านมา เล็ก ใหญ่ ฉันหวังว่า ในโมงยามสุดท้าย ความเคยชินนี้น่าจะพอช่วยให้ฉันกล้าน้อมรับความเป็นจริงของชีวิตได้

นอกจากการระลึกถึงคุณพระพุทธองค์แล้ว อีกสิ่งที่ทำให้ใจห้าวหาญ คือ ความกรุณา ความรัก

ความรักทำให้เราทำอะไรได้เกินกว่าที่คาดคิด ความรักให้พลัง เรื่องราวพลังของความรักมีให้เราได้ยินและเห็นกันเสมอๆ เช่น แม่ พ่อ หรือผู้ที่เสี่ยงหรือสละชีพเพื่อผู้อื่น สัตว์ และสิ่งที่มีความหมายต่อผู้อื่น

ในวาระสุดท้าย หากเรานึกถึงความรัก ความกรุณาในหัวใจของเรา ที่มีมาตลอดชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ (อย่างพี่สาวของฉัน ที่ทุ่มเททำงานเพื่อเป็นปากเสียงให้คนเล็กคนน้อยผู้ทุกข์ยากในสังคม) ความกรุณาจะเป็นพลังที่ครอบความกลัวไว้ภายใน ความกลัวจะได้รับการดูแลโอบกอดด้วยความรักและกรุณาในใจของเรา ความรักจะเข้ามาแทนที่ความกลัว และหากเราสิ้นลมไปในเวลานั้น เราจะจากโลกนี้ไปด้วยความรักความกรุณา

ความกรุณาอีกแบบที่ทำให้กล้าตาย-ไม่กลัวเกิด เป็นความกรุณาที่มาจากโพธิจิต ที่ปรารถนาจะช่วยสรรพสัตว์ ความกรุณาเช่นนี้เปิดใจให้น้อมรับทุกข์นานา แบกรับทุกข์(อย่างพระเยซูคริสต์รับบาปของทุกชีวิตด้วยความตายของพระองค์) ความกรุณาและความปรารถนาที่จะช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์มีพลังยิ่งใหญ่กว่าความกล้วตายและกลัวทุกข์ จึงทำให้ผู้มีความกรุณานั้นทุกข์กับความตายน้อยลง หรือไม่มีเลย

ก็หนึ่งชีวิต เหมือนกัน

คนไทยดูจะเป็นคนที่เข้าถึงธรรมชาติของใจ จึงประดิษฐ์คำที่มีคำว่า “ใจ” มากมาย ให้ภาพและความหมายที่ตรงและชัดเจนอย่างยิ่ง เช่น เบาใจ โล่งใจ น้ำใจ ใจดำ ใจแข็ง ใจอ่อน ตกใจ หย่อนใจ ฯลฯ และในวันนี้ วันนี้ “ภาษาใจ วันละคำ” ขอเสนอคำว่า “หนักใจ”

เมื่อรู้สึก “หนักใจ” ลองวกกลับมาดูใจ จะรู้สึกจริง ๆ ว่า ใจมีน้ำหนัก หนักจริง ๆ สิ่งที่ทำให้ใจหนักไม่มีรูปให้จับต้องได้ แต่มีเรื่องที่เป็นมวลนามธรรมที่ถ่วงใจให้หนัก น้ำในตาก็หนัก พลอยจะร่วงได้ตลอดเวลา และเวลานี้สิ่งที่โหยหามากคือ “ปัญญาที่จะนำใจสู่อุเบกขา” กับเรื่องที่กำลังเผชิญ

เมื่อวานนี้ หมาแก่ (โกลเด้นรีทรีเวอร์) ร่างกายผ่ายผอมติดกระดูก หนังท้อง 2 ข้าง แบนติดกัน กระเสือกกระสนเดินออกมาจากรั้วบ้านที่แง้มไว้ กลางแดดเปรี้ยง มันเดินคุ้ยเขี่ยตามพื้นถนน ถังขยะ จนไปถึงหน้าบ้านแห่งหนึ่ง เจ้าของบ้านเห็น รู้สึกเวทนา เรียกไว้ .. มันก็รู้เรื่อง … รอ

ฉันเห็นพอดีเช่นกัน ก็เข้าไปช่วยดูแล ฉันและเพื่อนบ้านช่วยกันหาน้ำ อาหารให้กิน

มันกินอาหารและน้ำอย่างตายอดตายอยาก ระหว่างนั้น เราก็ดูเนื้อตัวมัน มีเห็บหมัดเต็มตัว

พวกเราสงสารมันมาก เลยจัดการโทรตามหมอให้มารับมันไปอาบน้ำ ดูแล ตรวจสุขภาพ

ไม่ว่าเจ้าของหมาจะอนุญาตหรือไม่ ชีวิตนี้มีเจ้าของ ที่ไม่ใช่เจ้าของหมา เราไม่อาจปล่อยให้หมาตรงหน้าอดตาย โดยไม่ทำอะไรเลย

หมอช่วยกันดูแลเจ้าหมาตัวนี้อยู่หลายชั่วโมง จนกระทั่งสองทุ่ม จึงเอามาส่งที่หน้าบ้านคนที่เวทนาทำอาหารให้มัน

มันไม่ยอมเดินกลับบ้านตัวเอง ขืนตัวแข็ง ฉันจึงลองใจ จูงพาเข้าบ้านหลังใหม่ที่อยากรับหมาแก่และป่วยอย่างมัน … มันก็เดินตามโดยดี ทุกคนสะเทือนใจมาก หมอและผู้ช่วยหมอต่างช่วยกัน กุลีกุจอจัดสถานที่

แต่แล้ว แม่บ้านของบ้านเจ้าของหมาก็เดินมาตาม ดุไล่มัน ขู่จะตี มันกลัวก็พยายามลุก และพยายามวิ่ง (แม้จะเดิน ยังยากเลย) วิ่งสักพักมันหอบเสียงดัง แม่บ้านก็ยังดุว่าให้รีบไป ฉันก็คุยกับเขาดี ๆ ว่า มันเหนื่อย มันแก่แล้ว ให้มันพักก่อน เดี๋ยวฉันพามันกลับเอง แล้วฉันก็ยืนให้หมาเอนตัวพิง ลูบตัวให้กำลังใจมัน … มันเป็นอย่างนี้อยู่หลายรอบก่อนจะถึงบ้าน ซึ่งอยู่ห่างไปสัก 200 เมตร

ฉันอุ้มมันขึ้นบันได 1 ขั้น ขึ้นโรงรถ ที่เขาให้มันใช้เป็นที่กิน นอน ถ่าย

“ขอโทษนะคะที่ไม่ได้ขออนุญาตก่อน เอามันไปหาหมอ พอดีเห็นมันออกมา แล้วดูไม่สบาย เลยพาไปหาหมอ” ฉันรีบพูดต่อ “เคยเห็นเขาตอนเด็ก ๆ เขาเป็นหมาดี นิสัยดี น่ารัก ฉลาด เป็นมิตร”

เจ้าของยิ้ม “มันเป็นลูกของหมาประกวดที่เคยเล่นหนังด้วยนะ (แล้วก็พูดชื่อหนัง ที่ฉันไม่รู้จัก)… แต่ตอนนี้มันแก่แล้ว” เธอยิ้ม …. ดูเธอจะไม่สนใจข้อมูลที่ฉันบอกว่า “หมาตัวนี้จิตใจดีมาก”  ฉันไม่สนใจว่า มันเป็นลูกหมาดารา ไม่สนใจว่ามันแก่ เด็ก สวย ดัง แต่ฉันสนใจชีวิตของมัน

อย่างน้อย ฉันก็รู้สึกว่า ตัวเองพูดได้เข้าทางเจ้าของ เพราะดูเขาปลื้มในที่มาของหมา ฉันเลยขออนุญาตเข้ามาดูแล เล่นกับมันบ้าง ซึ่งเขาก็ไม่ปฏิเสธ เพราะฉันปลื้มหมาเขา (และอาจจะหมายถึงตัวเองไปด้วยก็ได้)

ตั้งแต่ที่ฉันเห็นว่า เจ้าหมาตัวนี้เริ่มโทรมและผ่ายผอมมาก ขาดการดูแล ฉันไม่พอใจเจ้าของและคนในบ้านเขาอย่างมาก แต่ความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อกันไม่อาจช่วยเจ้าหมาได้ ฉันพยายามวางใจมองคนอย่างเป็นมิตร ไม่ต่อว่าด่าทอ ที่เขาไม่แยแสหมา ฉันชื่นชม”หมา” ในสิ่งที่มันเป็น และหากคำชมของฉันที่มีให้หมาของเขาจะทำให้เขาปลื้ม และเปิดทางให้ฉันเข้าไปมีส่วนดูแลทุกข์สุขของมันได้บ้าง ฉันก็ยินดี

ทุกคืน ที่ห้องพระ ฉันจะสวดมนต์ แผ่เมตตา และคิดถึงมันด้วย

มันแก่และป่วย แต่สายตา ท่าทางของมันงดงามมาก เวลาที่มันมองฉัน กระดิกนิด ๆ เท่าที่แรงพอมี ฉันสัมผัสรู้ว่า มันรู้สึกอย่างไร มันซื่อสัตย์ อ่อนโยน ใจดี รู้คุณ ฉลาด

เช้าวันนี้ ตอนที่ฉันออกไปใกล้รั้วบ้าน ฉันยังแอบเห็นมันมองมานอกรั้ว ตามเสียงฉัน และมองมาที่ฉัน ดวงตามันแจ่มใส

ใจหนักเหลือเกิน พยายามคิดหาวิธี คิดความคิดที่จะช่วยปลอบ ก็พบว่า นั่นเป็นวิธีการหนีทุกข์อยู่ดี เวลาที่เผชิญกับความทุกข์ การพูดว่า เราทำอะไรไม่ได้หรอก หรือโยนให้เป็นเรื่องของเวรกรรม ก็ต้องปล่อยไปตามยถากรรม ฯลฯ นั้นดูจะเป็นการพูดเพื่อหนีภาวะที่ต้องรับผิดชอบ หนีปัญหา

ฉันเห็นว่า อุเบกขาเป็นหนึ่งในพรหมวิหาร 4 ซึ่งไม่ได้เป็นข้อ ๆ ที่แยกขาดจากกัน ทว่า ทั้ง เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ทุกข้อดำรงอยู่ด้วยกัน ปฏิบัติการพร้อมกัน อุเบกขาจะทำได้ก็ต้องการปัญญาที่เข้าใจความเป็นจริง และประกอบด้วยเมตตากรุณาด้วย คือ พยายามให้เต็มกำลังเสียก่อน จนสุดกำลังศักยภาพของตนที่จะทำได้แล้ว เข้าใจเหตุปัจจัยที่ทำให้เรื่องราวต่าง ๆ เกิดและดำเนินอย่างที่เป็น

ทุกข์นี้เป็นโอกาสอันงามในการฝึกภาวนา ฝึกวางใจ ฝึกอุเบกขา ที่กอปรด้วยสติ ปัญญาและกรุณา

ในชีวิต เหตุการณ์เช่นนี้ยังจะมีมาอีกแน่ และเข้าใกล้ตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งสุดท้าย ใจต้องเรียนรู้ที่จะวางกาย วางใจ วางชีวิต ที่จะต้องจบไปให้ได้อย่างมีปัญญาด้วยเช่นกัน

 

ตระหนักรู้ทุกข์ จึงตัดกรรม

ฉันต้องขอบคุณความทุกข์ของน้องฟ้า (นามสมมติ) เด็กน้อยวัย 9 ขวบ ผู้ที่ความทุกข์ของเธอสร้างพลังและศรัทธาให้ฉันดูแลรักษาศีลข้อที่ 3 เพื่อแปรเปลี่ยนความทุกข์ในใจของตัวเอง และของเพื่อนร่วมโลก

…….

การสวดศีล 5 ตามแบบฉบับหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ มักขึ้นต้นด้วยวลีที่ว่า ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากการประพฤติผิดในกาม……..ข้าพเจ้าขอตั้งจิตมั่นว่าจะบ่มเพาะความรับผิดชอบ และเรียนรู้วิธีที่จะปกป้อง ความมั่นคงและความซื่อสัตย์……”

ฉันสวดไปก็คิดตามและทำความเข้าใจศีลแต่ละข้อ รายละเอียดของศีลแต่ละข้องดงาม สมสมัย เป็นเหตุเป็นผล ฉันน้อมรับประพฤติศีล 5 มาปฏิบัติในวิถีชีวิตด้วยความเต็มใจ แต่ฉันก็ยังทำได้ไม่เข้มแข็งเท่าไรนัก เรียกได้ว่ากระพร่องกระแพร่ง

ฉันนึกมาตลอดว่า การที่เราประพฤติศีลได้ไม่เต็มที่เพราะขาดความตั้งใจกระมัง หรือมันยากจริง ๆ เพราะเราคุ้นชินกับความไม่ปรกติ (ศีลแปลว่า ความเป็นปรกติ)

ฉันเพิ่งค้นพบเหตุที่ทำให้ฉันไม่อาจดูแลข้อประพฤติศีลได้หนักแน่นพอ คำตอบ ก็อยู่ที่ “ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จาก….” ฉันขาดความตระหนักรู้ทุกข์ นั่นเอง

ที่ผ่านมา ศีลเป็นเรื่องข้อปฏิบัติพึงทำ ข้อห้ามที่ไม่ทำเดี๋ยวโดนลงโทษ แต่ไม่ใช่ การตระหนักรู้ จึงขาดพลัง

การตระหนักรู้ทุกข์ต้องเกิดขึ้นที่ใจ ไม่ใช่ความคิด

ความทุกข์ที่กระทบใจอย่างแรงนั้นเป็นพลังแห่งการแปรเปลี่ยน มุ่งมั่นตั้งใจ สละตัวตนให้กับศรัทธาในการฝึกฝนอบรมตนให้พ้นจากทุกข์ พ้นจากการสร้างทุกข์ให้ผู้อื่นและสรรพชีวิต

ในวันนี้ ฉันต้องขอบคุณความทุกข์ของน้องฟ้า (นามสมมติ) เด็กน้อยวัย 9 ขวบ ผู้ที่ความทุกข์ของเธอสร้างพลังและศรัทธาให้ฉันดูแลรักษาศีลข้อที่ 3 เพื่อแปรเปลี่ยนความทุกข์ในใจของตัวเอง และของเพื่อนร่วมโลก

………………..

ครอบครัวของน้องฟ้ากำลังอยู่บนทางแพร่ง พ่อและแม่ของเธอกำลังเลือกที่จะเดินไปคนละเส้นทาง พ่อคิดจะเลือกเดินไปกับหญิงคนใหม่ที่สาวกว่าภรรยา ส่วนแม่ผู้ไม่มีงานทำมาปีกว่าแล้วจะอุ้มลูก ๆ 2 คน ไปพักพิงกับครอบครัวของเธอในต่างจังหวัด

…………..

น้องฟ้าเป็นเด็กเฉลียวฉลาด สติปัญญาดี และมีนิสัยจิตใจดี แต่เมื่อพ่อและแม่มีปัญหากันหนักเข้า เธอเริ่มมีอาการซึม วิตกกังวล ปวดท้องเพราะมีลมในกระเพาะมาก ที่รบกวนเธอที่สุด คือ เธอมักมีภาพความคิดแย่ ๆ เช่น เธอมักเห็นตัวเอง หกล้ม หัวฟาดพื้น เลือดอาบ หรือไม่ก็อยู่ในสถานการณ์อันตราย

ความคิดนี้อยู่กับเธอแทบตลอดเวลา เธอสลัดมันออกไปไม่ได้ “หนูจะทำอย่างไรดีให้ความคิดแย่ ๆ นี้ออกไป หนูไม่ชอบมันเลย” เธอถามคุณครู

แม้ครูจะให้คำแนะนำ เช่นว่า เล่นดนตรี ดูหนัง เล่นกับน้อง อ่านหนังสือ ฯลฯ ความคิดเหล่านั้น ก็ยังคงหลอกหลอนเธอ “หนูเล่นเปียโนเสร็จแล้ว มันก็กลับมา หนูอ่านหนังสือเสร็จมันก็กลับมา แล้วจะทำอย่างไรดีคะ”

กระทั่งวันหนึ่ง สิ่งที่ดูเหมือนเป็นต้นตอของความคิดร้าย ๆ ของเธอก็เผยออก “พ่อกับแม่หนูทะเลาะกันคะครู” เด็กน้อยเล่าให้ครูที่เธอไว้ใจฟัง “กลางดึกคืนหนึ่ง แม่มาปลุกหนูให้ลุกขึ้นและออกจากบ้านไปพร้อมแม่และน้อง บอกว่า พ่อไม่ให้เราอยู่บ้านนี้แล้ว” น้องฟ้าเล่าถึงเหตุการณ์วันนั้นทั้งน้ำตา

คืนนั้นแม่และลูกวัย 9 และน้องวัยอนุบาลออกจากบ้านไปอาศัยอยู่ที่บ้านญาติ

หนูน้อยถามครูต่อด้วยความอยากรู้ว่า พ่อของหนูออกจากบ้านไปตั้งแต่วันเสาร์ช่วงบ่าย ๆ ถึงเย็นวันอาทิตย์แล้ว ก็ยังไม่กลับ พ่อหายไปอย่างนี้ถือว่านานหรือยังคะครู หนูควรโทรตามพ่อไหมคะ”

น้องฟ้าเล่าว่า เธอโทรศัพท์ไปหาพ่อ แต่ปลายทางไม่รับสาย และบางครั้ง สัญญาณก็ติดต่อไม่ได้ คุณพ่อปิดมือถือ

ด้วยความเป็นเด็กช่างคิด จินตนาการและช่างสังเกต เธอเล่าให้ครูฟังอีกว่า คุณพ่อมักกลับบ้านดึก ๆ และแม่ก็ไม่ยอมนอน แต่จะนั่งรอคุณพ่อกลับบ้าน บางทีคุณแม่ก็ออกไปโทรศัพท์นอกห้อง น้องฟ้าได้แต่มองดูแม่ผ่านประตูกระจก และถามแม่ในใจว่า “หนูอยู่ตรงนี้ ทำไมแม่ไม่คุยกับหนู แม่คุยกับใคร”

น้องฟ้าแอบสังเกตเห็น และเก็บข้อมูลปฏิกิริยาของผู้ใหญ่มาตลอด เธอเท้าความว่าในบางคราวที่คุณแม่พาเธอไปบ้านคุณปู่คุณย่า คุณแม่ร้องไห้ต่อหน้าคุณปู่ และภายหลังแม่บอกกับเธอว่า “แม่ไม่ใช่คนในครอบครัวของพ่อ”

ความทุกข์ของคุณแม่กระแทกน้องฟ้าอย่างจัง บางทีคุณแม่ก็ให้เธอโทรเรียกให้คุณพ่อกลับบ้าน และเด็กน้อยก็ต้องรับฟังบางคำจากคุณพ่อซึ่งอาจไม่น่าฟังนัก ความรู้สึกกดดันและความเครียดของคุณแม่เอง ทำให้เธอมีอารมณ์หงุดหงิดกับลูก ละทิ้งลูกบ้างเป็นบางเวลา และไม่อาจเห็นทุกข์ของลูกได้

ส่วนคุณพ่อเองก็คงทุกข์ใจไม่น้อย แม้คุณพ่อจะออกจากบ้าน เอาตัวเองออกจากหลุมดำแห่งปัญหา และไปอยู่กับหญิงอื่น แต่เงาของความทุกข์ ความรู้สึกผิด หรือความคับข้องใจก็คงติดตามไม่ขาด ไม่ว่าคุณพ่อท่านนี้จะไปที่ไหน

น้องฟ้าไม่มีรายละเอียดของคุณพ่อมากนัก รู้แต่ว่า เธอกลัวและไม่กล้าคุยกับคุณพ่อ

ครั้งหนึ่ง ในยามที่เด็กน้อยป่วยนอนอยู่โรงพยาบาล แม่ไม่สามารถมาเฝ้าได้ เพราะต้องดูแลลูกอีกคนในวัยอนุบาล แม่บอกให้พ่อไปอยู่เป็นเพื่อนลูก ปรากฏว่า น้องฟ้างอแงมากกว่าทุกวัน เพราะรู้สึกกลัวและห่างเหินพ่อมาก

ในวันนี้ แม่บอกว่าจะแยกทางกับพ่อแล้ว และลูก ๆ จะไปอยู่กับคุณตาและคุณยายที่ต่างจังหวัด เด็กน้อยรู้สึกว่า ชีวิตเธอกำลังจะเปลี่ยนไป ไปอยู่ในที่ ๆ เธอไม่รู้จัก เธอต้องจากเพื่อนที่สนิทสนมคุ้นเคย “ชีวิตของหนูจะเปลี่ยนไปอย่างไรคะครู” เป็นคำที่เด็กน้อยถาม

………………….

สายใยแห่งกรรม

ชีวิตของน้องฟ้าและทุกคนในครอบครัวนี้จะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน แต่เปลี่ยนไปในทิศทางบวก หรือ ลบก็ขึ้นอยู่กับทุนเดิมในใจของแต่ละคน และปัจจัยใหม่ที่จะเข้ามาในชีวิต

แต่น่าหวั่นใจอยู่ไม่น้อย เพราะตอนนี้น้องฟ้ามีอาการวิตกกังวลสูงขนาดที่จิตแพทย์บอกว่า จำต้องได้รับคำปรึกษาอย่างสม่ำเสมอ และเราไม่อาจคาดเดาได้แน่ชัดว่า ปมปัญหา บาดแผลนี้จะฝากรอยอะไรไว้ในบุคลิกภาพของเธอบ้าง

คน ๆ หนึ่งที่มีความสุข สุขภาพกายและจิตดี และอาจพ่วงด้วยสติปัญญาดี จะทำประโยชน์ให้แก่โลกและสังคมได้มากมาย ในทำนองเดียวกัน คนมีปัญหาคนหนึ่งก็สร้างทุกข์ให้ผู้อื่นและโลกได้มากเช่นกัน

น้องฟ้าจะเติบโตไปเป็นคนแบบไหน ถ้าน้องฟ้ามีครอบครัว น้องฟ้าจะมีครอบครัวแบบไหน จะเป็นภรรยาและแม่อย่างไร

ความทุกข์ของพ่อ แม่ น้องฟ้า ไม่ไหลเวียนเฉพาะในครอบครัวนั้นแน่ ความทุกข์ภายในที่แต่ละคนมีและแบกไว้ จะตามไปกระจายผลในทุกที่ ทุกเวลาที่เขาเหล่านั้นอยู่ ตลอดชีวิต หากไม่ได้รับการเยียวยา

ดังนั้น ความทุกข์ของครอบครัวนี้เป็นความทุกข์ของสังคมด้วย และจริง ๆ แล้ว ความทุกข์ของสังคมนั่นเองที่สร้างทุกข์ให้ครอบครัวนี้ และครอบครัวอื่นๆ

ความทุกข์หล่อเลี้ยงความทุกข์ไปไม่จบสิ้น

……..

มีผู้รู้บางท่านอ้างการศึกษาวิจัยว่า ชายวัยกลางคนจะมีปมปัญหา midlife crisis เขาจะพยายามกลับมาหนุ่มอีกครั้ง ทำตัววัยกลับ ทั้งเรื่องการเลือกรุ่นรถที่ขับ สไตล์การแต่งตัว พฤติกรรมหลายอย่าง และที่สำคัญชาววัยนี้มักจะมีสาวรุ่นเคียงข้าง

มีผู้รู้อีกเช่นกันพยายามอธิบายว่า ชายที่มีพฤติการณ์เช่นนี้ก็เพราะที่ผ่านมา เขาทำงานหนักเพื่อครอบครัวมาตลอด ก่อร่างสร้างตัวมาและความมั่งคงให้ครอบครัว ถึงจุดหนึ่งอยากเป็นตัวของตัวเอง มีพื้นที่ของตน และทำอะไรตามใจตนบ้าง หาความสำราญและสบายให้ตัวเอง

บางทีคุณผู้ชายที่มีความคิด หรือ พฤติกรรมเช่นนี้ อาจลืมไปว่า ภรรยาของท่านก็เหนื่อยหนักไม่แพ้ท่านในการดูแลรักษาครอบครัว เธอเองก็คงอยากมีพื้นที่ส่วนตัว มีความเป็นตัวของตัวเอง อยากสบายและสุขสำราญเช่นกัน

คุณพ่อวาง ลูก ๆ ที่คุณรักและช่วยสร้างและเลี้ยงดูมาไว้ตรงไหน

พ่อที่อยากปลดปล่อยตัวเองมีความสุขแบบที่ตัวเองอยากได้ในวัย 50 ปีกำลังทำให้เด็กในวัยต้นของชีวิตเป็นทุกข์ และอาจถูกจองจำด้วยความทุกข์นี้ไปอีก 60 ปีของชีวิตเธอในอนาคต “เด็กทำอะไรผิด ผู้ใหญ่จึงต้องลงโทษหนักขนาดนี้”

พ่อเองก็คงมีเมล็ดพันธุ์ความทุกข์ไม่น้อย ไม่รู้ว่าพ่อของน้องฟ้าเติบโตมาในครอบครัวเช่นไร มีความเชื่อทัศนคติอย่างไร บางครั้งผู้หญิงก็แปลก สามีตัวเองมีภรรยาน้อย อาละวาด แต่ถ้าลูกชายมี ตัวเองบอกว่า เป็นธรรมดาผู้ชายให้ลูกสะใภ้ยอมรับเสีย – เป็นเสียอย่างนี้

สังคมเองก็หล่อหลอมความทุกข์อันเกิดจากการละเมิดทางเพศไม่น้อยเลย สังคมที่อ้างว่าตนเองเป็น “พุทธ” ยอมรับการมีภรรยามากกว่าหนึ่ง เรายอมรับวัฒนธรรม “กิ้ก” เรามีนิตยสารเริงอารมณ์ทางเพศเกลื่อน

สังคมที่เน้นภาพลักษณ์ภายนอกทำให้ผู้ชายกดดันต้องสร้างครอบครัว มีบ้าน รถ และปัจจัยต่าง ๆ ให้ครอบครัว จนภายหลังระเบิดออกเป็นพฤติกรรมตรงกันข้าม คือ เห็นแก่ตัวสุด ๆ และการที่เน้นความร่ำรวยก็อาจทำให้หญิงสาวหลายคนมองหาชายที่ฐานะมั่นคงมาค้ำชูสถานะทางเศรษฐกิจให้ตัวเอง

กรรม! สายใยแห่งกรรมถักทอไปทั่ว จากระดับปัจเจกสู่สังคม และ สังคมสู่ปัจเจก

นี่คือผลของกรรมอันเกิดจากการไม่ดูแลความเป็นปรกติของศีล ข้อที่ 3

เมื่อรู้ทุกข์แล้ว ต้องตัดกรรม เราตัดกันที่พฤติกรรม คือ เลิกทำพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดกรรมไม่ดีนั้นเสีย

เราจะแปรเปลี่ยนทุกข์ของเราและทุกข์ของสังคมได้ เราต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเรา

สังคมของเราต้องการความตระหนักรู้ถึงความทุกข์อันเกิดจากผลของการกระทำของเรา เราไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นความเชื่อมโยงของตัวเราและคนอื่น ๆ เราไม่มองการณ์ไกล คิดยาว ๆ ว่าสิ่งที่เราทำมีผลต่อใครบ้าง และมีผลในลักษณะใด

หากเราสามารถตระหนักถึงทุกข์และหยั่งเห็นผลกระทบอันเกิดขึ้นเสมือนน้ำที่กระเพื่อมไม่รู้จบ เราอาจเลิก ลดการกระทำหลายอย่างที่คิดจะทำ ตามใจเราเป็นศูนย์กลางก็ได้

ที่สำคัญ สังคมของเราต้องการบ่มเพาะความกรุณาให้มากขึ้นไปอีก

ใจที่กรุณาจะตระหนักรู้ทุกข์ของผู้อื่นได้ง่าย และความกรุณาจะช่วยให้เราก้าวข้ามความเห็นแก่ความสุขส่วนตัว เพื่อรักษาความสุขส่วนรวมได้ไม่ยาก

……….

ที่กล่าวมาทั้งหมด ใช่ว่า ตนเองขาวบริสุทธิ์ (ความจริงแล้วตัวดำปิ๊ดปี๋) แต่เพราะเรื่องราวของน้องฟ้ากระทบใจอย่างแรง ทำให้เห็นทุกข์อันเกิดจากการละเมิดศีล ข้อ 3  ซึ่งเป็นศีลที่ข้าพเจ้าเองก็พร่องอยู่มาก จึงเกิดศรัทธาที่จะรักษาดูแลศีลข้อนี้ เพื่อรักษาความสุขในใจของทั้งตนเอง ผู้อื่น และ สังคม

ฉันต้องการมีสังคมที่คนรักกัน มีความสุข เด็ก ๆ ผู้คนมีสุขภาพจิตที่ดี ดังน้้น ฉันจึงต้องฝึกฝนตนให้เป็นดังสิ่งที่อยากจะเห็น

Be the Change you want the World to Be.

“ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากการประพฤติผิดในกาม ข้าพเจ้าตั้งปฏิญาณจะบ่มเพาะ ความรับผิดชอบ และการเรียนรู้วิธีที่จะปกป้อง ความมั่นคง และความซื่อสัตย์ของปัจเจกบุคคล คู่สมรส ครอบครัวและ สังคม ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวมีเพศสัมพันธ์โดยปราศจากซึ่งความรัก และการมี พันธะสัญญา ระยะยาวต่อกัน หากแต่จะเคารพในพันธะสัญญาของตัวเองและผู้อื่น เพื่อถนอมความสุขของตนเอง และผู้อื่นไว้ ข้าพเจ้าจะทำ ทุกอย่าง ตามกำลังความสามารถเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กๆ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ตลอดจนปกป้องไม่ให้คู่สมรส และครอบครัว ต้องแตกแยก เนื่องจากการประพฤติผิด ในกาม”