ทั้งชีวิตและวินาทีสุดท้าย

“ไม่ต้องกลัววาระสุดท้ายหรอกค่ะ มันจะโอเค” ฉันบอกเพื่อนๆ และคุณแม่วัย 78 ปี ที่มาร่วมกิจกรรมสนทนาสบายๆ Living and Dying Dialogue วันเสาร์ที่ 19 พย. ที่ผ่านมา “คุณงามความดีที่เราทำมา อุปนิสัยใจคอที่เราเป็น จะช่วยเราเองในวาระสุดท้าย” ฉันขยายความ
.
ฉันก็งงกับสิ่งที่ตัวเองพูดออกไปเหมือนกัน ไม่รู้ว่าเอาความมั่นใจมาจากไหนจึงพูดว่า “ไม่ต้องกลัว”
.
เมื่อกลับมาทบทวนสิ่งที่ตัวเองพูด ฉันพบว่า กลัวหรือกังวลไปก็เท่านั้นแหละ ยิ่งกลัวหรือกังวล เรายิ่งต้องตระหนักและเตรียมตัวเสียในวันนี้ — “เราใช้ชีวิตอย่างไร ทำอะไร ทำด้วยใจอย่างไร บ่มเพาะอุปนิสัยอะไรในตัว หากทำเต็มที่แล้ว ถึงเวลานั้น ทั้งหมดของชีวิตจะมาช่วยเราเอง ไม่ต้องห่วง ขอให้มั่นใจ วางใจและมั่นใจในชีวิต” ฉันแลกเปลี่ยนความเห็นต่อ
.
ฉันคิดอีกว่า หากจิตสุดท้ายจะไม่ดีขึ้นมา ก็ไม่เป็นไร จะทำไงได้ มันก็คือสิ่งที่เราทำและเป็นมาทั้งนั้น เราต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เราทำ ดังนั้น จะกลัวทำไม (การกลัวตายมีหลายอย่าง หลายอารมณ์และหลากความคิดเบื้องหลัง เช่น กลัวเจ็บ กลัวจากคนรัก กลัวความไม่รู้ข้างหน้าว่าจะเกิดเป็นอะไร อย่างไร เป็นต้น — ซึ่งไว้คุยโอกาสหน้าละกัน)
.
เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (25-27 พย.) ฉันไปเข้าอบรมโยคะภาวนาเพื่อการเตรียมตัวตายอย่างมีสติ กับครูดล ที่บ้านพุฒมณฑา โคราช กิจกรรมสุดท้าย ครูดลให้เขียนข้อความถึงคนที่เราอยากสื่อสารด้วย ไม่ว่าจะตายไปแล้ว หรือยังอยู่ และท้ายสุดจริงๆ ก็คือ เขียนถึงตัวเอง
.
“จะบอกตัวเองว่าอะไร ในเวลาที่เราจะตายอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า”
ฉันนิ่งอึ้ง — เป็นการกลับมาสนทนากับตัวเองอย่างจริงจัง “เราจะจากคนๆ นี้ไปแล้ว เราจะบอกอะไรเขา”
.
ฉันเงี่ยใจฟังเสียงความรู้สึกที่อยากจะบอกลาตัวเอง แล้วก็ยิ้ม ลงมือเขียนข้อความลงกระดาษอย่างพรั่งพรู
.

“I am happy with you.

You’ve done well, been strong, courageous, kind and compassionate.

You’ve given yourself good things like dharma.

You’ve had good family and friends.

You’ve done jobs that are beneficial for society.

Well done!”
.
ฉันประหลาดใจที่บอกสิ่งเหล่านี้กับตัวเอง หลายครั้ง ในบางวัน ฉันรู้สึกทุกข์ มีปัญหานานา แต่เมื่อจะต้องจากไป เรามองภาพรวมของชีวิตแล้ว โอ้ … ฉันต้องขอบคุณตัวเองหลายเรื่อง
.
ประสบการณ์นี้สอนฉันด้วยว่า ในการดำรงชีวิต เราต้อง zoom in, zoom out บางครั้งเราอาจต้องใส่ใจ ลงลึกในสาระความหมายบางอย่างของปรากฏการณ์ ประสบการณ์ทั้งทุกข์และสุขในชีวิต แต่ในบางคราว เราก็ควรถอยออกมามองภาพรวม ภาพใหญ่ของชีวิตเรา (ที่สัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ) ด้วย
.
ลองถามคำถามนี้กับตัวเองนะคะ “หากเราจะจากไปในวันนี้ เราจะพูดบอกอะไรกับตัวเอง”
.
15196075_10154806425803259_4965515981044665090_oชวนผู้สนใจไปสนทนากับตัวเองในหลากประเด็นความหมายของชีวิต ความเจ็บป่วย และความตาย/การตาย ในงาน สร้างสุขที่ปลายทาง วันที่ 1-2 ธันวาคมนี้ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติต์ เวลา 9.00-17.00 น. โดยประมาณ ดูรายละเอียดได้ที่ FB สุขปลายทาง
.
มีกิจกรรม เวิร์คช้อป ลานเรียนรู้ ดนตรีบำบัด ครัวสร้างสุขและเมนูอาหารสำหรับผู้สูงวัยและผู้ป่วย ภาพถ่ายเยียวยา และเสวนาที่มีความหมายมากมาย ฯลฯ

ใคร่ครวญชีวิตและความตาย ยามเที่ยงวัน

สังเกตว่า เมื่อมีคำถามที่มีความหมาย ใจจะวนเวียนใคร่ครวญหาทางสู่คำตอบของใจเอง

เมื่อคืนใจถาม “อะไรที่จะช่วยหรือทำให้เรากล้าโอบกอดความตายฉันท์มิตร …สิ่งใดทำให้ใจเรากล้าหาญ”

คำตอบที่ตกผลึกในโมงยามแห่งรัตติกาล คือ ความรักความศรัทธาในพระพุทธองค์ และความกรุณา

สายวันนี้ คำถามผุดขึ้น “ความรักความศรัทธาในพระพุทธองค์และกรุณาทำให้เราห้าวหาญได้อย่างไร เกิดขึ้นได้อย่างไร”

แล้วฉันก็คิดถึงคำที่ได้ยินจากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ประมาณว่า “อยู่อย่างไร ตายอย่างนั้น”

ชีวิตมีทุกข์เข้ามาเป็นแบบฝึกหัดให้เราฝึกฝนใจอยู่เสมอ เรามีท่าทีต่อทุกข์ที่แวะเวียนเข้ามาในชีวิตอย่างไร ทั้งทุกข์ทางกาย และทุกข์ทางใจ

เราบ่น กร่นด่าสิ่งรอบตัวภายนอก หรือทบทวนเหตุปัจจัยแห่งทุกข์ เราพยายามทำความเข้าใจ ปล่อยวาง ให้อภัย หรือ จดจำ เจ็บแค้น เรามีวิธีคลี่คลายทุกข์อย่างไร — ท่าทีต่อทุกข์ วิธีการรับมือกับทุกข์ ความเห็นความเข้าใจในทุกข์ ต่าง ๆ เหล่านั้นที่เราทำอยู่ในชีวิตประจำวันจะเป็นอุปนิสัยของใจ และกำหนดท่าทีที่เรามีต่อความตายด้วยหรือไม่

ทบทวนตัวเอง ฉันพบว่า เวลาที่รู้สึกไม่สบายใจ เป็นทุกข์ ฉันจะเข้าหาพระพุทธองค์ ทุกครั้งที่นึกถึงด้วยใจ ด้วยการสวดมนต์ ด้วยการอยู่ใกล้และมองพระพุทธรูป ด้วยการระลึกถึงคำสอนของท่าน นึกถึงความเพียรและความกรุณาของท่านที่ฝึกฝนตนเพื่อช่วยเหลือเราและสรรพสัตว์ ใจจะมีพลังขึ้นมา รู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย วางใจ และท้ายที่สุด ยอมมอบ/วางชีวิตไว้กับท่าน พลังของพระพุทธองค์ยิ่งใหญ่กว่าความกลัว

พุทธานุสติ ฝึกแบบนี้เรื่อย ๆ ในชีวิตกับทุกข์ที่ผ่านมา เล็ก ใหญ่ ฉันหวังว่า ในโมงยามสุดท้าย ความเคยชินนี้น่าจะพอช่วยให้ฉันกล้าน้อมรับความเป็นจริงของชีวิตได้

นอกจากการระลึกถึงคุณพระพุทธองค์แล้ว อีกสิ่งที่ทำให้ใจห้าวหาญ คือ ความกรุณา ความรัก

ความรักทำให้เราทำอะไรได้เกินกว่าที่คาดคิด ความรักให้พลัง เรื่องราวพลังของความรักมีให้เราได้ยินและเห็นกันเสมอๆ เช่น แม่ พ่อ หรือผู้ที่เสี่ยงหรือสละชีพเพื่อผู้อื่น สัตว์ และสิ่งที่มีความหมายต่อผู้อื่น

ในวาระสุดท้าย หากเรานึกถึงความรัก ความกรุณาในหัวใจของเรา ที่มีมาตลอดชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ (อย่างพี่สาวของฉัน ที่ทุ่มเททำงานเพื่อเป็นปากเสียงให้คนเล็กคนน้อยผู้ทุกข์ยากในสังคม) ความกรุณาจะเป็นพลังที่ครอบความกลัวไว้ภายใน ความกลัวจะได้รับการดูแลโอบกอดด้วยความรักและกรุณาในใจของเรา ความรักจะเข้ามาแทนที่ความกลัว และหากเราสิ้นลมไปในเวลานั้น เราจะจากโลกนี้ไปด้วยความรักความกรุณา

ความกรุณาอีกแบบที่ทำให้กล้าตาย-ไม่กลัวเกิด เป็นความกรุณาที่มาจากโพธิจิต ที่ปรารถนาจะช่วยสรรพสัตว์ ความกรุณาเช่นนี้เปิดใจให้น้อมรับทุกข์นานา แบกรับทุกข์(อย่างพระเยซูคริสต์รับบาปของทุกชีวิตด้วยความตายของพระองค์) ความกรุณาและความปรารถนาที่จะช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์มีพลังยิ่งใหญ่กว่าความกล้วตายและกลัวทุกข์ จึงทำให้ผู้มีความกรุณานั้นทุกข์กับความตายน้อยลง หรือไม่มีเลย

ความตาย ใ้ห้ ชีวิต

flower
        “กริ๊งๆๆๆๆๆๆ” เสียงแหลม หนัก ดังขึ้น … เหมือนเสียงกรีดร้องของ … อ้อ ของหัวใจฉันเอง

        เสียง … ไร้รูป แต่ก็เป็นได้หลากรูป แล้วแต่ใจปรุง

สำหรับฉัน เสียงกริ๊งๆๆๆๆ ที่ดังขึ้นนี้ได้กลายเป็นเหล็กแหลม ที่บรรจงกรีดหัวใจ ลึก ยาว ตามความยาวของเสียงนั้น

ได้วลาแล้ว … สัญญาณบอกให้เจ้าหน้าที่เคลื่อนย้ายโลงศพเข้าเตาเผา

ในมือของฉัน มีดอกไม้งามดอกหนึ่ง ซึ่งคนเป็นไม่อยากได้ แต่คนตายพร้อมน้อมรับ

ฉันเดินถือดอกไม้นั้นเดินขึ้นเมรุ ความร้อนผ่าวออกมาจากเตาเบื้องหน้า

ไฟเหลืองส้มกำลังลามเลียไปตามโลงไม้

ฉันมองดอกไม้งามอีกครั้ง … ในยามที่ยังมีลมหายใจ เราเคยให้ดอกไม้อะไรกันบ้างไหม 

ฉันค่อย ๆ โยนดอกไม้เข้าไปในกองเพลิง แล้วถอยออกมายืนอยู่ห่าง ๆ

ดูไฟที่กำลังเผาไหม้โลงบรรจุร่างไร้ชีวิต

แล้วไฟที่กำลังเผาชีวิตผู้ที่ยังมีลมหายใจอยู่ล่่ะ เราเห็นหรือไม่ ?

ฉันมองบรรยากาศของผู้คนที่อยู่บนเมรุ

ในความอาลัย มีความสงบ นิ่ง และงดงามอยู่

ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนนิ่งสงบ โดยมีหญิงวัยเกษียณเกาะแขน ซบไหล่ ปาดน้ำตาบนใบหน้าอย่างเงียบ ๆ

หลายคนตรงนั้นส่งสายตาแห่งความห่วงใย ไปโอบประคองหัวใจของชายหนุ่มและหญิงเลยกลางคนคู่นี้

ฉันมองกลับไปที่เตาเผา … วันหนึ่งเราทุกคนต้องจบลงแบบนี้

และอีกหลาย ๆ วัน เราก็จะต้องเผชิญกับความพลัดพรากจากคนที่รัก และคุ้นเคย

อะไรที่เจ็บปวดน้อยกว่ากัน … เป็นร่างที่อยู่ในโลง หรือคนที่อยู่ข้างนอก ? หรือ ????

ฉันรับรู้ลมหายใจของตัวเอง และเพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ

วันหนึ่ง เราจะเป็นเพียงภาพและเสียงในความทรงจำของกันและกัน … เราจะทรงจำอะไรในกันและกัน ? ความทรงจำนั้นจะให้ความหมายอะไรกับคนที่ยังอยู่บ้าง ? 

นึกถึงอดีตในอนาคต ฉันสูดลมหายใจแห่งปัจจุบันขณะเข้าเต็มปอด … สุขอยู่ตรงนี้แล้ว

เวลาที่ฉันยังสัมผัสไออุ่นแห่งลมหายใจของฉันและเธอ ช่างมีค่าเหลือเกิน 

ฉันชอบที่เราพูดคุยโต้ตอบกันได้ แม้จะมีเห็นด้วย หรือเห็นต่าง

ฉันชอบที่ดวงตาเธอสื่อประกายบางอย่าง ที่ทำให้ฉันรู้สึกมีชีวิต มีค่า และความหมาย … มีเพื่อน

ฉันชอบที่้เราจูงมือ เดินไปด้วยกัน รับรู้ความห่วงใยใส่ใจที่มอบให้

และแม้วันหน้า สิ่งต่าง ๆ ที่เราได้ทำ จะเหลือเพียงความทรงจำ

ฉันว่า มันจะเป็นความทรงจำที่ทำให้เราต่างอุ่นในหัวใจ

“กริ๊งๆๆๆๆๆ” เสียงดังขึ้นกรีดหัวใจของฉันอีกรอบ บานเหล็กของเตาเผาค่อย ๆ เลื่อนลงมา จะไม่มีร่างที่เคยเห็นอีกแล้ว … เหลือเพียงความทรงจำ

ปัจจุบันของความรัก

fire bucha

ง่วง ๆ แต่เมื่อได้เจอเพื่อน เราก็ “ตื่น”

ไม่เพียงตื่นจากความง่วง แต่ตื่นรับความจริงด้วยความปรีดาว่า “ดีใจที่ได้พบกัน…อีกครั้ง”

ในวัย ๔๐ ดวงตะวันแห่งชีวิตเริ่มคล้อยสู่สนธยายาม

ฉันคำนึงถึงความตายอยู่บ่อย ๆ ไม่ได้ด้วยความกลัว

แต่ด้วยความสำนึกในบุญคุณ ที่ความตายหยิบยื่นโอกาสที่จะรู้สึกถึงคุณค่า ความหมายของชีวิต

ชีวิตผลิกผันได้ทุกเมื่อ ความคิดแปรเปลี่ยน แต่ความตายนั้นซื่อสัตย์ยิ่ง

การพบเธอในวันนี้เป็นเหมือนปัจจัยสุดท้ายที่เติมใจให้ซึ้งถึงความหมายบางอย่าง …. ความหมายของปัจจุบัน

ปัจจุบันขณะ คือ ชีวิตที่สดใหม่ และเต็มบริบูรณ์

ในขณะปัจจุบันสั้น ๆ นั้น เราสัมผัสความหมายของชีวิต ความหมายของมิตรภาพ ความหมายของความรัก

“ฉันดีใจที่มีเธออยู่ตรงนี้ ในเวลานี้ ไม่สำคัญว่า ขณะหน้าเราจะพบกัน อยู่ด้วยกันหรือไม่

เพราะที่ได้พบ ฉันก็อิ่มในหัวใจ”

ในเสี้ยวนาทีนั้น ใจทบทวนอะไรมากมาย … ฉันเคยเจอเธอมาก่อนในชาติไหน ฉันไม่อาจรู้ …

ฉันจะพบเธออีกไหมในชาติหน้า ก็ไม่รู้ได้ …

ที่รู้แน่ชัดอย่างเดียว คือ วันนี้ เวลานี้ เราพบกัน และเป็นเวลาที่วิเศษน่าเฉลิมฉลองยิ่ง

ใบหน้าของผู้คนจำนวนมากฉายผ่านเข้ามาในใจ

ผู้คนที่เกี่ยวของดองสัมพันธ์ด้วย ในหลายรูปแบบ ต่างกรรมและวาระ

วันนี้ที่ยังมีกัน เป็นวันที่วิเศษยิ่ง และเธอทุกคนเป็นสิ่งที่วิเศษยิ่ง

“เราจะดูแลของขวัญของชีวิต จะดูแลของขวัญแห่งกาลเวลาที่ไม่อาจหวนกลับอย่างไร” ฉันถามตัวเอง

และคิดว่า คำตอบคงอยู่ในทุกขณะที่ชีวิตยังเหลืออยู่