มันจบแล้ว

“มันจบแล้ว” – The End – Fin

Precious Time

by Aui’s Soul Art

เวลาไปดูหนัง พอประโยคนี้ขึ้น เรารู้ตัวทันทีว่า ถึงเวลาต้องลุกออกจากโรงหนังแล้ว และอย่าลืมเช็คข้าวของ แก้วน้ำ ป๊อปคอร์นด้วย แต่บางที เราก็อาจจะอยากจะนั่งซึมซับความซึ้งใจของหนังที่เพิ่งจบลง แต่เจ้าหน้าที่จะไม่ปล่อยให้เราทำอย่างนั้นค่ะ เขา/เธอจะเปิดไฟสว่างโล่ทั้งโรง เพื่อไล่ให้เราออกไปโดยเร็ว เพราะหนังรอบต่อไปรอผู้ชมชุดใหม่อยู่ และหากเราอยากดูหนังอีกเรื่อง ก็ต้องไปซื้อตั๋วแล้วเข้าไปดูในอีกโรงหนึ่ง

“จบ” ในการดูหนังเป็นอย่างนี้ แม้ในคอนเสริ์ต กิจกรรมต่างๆ การเรียน ฯลฯ มันมีพิธีกรรมหรือสิ่งที่ทำให้รู้ว่า ได้เวลาที่เราต้องจบ ไม่ว่าจะชอบหนังเรื่องนั้นแค่ไหน

อันที่จริง ทุกๆ อย่างที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง มันมีเวลาสิ้นสุด ทั้งสิ้น ขึ้นกับว่า เร็วหรือช้า

ไม่นานมานี้ เพื่อนคนหนึ่งเล่าระบายปัญหาความสัมพันธ์ที่มีกับคนรักมากว่า 10 ปี ให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือฟัง หลังจากที่เพื่อนเล่าแล้ว ผู้ใหญ่ท่านนี้พูดขึ้นว่า “มันจบแล้วละ”

.

ไม่รู้ว่าเพื่อนรู้สึกอย่างไรบ้างเมื่อได้ยินคำพูดนี้ แต่สำหรับฉัน “คำ 3 คำ นี้ ทรงพลังมาก”

มันช่วยจรด “จุด full stop” ในใจให้กับเรื่องราวที่ผ่านมา ราวกับว่า ประโยคนั้นใจความและความหมายครบถ้วนโดยสมบูรณ์แล้ว ได้เวลาเขียนประโยคต่อไป

.

ฉันไม่ทันได้ถามเพื่อนว่า “เวลาที่พูดได้ว่า “มันจบแล้ว” รู้สึกอย่างไร มีผลอย่างไรกับชีวิต”

ฉันเดาๆ เอาว่า บางทีการได้พูดอย่างนี้ออกมาดังๆ จากใจจริงๆ มันอาจจะช่วยให้เราจบกับเรื่องราวที่ผ่านมาได้ แล้วพร้อมจะเริ่มความหมายกับประโยคใหม่ๆ มั้ง?!

.

การ “จบ” เป็นเรื่องจำเป็นในชีวิตเหมือนกันนะ และเป็นศิลปะ — จะจบให้เป็นอย่างที่เรียกว่า จบสวยได้อย่างไร (น้องๆ ที่คุ้นเคยกับฉันจะรู้ว่า ไม่ว่ากระบวนการอบรมจะเป็นอย่างไร ฉันจะพยายามจบการอบรมให้ดี อย่างน้อยก็เป็น ท่ามาตรฐาน ให้ได้) การจบให้ดี สร้างพลังให้เราไปต่อ เหมือนการจบประโยคได้ ก็ทำให้เราเขียนประโยคใหม่ต่อไปได้อย่างดี

.

หลายครั้ง ปัญหาของเรามาจากการไม่ยอมจบ จบไม่ลง จบไม่ได้ ฉันไม่ลืมความขมขื่นในการรับแปลงานวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโทรัฐศาสตร์คนหนึ่งเมื่อนานๆๆๆ มาแล้ว ฉันต้องแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ในหนึ่งย่อหน้า ฉันหาประธานประโยค (subject) แล้วตามหากริยา (verb) …. สายตาอ่านไปเรื่อยๆ จนจะจบหน้าแล้ว ยังไม่เจอคำกริยาของประธานตัวนั้นเลย ทำไมเหรอ? ก็เพราะคนเขียนใช้ วลีและประโยคขยายไปเรื่อยๆ …. ที่ …. ซึ่ง  ….. อัน ….. โดย ….. อัน …. ซึ่ง …… ที่ ….. ต่อเนื่องไปเรื่อย เหนื่อยใจ แน่นอนค่ะ ท้ายที่สุด ฉันส่งงานคืนไปแล้วบอกว่า ไม่เข้าใจสิ่งที่เขียน จึงแปลไม่ได้

.

เมื่อเรื่องราว หรือใจความจบแล้ว เราควรจบ แต่เมื่อใส่วลีหรือประโยคที่ขยายความไปเรื่อยๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ อ่านความไม่ได้ ไม่เข้าใจ เบลอ งง แล้วในที่สุด สิ่งที่เขียนก็จะไม่น่าอ่าน

.

ในการทำงาน อย่างการเขียน เรื่องการจบได้ จบเป็น ก็สำคัญ เราจะเสียดาย ขยาย-เขียนไปต่อเรื่อยๆ จะทำให้เรื่องเสียรส  ในการทำงานอะไรก็ตาม หากยื้อ พยายามจะปรับแก้งาน เพื่อให้สมบูรณ์ที่สุด ก็คงไม่ได้ เพราะเวลาเป็นจุดให้จบ (full stop) ภาคบังคับในตัวเอง — ศิลปะในการจบจึงจำเป็นไม่ว่าเรื่องใด การทำงาน ความสัมพันธ์ ชีวิตและความตาย

.

นอกเสียจาก deadline ของงาน และของชีวิต มาบังคับแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่า งาน หรือเรื่องราวต่างๆ มันใกล้จบ ควรจบได้แล้ว? และหากรู้ชัดว่า “มันจบแล้ว” เราจะมีท่าทีต่อการจบสิ่งนั้นอย่างไร จะจบแบบไหน จะจบอย่างไร จะให้การจบนั้นมีคุณค่าความหมายอย่างไรกับบทต่อไปของชีวิต (และชีวิตหลังความตาย)

.

ฉันชอบคำพูดในบทสนทนาเล็กๆ ในหนัง A Beautiful Day in the Neighbourhood

เฟรด โรจอร์ส ถาม ลอยด์ โวเกิล ว่า “คุณแต่งงานมากี่ปีแล้ว”

“8 ปี แล้ว” ลอยด์ โวเกิล ตอบ

“What an accomplishment!” เฟรดชื่นชม ฉันสะดุดใจตรงนี้

.

ฉันบอกกับเพื่อนว่า หลายครั้งเรามักสงวนคำชื่นชมไว้ให้เรื่องที่คิดว่ายากมากๆ เกินมนุษย์ทั่วๆ เช่น คนที่รักและแต่งงานกันมาแบบ 40-50 ปี , คนวัย 30 ปีที่ไต่เต้าจากความยากจนจนมีเงิน 100 ล้าน (ด้วยความสามารถ), คนดีที่เสียสละได้ทุกสิ่งอย่าง …. การชื่นชมเรื่องราวพิเศษขั้นสุดนั้นก็ดี แต่เราก็ไม่ควรละเลยที่จะชื่นชมความดีเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นเป็นประจำ Ordinary Magic อย่าง คนทิ้งขยะลงถัง หยุดให้ทางคนข้ามถนน แฟนที่ขับรถไปส่งเราที่ทำงานทุกวันหรือเกือบทุกวัน แฟนที่เตรียมอาหารอร่อยๆ ให้กิน รอยยิ้มที่เรามีให้กันทุกครั้งที่เจอ ฯลฯ

.

บางที ความสำเร็จในชีวิตคือการตระหนักรู้ รับรู้ เห็นและชื่นชมความสำเร็จที่มีอยู่ทั่วไปในชีวิตของเราเองและผู้อื่น ผู้ที่ป่วยหายใจไม่ได้ ย่อมเห็นว่า การหายใจได้อย่างที่เราหายใจอยู่นี้เป็นความสำเร็จของชีวิต

ผู้ที่เดินไม่ได้ ก็คงเห็นว่า การเดินได้ วิ่งได้ เป็นความสำเร็จ

ผู้ป่วยพาร์คินสันที่พูดไม่ออก ติดอ่าง ก็ชื่นชมความสามารถที่พูดได้ ดังนั้น ควรพูดเรื่องดีๆ กันดีไหม

คนที่รักกัน แม้เพียง 1 เดือน แห่งความรัก ก็ดีไม่ใช่เหรอ

คนรักและดูแลกันได้ 10 ปี (แม้หลังจากนั้นก็เริ่มไม่ดี) แต่ 10 ปีที่ดี ก็เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมใช่ไหม?

.

ฉันเชื่อว่า การชื่นชมเรื่องเล็กๆ น้อย ในชีวิตประจำวันนี่แหละที่เป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงความมสุขและความสัมพันธ์ของเรากับผู้คนและสิ่งต่างๆ รอบตัว
.

แม้ว่า ในวันนี้ เรื่องราวต่างๆ “มันจบแล้ว” แต่หากเราเห็นความสำเร็จ ความดี ความงาม คุณค่าความหมาย ที่อยู่ในเรื่องราวเหล่านั้น  … มันก็เป็นการจบที่สวยงาม ทำให้เราพร้อมที่จะเขียนประโยคหรือเรื่องราวใหม่ๆ ก่อนที่จะจบเรื่องราวในชีวิตโดยสมบูรณ์ในวันหนึ่งข้างหน้า

.

ขอบคุณเพื่อนที่เล่าเรื่องนี้ และอนุญาตให้อ้างอิงความนี้มาเขียน

 

ทุกข์ใจกับ อารมณ์ “ชั่ววูบ”

ทึ่งกับภูมิจิตภูมิธรรมของบรรพบุรุษที่ประดิษฐ์คำได้ตรงกับสภาวะของอารมณ์เหลือเกิน “อารมณ์ชั่ววูบ” ทุกอารมณ์วูบมา วูบไป ถ้าเราเห็นอย่างนั้นและไม่เข้าไปจับ/ยึดอารมณ์ (ที่ไม่ดี) อารมณ์ไหน ๆ มันก็จะผ่านเลยไป โดยที่เราไม่ถูกลากจูงไปกระทำการบางอย่างที่ไม่ควร ยกตัวอย่าง เช่น การทำร้ายตัวเอง

เรื่องย่อมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานๆๆๆแสนนานมาแล้ว หญิงสาวผู้หนึ่งประสบกับความผิดหวังในความรัก รู้สึกอกหักอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดในหัวใจมิอาจแปรเป็นถ้อยคำภาษา รู้เพียงว่า ทุกข์จนรู้สึกว่าหัวใจแบกรับความรู้สึกทุกข์ไม่ไหวอีกแล้ว

ในขณะที่เธอนอนซมอยู่บนเตียงราวกับซากสิ่งมีชีวิตที่นอนนิ่งไม่ไหวติง ความคิดหนึ่งวูบเข้ามา “อยากจะนอนหลับไปสัก 3 วัน จะได้ไม่ต้องรับรู้ความรู้สึกทุกข์ที่กำลังเผาใจ ทนไม่ไหวแล้ว” เธอแอบคิดเอาว่า เมื่อตื่นขึ้นมา ความทุกข์ทั้งหลายจะอันตรธานหายไปสิ้น

ในเวลานั้น เธอไม่รู้เลยว่า วูบความคิดดังกล่าวได้เกาะกุมใจเธอแล้ว ความคิดนั้นกำลังบงการให้เธอลุกขึ้นจากที่นอน  เพื่อที่จะไปหายาที่จะทำให้เธอได้นอนหลับสมใจ กินสักหลาย ๆ เม็ดก็น่าจะใช้ได้

มารู้ตัวอีกทีก็เป็นวูบอารมณ์ที่รู้สึกสะดุดและสะดุ้งกับความคิดที่เกิดขึ้น “เอ้ย นี่มันเฉียดฆ่าตัวตายนี่หว่า”

วูบต่อมา เธอรู้สึกสลดใจ จากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจคนจำนวนหนึ่ง “บางที คนที่ทำร้ายตัวเองสำเร็จ เขาอาจไม่คิดจะตายจริง ๆ หรอก บางทีเขาต้องการแต่พัก-วางจากทุกข์บ้างก็เท่านั้นเอง”

อารมณ์ชั่ววูบเหมือนกับพายุ พายุที่พัดกระหน่ำเข้ามา หากเราอยู่ในบ้านที่มีความมั่นคง ก็ยากที่จะถูกพัดปลิว แต่หากเราอยู่ในกระท่อมไม้เก่า ๆ ผุ ๆ หรือที่โล่งแจ้ง พายุจะพัดพาเราไปได้โดยง่าย

ถ้าใจเราไม่ตั้งมั่นพอก็จะถูกลากจูงไปให้ทำการตามที่วูบอารมณ์นั้นบงการ แทบไม่รู้ตัวและเมื่อทำไปแล้ว อารมณ์วูบนั้นก็ดับไป เหลือไว้แต่ซากความเสียหายที่เกิดขึ้น ในเวลานั้น หลายคนก็จะเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไป แน่นอน หากคนนั้นโชคดี ยังมีลมหายใจ เขาจะมีโอกาสได้เรียนรู้ ปรับตัว ปรับใจ และแก้ไขอีกหลายเรื่องราว

แต่หากชีวิตมีอันต้องดับไปเพราะพายุวูบอารมณ์นั้น ความทุกข์จะกลายเป็นนิรันดร์

ทุกข์ใจไม่ได้อยู่ที่กาย แม้กายจะไม่มี แต่ใจมีอยู่ ดังนั้น ทุกข์ใจยังคงติดตามไปตามนานเท่านานกว่าที่ใจจะรู้ (เดาเอานะ)

ราวกับคนบ้า หญิงสาวคนนั้นนอนขำตัวเองกับอารมณ์ที่วูบไหวไปมา เธอมีพลังขึ้นเล็กน้อย พยุงตัวเองขึ้นมาจากเตียงแล้วก็ใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องดำเนินต่อไป

แน่นอน ทุกข์ใจนั้นยังอยู่ แต่พลังของมันลดลงไปแล้ว วูบอารมณ์ที่อยากพักร้อนจากความทุกข์สัก 3 วัน ไม่หวนกลับมาอีกเลย

เธออยู่กับทุกข์ไปตามสภาพ เข้าใจว่าทุกข์นั้นไม่ดำรงอยู่ตลอดเวลา มันขึ้น-ลง เหมือนเส้นกราฟ บางทีกราฟที่กรุณาต่อหัวใจของเราก็จะค่อย ๆ ไต่เพดานขึ้นไป พอให้เราปรับสภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไป แล้วเมื่อถึงจุดสูงสุด (peak) ก็จะรีบดิ่งตัวลงต่ำโดยเร็ว (ได้อย่างนี้ก็คงดี) แต่โดยมาก กราฟจะพุ่งทะยานไปถึงจุดสูงสุดแล้วทรงตัวอยู่ในระดับสูง อาจมีลงบ้างก็เล็กน้อยแล้วก็พุ่งขึ้นอีก

เธอดีใจที่ทุกข์นี้นำความรู้ความเข้าใจหลายอย่างมาให้เธอ หนึ่งในนั้น คือ เธอไม่มองผู้ที่คิด(สั้น)ว่า โง่เขลา หากแต่เข้าใจว่า เขาเหล่านั้นตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอารมณ์ชั่ววูบ ซึ่งหากเขาทอดเวลาไปอีกสักหน่อย ให้เวลาตัวเองอีกนิด ความคิดจะเปลี่ยนไป ที่สำคัญ คนเราควรหมั่นฝึกฝนจิตให้มั่นคง ตั้งมั่น เพื่อรับมือกับวูบอารมณ์ที่อาจจะพัดผ่านเข้ามาสักวัน

เวลาที่ทุกข์ใจมาก ๆ เปรียบเสมือนอยู่กลางพายุ ให้หาที่กำบังที่มั่นคงพอสมควร ที่กำบังนั้นอาจเป็นสิ่งที่ทำให้มีความสุข กิจกรรมที่ชื่นชอบโปรดปราน (ที่ไม่เป็นอันตรายต่อตัวเองและผู้อื่น) ไปยังสถานที่ที่ให้ร่มเงากับหัวใจ เช่น สถานที่ทางธรรมชาติ วัด หรือหาผู้ที่เป็นที่พักพิงจิตใจเราได้ แล้วรอ..รอ…รอ.. อย่าเพิ่งคิดอ่านทำอะไรในช่วงที่อารมณ์วูบไหวไปมา  แต่รอให้ใจสงบก่อนจะคิดอ่านทำอะไรท่ามกลางห้วงเวลาแห่งพายุนั้น

แต่หากใครสามารถและมีแรง ให้วิ่งฝ่าแรงลม ฝน และข้าวของที่ปลิวว่อนกระจุยกระจาย เข้าสู่ใจกลางพายุ เขาว่ากันว่า ที่ใจกลางพายุ เรียกว่า “ดวงแห่งพายุ” (The Eye of Storm) เป็นที่สงบ นิ่ง เงียบ สรรพสิ่งไม่ไหวติง แล้วที่นั่น นั่งดูความเคลื่อนไหวของเรื่องราวต่าง ๆ โดยไม่ได้รับแรงกระทบกระแทกใดเลย

(เรื่องต่อจากนี้ชื่อ ความทุกข์กายกับหัวใจชิว ๆ)

เหตุผลที่คนรักสัตว์

น้องหมานอนหงายให้เราเกาพุง
เรามองตากัน ฉันสัมผัสความรู้สึกรักที่กลางอก
ความรัก ความสุข ความซาบซึ้ง
คนเรารักสัตว์เพราะอะไร
อะไรในตัวสัตว์ที่ทำให้เรารัก

ฉันไม่ได้หวังอะไรจากน้องหมา แต่มันก็ให้ฉันหลายอย่าง ที่สำคัญ
มันช่วยให้ฉันเห็นความเป็นมนุษย์ในตัวเอง มันเปิดหัวใจฉันสู่ความกรุณาที่กว้างขวางขึ้น ทำให้ฉันกล้าทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะทำได้

ทุกครั้งที่มองตามัน ฉันเห็นดวงตา หัวใจ ชีวิต ของคนและสัตว์อื่นๆ
มันอาจจะถูกเรียกว่า สัตว์ หมา แมว นก กบ … แต่ใจฉันนิยามน้องหมาว่า เป็นเพื่อน เป็น
ครอบครัว และเมื่อเรานิยามสิ่งใดว่าเป็นเพื่อน เป็นครอบครัว ท่าทีต่อสิ่งนั้นก็จะเป็นเช่นนั้น เราจะมีความสัมพันธ์และชีวิตใหม่กับสิ่งนั้น 

ดิน สัตว์ ต้นไม้ สายน้ำ สายลม ไอแดด เมฆ ดวงดาว … ทั้งมวลคือเพื่อน (ผู้มีอุปการะต่อชีวิตเรา)


ฉันได้ยินพี่สาวคนหนึ่งพูดถึงการตรวจค้นและยึดไม้ซุงที่ถูกโค่นจำนวนมาก ภาษาที่เธอเล่าทำให้ฉันรู้สึกราวกับว่า ได้เสียเพื่อนไปจำนวนมาก … หากคนเห็นต้นไม้เป็นเพื่อน คงไม่ไล่โค่นทำลายอย่างนี้ ..กับเรื่องอื่นๆก็เช่นกัน

หากเรารักให้มากกว่านี้ ปัญหาต่างๆในโลกคงน้อยลง
ขอบคุณน้องตัวอ้วนขนขาวปุกปุย ที่ทำให้ฉันสุขใจก่อนนอน… เหมือนทุกๆคืน

ความรักคือปัญญา ปัญญาคือรัก ???

La Musica, dolce.

เช้านี้ อุ่นใจก่อนทำงานด้วยเสียงดนตรี และได้เดินทางไปยังดินแดนมหัศจรรย์แห่งใจ

นักดนตรีบรรเลงบทเพลง นักร้องขับขานความหมาย ด้วยความตั้งใจ ด้วยหัวใจรัก

นักร้องตาบอด Andrea Bocelli เล่นดนตรีและร้องเพลง เพื่อเห่กล่อมบ้านเกิดเมืองนอนของเขา ให้ท้องทุ่ง สายลม แผ่นดิน และผู้คน …ทุกอย่างที่โอบอุ้มชีวิตของเขา

เสียงเพลงจากใจนักดนตรีไหลซึมสู่ใจฉัน แผ่ซ่านทั่วกาย น้ำตาปริ่มปีติ

ดนตรีพาฉันปลิวไหวกับสายลม ไหลเรื่อยไปกับสายน้ำ ดำดิ่งแทรกซึมทั่วผืนปฐพี บินสู่ท้องฟ้าและดวงตะวัน

โลกเป็นแรงบันดาลใจของบทเพลง และบทเพลงก็คืนพลังกลับสู่โลก

เช้านี้ ฉันสัมผัสโลกผ่านเสียงดนตรี

ร้องเพลง บรรเลงดนตรี ให้ออกมาจากหัวใจรักเมตตา แม้ว่าจะไม่มีใครฟัง แต่โลกฟังอยู่

นี่เป็นหนึ่งในการแสดงความรักของเราต่อโลก … และคนที่เรารัก

ฉันฝากความรักไปกับบทเพลงที่แทรกซึมในผืนดิน ที่รองรับทุกก้าวย่างของเธอ

ฉันฝากความรักไปกับบทเพลงที่ปลิวไหวกับสายลม ที่เป็นลมหายใจของเธอ

ฉันฝากความรักไปกับสายน้ำไหล ที่ชโลมกายและใจเธอให้สดชื่น เบิกบาน

ฉันฝากความรักไปกับท้องฟ้าและดวงตะวัน ที่ให้พลังชีวิตแก่เธอ

ฉันบอกรักโลก และฉันบอกรักเธอในเวลาเดียวกัน … แม้เธอจะไม่รู้ แต่โลกรู้

ในวันหน้า เมื่อกายฉันไม่อาจดำรงอยู่ แต่โลกจะยังดูแลเธอ และมีความรักของฉันในนั้นด้วย

 

 

 

 

รุ่งอรุณแห่งความสุขและความหวัง

“ดีใจเถิด ที่มีแผ่นดินอยู่” ชายจีนฮ่อผู้นั้นบอกพี่เพลินก่อนตาย

เสียงของเขาก้องอยู่ในหัวใจฉัน

ฉันนึกถึงบรรพบรุรษและเรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังจากคุณชัยวัฒน์ เรื่องการสร้างเมืองสุโขทัย และคิดไปถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ ฉันเชื่อว่า บรรพบรุรุษจำนวนมากคงมีความคิดไม่ต่างจากชาวจีนฮ่อผู้นี้ เป็นความรู้สึกของมนุษย์ที่ยอมตายเพื่อต่อชีวิตให้ผู้อื่น

ประวัตศาตร์ไม่ใช่เป็นเรื่องการเมือง อำนาจ การช่วงชิงเสมอไป หลายครั้ง มันเป็นเรื่องความรักด้วย รักในบุคคลที่เราไม่รู้จัก รักในลูกหลานที่เราไม่เห็นหน้าในอนาคต

 

Glorious sunset อาทิตย์อัสดงที่สุโขทัย ระหว่างที่เรากำลังล้อมวงสนทนาเรื่องพลังความศักดิ์สิทธิ์ของสรรพสิ่ง

Glorious sunset อาทิตย์อัสดงที่สุโขทัย ระหว่างที่เรากำลังล้อมวงสนทนาเรื่องพลังความศักดิ์สิทธิ์ของสรรพสิ่ง

เมื่อปีก่อน ฉันได้ร่วมวงสนทนาเล็ก ๆ ที่นำโดยอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ และกลุ่มพี่ ๆ ผู้ทำงานในภาคประชาสังคม ที่มารวมตัวกันที่สุโขทัย

ในครั้งแรกนั้น เราสนทนากันในห้องของโรงแรมเป็นหลัก แม้จะอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม แต่บรรยากาศการสนทนาและสนามพลังการสนทนาช่วยผนึกความรู้สึกและความสัมพันธ์ระหว่างกัน ฉันไม่รู้สึกว่าอยู่ในกรอบห้องสี่เหลี่ยมเลย แต่รู้สึกว่าเราอยู่ในวงกลมแห่งมิตรภาพ มีความสุขมาก — หรือนี่คือพลังของ “สุโขทัย” ดินแดนแห่งรุ่งอรุณของความหวัง ชีวิต และความสุข

กลับมาที่สุโขทัยอีกครั้ง ฉันตั้งใจจะดูว่า ใจของตัวเองจะรู้สึกเหมือนเดิมหรือต่างไปจากคราวก่อน หลายครั้ง ภาพประทับใจเดิม ๆ ที่เรามีก็อาจเป็นอุปสรรคขวางการเรียนรู้ เพราะใจมักจะรู้สึก “ซ้ำซาก” ฉันจึงเปิดใจใหม่ให้กับสิ่งเก่าเพื่อจะได้รู้สึก “ซ้ำสด” ….

นอกห้อง --- บรรยากาศล้อมวงสนทนาทำให้นึกถึงวันที่ัเป็นนักศึกษา เรามักนั่งอย่างนี้คุยกัน ได้ทั้งความรู้ และความรู้สึกที่ดี

นอกห้อง — บรรยากาศล้อมวงสนทนาทำให้นึกถึงวันที่ัเป็นนักศึกษา เรามักนั่งอย่างนี้คุยกัน ได้ทั้งความรู้ และความรู้สึกที่ดี

ตลอด ๒ วันในการอบรม ใบหน้าที่คุ้นเคย กระบวนการที่คุ้นทำ และผืนดินอันเก่าแก่ ช่วยทำให้หัวใจและดวงตาของฉันสดใหม่ขึ้น จนช่วงสุดท้ายของการอบรมที่เราทุกคนนั่งล้อมวงก่อนจากลากัน ความหมายบางอย่างก็ผุดขึ้นกลางใจ

ฉันเริ่มเข้าใจความหมายของเกอเธ่ นักปราชญ์ชาวเยอรมัน ที่อาจารย์ชัยวัฒน์เคยยกคำพูดของเขาให้เราครุ่นคิดเสมอ ๆ ว่า “สิ่งที่สูเจ้าได้รับมาเป็นมรดกจากบรรพบุรุษนั้น จงรับเอาไว้ เพื่อที่จะทำให้เป็นสมบัติของเจ้าเอง”

ความหมายที่เกิดขึ้นนี้เป็นการตกผลึกความรู้ และความรู้สึก ที่เหนี่ยวนำด้วยบรรยากาศและกระบวนการสนทนา การเดินทางเรียนรู้ในเมืองเก่าสุโขทัย (Learning journey) ข้อมูลความรู้ที่ได้ยินได้ฟังจากเพื่อนร่วมวงสนทนาและวิทยากร รวมถึงการครุ่นคิดในชีวิตประจำวัน

ฉันรักต้นไม้และมักใช้เวลาอยู่ในสวนเล็ก ๆ ในบ้าน รดน้ำต้นไม้ ปลูกและดูแลตันไม้ ฉันชอบสัมผัสดินให้ตัวมอมแมม และเมื่ออยู่กับต้นไม้บ่อยเข้า ๆ วันหนึ่งไม่นานมานี้ ระหว่างที่รดน้ำต้นไม้และชื่นชมกับดอกไม้ที่กำลังเบ่งบาน ดอกบัวขาวคลิบม่วงที่กำลังคลี่ดอกรับแสงตะวัน ฉันรู้สึกอิ่มเอิบใจกับผืนดินใต้ฝ่าเท้า ผืนดินที่รองรับชีวิต .. ฉันรับรู้ถึงความรักของแผ่นดิน สายลมต้นไม้ น้ำ อากาศ สิ่งต่าง ๆ รอบตัวที่หล่อเลี้ยงชีวิต ในความรู้สึกขอบคุณต่อธรรมชาติ หลายคำถามพรั่งพรู

“เรามาอยู่ที่นี่เพื่ออะไร แล้วยามที่เราจากไป อะไรจะเหลืออยู่”

ชีวิตคนเมือง ครอบครัวเดี่ยว มีพี่น้องน้อยลงทุกที ลูกหลานก็อาจไม่มีให้ฉันทิ้งมรดกอะไรไว้ให้ แล้วสิ่งที่ฉันมี สิ่งที่ฉันทำและฉันเป็น จะมอบให้ใคร ฉันจะมีไว้เพื่อใคร จะทำอะไรเพื่อใคร ….

น่าแปลก คำถามเหล่านี้ช่วยให้หัวใจแผ่ขยาย ก่อนที่คำตอบจะผุดพราย … “สิ่งที่ฉันมี ฉันเป็น และฉันทำ เป็นไปเพื่อส่วนรวม ฉันมาอยู่ที่นี่เพื่อบำรุงรักษา ทำให้สิ่งที่ได้รับจากบรรพบุรุษและโลกได้ขยายงอกงามเติบโต สิ่งที่จะเหลืออยู่ในยามที่ฉันจากไป คือ โลกอันอุดมสมบูณรณ์ ความสุข ธรรม (ปรัชญาความรู้) และชีวิต ดั่งที่ฉันได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ไม่เพียงแต่บนผืนแผ่นดินไทย แต่บรรพบุรุษของมนุษยชาติด้วย”

นี่คือสิ่งที่ฉันรู้สึกไม่กี่วันก่อนมาร่วมกระบวนการเรียนรู้ที่สุโขทัย … และที่นี่ ก็ตอกย้ำหน้าที่ ความรับผิดชอบในชีวิตของตัวเองให้มั่นคงยิ่งขึ้น

คุณชัยวัฒน์ นักโบราณคดีผู้นำอดีตกลับมาให้เราอย่างมีชีวิตชีวา อดีตช่วยให้เราเห็นตัวเองว่ามาจากไหน และจะไปต่ออย่างไร

คุณชัยวัฒน์ นักโบราณคดีผู้นำอดีตกลับมาให้เราอย่างมีชีวิตชีวา อดีตช่วยให้เราเห็นตัวเองว่ามาจากไหน และจะไปต่ออย่างไร

การอบรมคราวนี้แตกต่างจากหลายครั้งที่ผ่านมา ตรงที่คราวนี้เรามีการทัศนศึกษานอกสถานที่ด้วย (learning journey) คุณชัยวัฒน์ นักเล่าเรื่อง (ข้าราชการด้านโบราณคดี) ทำให้อดีตกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ไม่เพียงแต่ “พระอจนะ” ที่วัดศรีชุม แต่กำแพงอิฐเก่า ซากวัดวิหาร ฐานชุกชีที่ไร้พระพุทธรูป ทุกสิ่งทุกอย่างที่เมืองเก่าสุโขทัยล้วนกำลังพูดบางอย่างอยู่เช่นกัน

ทุกอย่างที่นั่นพูดถึงความหวัง ความปรารถนา และพลังของหัวใจมนุษย์ ที่มุ่งมั่นสร้างเมือง ถิ่นที่อยู่ให้อุดมสมบูรณ์ มีความเป็นไท ที่มีอิสระและมีศักดิ์ศรีในตน ในเรื่องเล่ามีเรื่องราวของความรัก ความเสียสละตน อย่างที่พ่อขุนรามคำแหงไสช้างเข้าไปทำยุทธหัตถี เพื่อช่วยพ่อที่กำลังตกอยู่ในวงล้อมช้างตกมัน

ศิลปะในยุคนี้สะท้อนความงามประณีตในจิตใจ ความศรัทธา และปัญญาของผู้คน ที่อยู่ในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ ฉันนั่งมองพระอจนะ และจินตนาการว่า ผู้ที่สร้างพระพุทธรูปใหญ่ขนาดนี้ จิตและปัญญาจะต้องใหญ่เพียงใด

พระอจนะ (ผู้ไม่หวั่นไหว) แห่งวัดศรีชุม

พระอจนะ (ผู้ไม่หวั่นไหว) แห่งวัดศรีชุม

ฉันรู้สึกได้รับความสุขจากซากวัด พระพุทธรูปเก่าที่สถิตย์ผ่านกาลเวลา ความสุขนี้ทำให้ฉันเข้าใจความหมายของคำถาม “เมื่อเราจากไป อะไรจะเหลืออยู่ และสิ่งที่เหลืออยู่นั้นจะมีความหมาย ให้อะไรกับคนรุ่นหลัง” ฉันมองพระอจนะ และขอบคุณบรรพบุรุษที่ได้มอบความหมาย ความสุขให้ฉัน และคงอีกหลาย ๆ คนเป็นเวลากว่า ๗๐๐ ปี

ฉันได้ทราบถึงเรื่องราวการชะลอพระพุทธรูปจากสุโขทัยไปยังกรุงเทพ (รัตนโกสินทร์) ทำให้ฉันสะท้อนใจอยู่ไม่น้อย คุณชัยวัฒน์เล่าว่า ในช่วงสร้างกรุงเทพ บรรพชนได้ชะลอพระพุทธรูป สิ่งก่อสร้าง อิฐต่าง ๆ จากหลายเมืองทั่วแคว้น เพื่อไปสร้างกรุงรัตนโกสินทร์

ฉันมองฐานชุกชีที่ว่างเปล่า นึกสะท้อนใจว่าพระพุทธรูปที่เคยอยู่ที่นี่ตอนนี้ท่านอยู่กรุงเทพ

เพราะเหตุใด บรรพบุรุษต้นรัตนโกสินทร์จึงทำเช่นนั้น คุณชัยวัฒน์ให้ความเห็นว่า ต้นรัชสมัยรัตนโกสินทร์มีความจำเป็นต้องสร้างเมือง เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้แผ่นดิน จึงต้องนำเอาของเก่าจากเมืองต่าง ๆ มาประกอบร่างสร้างเมืองโดยไว

“ขวัญ” ของเมืองสำคัญต่อหัวจิตหัวใจคน ขวัญของคนแต่ละคนผูกกับขวัญของกลุ่มและขวัญของเมือง และขวัญของเมืองไม่อาจบอกกล่าวหรือทำให้รู้และเข้าใจด้วยเหตุผล ตรรกะ แต่การ “มีขวัญ” “รับขวัญ” นั้นกระทำผ่านศิลปะ พิธีกรรมที่มีผลต่อความรู้สึกของคน

ฉันเป็นลูกหลานรัตนโกสิทนร์ แม้จะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่บรรพบุรุษทำ แต่ก็เข้าใจความหมายและความจำเป็นที่ท่านทำได้ ยิ่งทำให้ฉันตระหนักถึงความรัก ความเสียสละ และความคิดถึงส่วนรวม พวกท่านเหล่านั้นคิดทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อส่วนรวม และตกทอดมาถึงฉันจนทุกวันนี้

มรดกบางอย่างก็ดี บางอย่างก็อาจจะไม่น่ายินดีนัก แต่ฉันขอบคุณ และคิดว่าเป็นหน้าที่ของเราที่จะทำให้มรดกต่าง ๆ ที่ได้รับมานั้นงอกงามยิ่งขึ้น ส่วนอันไหนที่เป็นมรดกที่ไม่สมบูรณ์ ขาดวิ่น หรือไม่งาม เราก็ปรับเปลี่ยน ทำให้งดงามได้ เหมือนอย่างที่ พ่อขุนในยุคสุโขทัย ทำให้มรดกของพุกามและขอมปรับเป็นของใหม่ เป็นแบบตัวตนสุโขทัยได้ เป็นขวัญของสุโขทัย คือ ดอกบัวพุ่มที่ประดิษฐานเหนือยอดเจดีย์ ที่ขนาบด้วยศิลปะแบบขอมและพุกาม เมื่อคนเห็นบัวพุ่มก็รู้ว่า นี่คือเรา เราเป็นใคร เรายึดถืออะไร

ฉันตระหนักเห็นความหมายของแผ่นดินยิ่งขึ้น เมื่อได้ฟังเรื่องเล่าของพี่เพลิน ที่เล่าถึงชีวิตในช่วงที่เป็นพยาบาลในพื้นที่สีชมพู อยู่กับความเป็น ความตายอยู่เป็นประจำ

ครั้หนึ่งมีผู้บาดเจ็บจากการรบเป็นชาวจีนฮ่อ ชายคนนี้คุยกับพี่เพลินจนลมหายใจสุดท้าย เขาเล่าให้ฟังถึงมูลเหตุที่ต้องมารบในดินแดนไทย ที่ก็ไม่ใช่ของตน แต่เขาและพวกจำนวนหนึ่งมารบ (เหมือนทหารรับจ้าง) ให้ฝ่ายไทย ด้วยมีสัญญากับผู้นำทหารระดับสูงของไทยว่า การมาช่วยรบครั้งนี้จะแลกกับผืนดินจำนวนหนึ่งให้ชาวจีนฮ่อได้อยู่อาศัย (ในผืนแผ่นดินไทย)

ชาวจีนฮ่อถูกขับไล่ ไร้ที่อยู่อาศัยในดินแดนของตน พวกเขาจึงมารบ เพื่อให้คนอื่น ๆ ลูกหลานได้มีแผ่นดินอยู่

“ดีใจเถิด ที่มีแผ่นดินอยู่” ชายจีนฮ่อผู้นั้นบอกพี่เพลินก่อนตาย

เสียงของเขาก้องอยู่ในหัวใจฉัน

ฉันนึกถึงบรรพบรุรษและเรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังจากคุณชัยวัฒน์ เรื่องการสร้างเมืองสุโขทัย และคิดไปถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ ฉันเชื่อว่า บรรพบรุรุษจำนวนมากคงมีความคิดไม่ต่างจากชาวจีนฮ่อผู้นี้ เป็นความรู้สึกของมนุษย์ที่ยอมตายเพื่อต่อชีวิตให้ผู้อื่น

ประวัตศาตร์ไม่ใช่เป็นเรื่องการเมือง อำนาจ การช่วงชิงเสมอไป หลายครั้ง มันเป็นเรื่องความรักด้วย รักในบุคคลที่เราไม่รู้จัก รักในลูกหลานที่เราไม่เห็นหน้าในอนาคต

ชายจีนฮ่อคนนั้นตายไปนานแล้ว แต่เรื่องราว ความคิด คำพูดของเขาฝังอยู่ในใจพี่เพลินและฉันก็ดีใจที่ได้รับส่วนแบ่งความงดงามของเรื่องนี้มาอยู่ในใจของฉัน และพรรคพวกของเขาที่มีที่อาศัยในดินแดนไทยจนทุกวันนี้

แผ่นดินเป็นขวัญของชีวิต คนที่ไม่มีที่อยู่ของตนต้องระหกระเหิน ถูกผู้คนอื่นข่มเหงรังแกได้ การมีแผ่นดินอยู่ที่เรียกได้ว่าเป็นของตน ของพวกตน ทำให้เรามีความมั่นคงในการสร้างความเจริญในชีวิต สร้างสรรค์เอกลักษณ์ อย่างที่บรรพบุรุษสุโขทัยได้ทำมา หากไร้ซึ่งแผ่นดินอันเราประกาศได้ว่า เป็นเรา หนทางในการปลูกชีวิตให้มั่นคง สร้างความรู้ ศิลปะ วัฒนธรรม จิตวิญญาณ ซึ่งทั้งหมดจะกอปรก่อเป็นมนุษย์ สร้างความเป็นมนุษย์ให้เราได้มีความสุข มีศักยภาพได้ ทั้งหมดนี้ก็ต้องอาศัยแผ่นดินที่อุดมและมั่นคง

ฉันรู้สึกว่า ประสบการณ์ทั้งหมดที่หลอมผนึกกันในห้วงเวลาที่อยู่สุโขทัยนี้ เป็นเสมือนเสียงกระซิบจากบรรพชนว่า พวกเขาได้มอบอะไรไว้ให้เราบ้าง

สิ่งที่เหลือคือ การทำมรดกของท่านให้มีอยู่ในเนื้อในตัวเรา เพื่อส่งมอบให้ลูกหลาน และโลกต่อไป

Love Series 2 ผู้สื่อข่าว-สารแห่งรัก

สืบเนื่องจากการสัมภาษณ์คุณแม่ชี อานิ โชว์ญิง โดรมา ฉันมีความสุขมาก และความสุขก็พาฉันเดินทางไปหาต้นทางของมัน

“ความสุข บุญหรือพรที่ได้สนทนาธรรมกับแม่ชีท่านนี้ มาได้อย่างไร” ฉันถามตัวเอง “ถ้าฉันไม่ได้เป็นผู้สื่อข่าว โอกาสอย่างนี้คงไม่เกิดขึ้นกับฉันแน่” ฉันตอบตัวเอง พร้อมกันนั้น ใบหน้าของผู้คนมากมาย ที่ฉันได้สนทนาด้วยผุดขึ้นในใจ ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ที่ให้ความสุข ปัญญา และความรู้กับฉัน ตลอดการทำงานข่าวกว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา

ฉันรู้สึกขอบคุณ “อาชีพผู้สื่อข่าว” ที่เปิดทางให้ฉันได้เรียนรู้ชีวิต ได้มีโอกาสพัฒนาตนเอง ได้มีโอกาสทำตัวให้เป็นประโยชน์กับผู้อื่น และได้มีโอกาสรู้จักผู้คนมากมาย และเป็นเพื่อนกัน

ทำไมพวกเขาเหล่านั้นจึงเปิดใจ ให้โอกาสคุยกับฉัน ถ้าไม่ใช่เพราะฉันเป็น “ผู้สื่อข่าว” ซึ่งมีบทบาทหน้าที่นำสารแห่งความรัก ความดีงาม และปัญญา ไปส่งต่อให้ผู้อื่น

พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้คุยกับฉัน เพราะ “ตัวฉัน” แต่คุยเพราะฉันมีหน้าที่อันสำคัญ

ด้วยความคิดเช่นนี้ ความสุขอีกประการก็เพิ่มขึ้น คือ ฉันทำงานด้วยความรัก ความเคารพ และด้วยความรู้สึกสำนึก แทนคุณทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งกับผู้ที่ให้เวลาสนทนากับฉัน และผู้อ่าน ที่ทำให้ฉันได้รับพรอันวิเศษแห่งชีวิตนี้