ระหว่างที่กำลังทำสวน สายลมก็พัดมา หอบเอาความเหนื่อยล้าของฉันไปกับมัน — ทำให้นึกถึงหนุมาน ที่เมื่อใด พ่อ คือ พระพายพัดมา พลังชีวิตก็จะกลับฟื้นคืนมาทันที — มันจริงเช่นนั้น สายลมช่วยปัดเป่าความหนักกาย หนักใจได้มาก เมื่อเราเปิดใจ เปิดปอด สูดลม (ไม่เป็นพิษ) เข้าไปในร่างกาย

ในโลกย่อส่วน ที่บ้านของฉัน ท่ามกลางต้นไม้ พยับแดด สายลม บ่อน้ำ สัตว์เล็ก ๆ ในสวนน้อย ๆ ฉันรู้สึกมีความสุข ที่เป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติ ฉันรักจิตวิญญาณในธรรมชาติ และตื่นเต้นทุกครั้งเมื่อได้ฟังเรื่องราวเล่าขานทำนองนี้จากชนเผ่าโบราณ อย่าง ชาวอินเดียนแดง เช่นในวันนี้ เนื้อความส่วนที่อ่านบังเอิญให้เป็นเรื่องที่สอดคล้องกับความรู้สึกข้างต้นอย่างยิ่ง เป็นจดหมายที่ ชีฟ ซีแอทเทิล (Chief Seattle) เขียนถึงรัฐบาลสหรัญอเมริกา ในปี ค.ศ. 1852 เมื่อรัฐบาลสหรัฐอขอซื้อที่ดินของชนเผ่า

เนื้อความในจดหมายมีดังนี้ (คัดลอกจากหนังสือ พลานุภาพแห่งเทพปกรณัม หน้า 42-44)

“ประธานาธิบดีที่วอชิงตันส่งข่าวมาว่า เขาปรารถนาจะซื้อผืนแผ่นดินของเรา แต่คุณจะซื้อขายผืนแผ่นดิน ท้องฟ้าได้อย่างไร?  ความคิดนี้แปลกสำหรับเรา หากเราไม่ได้เป็นเจ้าของความสดชื่นของอากาศและประกายของท้องน้ำ คุณจะซื้อมันได้อย่างไร?

ทุกส่วนของโลกนี้ล้วนศักดิ์สิทธิ์สำหรับผู้คนของผม ใบสนที่เป็นมันแวววาวทุกใบ หาดทรายทุกแห่ง หมอกทั้งหมดในป่าอันมืดมิด ทุ่งหญ้าทุกแห่ง แมลงที่กำลังส่งเสียงทุกตัว ทุกสิ่งล้วนศักดิ์สิทธิ์ในความทรงจำและประสบการณ์ของผู้คนของผม

เรารู้จักน้ำหล่อเลี้ยงซึ่งไหลผ่านต้นไม้ เหมือนกับที่เรารู้จักเลือดที่ไหลผ่านเส้นเลือดของเรา เราคือส่วนหนึ่งของโลก และโลกคือส่วนหนึ่งชองเรา

ดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมคือพี่สาวน้องสาวของเรา

หมี กวาง นกอินทรีผู้ยิ่งใหญ่ สัตว์เหล่านี้คือพี่ชายน้องชายของเรา

ยอดเขา น้ำหวานในทุ่งหญ้า ความร้อนจากร่างของม้าแคระและมนุษย์ ทั้งหมดล้วนอยู่ในครอบครัวเดียวกัน

sunset at Bang Pakong

น้ำที่ส่องประกายระยิบระยับซึ่งไหลไปในลำธารและแม่น้ำ ไม่ได้เป็นเพียงน้ำ แต่คือเลือดของบรรพบุรุษของเรา

หากเราขายผืนดินของพวกเราให้กับคุณ คุณจะต้องจำไว้ว่า ผืนดินนี้ศักดิ์สิทธิ์

ภาพสะท้อนทางวิญญาณทุกภาพในน้ำใสของทะเลสาบบอกเล่าถึงเหตุการณ์และความทรงจำในชีวิตของผู้คนของผม เสียงกระซิบของสายน้ำ คือ เสียงของพ่อของพ่อของผม

แม่น้ำคือพี่ชายน้องชายของเรา แม่น้ำดับความกระหายของเรา แม่น้ำโอบอุ้มเรือคานูของเรา และเลี้ยงลูกหลานของเรา ดังนั้น คุณจะต้องให้ความกรุณาแก่แม่น้ำ ให้เหมือนกับที่คุณให้แก่พี่ชายหรือน้องชาย

หากเราขายผืนดินของเราให้แก่คุณ จงจำไว้ว่าอากาศมีค่าสำหรับเรา จำไว้ว่าอากาศแบ่งปันจิตวิญญาณของมันให้กับทุกชีวิตที่มันค้ำจุน สายลมซึ่งมอบลมหายใจแรกให้กับปู่ของเรานั้น ได้รับลมหายใจสุดท้ายของเขาเช่นกัน สายลมยังมอบจิตวิญญาณแห่งชีวิตให้กับลูกหลานของเรา ดังนั้น หากเราขายผืนดินให้กับคุณ คุณต้องรักษามันไว้ต่างหาก และต้องรักษาความศักดิ์สิทธิ์ให้เป็นสถานที่ซึ่งมนุษย์สามารถไปลิ้มรสหวานของสายลม ซึ่งเกิดจากดอกไม้ในทุ่งหญ้า

คุณจะสอนสิ่งที่เราสอนลูกหลานของเราให้กับลูกหลานของคุณไหม? ว่าโลกคือมารดาของพวกเรา สิ่งที่เกิดขึ้นกับผืนแผ่นดินก็จะเกิดกับลูกทุกคนของผืนแผ่นดิน

สิ่งที่เรารู้ : โลกไม่ได้เป็นของมนุษย์ มนุษย์เป็นของผืนแผ่นดิน ทุกสิ่งล้วนเกี่ยวพันกัน เหมือนสายเลือดที่เชื่อมโยงเราทุกคนเข้าด้วยกัน มนุษย์ไม่ได้ถักทอสายใยแห่งชีวิต เขาเป็นเพียงสายใยเส้นหนึ่งในนั้น สิ่งใดก็ตามที่เขาทำกับสายใยแห่งชีวิตนี้ ก็เท่ากับเขาทำกับตัวเองด้วย

สิ่งหนึ่งที่เรารู้ : เทพเจ้าของเราคือเทพเจ้าของคุณเช่นกัน ผืนแผ่นดินมีค่าสำหรับพระองค์ และการทำร้ายผืนแผ่นดิน คือ การทับถมคำดูหมิ่นลงบนองค์พระผู้สร้าง

โชคชะตาของพวกคุณเป็นความลับสำหรับเรา จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อกระบือทั้งหมดถูกฆ่า? เมื่อม้าป่าถูกปราบให้เชื่อง? จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมุมลับในป่าอบอวลไปด้วยกลิ่นของมนุษย์มากมาย และทิวทัศน์ของภูเขาตามธรรมชาติถูกบดบังด้วยสายโทรศัพท์ ? พุ่มไม้จะไปอยู่ที่ใด หายไป! นกอินทรีจะไปอยู่ที่ใด? หายไป! และจะเป็นอย่างไรหากเราต้องกล่าวอำลาจากม้าแคระอันปราดเปรียว จุดจบของการมีชีวิต และจุดเริ่มต้นของการอยู่รอด

เมื่อคนผิวแดงคนสุดท้ายอันตรธานไปพร้อมกับบริเวณอันรกร้างว่างเปล่า และความทรงจำของเขาเป็นเพียงเงาของเมฆที่เคลื่อนผ่านทุ่งหญ้า หาดทรายและป่าเหล่านี้จะยังคงอยู่ที่นี่หรือไม่? จะมีวิญญาณของผู้คนของผมหลงเหลืออยู่ที่นี่บ้างหรือไม่?

เรารักโลกนี้ เหมือนกับที่ทารกรักเสียงหัวใจเต้นของมารดาของเขา ดังนั้น หากเราขายผืนดินของเราให้กับคุณ จงรักมันให้เหมือนกับที่เรารัก ดูแลมันให้เหมือนกับที่เราดูแล เก็บความทรงจำของผืนดินอย่างที่มันเป็น ในยามที่คุณได้รับมันเอาไว้ในใจ จงรักษาผืนดินไว้เพื่อเด็กทุกคน และจงรักมันเหมือนกับที่พระผู้เป็นเจ้าทรงรักเราทุกคน

ดังเช่นที่เราเป็นส่วนหนึ่งของผืนดิน คุณก็เป็นส่วนหนึ่งของผืนดินเช่นกัน ผืนแผ่นดินนี้มีค่าสำหรับเรา ผืนแผ่นดินนี้มีค่าสำหรับคุณด้วยเช่นกัน

สิ่งหนึ่งที่เรารรู้ : มีพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว ไม่มีมนุษย์คนใด ไม่ว่าเขาจะเป็นคนผิวแดงหรือผิวขาว สามารถแยกจากกันได้ เพราะถึงอย่างไร เราก็เป็นพี่น้องกัน” 

หินก้อนนั้นและตัวฉัน

ยืนรดน้ำต้นไม้ นิ่ง สงบ ตามลมหายใจ ปรารถนาจะส่งผ่านความสุขสงบไปยังน้ำ ลงสู่ดิน ถึงต้นไม้

มองน้ำที่กำลังไหลรินบนผืนดิน … ก้อนหินใหญ่อยู่ตรงนั้นด้วย

เพียงเสี้ยววินาที ความรู้สึกประหลาดก็บังเกิด

คล้ายๆ ฉันและหินเป็นเนื้อ-หนึ่งเดียวกัน 

ทุกก้อนหินมีเรื่องราว เก่าแก่กว่ามนุษย์มาก

ทุกก้อนหินมีเรื่องราว เก่าแก่กว่ามนุษย์มาก

ความรู้สึกมหัศจรรย์ดำรงอยู่เพียงครู่ ใจก็หวลคิดถึงหินอีกก้อน … หินก้อนใหญ่ที่ริมน้ำตก บนภูที่เชียงใหม่ หินก้อนที่ฉันได้อาศัยนอน นั่ง เล่น เมื่อหลายปีก่อน

คราวนั้น ฉันร่วมเรียนรู้ “นิเวศวิทยาแนวลึก” เพื่อสัมผัสจิตวิญญาณธรรมชาติ เดินด้นสู่ป่า อดข้าว อดน้ำ อยู่ลำพังกับตัวเองและธรรมชาติ เป็นประสบการณ์ที่ไม่อาจลืม เป็นความผูกพันทางใจที่ฉันมีให้กับหินก้อนนั้น และชุมชนชาวปกากะญอที่ให้อุ่นไอมิตรภาพ

คนเมืองกลุ่มหนึ่งเดินทางขึ้นภูสูง เราใช้เวลาช่วงเปลี่ยนผ่านจากเมืองก่อนเข้าป่า พักอาศัยที่หมู่บ้านปกากะญอ พะตีตะแย ผู้นำชุมชนสอนเราให้รู้จักวิถีจิตวิญญาณชนเผ่าโบราณที่ผูกพันกับธรรมชาติ วิถีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย สัมพันธ์กับนาฬิกาของจักรวาล

ฉันตื่นพร้อมพระอาทิตย์ หลับไปกับแสงจันทร์นวล แววกระพริบจากดวงดาว และความหนาวที่ทำให้ร่างกายแข็งเป็นท่อนไม้

ก่อนที่จะเข้าเงียบโดยลำพัง พะตีตะแยและญาติปกากะญอพาเราเดินเข้าป่า เพื่่อหา “ครู”

ในป่ามีครูมากมาย ศิษย์แต่ละคนต้องหาครูของเขาเอง และเราจะพบครูก็ต่อเมื่อ เปิดใจและเงียบสงบใจพอที่จะได้ยินเสียงกระซิบเรียกของครู

ตลอดทางที่เดิน ใครรู้สึกว่า พื้นที่ตรงไหนเรียกเขา/เธอ ก็ให้หยุด ตั้งเต้นท์เป็นที่พำนัก (และต้องห่างกัน แบบที่ไม่มีวันได้เห็น หรือได้ยินกันและกัน) คนที่เหลือก็เดินกันต่อไป จนกว่าจะได้ที่ “ที่ใช่” ของตนเอง ฉันเดินไปกับคณะ ผ่านลำธารไหลนิ่ง ผ่านป่าทางแคบ มีรอยเท้าสัตว์กีบ ปีนผาหิน ข้ามท้องทุ่ง ผู้คนเริ่มหายไปทีละคน เพราะได้ที่ตั้งแห่งการเรียนรู้ของพวกเขาแล้ว จนในที่สุด ก็เหลือฉันและพี่ผู้ชายอีกคนที่ยังคงเดินต่อไป สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ บนเขา ต้องไต่หินขึ้นไปตามน้ำตก ดินแฉะ หินลื่น ฉันเกือบไถลตกผา

สุดท้าย ฉันก็ได้พบ “ครู” ตรงหน้าเป็นแผ่นหินก้อนใหญ่ เป็นเหมือนหน้าผาขนาบเขา ริมน้ำตก พื้นหินค่อนข้างราบเรียบด้วยการขัด-เกลาจากแรงน้ำ (ในยามหน้าน้ำ น้ำขึ้นท่วมผานี้) พื้นที่ของหินผาก้อนนี้ใหญ่พอให้ฉันปูเต้นท์นอนได้ พะตีตะแยช่วยฉันกางเต้นท์และเช็คให้มั่นใจว่า จะไม่ปลิวตกหน้าผาไป — ด้านขวาของเต้นท์ คือ เหวอากาศ ด้านซ้ายเป็นไหล่เขา มีพื้นที่เดินได้เล็กน้อย ด้านบนของเต้นท์มีพื้นที่ของแผ่นหินเหลือพอให้ฉันนั่งสมาธิ และออกกำลังกายได้นิดหน่อย ส่วนด้านทางเปิดเข้า-ออกเต้นท์ มีหินก้อนเล็กใหญ่ วางเรียงตัวกันเป็นระดับขั้นบันได ให้ฉันเดินลงไปยังสำรวจลำธารเบื้องล่างได้

ไม่รู้ทำไม ฉันจึงเลือก “ครู” เช่นนี้

การนอนบนหินไม่ง่าย เจ็บหลัง เจ็บตัว และเย็นจับใจ

เสียงน้ำตกไหลซู่… กระแทกหินเบื้องล่างทั้งวัน ทั้งคืน

พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า หูเริ่มได้ยินเสียงประหลาดมากมาย แม้เสียงลมก็อาจเป็นภาษาพูดที่ฟังได้รู้เรื่อง (ในจินตนาการ) โชคดีมีเสียงน้ำเกลื่อนจินตนาการที่โลดโผนได้พอสมควร

แม้ในยามนอน ก็ต้องรู้เนื้อรู้ตัว เพราะกลัวดิ้นตกผา … นอนรอพระอาทิตย์กลับมาทักทายใจจะขาด…รักพระอาทิตย์สุดหัวใจ

คืนแรกผ่านไป การสวดมนต์ช่วยได้มาก

รุ่งเช้าสดใส ยืดเส้นสาย หายใจเต็มปอด ปรายตามองรอบ ๆ

วันนี้ เราไม่จำเป็นต้องทำอะไร … แล้วจะทำอะไร? จากนั้นก็มีอีกหนึ่งคำถามเบียดแทรกเข้ามา “แล้วชีวิตคืออะไร” (ฉันรำพึง … โอ้ย ยากเกินไป หรือมันจะเกี่ยวข้องกันกับคำถามก่อนหน้านี้ กลับมาที่คำถามเดิมดีกว่า)

ฉันจะทำอะไรกับความว่างของตารางเวลาทำงานและชีวิตที่คุ้นเคย …. ความว่างกลายเป็นปัญหา ทั้งที่ผ่านมา ขวนขวายหามันมาโดยตลอด หรือที่จริง ปัญหาไม่ใช่ความว่าง แต่เป็นการอยู่กับตัวเอง

วิเวกภาวนาแนวลึกแบบนี้ เราไม่กินอาหาร (ไม่ขบเคี้ยว) ไม่ดื่มน้ำ (อาจจิบน้ำได้บ้างเล็กน้อย เฉพาะเวลารู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว) ไม่มีหนังสือ ไม่มีเครื่องมือหนีโลก อย่าง โทรศัพท์ MP3 เวลาส่วนใหญ่จึง … นั่นสิ นี่แหละคือปัญหา คนเรามักคุ้นกับการมีอะไรทำ ดู ฟัง คุยกับเพื่อน … เมื่อถูกพรากจากกิจกรรมเหล่านั้น ไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่อ่าน ไม่เขียน ไม่ดูทีวี ไม่คุยโทรศัพท์ แล้วชีวิต 48 ชั่วโมงในป่านี้ ฉันจะทำอะไร นอกจาก หายใจ นอน (ซึ่งก็นอนไม่ค่อยหลับ เพราะเสียงน้ำซู่ซ่า ตลอดเวลา)

แน่นอน สิ่งที่เราต้องทำคือวิเวกภาวนา ซึ่งขึ้นกับว่า เราจะนำให้ตัวเองทำอะไรบ้าง นั่งสมาธิ เดินจงกรม วนเวียนกันไป หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่พาเราสู่ภาวะแห่งการวิเวกและเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณธรรมชาติ

ฉันปีนป่ายบันไดหิน แช่น้ำ สำรวจบ้านใหม่ หิน น้ำ ต้นไม้ ดิน ใบไม้ที่ลอยไปกับน้ำ จนไม่เหลืออะไรให้ใจทำ หันมานั่งสมาธิ เดินจงกรม บางครั้งความคิดก็พาเดินทางกลับบ้าน ไปในอดีต ท่องไปในอนาคต จนรู้สึกว่า ความคิดเองก็เริ่มเบื่อจะคิดเหมือนกัน …. ความเบื่อเกาะกุมหัวใจ สลับกับห้วงเวลา “อิ่มความสงบ”

ผู้นำกระบวนนิเวศวิทยาแนวลึกบอกว่า ให้เราฟังสัญญาณแห่งปัญญาญาณจากธรรมชาติ ธรรมชาติส่งข้อมูล ความรู้ (ปัญญา) ให้เราตลอดเวลา ท่านเป็นครูของเรา เพียงแต่เราเปิดเครื่องรับให้ดี แล้วเราจะได้คำตอบที่ปรารถนา รอคอย หรือเครื่องนำทางสู่เป้าหมายชีวิต (การอดอาหารและน้ำเป็นการทำกายให้บริสุทธิ์เป็นเหมือนการล้างพิษ เพื่อช่วยให้ใจของเราสงบได้ง่าย เป็นโอกาสให้เข้าถึงจิตใต้สำนึก จิตเหนือสำนึกได้)

คำพูดนี้ทำให้ฉันสอดส่ายสายตา มอง ๆๆๆๆ แล้วก็ไม่เห็นอะไรสักอย่าง ไม่ปิ๊งแว๊บ อะไรสักเรื่อง มีแต่ความคิดฟุ้งซ่าน การตีความเรื่อยเปื่อย และเริ่มรู้สึกรำคาญตัวเอง จนในที่สุดก็วางความพยายามทุกอย่าง … ช่างมัน ตอนนี้ เครื่องรับสัญญาณขัดข้อง ความเบื่อ ความรำคาญ ความอยาก รบกวนจิตใจ คงไม่อาจได้ยินปัญญาจากธรรมชาติได้ งั้นสนุกเลยดีกว่า

จากนั้น ฉันก็อยู่อย่างคนอยากทดลองมีประสบการณ์ ทำอะไรที่อยากทำและไม่อาจทำที่อื่นได้ดีนะ อย่างเปลื้องผ้าอาบน้ำ (ก็ไม่มีใครเห็นนี่นาและจะได้สัมผัสกับธรรมชาติแบบดิบ ๆ มนุษย์ยุคหินกันไปเลย) ฉันสนุกกับการอยู่ที่นั่นด้วยการจินตนาการว่า เราอยู่ในดินแดนแห่งการผจญภัย เป็นนักสำรวจ ก็เดินไปเดินมา เล่นสนุกกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว มองดูสิ่งต่าง ๆ เงียบฟังเสียงธรรมชาติ สัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ ด้วยมือและกายของฉัน ดมกลิ่น ชิมรสน้ำในลำธารจากธรรมชาติที่ไม่ผ่านเครื่องกรองใด ๆ

 ฉันไม่รู้ตัวเลยว่า ตนเองได้พัฒนาความรู้สึกสัมพันธ์กับเพื่อนเล่นของฉัน — หิน ต้นไม้ สายน้ำ ลำต้นไม้ตายขวางลำธาร ใบไม้แห้งที่ลอยตามน้ำแล้วถูกกักไว้ในวังน้ำวน อย่างสิ้นหวัง — ฉันเลยเอาไม้เขี่ยช่วยมันออกมา ให้เดินทางตามกระแสน้ำต่อไป  ฉันล่องใจตามใบไม้แห้งว่า เส้นทางข้างหน้ามันจะพบเจอกับอะไรบ้าง แล้วปลายทางของมันจะสิ้นสุดลงที่ใด และแน่นอนที่สุด ฉันฝากความคิดไปกับใบไม้ ให้มันทักทายเพื่อน ๆ ที่อยู่ด้านล่างลำธาร

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ไม่มีนาฬิกาบอกโมงยาม ไม่มีอะไรที่คุ้นเคยให้ทำและสัมพันธ์ด้วย… มีแต่ตัวเองและธรรมชาติจริง ๆ แม้ฉันจะเล่น ก็เล่นในความเงียบ ไม่ได้เปล่งคลื่นภาษาใดออกมาสื่อสารอะไรกับสิ่งใด

คืนวันที่ 2 ฉันเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับที่นอนแผ่นหินมากขึ้น รู้สึกอุ่นใจกับเพื่อนที่แวดล้อม และรู้สึกว่า การอยู่แบบนี้ก็สบายดี เสียดายที่ช่วงบ่ายวันรุ่งขึ้น ฉันต้องเก็บข้าวของ เดินลงเขาเพื่อไปพบกับเพื่อน ๆ ตามเวลานัดหมาย

ก่อนที่ฉันจะเดินลงเขา ฉันมองไปรอบ ๆ อีกครั้ง ฉันกราบแผ่นหินก้อนนั้นที่ดูแลชีวิตฉันในช่วง 2 วันที่ผ่านมา กราบขอบคุณทุกสรรพสิ่งตรงนั้น น้ำ ต้นไม้ ลำธาร หินน้อยใหญ่ ต้นหญ้า ท้องฟ้า นก ฯลฯ ฉันรู้สึกอาวรณ์ น้ำซึมขอบตา “ฉันจะไม่ลืมที่นี่เลย You are my home; a part of my spirit is here.”  

เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านปกากะญอ ฉันและเพื่อน ๆ สนทนาแลกเปลี่ยนการเรียนรู้กัน ฉันไม่รู้ว่าตนเองได้ภูมิปัญญาอะไรจากธรรมชาติ ฉันรู้เพียงว่า เมื่อฉันหันหลังเดินจากที่นั่น ฉันรู้สึกเหมือนเป็นคนใหม่ เข้มแข็ง หนักแน่น และกล้าหาญมากกว่าตอนที่เดินขึ้นมา ฉันเดินลงจากเขา ผ่านหินลื่น โคลนแฉะริมหน้าผา ป่ารก ทางแคบ มีรอยกีบเท้าสัตว์ ทุกย่างก้าว…สงบ มั่นคง นิ่ง

2 ปีต่อมา ฉันได้พบพะตีตะแยอีกครั้งในงานภาวนาแห่งหนึ่ง ในตัวเมืองเชียงใหม่ ฉันเข้าไปทักทายท่าน พะตียิ้มและบอกว่า “ตอนนี้ หน้าน้ำ น้ำท่วมหินก้อนนั้น (ที่อุ๊นอน) หมดแล้วนะ” ฉันไม่รู้จะขอบคุณอย่างไร ที่พะตีจำได้ว่า ฉันนอนที่ไหน และบอกเล่าให้ฉันรู้ความเป็นไปของแผ่นหินนั้น เพราะเขาได้กลายเป็นญาติและครอบครัวของฉันไปแล้วนับแต่วันก่อนนั้น