ฝาก..ไว้ในลมหายใจ

“รู้สึกว่าที่ผ่านมาไม่ได้ทำประโยชน์อะไรเลย” ฉันอ่านเจอข้อความของพี่สาวคนหนึ่ง ฉันไม่รู้ว่าบริบทชีวิตอันใดที่ทำให้พี่รำพึงข้อความนี้ แต่มันก็ทำให้ฉันคิดต่อในบริบทของตัวเอง …
ฉันถามตัวเองบ้างว่า “ชีวิตนี้ได้ทำประโยชน์กับใคร สิ่งใด และตัวเองบ้างหรือไม่”
ฉันพยักหน้ากับตัวเอง “แน่นอน ฉันเชื่อว่า ที่ฉันได้ทำประโยชน์กับผู้อื่นหรือสิ่งอื่นได้ ก็เพราะฉันได้รับประโยชน์จากสิ่งอื่น คนอื่นมาก่อนด้วย ฉันเขียนบทความที่พอจะสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้ผู้คนและสังคมได้บ้าง ก็เพราะมีหลายสิ่ง หลายคนทำประโยชน์ให้ฉัน พ่อแม่ ครอบครัว ครู สังคมท่ี่ส่งเสียให้เรียนหนังสือ ฯลฯ”

“เราจะเป็น/ทำ/มีประโยชน์ให้มากขึ้นไปอีกได้หรือไม่ ต้องทำอะไร อย่างไร” ฉันถามตัวเองต่อ “เราจะมีประโยชน์กับคนอื่น สิ่งอื่นได้หรือไม่ ในยามที่เราอยู่คนเดียว”

ฉันก็นึกถึง “ลมหายใจ”
ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ เราหายใจเข้า-ออกตลอดเวลา หากเราทำลมหายใจให้เป็นประโยชน์ก็คงจะดีมากเลย

ลมหายใจเป็นพลังงานที่หมุนเวียนในโลกที่มีชีวิตใบนี้ สรรพสิ่งได้ประโยชน์จากลม-หายใจ
ฉันนึกถึงการอบรมเมื่อหลายปีก่อน เป็นการอบรมบ่มเพาะโพธิจิตกับครูชาวต่างชาติ ลูกศิษย์องค์ทาไล ลามะ ครูคนนี้แนะนำให้เราหายใจเข้าแล้วทำความรู้สึกว่า มีแสงสว่างกลางอกที่แปรเปลี่ยนอากาศที่เข้าไปนั้นให้เป็นพลังความเมตตากรุณา แล้วหายใจออก แผ่พลังแห่งความสุขให้กับโลก

หายใจเข้า-กตัญญูต่อโลกที่โอบอุ้มชีวิตเรา
หายใจออก-แผ่พลังความรัก ความเมตตาให้สรรพชีวิตทั้งมวล
หายใจเข้า – น้อมรับเอาความทุกข์ทั้งหลายในโลก
หายใจออก-แปรเปลี่ยนความทุกข์นั้นให้เป็นแสงสว่างแห่งความสุขสันติ จากหัวใจของเรา
หรือบางที เราก็อาจจะ
หายใจเข้า-รู้ว่าหายใจเข้า
หายใจออก-รู้ว่าหายใจออก
พลังแห่งสติไม่เพียงเป็นประโยชน์กับตัวเรา แต่ยังเป็นพลังที่ดูแลโลกด้วย

ฉันเคยดูภาพยนตร์สารคดีเรื่อง I AM ความตอนหนึ่งพูดถึงองค์ประกอบเคมีในลมหายใจที่มีมากมาย ไม่เพียงออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์และอีกมาก เคมีเหล่านี้แปรเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ แต่จะมีเคมีตัวหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงและหมุนเวียนเข้า-ออกในสิ่งมีชีวิต คน สัตว์ ต้นไม้ ดิน น้ำ มาตั้งแต่บรรพกาลก่อนยุคมนุษย์ครองโลกเสียอีก

นั่นหมายความว่าอะไร
ในลมหายใจของเรา มีลมหายใจที่พระพุทธองค์เคยหายใจ ลมหายใจที่ยาจก ราชา สัตว์น้อยใหญ่ พ่อแม่ ครอบครัว คนที่เรารักทั้งมวล ฯลฯ เคยหายใจเข้าไป

ฉันเลือกจะเชื่อความคิดนี้ั มันทำให้ฉันรู้ว่า
คนที่ฉันรักไม่เคยจากไปไหน แม้เขาตายจากไปแล้ว พวกเขายังอยู่ในลมหายใจเข้า-ออกของในกายฉัน

ฉันจะเป็นประโยชน์กับชีวิตทั้งหลายในปัจจุบัน และชีวิตที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ เพียงฉันรู้จักฝากความดีงาม พลังแห่งสติ ความกรุณาเมตตา และคุณงามความดีทั้งหลายไว้ในลมหายใจ และหวังว่า ใครก็ตามที่กำลังทุกข์ หากได้รับพลังดี ๆ ในลมหายใจที่ฉันฝากไว้ ก็ขอให้เขาพบความสุข เห็นทางออกจากทุกข์

ฉันว่า น่าจะจริงบ้างนะ เพราะบางเวลา ที่ฉันเศร้า เป็นทุกข์ บางลมหายใจก็ทำให้ฉันเกิดปัญญา

ฉันเชื่อว่า ทุกชีวิตมีประโยชน์และเป็นประโยชน์ต่อกันทั้งสิ้น ซากกิ่งไม้ก็เป็นประโยชน์ให้เห็ดแสนอร่อยเติบโต เพียงหายใจให้ดีก็เป็นประโยชน์

ขอบคุณพี่สาวที่ให้โจทย์ได้ใคร่ครวญ ทำให้ฉันระลึกถึงและพยายามทำตัวให้เป็นประโยชน์เท่าที่สถานการณ์และศักยภาพจะอำนวย ที่สำคัญ ในยามที่อยู่ลำพัง คำว่า “ประโยชน์” ก็ทำให้ฉันอยู่กับลมหายใจสบาย ๆ มีความสุข

Advertisements

Wonders of life. (Reflections on another extraordinary day: Birthday Anniversary)


วันคล้ายวันเกิดเป็นวันที่พิเศษ สุข สงบ สบายใจ เฉกเช่นทุก ๆ วัน
…. หรือ ทุก ๆ วันคือวันเกิด
อายุยิ่งมาก ชีวิตยิ่งออกรสชาติน่าสนใจ
ยิ่งเข็มของนาฬิกาชีวิตขยับเร็วขึ้นใกล้เส้นตาย ฉันกลับรู้สึกว่า “มีชีวิต” มากกว่าก่อน
ค่อย ๆ ก้าวไปในจังหวะชีวิตอย่างเนิบช้า …. ความสุข สุนทรียะ มาพร้อมกับความละเมียดละไมกับรายละเอียดในชีวิต … ก็จะรีบไปไหน จะรีบไปไหน อยู่กับชีวิตในตอนนี้ก่อน ให้ความตายรอบ้างก็ได้ (เขา/เธอ รอเราในที่ของเขา เราจะพบเขา/เธอเร็วหรือช้าก็ขึ้นกับตัวเราเอง และฉันปรารถนาจะเดินสู่ความตายอย่างสง่างาม ดุจเดินเข้าหามิตรผู้อารี)
ณ ตอนนี้ ดื่มด่ำและลึกซึ้งกับชีวิตในทุก ๆ ขณะ
ยิ้ม … สัมผัสสายลมที่พัดผ่านใบหน้า ไล้ผ่านเส้นผม แทรกซึมทั่วร่างในทุกเซลล์
ยิ้ม … เสียงนกนานาชนิดเจื้อยแจ้ว
ยิ้ม … เงาของใบไม้ไหวระบำ บนพื้นดิน
จิบชาสมุนไพรกินหอม รสละมุน
ฟังเสียงดนตรี ภาษาจากใจและจินตนาการของคีตกวี
ทักทายผู้คนด้วยรอยยิ้ม
ทำงานด้วยความรัก และตระหนักความหมายของงานต่อส่วนรวม
ยิ้มกับความหวัง และปณิธานในการรับใช้สังคม
ยิ้มกับร่างกายที่ยังเป็นประโยชน์ ให้เดินสู่อุดมคติในชีวิต
ยิ้มกับชีวิต อันเป็นของขวัญที่ได้รับจากพ่อแม่ ญาติมิตร บรรพบุรุษ ครูอาจารย์ ชุมชน สังคม ธรรมชาติ จักรวาล …. สำนึกรู้คุณต่อสรรพสิ่งที่บันดาลโอกาสต่าง ๆ ในชีวิต
ทุกข์ สุข น้ำตา รอยยิ้ม สมหวัง อกหัก ความขัดแย้งในสังคม …. ทุกรายละเอียดของประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามามีค่าและความหมาย หล่อหลอมชีวิต จริตนิสัย ความเป็นไป “ตัวตน” ในวันนี้
ฉันในวันนี้ต่างจากฉันในวันวาน และในวันหน้า
ความเป็นฉันไหลเลื่อน เคลื่อนตามกระแสเหตุปัจจัยที่เข้ามาประกอบสร้าง
ยิ้ม … กับ “ฉัน” ที่เปลี่ยนไปเสมอ ๆ
วันนี้ไม่เหมือนวันวานเลยจริง ๆ แม้ตัวเองในวันนี้ก็ต่างจากตัวเองในเมื่อวาน
และพรุ่งนี้ก็จะมีอะไรใหม่ ๆ ให้ค้นพบอีก … นี่คึือหนึ่งในความมหัศจรรย์และศักยภาพของชีวิตที่รอให้ค้นพบ
กาลเวลาเป็นเหมือนตะแกรงร่อนแก่นสารในชีวิต …สิ่งที่เป็นสาระในวันนี้ดูจะเหลือน้อยลงไปทุกที … และสาระที่เห็นก็เด่นชัดมาก หนึ่งในนั้น คือ ความรัก ความใส่ใจ ห่วงใย (to care, and to be kind) หากไม่มีสิ่งนี้ ฉันก็จะไม่เคยดำรงอยู่เลย
ขอบคุณทุกคน และทุกความรู้สึกที่มอบให้กันค่ะ

ชีวิต และการจัดกระเป๋าเดินทาง

ภาพประกอบโดย อุ๋ย มนต์สินี สุขรุ่ง

ภาพประกอบโดย อุ๋ย มนต์สินี สุขรุ่ง

“All my bags are packed, I am ready to go …”

ฉันนึกถึงเพลงนี้ ขณะกำลังช่วยเพื่อนรักจัดกระเป๋า เพื่อเดินทางไปทำงานและใช้ชีวิตในต่างแดนเป็นเวลา ๑ ปี

เสื้อผ้าและข้าวของกองเป็นพะเนินอยู่ตรงหน้า จนฉันนึกอยากได้กระเป๋าหน้าท้องของโดราเอมอน ที่สามารถเก็บสรรพสิ่งได้ไม่จำกัด … แต่ชีวิตไม่เหมือนการ์ตูนเรื่องโปรด เราทั้งสองจึงต้องเผชิญกับความท้าทายและอยู่กับข้อจำกัดในชีวิตจริง — อะไรที่จะเอาติดตัวไป และอะไรที่จะทิ้งไว้ นี่คือคำถามสำคัญ

คำถามนี้ไม่เพียงชวนให้ฉันขบคิดถึงข้าวของที่ต้องใส่ลงกระเป๋าเดินทาง แต่ยังชวนให้ฉันใคร่ครวญถึง “ชีวิต” ด้วย … วันเวลาที่เราจะอยู่บนโลกนี้มีจำกัด เราจะเอาอะไรใส่ในพื้นที่ชีวิต และอะไรที่เราควรเอาออก หรือไม่จำเป็น … ในวันสุดท้ายของชีวิต อะไรคือสิ่งที่จะเหลือหรือใส่อยู่ในจิต (กระเป๋า) ที่เราจะแบกถือ เพื่อเดินทางสู่ปลายทางต่อไป สิ่งท่เราเลือกติดตัวไปสำคัญและจำเป็นกับชีวิตของเราเพียงใด

ระหว่างที่ช่วยเพื่อนคัดกรองข้าวของลงกระเป๋า ฉันก็หวนพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ในชีวิต ทั้งสิ่งของที่มีอยู่ ใช้บ้าง ไม่ใช้บ้าง — ฉันมีอะไรที่เกินความจำเป็น เป็นข้าวของที่ทำให้ชีวิตหนักเกินจำเป็นหรือไม่ … ไหนจะสิ่งที่เป็นนามธรรม อย่าง ความรู้สึก ความทรงจำ ประสบการณ์ ต่าง ๆ ที่เก็บไว้ในชีวิต อะไรที่หนักและกินพื้นที่ชีวิต อะไรที่เบา พกพาง่าย สะดวก และจำเป็น ฉันกำลังแบกถือประสบการณ์ ความรู้ที่เกินหรือไร้ประโยชน์กับชีวิตบ้างหรือไม่

การครุ่นคิดเรื่องนี้ทำให้ฉันนึกถึงนิทานในหนังสือ “ศิลปะในการดำเนินชีวิต” โดย วิลเลียม ฮาร์ท (ลูกศิษย์ท่านโกเอนก้า) ที่พูดถึง นักวิชาการต่าง ๆ ที่สงสารชาวเรือ ที่ไม่มีความรู้ทางธรณีวิทยา สมุทรศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา และกล่าวว่า ชาวเรือได้เสียเวลาในชีวิต เพราะพลาดไม่ได้เรียนและรู้วิชาต่าง ๆ เหล่านั้น

เมื่อพายุเข้า เรือกำลังจะล่ม ชาวเรือก็วิ่งเข้ามาถามนักวิชาการต่าง ๆ เหล่านั้นว่า ท่านรู้จักวิชาว่ายน้ำศาสตร์หรือไม่ เพราะถ้าไม่ ท่านกำลังจะเสียเวลาทั้งชีวิตของท่านแล้ว

การช่วยเพื่อนจัดกระเป๋าช่วยให้ฉันรู้จักและเข้าใจตัวเองเพิ่มขึ้น และแน่นอนทำให้ฉันเข้าใจเพื่อนขึ้นด้วย … 

การจัดกระเป๋าเดินทางเป็นสิ่งที่สะท้อนบุคลิกนิสัย ตัวตนของเจ้าของ และวิถีชีวิตของเจ้าของกระเป๋า ฉันเห็นสิ่งที่เพื่อนให้ความหมาย ให้ความสำคัญ เห็นวิถีชีวิตของเพื่อนที่เป็นมา และจะเป็นไปในต่างแดน (ผ่านการเลือกข้าวของเครื่องใช้ลงกระเป๋า) และในฐานะที่ได้รับเกียรติให้ไปช่วยจัดกระเป๋า สิ่งที่ฉันตระหนักไว้ในใจ คือ นี่คือชีวิตและกระเป๋าของเพื่อน ไม่ใช่ของฉัน ฉะนั้น ฉันจึงสำรวจตัวเองเสมอ ๆ ว่า เราไม่ได้กำลังเอาวิถีชีวิต หรือความคิดต่อชีวิตของตนไปใส่ให้เพื่อน

สิ่งที่ทำได้ คือ ช่วยตั้งคำถาม ชวนคิด ตามข้อจำกัดและเงื่อนไขในการจัดกระเป๋าไม่ให้น้ำหนักเกิน ๓๐ กิโลกรัม “เอาชุดทำงานไป ๑๒ ชุดพอ…. เอาชุดนอนไป ๓ ชุดพอ … เอาเสื้อเชิ้ตไป ๑๐ ตัวพอ” ฉันช่วยจำกัดจำนวนชิ้นของสิ่งต่าง ๆ … และไม่ว่าเพื่อนจะตัดสินใจอย่างไร ฉันจะเห็นด้วยหรือไม่ …. สิ่งสำคัญ คือ เจ้าของกระเป๋าเห็นและพอใจเช่นไร

ความคิดและท่าทีเช่นนี้ทำให้ฉันตระหนักยิ่งขึ้นถึง การเคารพในชีวิตของตนเอง และเคารพในการเลือกดำเนินชีวิตของผู้อื่น ฉันว่า การยอมรับสิ่งต่าง ๆ คนอื่น ๆ เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อย่างที่เป็น แม้จะไม่เป็นอย่างใจเรา นำความโปร่งเบามาให้ัหัวใจอย่างยิ่ง 

สุดท้าย ความพยายามของเราก็ต้องหยุดลงที่ “ขอน้ำหนักเพิ่มเหอะ … ๓๐ กิโล คงไม่พอเอาของที่อยากเอาไปทั้งหมดแน่” และโชคดียิ่ง ที่เพื่อนสามารถขอน้ำหนักกระเป๋าเพิ่มได้

ขอบคุณเพื่อนที่ให้ความไว้วางใจให้ฉันไปช่วยจัดกระเป๋า ซึ่งกลับเป็นโอกาสให้ฉันพิจารณาคำถามสำคัญของขีวิต ได้รู้จักตัวเอง และลึกซึ้งกับมิตรภาพระหว่างเรายิ่งขึ้น

ความบังเอิญที่เลือกเอง

ชีวิตคือกรรม — การกระทำ หรือ ไม่กระทำ ซึ่งเป็นทางเลือกของชีวิต ที่เราเลือกเองว่าจะกระทำอะไร ไม่กระทำอะไรอยู่ทุก ๆ ขณะ เราล้วนกำหนดเอง กำหนดอนาคตจากทุก ๆ ปัจจุบันขณะ — ทุก ๆ ทางเลือกเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละขณะชีวิต จะนำไปสู่อนาคต

นี่คือหนึ่งในตัวอย่างนั้น

วันหนึ่ง มีเหตุให้ต้องออกจากบ้านแต่เช้า ระหว่างขับรถ บังเอิญเหลือบมองไปยังร้านค้าข้างทาง แล้วก็ให้พอดีว่า เห็นหมาน้อย ๓ ตัว นั่งหน้าร้านค้าที่ปิดประตูอยู่ หน้าตาของมันมอมแมม เราวกรถกลับมาดูพวกมันอีกทีว่า มันมาอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร มีใครดูแลอยู่

มัน ๓ ตัวอยู่กันลำพังข้างอาคารที่ปล่อยทิ้งทั้งที่ยังสร้างไม่เสร็จ มีสายเคเบิล สายไฟกองสุม รวมกับถังสี ท่อนไม้ แท่งเหล็ก สภาพของมันทั้ง ๓ ตัว ขนยาวเกาะกรังเป็นก้อนตามตัว ขาทั้งสี่เลอะ และมีโคลนดำพอกทั้งสี่ขา เป็นถุงเท้ายาวสีดำ หน้าตามอมมาก ๆ

จุดที่ถูกทิ้ง edit               เรามองซ้าย-ขวา ไม่เห็นใคร และไม่เห็นน้ำ หรืออาหารที่เจ้าทั้งสามจะอาศัยประทังชีวิต — บังเอิญที่เช้านี้ เอากล่องพลาสติกใส่ผลไม้มากินระหว่างทาง เลยเอามาใส่น้ำให้เจ้าทั้งสามกินไปพลางก่อน

หมาพันธุ์ชิทสุ มันต้องเป็นหมามีเจ้าของ และเจ้าของมันน่าจะอยู่ตรงที่ ๆ มันนั่ง นอนตรงนั้น คือ หน้าร้านขายของ

เราบอกให้น้องสาวหาน้ำและอาหารมาให้มันก่อนไปทำงาน ส่วนตัวเอง หลังจากธุระเสร็จ ก็จะรีบมาดูอีกที

ช่วงบ่าย ๆ อากาศร้อนมาก และแดดเผา เรากลับมาดูเจ้า ๓ ตัวอีกครั้ง และมันยังอยู่ที่นั่น ที่ข้างตึกซีเมนต์ไร้ร่มเงา เราจอดรถ เอาน้ำ อาหารมาให้ มันกระดิกหางเข้ามาหา นัวเนียคลอเคลีย อย่างรู้ประสา และกินน้ำอย่างโหย กินอาหารบางส่วนที่เอามาให้ด้วย และเราก็ได้รู้ว่า ทำไมมันจึงมอมดำกันขนาดนั้น ก็เพราะเวลามันร้อน มันจะมุดลงไปอยู่ใต้ถันน้ำครำข้างล่าง และมันก็น่าจะกินน้ำจากจุดนั้นด้วยล่ะ

ภาพข้าวเจ้า                เรารีบไปรับหมอมาดูและช่วยกันอุ้มเจ้า ๓ ตัวนี้ ไปอาบน้ำ ทำความสะอาด ตัดขน ดูแลสภาพร่างกาย ถ่ายพยาธิ ฉีดยา — แม้มันจะเป็นหมามีเจ้าของ แต่เมื่อเจ้าของไม่ดูแล เราก็ไม่อาจทำใจปล่อยให้เจ้าหมา ๓ ตัวอยู่ในสภาพนั้นได้ — เราถามคนที่อยู่แถวนั้นว่า เจ้าของหมาอยู่ไหน “ไม่มา นานแล้ว” คือ คำตอบที่เราได้ — เรามองไปที่ร้านที่ปิดกิจการ

หมอและเราช่วยกันอุ้มเจ้า ๓ ตัวขึ้นรถเพื่อไปดูแลต่อที่ร้านหมอ คุณหมอบอกว่า เจ้าชิทสุตัวผู้และตัวเมีย น่าจะอายุสักเกือบ ๑ ปี หรือ ๑ ปีเศษนิด ๆ ส่วนตัวเมียอีกตัวที่กำลังตั้งท้องก็น่าจะคลอดอีกไม่นานนี้

น้องสาวของเราตั้งชื่อเจ้าตัวผู้ว่า ข้าวปั้น ตัวเมียว่า ข้าวสวย ส่วนตัวแม่ที่กำลังท้อง ชื่อว่า ข้าวแต๋น

วันรุ่งขึ้น คุณหมอบอกให้ร้านตัดขนที่รู้จักมารับตัวไปตัดขน และที่นั่น มันทั้ง ๓ ก็ได้พบกับเจ้าของคนใหม่

บังเอิญว่า ผู้หญิงคนหนึ่งตัดขนให้น้องหมาของพี่ตัวเองแล้วทำเสียทรง เลยต้องเอาน้องหมาไปทำทรงดี เลยพาน้องหมาของตัวเองไปที่ร้านตัดขนนั้น และก็พบกับสภาพน่าสังเวชของเจ้าข้าว ๓ ตัว เมื่อถามได้ความว่า เจ้าของทิ้ง เลยรีบโทรหาคนที่เพิ่งได้ยินเปรย ๆ ว่าอยากได้น้องหมา

ผู้ที่สนใจอยากได้น้องหมาก็รีบประชุมและรุดมาที่ร้านตัดขนเพื่อดูตัว และตกลงใจว่าจะรับมันทั้ง ๓ ตัวไปเลี้ยงที่บ้าน เขาโทรมาถามเราว่า จะให้ไหม

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก รวมถึงความรู้สึกผูกพันของเรากับเจ้าข้าว ๓ ตัว เราลังเลใจไม่น้อยที่จะตอบในทันที เพราะต้องการตรวจสอบให้แน่ว่า ผู้ที่จะรับไป มีความสามารถและศักยภาพพอที่จะดูแลมันทั้ง ๓ และอีกใจ เราก็คิดว่า ถึงเราจะไม่ใช่เจ้าของหมา ๓ ตัวนี้ แต่ตอนนี้ มันอยู่ในความรับผิดชอบของเรา ชีวิตของเขาอยู่ในความรับผิดชอบและการตัดสิดใจของเรา และอีกประการ เราลังเลว่า เราควรหาเจ้าของของมันให้มารับผิดชอบหมาของเขาหรือไม่ แต่เราก็ถามตัวเองว่า ถ้าเจ้าของหมาดูแลหมาของเขาอย่างนี้ เราควรให้เขานำมันกลับไปดูแลอีกหรือ?

ท้ายที่สุด หลังจากเจ้า ๓ ตัว ตัดขน อาบน้ำให้สบายตัว ให้ยา ถ่ายพยาธิ ฉีดวัคซีนต่าง ๆ (เว้นแต่เจ้าตัวท้อง) เราก็ตัดสินใจพาเจ้าทั้งสามไปส่งให้ถึงบ้านของเจ้าของใหม่ เพื่อจะได้รู้จักกัน และถามไถ่ทุกข์สุขของเจ้า ๓ ข้าวด้วย

วันที่เราพาเจ้า ๓ ตัวไปส่ง เราได้เห็นว่า สายสัมพันธ์ของหมาและคนเกิดขึ้นได้รวดเร็วเพียงใด พวกมันนั่งซุก คลอเคลียเราไม่ห่าง เราอยากให้มันอยู่ด้วยเหมือนกัน แต่โอกาสไม่อำนวยนัก ต้องตัดใจ

new 3 rice cropped          เจ้าของใหม่เป็นผู้หญิงวัย ๕๐ กว่า ใจดี บ้านมีเนื้อที่ให้น้องหมาวิ่งเล่น ซึ่งเธอมีหมาทั้งหมดเมื่อรวมเจ้า ๓ ข้าวแล้วก็ ๘ ตัว ทุกตัวอยู่ด้วยกันอย่างดี ดูสุขภาพกายและจิตดี และเจ้าของใหม่ยังเชื้อเชิญให้เรามาเยี่ยมแวะดูหมาได้เสมอ มานอนค้างก็ได้ หรือพามันไปเที่ยว — แถมขากลับจากเอาเจ้า ๓ ข้าวไปส่ง เขาให้ผลไม้ที่ปลูกเองในบ้านมากินด้วย — เราก็เลยได้เพื่อนใหม่เพิ่ม และวางแผนไว้ว่า ซื้ออาหาร ขนม และยา ไปฝากน้องหมาทั้งหลายบ่อย ๆ รวมถึงจะพาเจ้า ๓ ข้าวออกมาเที่ยวบ้างด้วย

เราอาจจะเรียกเหตุการณ์ทั้งหมดครั้งนี้ว่า “ความบังเอิญ ความโชคดี” แต่หากพิจารณาดูว่า ความโชคดีจะเกิดขึ้นหรือไม่ หากเราไม่แวะดูเจ้า ๓ ตัว ไม่นำมันไปหาหมอ หมอไม่พามันไปอาบน้ำตัดขนที่ร้านนั้น ลูกค้าที่พาหมามาตัดขนไม่โทรศัพท์ไปหาคนที่รู้ว่าอยากได้หมา ฯลฯ

ชีวิตมีเรื่องราว แต่เราก็เป็นตัวละครที่กำหนดความเป็นไปของเรื่องราวในบทละครแห่งชีวิตนี้ ว่าจะให้เป็นไปในทางใด สำหรับเรา — เราได้โอกาสพบเห็นเจ้าหมา ๓ ตัว แต่เราทำอะไรกับโอกาสนั้น นั่นเอง คือ กรรม ที่เรามีส่วนร่วมกำหนด ทั้งกรรมเรา และกรรมเจ้าหมา ๓ ตัว นั่นเอง คือ อนาคตที่เราร่วมสร้างขึ้น

เมื่อขับรถจากมา สายตาของเจ้า ๓ ตัว มองเราไม่วาง — ใจเราก็ไม่วางจากพวกมันเช่นกัน และนั่นทำให้หัวใจเราสลาย

เรานึกถึงทุกขสัจจ์ที่ฟังสวดอยู่บ่อย ๆ (ทุกขัง อริยสัจจัง) – “เราทุกคนต้องพลัดพรากจากของรัก ของชอบใจด้วยกันหมดทั้งสิ้น”

ทุกข์ในรูปแบบนี้เข้ามาในชีวิตเรา ระลอกแล้วระลอกเล่า ใจของเราแตก สลาย ครั้งแล้วครั้งเล่า เราถามตัวเองว่า “ต้องใจสลายกันอีกกี่ครั้ง อีกกี่หนที่เราต้องเจอเรื่องราวแบบนี้” — บางที ใจของคนเราอาจต้องสลายครั้งแล้วครั้งเล่า จนไม่เหลือใจ “ของเรา” ให้สลายอีกต่อไป

ความตาย ใ้ห้ ชีวิต

flower
        “กริ๊งๆๆๆๆๆๆ” เสียงแหลม หนัก ดังขึ้น … เหมือนเสียงกรีดร้องของ … อ้อ ของหัวใจฉันเอง

        เสียง … ไร้รูป แต่ก็เป็นได้หลากรูป แล้วแต่ใจปรุง

สำหรับฉัน เสียงกริ๊งๆๆๆๆ ที่ดังขึ้นนี้ได้กลายเป็นเหล็กแหลม ที่บรรจงกรีดหัวใจ ลึก ยาว ตามความยาวของเสียงนั้น

ได้วลาแล้ว … สัญญาณบอกให้เจ้าหน้าที่เคลื่อนย้ายโลงศพเข้าเตาเผา

ในมือของฉัน มีดอกไม้งามดอกหนึ่ง ซึ่งคนเป็นไม่อยากได้ แต่คนตายพร้อมน้อมรับ

ฉันเดินถือดอกไม้นั้นเดินขึ้นเมรุ ความร้อนผ่าวออกมาจากเตาเบื้องหน้า

ไฟเหลืองส้มกำลังลามเลียไปตามโลงไม้

ฉันมองดอกไม้งามอีกครั้ง … ในยามที่ยังมีลมหายใจ เราเคยให้ดอกไม้อะไรกันบ้างไหม 

ฉันค่อย ๆ โยนดอกไม้เข้าไปในกองเพลิง แล้วถอยออกมายืนอยู่ห่าง ๆ

ดูไฟที่กำลังเผาไหม้โลงบรรจุร่างไร้ชีวิต

แล้วไฟที่กำลังเผาชีวิตผู้ที่ยังมีลมหายใจอยู่ล่่ะ เราเห็นหรือไม่ ?

ฉันมองบรรยากาศของผู้คนที่อยู่บนเมรุ

ในความอาลัย มีความสงบ นิ่ง และงดงามอยู่

ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนนิ่งสงบ โดยมีหญิงวัยเกษียณเกาะแขน ซบไหล่ ปาดน้ำตาบนใบหน้าอย่างเงียบ ๆ

หลายคนตรงนั้นส่งสายตาแห่งความห่วงใย ไปโอบประคองหัวใจของชายหนุ่มและหญิงเลยกลางคนคู่นี้

ฉันมองกลับไปที่เตาเผา … วันหนึ่งเราทุกคนต้องจบลงแบบนี้

และอีกหลาย ๆ วัน เราก็จะต้องเผชิญกับความพลัดพรากจากคนที่รัก และคุ้นเคย

อะไรที่เจ็บปวดน้อยกว่ากัน … เป็นร่างที่อยู่ในโลง หรือคนที่อยู่ข้างนอก ? หรือ ????

ฉันรับรู้ลมหายใจของตัวเอง และเพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ

วันหนึ่ง เราจะเป็นเพียงภาพและเสียงในความทรงจำของกันและกัน … เราจะทรงจำอะไรในกันและกัน ? ความทรงจำนั้นจะให้ความหมายอะไรกับคนที่ยังอยู่บ้าง ? 

นึกถึงอดีตในอนาคต ฉันสูดลมหายใจแห่งปัจจุบันขณะเข้าเต็มปอด … สุขอยู่ตรงนี้แล้ว

เวลาที่ฉันยังสัมผัสไออุ่นแห่งลมหายใจของฉันและเธอ ช่างมีค่าเหลือเกิน 

ฉันชอบที่เราพูดคุยโต้ตอบกันได้ แม้จะมีเห็นด้วย หรือเห็นต่าง

ฉันชอบที่ดวงตาเธอสื่อประกายบางอย่าง ที่ทำให้ฉันรู้สึกมีชีวิต มีค่า และความหมาย … มีเพื่อน

ฉันชอบที่้เราจูงมือ เดินไปด้วยกัน รับรู้ความห่วงใยใส่ใจที่มอบให้

และแม้วันหน้า สิ่งต่าง ๆ ที่เราได้ทำ จะเหลือเพียงความทรงจำ

ฉันว่า มันจะเป็นความทรงจำที่ทำให้เราต่างอุ่นในหัวใจ

“กริ๊งๆๆๆๆๆ” เสียงดังขึ้นกรีดหัวใจของฉันอีกรอบ บานเหล็กของเตาเผาค่อย ๆ เลื่อนลงมา จะไม่มีร่างที่เคยเห็นอีกแล้ว … เหลือเพียงความทรงจำ

ปัจจุบันของความรัก

fire bucha

ง่วง ๆ แต่เมื่อได้เจอเพื่อน เราก็ “ตื่น”

ไม่เพียงตื่นจากความง่วง แต่ตื่นรับความจริงด้วยความปรีดาว่า “ดีใจที่ได้พบกัน…อีกครั้ง”

ในวัย ๔๐ ดวงตะวันแห่งชีวิตเริ่มคล้อยสู่สนธยายาม

ฉันคำนึงถึงความตายอยู่บ่อย ๆ ไม่ได้ด้วยความกลัว

แต่ด้วยความสำนึกในบุญคุณ ที่ความตายหยิบยื่นโอกาสที่จะรู้สึกถึงคุณค่า ความหมายของชีวิต

ชีวิตผลิกผันได้ทุกเมื่อ ความคิดแปรเปลี่ยน แต่ความตายนั้นซื่อสัตย์ยิ่ง

การพบเธอในวันนี้เป็นเหมือนปัจจัยสุดท้ายที่เติมใจให้ซึ้งถึงความหมายบางอย่าง …. ความหมายของปัจจุบัน

ปัจจุบันขณะ คือ ชีวิตที่สดใหม่ และเต็มบริบูรณ์

ในขณะปัจจุบันสั้น ๆ นั้น เราสัมผัสความหมายของชีวิต ความหมายของมิตรภาพ ความหมายของความรัก

“ฉันดีใจที่มีเธออยู่ตรงนี้ ในเวลานี้ ไม่สำคัญว่า ขณะหน้าเราจะพบกัน อยู่ด้วยกันหรือไม่

เพราะที่ได้พบ ฉันก็อิ่มในหัวใจ”

ในเสี้ยวนาทีนั้น ใจทบทวนอะไรมากมาย … ฉันเคยเจอเธอมาก่อนในชาติไหน ฉันไม่อาจรู้ …

ฉันจะพบเธออีกไหมในชาติหน้า ก็ไม่รู้ได้ …

ที่รู้แน่ชัดอย่างเดียว คือ วันนี้ เวลานี้ เราพบกัน และเป็นเวลาที่วิเศษน่าเฉลิมฉลองยิ่ง

ใบหน้าของผู้คนจำนวนมากฉายผ่านเข้ามาในใจ

ผู้คนที่เกี่ยวของดองสัมพันธ์ด้วย ในหลายรูปแบบ ต่างกรรมและวาระ

วันนี้ที่ยังมีกัน เป็นวันที่วิเศษยิ่ง และเธอทุกคนเป็นสิ่งที่วิเศษยิ่ง

“เราจะดูแลของขวัญของชีวิต จะดูแลของขวัญแห่งกาลเวลาที่ไม่อาจหวนกลับอย่างไร” ฉันถามตัวเอง

และคิดว่า คำตอบคงอยู่ในทุกขณะที่ชีวิตยังเหลืออยู่ 

เกมไม่รู้จบ (The Endless Game)

เราเคยนึกว่า คนเราเล่นเกมเพราะมีเวลาว่าง และไม่รู้ว่าจะเอาเวลาว่างไปทำอะไร

แต่พอเรากลายเป็นคนติดเกมเข้าบ้าง จึงได้รู้เพิ่มว่า การติดเกมสำหรับหลายคนไม่ใช่เรื่องของเวลาว่าง แต่เป็นเรื่องของเวลาวุ่น

หลายคนมีการบ้าน การงานต้องทำ แต่ยังสาละวนกับการเล่นเกม — นั้นเพราะวุ่น มากกว่า ว่าง

วุ่นอะไร ก็วุ่นวายใจ ว้าวุ่นใจ หรือ เครียด อะไรประมาณนั้น

การแก้อาการติดเกมเหมือนการรักษาโรค ที่ต้องเริ่มดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้น คือ ขั้นที่ ๑ หรือ ๒ (อย่ารอถึงขั้นสุดท้าย ไร้การรักษา) ฉันใช้เกมแก้เกม ประมาณ “หนามยอกเอาหนามบ่ง” เกมที่ว่านั้น คือ เกมแห่งสติ หรือเกมดูกายและใจไปด้วยในขณะเล่นเกม

….. ช่วงที่ผ่านมา เราติดเกม Bejewled เป็นเกมเบสิค (เด็กๆ) ที่เราต้องเรียงรูปทรงเลขาคณิตและสีให้ต่อกัน ๓ รูปหรือมากกว่านั้น เราเลือกโหมดการเล่นแบบ “ไม่รู้จบ” คือ endless ด้วยคิดว่า จะสบาย เล่นไปเรื่อย ๆ ไม่กดดันตัวเองให้ถึงเป้าหมายอะไร

เราก็เล่นเรื่อย ๆ ๆๆๆ จนถึงช่วงหนึ่ง น่าจะเป็นตอนที่เราขึ้นระดับที่ ๕๐ กว่า ๆ เราก็เริ่มเกิดรู้สึกเบื่อ และเกิดคำถามว่า “เมื่อไรจะจบ เราจะต้องเล่นไปถึงไหน”

“อ้าว ก็เล่นเกมไม่รู้จบอยู่ไม่ใช่เหรอ” ฉันท้วงตัวเอง

“เออ จริงด้วย” ฉันตอบ “อย่างนี้ ก็น่าเบื่อจริง ๆ”

จากเกม ใจวกมาพิจารณาชีวิต “ถ้าชีวิตไม่รู้จบเหมือนเกม จะว่าไง”

“เอ่อ ก็คงน่าเบื่อแย่ ชีวิตที่ไม่มี deadline (เส้นตาย) จะดีหรือ?”  ฉันถามตัวเอง

คำถามนี้ช่วยให้ฉันมองความตายในแง่มุมที่น่ามองมากขึ้น

ความตายให้กรอบเวลากับชีวิต เพื่อให้เราค้นหาความหมายในการดำรงอยู่ และอยู่อย่างมีความหมายในข้อจำกัดนี้ให้ดีที่สุด

… เริ่มรู้สึกดีขึ้นเมื่อรู้ว่า ชีวิตจะไม่น่าเบื่อเหมือนเกม … แต่เอ … ตามความเชื่อทางศาสนา คนเราเกิด-ตาย-เกิด-ตาย ในสังสารวัฏเรื่อย ๆ ไป จนกว่าจะหลุดพ้น ไม่ใช่หรือ แล้วอย่างนี้ เมื่อ เกม game over ฉันต้องขึ้นเกมใหม่เรื่อย ๆ ไป อย่างนั้นหรือเปล่า เกิด-ตาย-เกิด-ตาย …..

“เกมที่ชื่อว่า สังสารวัฏน่ากลัวและน่าเบื่อจริง ๆ” ฉันบอกตัวเอง

ตอนนี้ ฉันวางเกมลงไปแล้ว เลิกติดเกม เพราะขี้เกียจเล่นเกมไม่รู้จบ (จะเล่นบ้างก็เวลาว่างจริง ๆ และเล่นเพียงนิดหน่อยก็วาง ก่อนที่จะเบื่อ)

แต่สำหรับเกมแห่งสังสารวัฏ แม้จะเบื่อ จะขี้เกียจ ฉันก็ยังคงต้องเล่นอยู่ เพราะยังไม่อาจ “วาง” ได้  เมื่อไรเกมนี้จะจบก็ไม่รู้