เกมไม่รู้จบ (The Endless Game)

เราเคยนึกว่า คนเราเล่นเกมเพราะมีเวลาว่าง และไม่รู้ว่าจะเอาเวลาว่างไปทำอะไร

แต่พอเรากลายเป็นคนติดเกมเข้าบ้าง จึงได้รู้เพิ่มว่า การติดเกมสำหรับหลายคนไม่ใช่เรื่องของเวลาว่าง แต่เป็นเรื่องของเวลาวุ่น

หลายคนมีการบ้าน การงานต้องทำ แต่ยังสาละวนกับการเล่นเกม — นั้นเพราะวุ่น มากกว่า ว่าง

วุ่นอะไร ก็วุ่นวายใจ ว้าวุ่นใจ หรือ เครียด อะไรประมาณนั้น

การแก้อาการติดเกมเหมือนการรักษาโรค ที่ต้องเริ่มดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้น คือ ขั้นที่ ๑ หรือ ๒ (อย่ารอถึงขั้นสุดท้าย ไร้การรักษา) ฉันใช้เกมแก้เกม ประมาณ “หนามยอกเอาหนามบ่ง” เกมที่ว่านั้น คือ เกมแห่งสติ หรือเกมดูกายและใจไปด้วยในขณะเล่นเกม

….. ช่วงที่ผ่านมา เราติดเกม Bejewled เป็นเกมเบสิค (เด็กๆ) ที่เราต้องเรียงรูปทรงเลขาคณิตและสีให้ต่อกัน ๓ รูปหรือมากกว่านั้น เราเลือกโหมดการเล่นแบบ “ไม่รู้จบ” คือ endless ด้วยคิดว่า จะสบาย เล่นไปเรื่อย ๆ ไม่กดดันตัวเองให้ถึงเป้าหมายอะไร

เราก็เล่นเรื่อย ๆ ๆๆๆ จนถึงช่วงหนึ่ง น่าจะเป็นตอนที่เราขึ้นระดับที่ ๕๐ กว่า ๆ เราก็เริ่มเกิดรู้สึกเบื่อ และเกิดคำถามว่า “เมื่อไรจะจบ เราจะต้องเล่นไปถึงไหน”

“อ้าว ก็เล่นเกมไม่รู้จบอยู่ไม่ใช่เหรอ” ฉันท้วงตัวเอง

“เออ จริงด้วย” ฉันตอบ “อย่างนี้ ก็น่าเบื่อจริง ๆ”

จากเกม ใจวกมาพิจารณาชีวิต “ถ้าชีวิตไม่รู้จบเหมือนเกม จะว่าไง”

“เอ่อ ก็คงน่าเบื่อแย่ ชีวิตที่ไม่มี deadline (เส้นตาย) จะดีหรือ?”  ฉันถามตัวเอง

คำถามนี้ช่วยให้ฉันมองความตายในแง่มุมที่น่ามองมากขึ้น

ความตายให้กรอบเวลากับชีวิต เพื่อให้เราค้นหาความหมายในการดำรงอยู่ และอยู่อย่างมีความหมายในข้อจำกัดนี้ให้ดีที่สุด

… เริ่มรู้สึกดีขึ้นเมื่อรู้ว่า ชีวิตจะไม่น่าเบื่อเหมือนเกม … แต่เอ … ตามความเชื่อทางศาสนา คนเราเกิด-ตาย-เกิด-ตาย ในสังสารวัฏเรื่อย ๆ ไป จนกว่าจะหลุดพ้น ไม่ใช่หรือ แล้วอย่างนี้ เมื่อ เกม game over ฉันต้องขึ้นเกมใหม่เรื่อย ๆ ไป อย่างนั้นหรือเปล่า เกิด-ตาย-เกิด-ตาย …..

“เกมที่ชื่อว่า สังสารวัฏน่ากลัวและน่าเบื่อจริง ๆ” ฉันบอกตัวเอง

ตอนนี้ ฉันวางเกมลงไปแล้ว เลิกติดเกม เพราะขี้เกียจเล่นเกมไม่รู้จบ (จะเล่นบ้างก็เวลาว่างจริง ๆ และเล่นเพียงนิดหน่อยก็วาง ก่อนที่จะเบื่อ)

แต่สำหรับเกมแห่งสังสารวัฏ แม้จะเบื่อ จะขี้เกียจ ฉันก็ยังคงต้องเล่นอยู่ เพราะยังไม่อาจ “วาง” ได้  เมื่อไรเกมนี้จะจบก็ไม่รู้

“Little bit, every day” ตอน ปลูกชีวิตวันละต้น สองต้น

“ฝนเริ่มมาแล้ว ได้เวลาลงต้นไม้” ฉันบอกตัวเอง และไม่วายโทรไปบอกเพื่อนฝูง น้อง ๆ ว่า “รีบปลูกต้นไม้ ให้ฟ้าฝนดูแล”

สำรวจสวนในบ้าน ก็ให้รู้สึกเสียดายว่า ที่ผ่านมา หลายเดือนหลังน้ำท่วม ฉันไม่ได้ฟื้นฟูสวนเลย ด้วยเหตุผลประหลาด ๆ ว่า “เผื่อน้ำจะท่วมอีก ปีนี้”

เมื่อลองตรองตรรกะ (Logic) นี้ดูอีกครั้ง ฉันคิดว่าไม่ผ่าน ถ้าใช้ตรรกะนี้กับชีวิตบ้าง — “เดี๋ยวเราก็ต้องแก่และตาย” งั้นอยู่เฉย ๆ ไปวัน ๆ แล้วกัน อย่าทำอะไรกับชีวิตให้มากเลย อย่างนั้นเหรอ

“น้ำจะท่วมก็เรื่องของน้ำ ฉันจะทำสวน ท่วมได้ ก็เริ่มทำใหม่ได้” เมื่อเปลี่ยนความเห็น สายตาและใจที่มองดูสวนและต้นไม้ก็เปลี่ยนไป

ฉันนำหลักปฏิบัติการ “วันละนิด” มาใช้ “เอาละ ปลูกและดูแลต้นไม้ทุกวัน วันละต้น สองต้นแล้วกัน แต่จะทำทุกวัน ทำไปเรื่อย ๆ”

ทุกวัน หรือเกือบทุกวัน ฉันจัดสรรเวลาอยู่กับสวนเล็ก ๆ ที่บ้าน ทำสวนครัว กล้วยไม้ ไม้รำไร ไม้แดด ทำไปทีละอย่าง อย่างใจเย็น สบาย ๆ ไม่มีเงื่อนไขของเวลาว่า จะต้องเสร็จเมื่อไร ไม่มีภาพสำเร็จรูปว่า อยากจัดสวนเป็นอย่างไร … นับเป็นครั้งแรก ที่ฉัน “วาง” แผน และทำงานตามแต่สิ่งที่ผุดขึ้นในใจ

ในแต่ละวัน ๆ ให้ต้นไม้ แดด ลม บอกฉันว่า เราจะร่วมมือกันทำสวนอย่างไร

เวลาที่ให้กับต้นไม้ เป็นเวลาแห่งความสุข ที่ฉันจัดสรรให้ตัวเองทุกวัน อยู่กับต้นไม้แล้วใจนิ่ง อยู่กับดินแล้วใจสงบ อยู่กับน้ำแล้วใจสบาย … ได้ทำสมาธิตามธรรมชาติ โดยธรรมชาติ

ทำงานกับธรรมชาติ ฉันเรียนรู้ว่า ชีวิตเป็นกระบวนการ ที่เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง ปรับตัวไปทุก ๆ วัน ชีวิตไม่ใช่สิ่งสำเร็จรูป ไม่มีภาพสำเร็จ “ชีวิตไม่มีวันเสร็จ” แต่ดำเนินไปเรื่อย ๆ ตามเหตุปัจจัย

ชีวิตคาดหวังผลไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้ คือ สร้างเหตุ คือ การกระทำไปทุก ๆ วัน ผลจะเกิดเองตามเหตุที่เราทำ …เมื่อรู้อย่างนี้ เราจะพอใจและภูมิใจในการสร้างเหตุ และยอมรับผลที่เกิดขึ้นอย่างที่เป็น

การมองชีวิตเป็นกระบวนการทำให้เราชื่นชม “ความช้า” พอใจกับ “การรอคอย” เพราะ ชีวิตต้องการเวลา ในการงอกงาม เจริญเติบโต

วิธีที่เราคิด ทำ พูด และให้ใจกับต้นไม้ หันกลับมาเกื้อกูลต่อการดูแลชีวิตของตัวเองด้วย เราเห็นตัวเองเป็นธรรมชาติเหมือนต้นไม้ ที่ไม่อาจเร่งรัดชีวิตตาม “ความอยากในผล” แม้อยากให้ตัวเอง (ดี) อย่างไร เราก็ไม่อาจเร่งรัด คาดคั้นตัวเองได้ เราทำได้แต่หมั่นสร้างเหตุ ทำไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ ใจเย็น ๆ

สวนที่บ้านตัวเองยังไม่เรียบร้อย แต่ฉัน “ขยายตัว” ไปช่วยทำสวนที่บ้านน้องชาย มีความสุขเป็นสองเท่า และได้ฝึกใจว่า “ปลูกต้นไม้ ตามใจเจ้าของบ้าน น้องชอบอะไร เราก็ชอบด้วย เพราะสิ่งที่เราต้องการปลูก คือ ความรักความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับน้อง โดยมีต้นไม้เป็นสื่อกลาง”

ฉันฝากความรักและความปรารถนาดีไว้กับต้นไม้ ให้พวกเขาดูแลน้อง ให้ร่มเงา ให้ความงาม ให้ความชุ่มชื่นใจ และความสุขสงบกับน้องและทุกคนที่พบเห็น … ต้นไม้