LOVE and love

ช่วงนี้มีหลากเรื่องราวที่ให้ใจพิจารณาเรื่อง “รัก” การไปทำบุญให้คุณน้าและญาติมิตรที่จากไป แววตาของน้องหมาที่เราช่วยเหลือ ความขัดแย้งระหว่างคนใกล้ชิดคุ้นเคย (ทั้งของตัวเองและเพื่อน ๆ) อ้อ แล้วคงเป็นเรื่องเดือนแห่งความรักด้วยละมัง ฯลฯ
“บางที เราก็เหมือนจะรักคนที่ตายจากไปมากกกว่าคนที่มีชีวิตอยู่” ฉันรำพึงกับตัวเองเวลาทำบุญกรวดน้ำแผ่อุทิศบุญกุศลให้ผู้ล่วงลับ
ยิ่งอายุมากขึ้น รายชื่อของคนและหน้าตาของสิ่งมีชีวิตที่ฉันแผ่อุทิศบุญให้ก็มากขึ้นตามไปด้วย จนหลายครั้งรู้สึกว่า ต้องให้เวลากับพิธีกรรมนี้มากทีเดียว

ฉันนึกเลยไปถึงความรักในอดีตที่นับไม่ถ้วน (innumerable lifetimes) คนที่ฉันรัก เคารพ ผู้ที่มีพระคุณต่อฉัน มีมากมายขนาดไหนหนอ แล้วพวกเขาอยู่ที่ไหน เป็นอย่างไรกันบ้าง เวลาที่นึกถึงความรู้สึกดี ๆ เช่นนี้ในอดีตไม่ว่ากับใครหรือสิ่งใดก็ตาม (จำไม่ได้) มันมีความรู้สึกลึก ๆ บางอย่างในเชิงบวก ซึ่งยากจะอธิบาย เวลาที่เกิดความรู้สึกเช่นนี้ ฉันสัมผัสความรู้สึก “รัก” และส่งความรักและความรู้สึกขอบคุณไปให้ใครหรืออะไรก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเป็นอย่างไร

น้องหมาโอเล่ เป็นหมาแก่ที่ฉันดูแลแทนเจ้าของที่ไม่แยแสมัน ทุกครั้งที่เข้าไปให้อาหาร ให้น้ำ พลิกตัว เช็ดตัว ลูบหัว คุยด้วย มันจะมองจ้องฉันอยู่นานด้วยสายตาที่ทะลวงเข้าไปถึงก้นบึ้งหัวใจของฉันเลยทีเดียว ลึก ๆ ใจสั่นสะเทือนจนน้ำตาจะไหลทุกที
ฉันนึกถึงเรื่องเล่าในทิเบต จำได้คร่าว ๆ ว่า ครั้งหนึ่ง พระทิเบตเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังให้นมลูกของเธอ ขณะนั้นมีหมาข้างถนนตัวหนึ่งผอมแห้งเข้ามาใกล้ ๆ เหมือนจะขออาหารจากหญิงคนนั้น (คงมีอาหารด้วย) เธอกลัวว่าหมาจะแย่งอาหารของเธอ และทำร้ายลูกน้อย จึงคว้าหินใกล้มือแล้วขว้างไล่หมาตัวนั้น พระทิเบตรูปนั้นส่ายหน้าด้วยความปลงสังเวชแล้วพูดว่า “สังสารวัฏช่างน่ากลัวนัก ในอดีตชาติลูกน้อยที่หญิงสาวคนนั้นทะนุถนอมเคยเป็นศัตรูที่ทำร้ายเธอมาก่อน ส่วนหมาข้างถนนผอมโซนั้นเล่าในอดีตเป็นแม่ของหญิงผู้นั้น“

เราไม่มีทางรู้เลยว่า ผู้คนและสัตว์ทั้งหลายที่เราพบเจอในปัจจุบันสัมพันธ์กับเราอย่างไรในอดีต ๆๆๆๆๆ หากเราเห็นอดีตได้ เราจะรู้สึกและปฏิบัติกับคนหรือสัตว์ต่างไปจากที่รู้สึกและทำอยู่ในปัจจุบันหรือไม่

ฉันเชื่อว่าการเกิดเป็นมนุษย์อย่างที่เป็นอยู่เป็นโอกาสดี ที่เอื้อให้ฉันทำสิ่งดี ๆ แทนผู้ที่ฉันรักทั้งหลาย หากพวกเขาขาดโอกาสที่จะทำอะไรดี ๆ ให้กับตัวเอง ชีวิตที่มีจึงไม่ใช่เพื่อตัวเองเท่านั้น แต่เพื่อผู้ที่เป็นที่รักทั้งหลาย ทั้งรู้จักและจำได้กับจำไม่ได้ ความดีงามทั้งหลายที่ได้ทำและกำลังทำ ขอให้พวกเขาทั้งหลายได้รับด้วยราวกับว่าพวกเขาทำด้วยตัวเอง

ความรักจะข้ามภพ (กาละและเทศะ) ได้ไหมนะ เราได้แต่เชื่อและจินตนาการสัมผัสเอา

แต่ที่แน่ ๆ ความรักในภพนี้ ชีวิตนี้ เราสัมผัสและรับรู้ได้ “เราดูแลพวกเขาอย่างไร โดยเฉพาะคนที่เรารัก ครอบครัว เพื่อน คนรัก ฯลฯ เรารัก ดูแลและห่วงใยกันอย่างไร ในยามที่ต่างฝ่ายมีลมหายใจ หรือเราจะรอให้พวกเขาเป็นอดีต เพื่อที่เราจะรักเขาให้มากขึ้น”
เวลานี้ เมื่อนึกถึงการกรวดน้ำให้ผู้ที่จากไป ฉันนึกถึงคนที่ยังอยู่ที่วันหน้าก็จะจากฉันไป และฉันอยากจะรักพวกเขาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในปัจจุบัน

ฉันอยากจะรักคนที่ยังมีลมหายใจให้มากและไร้เงื่อนไข พอ ๆ กับที่ฉันรู้สึกกับผู้ที่จากไปแล้ว ความยากคงอยู่ที่ การอยู่ด้วยกัน ใกล้กัน สัมพันธ์กันนั้นมีการปะทะ เสียดสี ขัด แย้ง ของตัวตนอยู่เสมอ ๆ รักเพียงใดก็ยังน้อยกว่ารักตนเอง เราจึงรู้สึกขัดข้องหมองใจได้อยู่ร่ำไปเมื่ออีกฝ่ายไม่พูด ไม่คิด ไม่เป็น ไม่ทำ อย่างใจ “เรา”

ฉันนึกถึงคำพูดของเพื่อนคนหนึ่งที่ตอนนี้ท่านเป็นพระ “คนเราเหมือนหินก้อนหนึ่ง ต้องถูกขัด เสียดสี ปะทะ เพื่อขัดเกลาเหลี่ยมคมในตัวออกไปบ้าง เราจะได้กลม ๆ กลิ้งไปไหน เข้ากับใครได้ และยิ่งถูกกระทบกระแทก เสียดสี ขัดเกลา หินก้อนนี้ก็จะได้เล็กลงไปเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุด ไม่มีหินอีกต่อไป”
ความรักและตัวตนสัมพันธ์กัน (relative) ไหม

ถ้าเราตัวตนเล็กลง ความรักของเราจะใหญ่โตกว้างขวาง ถ้าตัวตนใหญ่โตคับฟ้า ความรักก็จะเล็กคับแคบ ….

หลายครั้งที่ อยากจะเอาแต่ใจ “ตน” ฉันจะนึกถึงคำบอกเล่าของอ. ประมวล ทีี่เคยให้สัมภาษณ์เรื่องความสัมพันธ์กับอ. สมปอง คู่ชีวิตของท่าน ความโดยย่อว่า อ. ประมวลไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องขับรถไกล ๆ เพื่อไปทานอาหารร้านนั้นหรือร้านนี้ และก็จะไม่ไป แต่เมื่อเห็นว่า การไปทานอาหารที่โน้นมีความหมายและทำให้บุคคลอันเป็นที่รักมีความสุข ท่านก็ยินดีที่จะวางความเห็นของตนลง แล้วพาภรรยาไปทานข้าว ในกรณีเช่นนี้ … อะไรมีความหมายกับเรามากกว่ากัน “ความเห็นของตน” หรือ “ความสุขของคนที่รัก”

คิดถึงเรื่องนี้ทีไร ฉันวางหลายเรื่องที่เป็นความคิดความเห็น ความถูกใจส่วนตัวลง เพื่อคนที่รัก แล้วหลายเรื่องมันก็ง่ายเข้า

Wonders of life. (Reflections on another extraordinary day: Birthday Anniversary)


วันคล้ายวันเกิดเป็นวันที่พิเศษ สุข สงบ สบายใจ เฉกเช่นทุก ๆ วัน
…. หรือ ทุก ๆ วันคือวันเกิด
อายุยิ่งมาก ชีวิตยิ่งออกรสชาติน่าสนใจ
ยิ่งเข็มของนาฬิกาชีวิตขยับเร็วขึ้นใกล้เส้นตาย ฉันกลับรู้สึกว่า “มีชีวิต” มากกว่าก่อน
ค่อย ๆ ก้าวไปในจังหวะชีวิตอย่างเนิบช้า …. ความสุข สุนทรียะ มาพร้อมกับความละเมียดละไมกับรายละเอียดในชีวิต … ก็จะรีบไปไหน จะรีบไปไหน อยู่กับชีวิตในตอนนี้ก่อน ให้ความตายรอบ้างก็ได้ (เขา/เธอ รอเราในที่ของเขา เราจะพบเขา/เธอเร็วหรือช้าก็ขึ้นกับตัวเราเอง และฉันปรารถนาจะเดินสู่ความตายอย่างสง่างาม ดุจเดินเข้าหามิตรผู้อารี)
ณ ตอนนี้ ดื่มด่ำและลึกซึ้งกับชีวิตในทุก ๆ ขณะ
ยิ้ม … สัมผัสสายลมที่พัดผ่านใบหน้า ไล้ผ่านเส้นผม แทรกซึมทั่วร่างในทุกเซลล์
ยิ้ม … เสียงนกนานาชนิดเจื้อยแจ้ว
ยิ้ม … เงาของใบไม้ไหวระบำ บนพื้นดิน
จิบชาสมุนไพรกินหอม รสละมุน
ฟังเสียงดนตรี ภาษาจากใจและจินตนาการของคีตกวี
ทักทายผู้คนด้วยรอยยิ้ม
ทำงานด้วยความรัก และตระหนักความหมายของงานต่อส่วนรวม
ยิ้มกับความหวัง และปณิธานในการรับใช้สังคม
ยิ้มกับร่างกายที่ยังเป็นประโยชน์ ให้เดินสู่อุดมคติในชีวิต
ยิ้มกับชีวิต อันเป็นของขวัญที่ได้รับจากพ่อแม่ ญาติมิตร บรรพบุรุษ ครูอาจารย์ ชุมชน สังคม ธรรมชาติ จักรวาล …. สำนึกรู้คุณต่อสรรพสิ่งที่บันดาลโอกาสต่าง ๆ ในชีวิต
ทุกข์ สุข น้ำตา รอยยิ้ม สมหวัง อกหัก ความขัดแย้งในสังคม …. ทุกรายละเอียดของประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามามีค่าและความหมาย หล่อหลอมชีวิต จริตนิสัย ความเป็นไป “ตัวตน” ในวันนี้
ฉันในวันนี้ต่างจากฉันในวันวาน และในวันหน้า
ความเป็นฉันไหลเลื่อน เคลื่อนตามกระแสเหตุปัจจัยที่เข้ามาประกอบสร้าง
ยิ้ม … กับ “ฉัน” ที่เปลี่ยนไปเสมอ ๆ
วันนี้ไม่เหมือนวันวานเลยจริง ๆ แม้ตัวเองในวันนี้ก็ต่างจากตัวเองในเมื่อวาน
และพรุ่งนี้ก็จะมีอะไรใหม่ ๆ ให้ค้นพบอีก … นี่คึือหนึ่งในความมหัศจรรย์และศักยภาพของชีวิตที่รอให้ค้นพบ
กาลเวลาเป็นเหมือนตะแกรงร่อนแก่นสารในชีวิต …สิ่งที่เป็นสาระในวันนี้ดูจะเหลือน้อยลงไปทุกที … และสาระที่เห็นก็เด่นชัดมาก หนึ่งในนั้น คือ ความรัก ความใส่ใจ ห่วงใย (to care, and to be kind) หากไม่มีสิ่งนี้ ฉันก็จะไม่เคยดำรงอยู่เลย
ขอบคุณทุกคน และทุกความรู้สึกที่มอบให้กันค่ะ