ความทุกข์กาย กับหัวใจชิว ๆ (ตอนต่อจากความทุกข์ใจ กับ อารมณ์ “ชั่ววูบ”)

แม้หญิงสาวจะก้าวพ้นจากความคิดชั่ววูบที่อยากพักร้อนจากความทุกข์สัก 3 วัน แต่ความทุกข์ใจที่เธอแบกถือมานานก็เบียดเบียนร่างกายของเธอให้อ่อนแอ มีเหตุให้ต้องไปพบแพทย์ ได้รับยาที่ไม่คุ้นมาทานแล้วก็เกิดอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง

เล่าโดยย่อ อาการแพ้ยานั้นเปรียบได้กับการรับพิษเข้าไป แล้วพิษแสดงอาการออกในลักษณะที่ทำลายเนื้อเยื่อบุผิวหนังอ่อนๆ ทั้งร่างกาย ทั้งภายในและภายนอก

เหงือกลอกเป็นแผ่น ๆ จนถึงโคนฟัน/ ริมฝีปากแตกบวมผุพองเลือดซิบอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องกินอาหารเหลวและผ่านหลอดดูด เพราะการอ้าปากแม้เพียงนิดก็ทำให้ริมฝีปากแยกเลือดไหล / เนื้อเยื่อในดวงตาลอกทำให้ตาเหนียวและดวงตาปิด ต้องมองโลกผ่านซี่กรงของขนตา ถ้ารักษาไม่ถูกทางก็จะทำให้ตาบอดถาวร/ ตามตัว ผิวหนังผุพองลอกเหมือนคนถูน้ำร้อนลวกหรือไฟไหม้/ เนื้อเยื่อที่อวัยวะเพศและทวารก็ลอกทำให้การขับถ่ายแต่ละครั้งเหมือนเอาเกลือหรือน้ำกรดราดบนแผลสด มีเลือดออกมาเสมอ/ ในช่วงท้าย ๆ ยังมีอาการปอดและหัวใจเต้นคร่อมจังหวะเล็กน้อยด้วย  ฯลฯ

เธออยู่โรงพบาบาล 12 วัน เป็นช่วงที่เธอมีความสุขทีเดียว เธอถือโอกาสในการรักษากายครั้งนี้เป็นการปลีกวิเวกรักษาใจ เหมือนที่เธอเคยไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมที่วัดเป็น 10 วัน

เธอบอกให้ญาติและครอบครัวดำรงชีวิตตามปกติ ส่วนเธออยู่โรงพยาบาลตามลำพังได้ ชีวิตในช่วงนั้น ไม่เปิดทีวี เพราะแสงจากทีวีจะรบกวนสายตาและความสงบที่เธอต้องการเพื่อเยียวยาเซลล์ในร่างกาย ทั้งวั้นเธอมีใจกับกายเป็นเพื่อนและเป็นครู ความเจ็บป่วยและเจ็บปวดเป็นแบบฝึกหัดย่อย เพื่อฝึกฝนเธอให้เข้าใจว่า เธอยังต้องฝึกฝนอะไรอีกบ้างก่อนจะถึงวันสอบใหญ่ของชีวิต (ความตาย)

ชีวิตในห้องพักส่วนใหญ่ เธอปฏิบิตามแนวทางที่เคยฝึกฝนมาบ้าง ตามดูตามรู้กายที่เคลื่อนไหว ตามดูตามรู้เวทนา ความรู้สึกสุขทุกข์ เจ็บปวด (ซึ่งไม่ง่ายเลย) ตามดูตามรู้ความคิด และตามดูตามรู้กระบวนการการทำงานของใจ — ทั้งหมดเท่าที่จะรู้ได้และตามภูมิความเข้าใจในการปฏิบัติ

เธอได้เรียนรู้ชีวิต เรียนรู้ธรรม และเผชิญหน้ากับเสี้ยวเวลาที่รู้สึกว่าความกลัวกำลังเกี่ยวกุมหัวใจเธอ

ความทุกข์กายครั้งนี้สอนให้เธอรู้จักบทเรียนแห่งความอ่อนน้อมถ่อมตนและลดมานะอัตตาลงบ้าง เธอเรียนรู้ที่จะเจียมตัวกับความทุกข์ ที่เป็นครูใหญ่สอนบทเรียนสำคัญ ท่าทีที่อ่อนน้อมกับความทุกข์ช่วยให้ทุกข์คลายลงได้บ้าง อย่างน้อยก็คงเพราะใจที่อ่อนน้อมเป็นใจที่มีความเบาในตัวของมันเอง

ชีวิตที่ดูแลและช่วยเหลือทำอะไรเองเป็นส่วนใหญ่ได้สร้างเปลือกแข็งให้เธอโดยไม่รู้ตัว เธอมั่นใจในตนและทะนงตน (pride and self-autonomy) รู้สึกว่าตนมีอำนาจจัดการชีวิตตัวเองอย่างโน้นอย่างนี้ (และหลายครั้งก็ไผลไปคอยจัดการชีวิตคนอื่นด้วย) แต่ความเจ็บป่วยครั้งนี้ทุบทะลายเปลือกที่หุ้มไว้แหลกกระจาย เธอรู้สึกเหมือนหอยทากที่โดนกระชากเปลือกออกไป ตัวเปล่า ใจเปลือย เธอไม่มีอำนาจเหนือร่างกาย โดยเฉพาะในเวลาเช่นนี้ คุมสั่งอะไรไม่ได้เลย และเธอยังต้องนอนให้พยาบาลคอยจัดการกับร่างกายให้เธอล้างตา ล้างปากเช็ดตัว นอนเปลือยโล่งโจ้งราวกับเด็กทารก (ที่มีสำนึกอายของผู้ใหญ่) เธอนึกถึงการอบรมเผชิญความตายอย่างสงบ ของเครือข่ายพุทธิกา ที่นำกระบวนการโดยพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ในยามที่กายเปราะบาง ใจก็อ่อนไหวไปด้วย เข้าใจเลยว่า ผู้ป่วยหลายคนคงจะรู้สึกเช่นนี้ ไม่มีพลัง/อำนาจในตน ซึ่งอาจจะสั่นคลอนความรู้สึกเคารพนับถือในตัวเอง (เกิด low self-esteem) อันเกิดจากการที่ต้องพึ่งพาคนอื่น

ความรู้สึกดังกล่าวเข้ามาเยือนเธอเพื่อสะท้อนเปลือกที่เธอมองไม่เห็นในยามปกติและสอนให้เธอรู้จักที่จะก้าวข้ามมันไป เธอพลิกความรู้สึกนั้นไปอีกด้าน “เมื่อเห็นความถือตนแล้ว ก็คงได้เวลาฝึกฝนความอ่อนน้อมถ่อมตน และใครจะไปรู้ สักวันในชีวิต เราก็ต้องพึ่งพาความกรุณาจากผู้อื่น ในยามแก่ ยามป่วยหนักและยามตาย ฝึกไว้แต่ตอนนี้เลย” เธอบอกตัวเอง

เธอยังเห็นเรื่องนี้เป็นโอกาสที่จะได้ชื่นชมกับความเมตตากรุณาของผู้คนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะโดยวิชาชีพหรือด้วยความรักและมิตรภาพ เธอจึงอยู่ในโรงพยาบาลอย่างมีความสุข เห็นความงดงามในตัวผู้คนและตึกอาคาร นกที่เกาะริมหน้าต่าง พระอาทิตย์ขึ้น แสงไฟถนนามค่ำคืน (และเห็นเข็มฉีดยาด้วยความปลง)

เพื่อน ๆ หลายคนมาเยี่ยมพร้อมคำอวยพร รอยยิ้ม และชวนคุยจนทำให้เธอหัวเราะจนต้องดื่มเลือดตัวเอง (เพราะการอ้าปากเพียงนิดก็ทำให้ริมฝีปากแตก เลือดไหลตลอด)

พยาบาลแต่ละคนที่เข้ามาดูแลอ่อนโยนกับเธอมาก ทุกคนเข้ามาพร้อมสายตาที่อธิบายไม่ถูก — สยอง-เสียว ประมาณนั้น “เจ็บหน่อยนะคะ” พยาบาลบอกทุกครั้งที่เข้ามาทำแผลที่ริมฝีปาก ดวงตาและอวัยวะเพศ

“ยังไงก็ต้องเจ็บอยู่แล้ว เรื่องความเจ็บปวดเป็นหน้าที่ของเจ้าตัวที่ต้องดูแลเอง ไม่ต้องห่วงนะคะ พยาบาลทำให้เต็มที่ก็แล้วกันค่ะ” เธอพูดทุกครั้ง แล้วก็จะหลับตาเริ่มตามรู้ความรู้สึกเจ็บเป็นขณะ ๆ เมื่อทำแผลเสร็จ (ต้องทำทุก ๆ 3-4 ชั่วโมงเลยทีเดียว) พยาบาลมักจะถอนใจแบบโล่งไปที หญิงสาวยิ้มและขอบคุณพยาบาล

ช่วงเวลาที่เจ็บมากที่สุด คือ ตอนเข้าห้องน้ำ เห็นโถส้วมเป็นดั่งสมรภูมิที่ต้องหลั่งเลือด เธอสูดหายใจลึก ๆ หลาย ๆครั้งก่อนที่จะหย่อนตัวลงทำธุระ นับ 1-2-3 ก่อนแล้ว ….. เจ็บแสบแปลบทรวงเหลือเกิน เหมือนบีบมะนาวลงบนแผลสด แล้วบีบ ๆๆๆ ไปจนกว่าจะปล่อยน้ำจากร่างกายหมด จะเร่งจังหวะปล่อยให้เร็วก็ไม่ได้ …. เธอตามดูตามรู้ความเจ็บปวดไป มันเจ็บไม่เท่ากันตลอด มีจังหวะหนักเบา ขึ้น ลง แต่ก็เหนื่อยมาก ความเจ็บปวดทำให้กายล้า อ่อนแรง เธอเดินออกจากห้องน้ำเหมือนคนไม่ได้กินน้ำมาสองวัน

แต่เธอจะหลายร่างเป็นซอมบี้ผีดิบก็ตอนที่ทำธุระหนัก อันนี้หลั่งเลือดท่วมโถกันเลยทีเดียว เพราะพิษที่อยู่ในร่างกายทำลายเนื้อเยื่ออ่อนภายในหมายถึงทวารด้วย ทำให้เลือดสด ๆ ไหลออกมาทุกครั้งในเวลาถ่าย เพราะสิ่งที่ถ่ายนั้น ไม่ว่าจะนิ่มนวลปานใดก็ระคาย-ครูดกับลำไส้ที่โดนลอกไปเรียบร้อยด้วยพิษยา

เธอเจ็บปวดท่วมท้นจนตามดูตามรู้ไม่ไหวแล้ว เธอจึงอัญเชิญพระอาจารย์หลายองค์เข้าห้องน้ำด้วย ทุกครั้งเวลาเข้าห้องน้ำ เธอจะนำวิทยุและเทปเสียงธรรมไปเปิด  (เทป — อึม.. ช่างสะท้อนความเก่าแก่ของเรื่องราว)

เธอจะตามดูตามรู้ความเจ็บปวดด้วยตัวเองจนกว่ารู้สึกใจสั่นเหมือนจะขาด แล้วจึงจะเปิดเทปธรรมะเพื่อให้จิตพักไปฟังเสียงธรรม เคลื่อนจากการรับรู้เวทนาชั่วคราว เมื่อรู้สึกดีขึ้น ก็จะกลับมาเจริญสติตามรู้ความเจ็บปวดต่อ ทำอย่างนี้สลับไปมา จนเสร็จธุระ ทั้งหมดใช้เวลาราว ๑๕-๓๐ นาที เธอเดินออกจากห้องน้ำราวกับผีดิบ ขึ้นเตียงแล้วนอนหมดสภาพไร้เรี่ยวแรง

เวลาที่กายอ่อนแอมากอย่างนั้นพาใจให้อ่อนล้าไปด้วย ในภาวะที่ใจพลังตก (จิตตก) ความคิดและความรู้สึกที่ไม่เป็นกุศลบางอย่างอาจผุดขึ้นได้ง่าย ในเวลานั้น เธอรู้สึกท้อแท้ หน่ายกับสิ่งที่เผชิญ และสงสารตัวเอง —- ซึ่งในเวลาปกติที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล เธอจะรู้สึกสบายใจ สงบ เป็นสุขพอสมควร แต่ในเวลาเจ็บมาก กายหนื่อย ก็ฉุดใจลงไปด้วย ขาดแรงเจริญสติ (พลังตก)

ความท้าทายที่สุดในความเจ็บป่วยครั้งนั้นมาเยือนในคืนหนึ่ง

อยู่บนเตียง เธอนอนดูร่างกายหายใจ ตามรู้ลมหายใจ สักพักเริ่มรู้สึกว่าลมไม่เข้าปอด หรือปอดรับลมได้เพียงครึ่งหนึ่ง พยายามเบ่งซี่โครงดึงลมเข้าปอด แต่ลมก็ไม่เข้าไปสักเท่าไร

เธอกดกริ่งเรียกพยาบาล “ตอนนี้ รู้สึกหายใจไม่ออก เหมือนไม่มีอากาศเข้าปอด ช่วยบันทึกไว้หน่อยนะคะ แล้วถ้ากดกริ่งอีกครั้ง รบกวนเอาอ๊อกซิเจนเข้ามาเลยนะคะ แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องค่ะ จะพยายามดูแลตัวเองก่อน” พยาบาลพยักหน้ารับคำ

เธอกุมกริ่งในมือ หลับตาแล้วตามดูร่างกายหายใจต่อไป จนช่วงหนึ่ง รู้สึกว่าแทบไม่มีลมเข้าปอดแล้ว “เราจะตายแล้วหรือนี่”

ตามการฝึกฝนและความรู้ที่เคยได้รับจากกาอบรมเผชิญความตายอย่างสงบ และการเขียนหนังสือเผชิญความตาย ทำให้เธอเร่งสำรวจว่า ตนเองมีความกังวลห่วงหาอะไรหรือไม่

ไม่มี —ไม่ห่วงใคร อะไร ไม่ห่วงงาน ไม่มีทรัพย์สินให้ห่วงหรือหวงแหน

รู้สึกค้างคาอะไรกับใครหรือเปล่า

ไม่มี

มีสิ่งที่อยากทำแล้วยังทำไม่สำเร็จ ยังคาใจอยู่ไหม (unfinished business)

ไม่มี

(คือคนมันไม่ค่อยแยแสใครหรืออะไร ค่อนข้างเห็นแก่ตัวก็งี้ มั้ง)

แต่อารมณ์หนึ่งปรากฏชัด — “กลัว”

เธอตามดูตามรู้ความรู้สึกกลัว แล้วก็ได้พบกับบางอย่างที่สะดุ้งใจ เธอสรุปเป็นความคิดในภายหลังได้ว่า เธอกลัว “ตัวตน” จะหายไป ความเป็น ”ตัวกู” ดิ้นรนเป็นทุกข์อย่างเห็นชัด

“ยังไม่ผ่าน” เธอบอกกับตัวเอง

เธอรู้ตัวอีกทียามเช้า รู้สึกสดใสเบิกบาน เมื่อทบทวนเรื่องราวสุดท้ายเมื่อคืน เธอไม่รู้ว่าหลับไปตอนไหน ทั้งๆ ที่หายใจไม่ออก จำได้แต่ว่า เมื่อเห็นความดิ้นรนของตัวกู ก็หลับไปเลย (กูคงเหนื่อยมากจนขอหลับก่อน) และได้คิดว่า นี่คืองานที่ต้องทำต่อไป งานทำให้ตัวกู (ความเป็นตัวเป็นตน) เลิกดิ้นรนที่จะคงอยู่หรือกลัวว่าจะสูญ …. และแม้ไม่สำเร็จในชีวิตนี้ ก็ไม่เป็นไร

Wonders of life. (Reflections on another extraordinary day: Birthday Anniversary)


วันคล้ายวันเกิดเป็นวันที่พิเศษ สุข สงบ สบายใจ เฉกเช่นทุก ๆ วัน
…. หรือ ทุก ๆ วันคือวันเกิด
อายุยิ่งมาก ชีวิตยิ่งออกรสชาติน่าสนใจ
ยิ่งเข็มของนาฬิกาชีวิตขยับเร็วขึ้นใกล้เส้นตาย ฉันกลับรู้สึกว่า “มีชีวิต” มากกว่าก่อน
ค่อย ๆ ก้าวไปในจังหวะชีวิตอย่างเนิบช้า …. ความสุข สุนทรียะ มาพร้อมกับความละเมียดละไมกับรายละเอียดในชีวิต … ก็จะรีบไปไหน จะรีบไปไหน อยู่กับชีวิตในตอนนี้ก่อน ให้ความตายรอบ้างก็ได้ (เขา/เธอ รอเราในที่ของเขา เราจะพบเขา/เธอเร็วหรือช้าก็ขึ้นกับตัวเราเอง และฉันปรารถนาจะเดินสู่ความตายอย่างสง่างาม ดุจเดินเข้าหามิตรผู้อารี)
ณ ตอนนี้ ดื่มด่ำและลึกซึ้งกับชีวิตในทุก ๆ ขณะ
ยิ้ม … สัมผัสสายลมที่พัดผ่านใบหน้า ไล้ผ่านเส้นผม แทรกซึมทั่วร่างในทุกเซลล์
ยิ้ม … เสียงนกนานาชนิดเจื้อยแจ้ว
ยิ้ม … เงาของใบไม้ไหวระบำ บนพื้นดิน
จิบชาสมุนไพรกินหอม รสละมุน
ฟังเสียงดนตรี ภาษาจากใจและจินตนาการของคีตกวี
ทักทายผู้คนด้วยรอยยิ้ม
ทำงานด้วยความรัก และตระหนักความหมายของงานต่อส่วนรวม
ยิ้มกับความหวัง และปณิธานในการรับใช้สังคม
ยิ้มกับร่างกายที่ยังเป็นประโยชน์ ให้เดินสู่อุดมคติในชีวิต
ยิ้มกับชีวิต อันเป็นของขวัญที่ได้รับจากพ่อแม่ ญาติมิตร บรรพบุรุษ ครูอาจารย์ ชุมชน สังคม ธรรมชาติ จักรวาล …. สำนึกรู้คุณต่อสรรพสิ่งที่บันดาลโอกาสต่าง ๆ ในชีวิต
ทุกข์ สุข น้ำตา รอยยิ้ม สมหวัง อกหัก ความขัดแย้งในสังคม …. ทุกรายละเอียดของประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามามีค่าและความหมาย หล่อหลอมชีวิต จริตนิสัย ความเป็นไป “ตัวตน” ในวันนี้
ฉันในวันนี้ต่างจากฉันในวันวาน และในวันหน้า
ความเป็นฉันไหลเลื่อน เคลื่อนตามกระแสเหตุปัจจัยที่เข้ามาประกอบสร้าง
ยิ้ม … กับ “ฉัน” ที่เปลี่ยนไปเสมอ ๆ
วันนี้ไม่เหมือนวันวานเลยจริง ๆ แม้ตัวเองในวันนี้ก็ต่างจากตัวเองในเมื่อวาน
และพรุ่งนี้ก็จะมีอะไรใหม่ ๆ ให้ค้นพบอีก … นี่คึือหนึ่งในความมหัศจรรย์และศักยภาพของชีวิตที่รอให้ค้นพบ
กาลเวลาเป็นเหมือนตะแกรงร่อนแก่นสารในชีวิต …สิ่งที่เป็นสาระในวันนี้ดูจะเหลือน้อยลงไปทุกที … และสาระที่เห็นก็เด่นชัดมาก หนึ่งในนั้น คือ ความรัก ความใส่ใจ ห่วงใย (to care, and to be kind) หากไม่มีสิ่งนี้ ฉันก็จะไม่เคยดำรงอยู่เลย
ขอบคุณทุกคน และทุกความรู้สึกที่มอบให้กันค่ะ

เกมไม่รู้จบ (The Endless Game)

เราเคยนึกว่า คนเราเล่นเกมเพราะมีเวลาว่าง และไม่รู้ว่าจะเอาเวลาว่างไปทำอะไร

แต่พอเรากลายเป็นคนติดเกมเข้าบ้าง จึงได้รู้เพิ่มว่า การติดเกมสำหรับหลายคนไม่ใช่เรื่องของเวลาว่าง แต่เป็นเรื่องของเวลาวุ่น

หลายคนมีการบ้าน การงานต้องทำ แต่ยังสาละวนกับการเล่นเกม — นั้นเพราะวุ่น มากกว่า ว่าง

วุ่นอะไร ก็วุ่นวายใจ ว้าวุ่นใจ หรือ เครียด อะไรประมาณนั้น

การแก้อาการติดเกมเหมือนการรักษาโรค ที่ต้องเริ่มดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้น คือ ขั้นที่ ๑ หรือ ๒ (อย่ารอถึงขั้นสุดท้าย ไร้การรักษา) ฉันใช้เกมแก้เกม ประมาณ “หนามยอกเอาหนามบ่ง” เกมที่ว่านั้น คือ เกมแห่งสติ หรือเกมดูกายและใจไปด้วยในขณะเล่นเกม

….. ช่วงที่ผ่านมา เราติดเกม Bejewled เป็นเกมเบสิค (เด็กๆ) ที่เราต้องเรียงรูปทรงเลขาคณิตและสีให้ต่อกัน ๓ รูปหรือมากกว่านั้น เราเลือกโหมดการเล่นแบบ “ไม่รู้จบ” คือ endless ด้วยคิดว่า จะสบาย เล่นไปเรื่อย ๆ ไม่กดดันตัวเองให้ถึงเป้าหมายอะไร

เราก็เล่นเรื่อย ๆ ๆๆๆ จนถึงช่วงหนึ่ง น่าจะเป็นตอนที่เราขึ้นระดับที่ ๕๐ กว่า ๆ เราก็เริ่มเกิดรู้สึกเบื่อ และเกิดคำถามว่า “เมื่อไรจะจบ เราจะต้องเล่นไปถึงไหน”

“อ้าว ก็เล่นเกมไม่รู้จบอยู่ไม่ใช่เหรอ” ฉันท้วงตัวเอง

“เออ จริงด้วย” ฉันตอบ “อย่างนี้ ก็น่าเบื่อจริง ๆ”

จากเกม ใจวกมาพิจารณาชีวิต “ถ้าชีวิตไม่รู้จบเหมือนเกม จะว่าไง”

“เอ่อ ก็คงน่าเบื่อแย่ ชีวิตที่ไม่มี deadline (เส้นตาย) จะดีหรือ?”  ฉันถามตัวเอง

คำถามนี้ช่วยให้ฉันมองความตายในแง่มุมที่น่ามองมากขึ้น

ความตายให้กรอบเวลากับชีวิต เพื่อให้เราค้นหาความหมายในการดำรงอยู่ และอยู่อย่างมีความหมายในข้อจำกัดนี้ให้ดีที่สุด

… เริ่มรู้สึกดีขึ้นเมื่อรู้ว่า ชีวิตจะไม่น่าเบื่อเหมือนเกม … แต่เอ … ตามความเชื่อทางศาสนา คนเราเกิด-ตาย-เกิด-ตาย ในสังสารวัฏเรื่อย ๆ ไป จนกว่าจะหลุดพ้น ไม่ใช่หรือ แล้วอย่างนี้ เมื่อ เกม game over ฉันต้องขึ้นเกมใหม่เรื่อย ๆ ไป อย่างนั้นหรือเปล่า เกิด-ตาย-เกิด-ตาย …..

“เกมที่ชื่อว่า สังสารวัฏน่ากลัวและน่าเบื่อจริง ๆ” ฉันบอกตัวเอง

ตอนนี้ ฉันวางเกมลงไปแล้ว เลิกติดเกม เพราะขี้เกียจเล่นเกมไม่รู้จบ (จะเล่นบ้างก็เวลาว่างจริง ๆ และเล่นเพียงนิดหน่อยก็วาง ก่อนที่จะเบื่อ)

แต่สำหรับเกมแห่งสังสารวัฏ แม้จะเบื่อ จะขี้เกียจ ฉันก็ยังคงต้องเล่นอยู่ เพราะยังไม่อาจ “วาง” ได้  เมื่อไรเกมนี้จะจบก็ไม่รู้