อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก ….

เมื่อวานได้คุยกับเพื่อนแล้วถูกกล่าวหาว่า “อ้อย” จึงถามไปว่า “อ้อยอะไร หมายถึง อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก …. หรือเปล่า โบราณไปไหม”
“ม๊ากกกก” เพื่อนบอก และไม่ยอมเฉลยว่า ที่บอกให้ “ฉันหาอ้อยกิน” นั้นหมายความว่าอย่างไร เธอว่าฉันเป็นช้างเหรอ

แม้จะยังไม่เข้าใจตลกร้ายของเพื่อน แต่การที่ได้นึกถึงกลอนของสุนทรภู่ “อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูมิรู้หาย” ก็เกิดความเข้าใจที่ซึ้งกว่าเดิมที่เคยท่องกลอนนี้สมัยเด็ก ๆ เพราะเมื่อวาน ตื่นขึ้นมาแล้วได้รับสารบางอย่างในกล่องข้อความทางเฟสบุ๊ค ทำให้เรายิ้มได้ทั้งวัน และไม่ว่าจะมีเรื่องราวใด ๆ เข้ามากวนความคิด กวนใจ ก็ไม่อาจทำให้ใจที่พองฟูอยู่นั้นฝ่อฟีบและหล่นลงได้ จนกระทั่งหลับไปพร้อมกับลมปากนั้น … อ้อยกินแล้ว ได้รับความหวานหมดแล้ว เหลือแต่ซาก แต่ความหวานของคำพูดนี่สิ ยังหวานหู มิรู้หายจริง ๆ

ความรู้สึกดีที่เกิดขึ้นเป็นฉนวนกันไฟไม่ให้ลามมาเผาใจ แม้ในระหว่างวัน จะมีคลื่นความร้อนเข้ามา ให้รู้สึกร้อน ๆ บ้าง แต่ไม่เผาไหม้ใจ เพราะพลังลมปากที่ได้รับนั้นเอง

เรื่องนี้ทำให้ได้เรียนรู้ความสำคัญของการพูด โดยเฉพาะในยามเช้า ที่หากเราพูดดีต่อกัน ด้วยวาจาที่เป็นจริง จริงใจ ส่งผ่านความรู้สึกดีต่อกัน การชื่นชม ความรัก ความคิดถึง ฯลฯ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นก็จะดูแลชีวิตภายในของเราได้ทั้งวัน ทำให้เรามีแรง มีพลังที่จะรับมือกับคลื่นอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนาอื่น ๆ ที่แทรกเข้ามาได้

คิดต่อไปว่า ข่าวเช้าน่าจะเป็นข่าวสารที่บำรุงหัวใจและสติปัญญานะ ผู้คนจะได้เบิกบานในชีวิต และสร้างข่าวดีให้เกิด มากกว่าการได้รับสารที่ทำร้ายหัว+ใจ แล้วก็ทำตนเป็นข่าวที่สะท้อนสารร้าย ๆ นั้นด้วยตัวเอง

ในมุมของคนแต่ละคน ในครอบครัว เราก็น่าจะมีวาจาที่ดีให้กัน นิด ๆ หน่อย ๆ แต่มีทุกวัน เรามีเครื่องมือสื่อสารที่เอื้ออำนวยต่อการส่งความรู้สึก ขึ้นอยู่กับเราว่าจะใช้เครื่องมือนี้ส่งสารแบบไหนให้กัน เพื่ออะไร บำรุงจิตใจ หรือทิ่มแทงกัน

เข้ามาใกล้วตัวอีกนิด อันที่จริง ชาวพุทธเป็นผู้ที่มักพึ่งพาตัวเอง เราเองก็อาจต้องเรียนรู้ที่จะพูดจาดี ๆ กับตัวเองด้วยไหม ทุกเช้าชื่นชมตัวเองบ้าง

ลมปากจะหวานได้อย่างแท้จริง ต้องมีความจริงในนั้น (สัจจะ truth) มีความจริงใจ มีความเหมาะสมในการบอกกล่าวทั้งเวลาและสถานที่ ที่สำคัญ เหมาะกับผู้ฟังด้วย (พูดสิ่งที่เป็นจริง เป็นประโยชน์ ในเวลาที่ใช่ สถานที่ที่ใช่ คนที่ใช่)

สุนทรภู่ยังต่อกลอนนี้อีกว่า
“อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก แต่ลมปากหวานหูมิรู้หาย”
ถึงเจ็บอื่นหมื่นแสนไม่แคลนคลาย เจ็บเจียรตายเพราะเหน็บให้เจ็บใจฯ.”

สุข ทุกข์ กับคำพูดของคนนั้นยาวนาน กว่าสุข ทุกข์ทางกาย
เจ็บกายเดี๋ยวก็หาย แต่เจ็บใจ ลืมยาก เรามักเอาความทรงจำมาตอกย้ำซ้ำเติมตัวเอง ครั้งแล้วครั้งเล่า เจ็บแล้วเจ็บอีก — แต่ก็คงขึ้นกับจริตของคนเช่นกัน บางคน ใจเอียงไปทางเก็บสุข บางคนชอบเก็บทุกข์

สำหรับฉัน ใจโน้มไปทางสุขนิยม จำสุขเสมอ และ ลืมทุกข์ง่าย ดังนั้น แม้จะมีคำให้เจ็บใจ แต่เมื่อมีลมหวาน ทุกถ้อยคำเจ็บช้ำก็ปลิวหายไปเลย

คำหวานในวันวาน สั้น ๆ แต่กินหัวใจ คือ “คิดถึง” — และวันนี้ ก็ดูเหมือนความหวานจะยังอยู่นะเนี่ย

Advertisements

ทุกข์ใจกับ อารมณ์ “ชั่ววูบ”

ทึ่งกับภูมิจิตภูมิธรรมของบรรพบุรุษที่ประดิษฐ์คำได้ตรงกับสภาวะของอารมณ์เหลือเกิน “อารมณ์ชั่ววูบ” ทุกอารมณ์วูบมา วูบไป ถ้าเราเห็นอย่างนั้นและไม่เข้าไปจับ/ยึดอารมณ์ (ที่ไม่ดี) อารมณ์ไหน ๆ มันก็จะผ่านเลยไป โดยที่เราไม่ถูกลากจูงไปกระทำการบางอย่างที่ไม่ควร ยกตัวอย่าง เช่น การทำร้ายตัวเอง

เรื่องย่อมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานๆๆๆแสนนานมาแล้ว หญิงสาวผู้หนึ่งประสบกับความผิดหวังในความรัก รู้สึกอกหักอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดในหัวใจมิอาจแปรเป็นถ้อยคำภาษา รู้เพียงว่า ทุกข์จนรู้สึกว่าหัวใจแบกรับความรู้สึกทุกข์ไม่ไหวอีกแล้ว

ในขณะที่เธอนอนซมอยู่บนเตียงราวกับซากสิ่งมีชีวิตที่นอนนิ่งไม่ไหวติง ความคิดหนึ่งวูบเข้ามา “อยากจะนอนหลับไปสัก 3 วัน จะได้ไม่ต้องรับรู้ความรู้สึกทุกข์ที่กำลังเผาใจ ทนไม่ไหวแล้ว” เธอแอบคิดเอาว่า เมื่อตื่นขึ้นมา ความทุกข์ทั้งหลายจะอันตรธานหายไปสิ้น

ในเวลานั้น เธอไม่รู้เลยว่า วูบความคิดดังกล่าวได้เกาะกุมใจเธอแล้ว ความคิดนั้นกำลังบงการให้เธอลุกขึ้นจากที่นอน  เพื่อที่จะไปหายาที่จะทำให้เธอได้นอนหลับสมใจ กินสักหลาย ๆ เม็ดก็น่าจะใช้ได้

มารู้ตัวอีกทีก็เป็นวูบอารมณ์ที่รู้สึกสะดุดและสะดุ้งกับความคิดที่เกิดขึ้น “เอ้ย นี่มันเฉียดฆ่าตัวตายนี่หว่า”

วูบต่อมา เธอรู้สึกสลดใจ จากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจคนจำนวนหนึ่ง “บางที คนที่ทำร้ายตัวเองสำเร็จ เขาอาจไม่คิดจะตายจริง ๆ หรอก บางทีเขาต้องการแต่พัก-วางจากทุกข์บ้างก็เท่านั้นเอง”

อารมณ์ชั่ววูบเหมือนกับพายุ พายุที่พัดกระหน่ำเข้ามา หากเราอยู่ในบ้านที่มีความมั่นคง ก็ยากที่จะถูกพัดปลิว แต่หากเราอยู่ในกระท่อมไม้เก่า ๆ ผุ ๆ หรือที่โล่งแจ้ง พายุจะพัดพาเราไปได้โดยง่าย

ถ้าใจเราไม่ตั้งมั่นพอก็จะถูกลากจูงไปให้ทำการตามที่วูบอารมณ์นั้นบงการ แทบไม่รู้ตัวและเมื่อทำไปแล้ว อารมณ์วูบนั้นก็ดับไป เหลือไว้แต่ซากความเสียหายที่เกิดขึ้น ในเวลานั้น หลายคนก็จะเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไป แน่นอน หากคนนั้นโชคดี ยังมีลมหายใจ เขาจะมีโอกาสได้เรียนรู้ ปรับตัว ปรับใจ และแก้ไขอีกหลายเรื่องราว

แต่หากชีวิตมีอันต้องดับไปเพราะพายุวูบอารมณ์นั้น ความทุกข์จะกลายเป็นนิรันดร์

ทุกข์ใจไม่ได้อยู่ที่กาย แม้กายจะไม่มี แต่ใจมีอยู่ ดังนั้น ทุกข์ใจยังคงติดตามไปตามนานเท่านานกว่าที่ใจจะรู้ (เดาเอานะ)

ราวกับคนบ้า หญิงสาวคนนั้นนอนขำตัวเองกับอารมณ์ที่วูบไหวไปมา เธอมีพลังขึ้นเล็กน้อย พยุงตัวเองขึ้นมาจากเตียงแล้วก็ใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องดำเนินต่อไป

แน่นอน ทุกข์ใจนั้นยังอยู่ แต่พลังของมันลดลงไปแล้ว วูบอารมณ์ที่อยากพักร้อนจากความทุกข์สัก 3 วัน ไม่หวนกลับมาอีกเลย

เธออยู่กับทุกข์ไปตามสภาพ เข้าใจว่าทุกข์นั้นไม่ดำรงอยู่ตลอดเวลา มันขึ้น-ลง เหมือนเส้นกราฟ บางทีกราฟที่กรุณาต่อหัวใจของเราก็จะค่อย ๆ ไต่เพดานขึ้นไป พอให้เราปรับสภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไป แล้วเมื่อถึงจุดสูงสุด (peak) ก็จะรีบดิ่งตัวลงต่ำโดยเร็ว (ได้อย่างนี้ก็คงดี) แต่โดยมาก กราฟจะพุ่งทะยานไปถึงจุดสูงสุดแล้วทรงตัวอยู่ในระดับสูง อาจมีลงบ้างก็เล็กน้อยแล้วก็พุ่งขึ้นอีก

เธอดีใจที่ทุกข์นี้นำความรู้ความเข้าใจหลายอย่างมาให้เธอ หนึ่งในนั้น คือ เธอไม่มองผู้ที่คิด(สั้น)ว่า โง่เขลา หากแต่เข้าใจว่า เขาเหล่านั้นตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอารมณ์ชั่ววูบ ซึ่งหากเขาทอดเวลาไปอีกสักหน่อย ให้เวลาตัวเองอีกนิด ความคิดจะเปลี่ยนไป ที่สำคัญ คนเราควรหมั่นฝึกฝนจิตให้มั่นคง ตั้งมั่น เพื่อรับมือกับวูบอารมณ์ที่อาจจะพัดผ่านเข้ามาสักวัน

เวลาที่ทุกข์ใจมาก ๆ เปรียบเสมือนอยู่กลางพายุ ให้หาที่กำบังที่มั่นคงพอสมควร ที่กำบังนั้นอาจเป็นสิ่งที่ทำให้มีความสุข กิจกรรมที่ชื่นชอบโปรดปราน (ที่ไม่เป็นอันตรายต่อตัวเองและผู้อื่น) ไปยังสถานที่ที่ให้ร่มเงากับหัวใจ เช่น สถานที่ทางธรรมชาติ วัด หรือหาผู้ที่เป็นที่พักพิงจิตใจเราได้ แล้วรอ..รอ…รอ.. อย่าเพิ่งคิดอ่านทำอะไรในช่วงที่อารมณ์วูบไหวไปมา  แต่รอให้ใจสงบก่อนจะคิดอ่านทำอะไรท่ามกลางห้วงเวลาแห่งพายุนั้น

แต่หากใครสามารถและมีแรง ให้วิ่งฝ่าแรงลม ฝน และข้าวของที่ปลิวว่อนกระจุยกระจาย เข้าสู่ใจกลางพายุ เขาว่ากันว่า ที่ใจกลางพายุ เรียกว่า “ดวงแห่งพายุ” (The Eye of Storm) เป็นที่สงบ นิ่ง เงียบ สรรพสิ่งไม่ไหวติง แล้วที่นั่น นั่งดูความเคลื่อนไหวของเรื่องราวต่าง ๆ โดยไม่ได้รับแรงกระทบกระแทกใดเลย

(เรื่องต่อจากนี้ชื่อ ความทุกข์กายกับหัวใจชิว ๆ)

ปัญหาของหมา ปัญหาของใจคน

ฉันยืนน้ำตาตกอยู่บนถนนในซอย รู้สึกโดดเดี่ยวอย่างที่สุด

เดินขอความช่วยเหลือจากผู้คนระแวกนั้น แต่ดูเหมือน ยิ่งร้องขอ ความช่วยเหลือยิ่งห่างไกลไปทุกที พอฉันเดินเข้าใกล้ใคร คนนั้นก็ถอยออกห่าง ราวกับฉันเป็น ….

“พี่คะ ช่วยขยับเจ้าหมาตัวนี้ ออกจากถนนหน่อยได้ไหมคะ” ฉันเอ่ยถามวินมอเตอร์ไซต์แถวนั้น

“ไม่รู้” ชายคนนั้นรีบคว้าโทรศัพท์มือถือเพื่อโทรหาใครสักคน “เพิ่งมา ไม่รู้เรื่อง ไปถามยามที่ป้อมโน่น เขาเห็นเหตุการณ์”

ฉันงงกับคำตอบและปฏิกิริยาของชายคนนี้ ที่พยายามเดินถอยห่างฉัน สายตาไม่เป็นมิตรนัก ถึงขั้นหวาดระแวง

“คือ ไม่สนใจ ไม่อยากรู้หรอกนะคะว่า ใครชนหมา แต่อยากพามันไปหาหมอ พี่ช่วยหน่อยได้ไหม” ฉันถามย้ำ และมองไปที่เจ้าหมาพันธุ์ไทย ขนสีน้ำตาลแดงที่นอนหน้าซบอยู่บนถนนคอนกรีต สะโพกหลังและขาหลังทั้งสองสภาพแย่มากจากการถูกรถชน ตั้งแต่ก่อนที่ฉันจะเห็นเข้า ซึ่งนานเท่าไรแล้วก็ไม่รู้

ชายคนนั้นโบ้ยให้ฉันไปถามเจ้าหหน้าที่รักษาความปลอดภัยหน้าหมู่บ้าน ที่เจ้าหมานอนนิ่งอยู่

“พี่คะ ช่วยขยับหมาตัวนี้ไปให้พ้นถนนได้ไหมคะ เดี๋ยวรถจะโดนรถชนซ้ำเข้าไปอีก แล้วจะไปตามหมอมาดูเองค่ะ” ฉันบอกยาม

“ไปบอกยามตรงโน้นดูสิ ให้เขามาช่วย” ยามคนนั้นตอบ พลางทำท่าพยักเพยิดไปทางลานจอดรถที่อยู่ห่างออกไป

ฉันไม่ถามอะไรต่ออีก เพราะเดินถามคนนั้นคนนี้เหมือนคนบ้ามาพักหนึ่งแล้ว

ฉันหยุดยืนอยู่ตรงนั้น แล้วสำรวจเรื่องราวรอบ ๆ ตัว ๓๖๐ องศา รถวิ่งเข้าและออกในซอยไม่ขาดสาย ขับผ่านเจ้าหมาตัวนี้ไป แม่ค้า พ่อค้าขายอาหารให้พนักงานยามเช้าง่วนกับการทำมาหากิน วินมอร์เตอร์ไซต์ยืนคุยกัน และรอลูกค้าอยู่ที่รถมอร์เตอร์ไซต์ ยามลานจอดรถ ยามหน้าหมู่บ้านประจำการอยู่ที่พื้นที่ปฏิบัติการ

น้ำตาไหล ฉันรู้สึกโดดเดี่ยว เคว้งคว้างอย่างที่สุด ทุกอย่างรอบตัวดำเนินไปเป็นปรกติ ราวกับว่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตที่กำลังเจ็บปวดนอนรอความช่วยเหลืออยู่ตรงนั้น … ไม่สิ มีเจ้าหมาข้างถนนตัวหนึ่งที่รับรู้ มันเดินมาใกล้ ๆ ฉัน เวลาที่ฉันเข้าใกล้เจ้าหมาตัวที่บาดเจ็บ สายตาของมันกำลังประเมินฉันว่า เป็นมิตร หรือเป็นศัตรูที่อาจจะเข้าไปทำร้ายเพื่อนของมัน ฉันพูดกับมันและชี้มือให้มันพอรู้ว่า ฉันเป็นมิตร และมันก็เดินไป

ในยามนั้น ฉันไร้ที่พึ่ง … ฉันคนเดียวอุ้มหมาบาดเจ็บไม่ไหว แต่หากฝืนทำลากกันไป มันอาจจะเจ็บมากขึ้น ฉันต้องการความช่วยเหลือ เพียง ๑ คนเท่านั้น แต่ก็หาไม่ได้

ฉันตัดใจเดินจากไป บอกเจ้าน้องหมาว่า “อดทนเอาไว้นะ” แล้วพยายามติดต่อหาสัตวแพทย์ที่คุ้นเคย เพื่อให้มารับตัวมันไปเยียวยา ระหว่างนั้น ฉันบอกยามที่บริษัทของแม่ ที่อยู่ไม่ไกลนักจากจุดเกิดเหตุ ให้ไปดูและขยับเจ้าน้องหมาให้พ้นจากถนน แล้วฉันจะกลับมารับมันไปหาหมอ

กว่าฉันจะพบและรับหมอไปที่จุดเกิดเหตุ ก็เกือบ ๑ ชั่วโมงต่อมา เราต่างหวังว่า เจ้าหมาตัวนั้นคงได้รับความช่วยเหลือใครสักคนไปแล้ว และโชคดี ที่เป็นเช่นนั้นจริง ๆ … เจ้าหมาตัวนั้นไม่อยู่บนถนนแล้ว ฉันถามยามตรงนั้น ได้ความว่า มีคนช่วยกันพาไปส่งโรงพยาบาลใกล้ ๆ แล้ว (อาจจะเป็นคนในบริษัทแม่ก็ได้) ฉันยิ้มออก คราวนี้คงจะกินข้าวเช้าได้สักที ความเศร้าทำให้กินไม่ได้กันเลยทีเดียว

ระหว่างนั่งรถกับคุณหมอ ก็ได้แลกเปลี่ยนความเห็นในเรื่อง หมาในพื้นที่สาธารณะ

“ไม่เห็นมีผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพคนใด มีนโยบายเรื่องนี้เลย” คุณหมอเอ่ย

“อยากให้ปัญหานี้ลดลงและหมดไปจริง ๆ ถ้าเราทำกันจริงจัง ใน ๑๐ ปีข้างหน้า ก็จะไม่มีปัญหานี้ เพราะอายุขัยหมาน่าจะสัก ๑๐ ปีใช่ไหมคะ”  คุณหมอพยักหน้า

เรื่องสุนัขเร่ร่อนก็เป็นเรื่องการจราจรเหมือนกัน ฉันไม่ได้ห่วงเรื่องหมาถูกรถชน ตาย บาดเจ็บเท่านั้น แต่บางที การมีหมาเพ่นพ่านในที่สาธารณะก็อาจนำไปสู่อุบัติเหตุได้ด้วย และหากเราจะรณรงค์ให้คนขี่จักรยาน บางทีการดูแลให้ถนนเล็ก ๆ ปลอดจากหมาที่ดุ วิ่งไล่จักรยานก็อาจจะช่วยให้คนอีกจำนวนหนึ่งกล้าใช้จักรยานมากขึ้นด้วย

เรื่องหมาในพื้นที่สาธารณะเกี่ยวข้องกับหลายเรื่องของคน ปัญหาเมือง ปัญหาสาธารณสุข ความสะอาด และปัญหาทางจริยธรรม

“หมาเร่ร่อนในยางกอน (ย่างกุ้ง ประเทศพม่า) ค่อนข้างเป็นมิตร ขนาดอยู่กันเป็นฝูง คนเดินผ่านคนเดียว มันก็ไม่มายุ่ง พวกหมามันกัดกันเอง ไม่ค่อยคุกคามหรืออะไรกับคน ต่างจากหมาไทย ไม่รู้ว่าเพราะอะไร”

“คนที่นั่นอาจไม่ค่อยทำร้ายหมาก็ได้นะครับ มันเลยรู้สึกเป็นมิตรด้วย” คุณหมอให้ความเห็น …

ก็เป็นไปได้ ฉันเคยรับรู้เรื่องราวที่มีคนรังเกียจหมา ถึงขนาดเอามีดไล่ฟันจนหลังเละ หรือวางยาเบื่อให้ตาย

“ถ้าเราทำหมันให้น้องหมาได้ทุกพื้นที่ และจัดการให้คนไม่นำหมามาทิ้งอีก เรื่องนี้น่าจะน้อยลงไปเรื่อย ๆ นะคะ ชุมชนน่าจะมีส่วนร่วมในการดูแลเรื่องนี้ด้วย เราไม่ควรปล่อยให้หมาผอมโซ ในขณะที่มีอาหารเหลือทิ้ง ถ้าชุมชน ไม่ว่า ชุมชนตึกออฟฟิส ชุมชนตึกแถว และอื่น ๆ ช่วยกันดูแลหมา เหมือนเป็นสมบัติส่วนรวม ให้อาหาร น้ำ ดูแลเรื่องการทำหมัน โรคภัยต่าง ๆ จนกว่ามันจะสิ้นอายุขัยกันไป นอกจากปัญหาเรื่องนี้จะค่อย ๆ หมดไปแล้ว ระหว่างที่มันยังมีชีวิตอยู่ เราก็จะได้อยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัยมากขึ้นด้วย”

ฉันว่า หากเราทำเช่นนี้ หรือดีกว่านี้ได้กับหมาข้างถนน เราก็จะทำอะไรดี ๆ อีกได้มากมายกับเรื่องอื่น ๆ ด้วย ฉันไม่แน่ใจว่า ความไม่แยแสต่อทุกข์ตรงหน้าของสัตว์ (ที่หลายคนอานดูว่าไร้ความสำคัญและเป็นเรื่องเล็ก) มันจะนำไปสู่ความชินชา ไม่แยแสต่อทุกข์ของคน ที่ก็อาจจะเล็ก ๆ และไม่สำคัญด้วยหรือไม่ ฉันจำได้ว่า พระอาจารย์รูปหนึ่งเคยบอกว่า อกุศลใหญ่ ๆ เติบโตจากอกุศลเล็ก ๆ เช่น คนที่ชินกับการลักเล็กขโมยน้อย เมื่อทำไปเรื่อย ๆ ก็อาจพัฒนาเป็นการขโมยใหญ่ ๆ ปล้น จี้ และอาจถึงฆาตกรรมในที่สุด

ฉันคิดว่า ความทุกข์ ปัญหาต่าง ๆ ในสังคม หากเราระดมช่วยกัน ทุกข์นั้นก็คลี่คลายหายไปโดยเร็ว แต่เวลาที่เราไม่แยแสต่อกัน ห่างเหิน ตัวใครตัวมัน ทุกข์เล็ก ๆ ก็หนักอึ้งสาหัสและขยายบานปลายไปไกล และกลายเป็นทุกข์ใหญ่จริง ๆ ขึ้นมาได้

มีกี่ทุกข์ ทั้งเล็ก ใหญ่ กำลังก่อตัว กำลังอาละวาด .. ที่เราทำเป็นมองไม่เห็น ที่เราไม่แยแส ที่เราโยนให้เป็นธุระคนอื่น

ฉันมักคิดเสมอว่า หนึ่งในตัวชี้วัดความเป็นเมืองที่น่าอยู่ คือ เมืองที่มีผู้คนดูแลต้นไม้ ธรรมชาติ และสัตว์ อยู่ร่วมกันอย่างเมตตากรุณา เพราะถ้าคนดูแลสัตว์และธรรมชาติได้ดี เขาก็น่าจะดูแลคนด้วยกันได้ดีด้วย

ฉันเชื่อ Spider Man ที่ว่า อำนาจมาพร้อมกับความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง (with great power comes great responsibility) — มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีศักยภาพมาก มีอำนาจ มีความฉลาด มีศักยภาพทางจิตที่จะบรรลุถึงภาวะอันประเสริฐสุดและนั่นหมายความว่า มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความรับผิดชอบบางอย่าง  — ฉันเชื่อเสมอว่า พลังอำนาจ ศักยภาพที่เรามีมากกว่านั้น ต้องใช้เพื่อดูแลผู้หรือสิ่งที่อ่อนแอกว่า คนฉลาดต้องดูแลคนที่ฉลาดน้อยกว่าให้ฉลาดขึ้น คนมีฐานะมากกว่าต้องดูแลคนที่ฐานะนต่ำกว่าให้ดีขึ้น คนมีกำลังมากต้องดูแลผู้ที่มีกำลังน้อย คนที่สุขภาพดีดูแลผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ผู้ใหญ่กว่าดูแลผู้ที่วัยน้อยกว่า — หากเราดูแลกันและกัน ทั้งคนและสัตว์ รวมถึงธรรมชาติด้วยไปเรื่อย ๆ เราจะมีทั้งผู้ที่ดูแลเรา และผู้ที่เราสมควรต้องดูแล เป็นกระแสแห่งการดูแลกันและกันอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

เงิน กามารมณ์ สงคราม และกรรม

Prologue

ในครั้งที่ ฉันมีนัดพบกับเพื่อนรุ่นพี่ ที่เป็นผู้บริหารในองค์กรอิสระท่านหนึ่ง ขณะที่รอเธออยู่ในห้องทำงาน ฉันเหลือบไปเห็นรูปพระพุทธเจ้านั่งสมาธิ และมีคำเขียนใต้ภาพว่า What would Buddha do? (พระพุทธเจ้า ท่านจะทำอะไร)

“จริงสิ พระพุทธเจ้าจะทำอะไรนะ หากเจอสถานการณ์….” ฉันรำพึงในใจ พร้อมร่ายรายการปัญหาและความทุกข์ต่าง ๆ ทั้งในชีวิตส่วนตัวและสังคม เพื่อจินตนาการดูว่า พระพุทธองค์ท่านมองเรื่องต่าง ๆ อย่างไร และจะทำอย่างไรถ้าท่านอยู่กับเราในเวลานี้

ฉันพบว่าคำถามนี้ และจินตนาการถึงพระพุทธองค์ ช่วยให้ฉันน้อมนำธรรมะ และเรื่องเล่าในพระไตรปิฎกเท่าที่เคยได้ยินได้ฟัง มาทำความเข้าใจ และเทียบเคียงกับประเด็นปัญหาที่พบเจอในโลกสมัยใหม่ เพื่อจะให้ได้คำตอบบางอย่างกับใจตัวเองว่า ถ้าพระพุทธองค์เจอเรื่องแบบนี้ ท่านจะมีท่าทีอย่างไร ทำอะไร พูดอะไร …

วิธีการนี้ได้ผลดีทีเดียว เพียงตั้งคำถามนี้ ความทุกข์ก็ชะลอพิษสง เพราะใจหันไปใคร่ครวญกับพุทธธรรม มากกว่าวนเวียนจมปลักกับปัญหา และที่สำคัญ ความพยายามจินตนาการถึงพระพุทธองค์มีมนต์วิเศษ ดึงดูดใจให้เข้าสู่ความเงียบสงบได้อย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนั้น เมื่อได้ใคร่ครวญธรรมะ ตามระดับสติปัญญาของตัวเอง ก็มักได้คำตอบที่จะเป็นแนวทางเดินออกจากปัญหา หรือคลี่คลายได้บ้าง

ครั้งหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อน ฉันเกิดความท้อแท้ใจ เมื่อเผชิญกับควาทุกข์ยาก (ใจ) ในชีวิตบางอย่าง ฉันถามตัวเองว่า “พระพุทธองค์ ท่านจะทำอะไรนะ” แล้วฉันก็เห็นภาพเจ้าชายผู้เลือกเดินออกจากความสุขสบาย จาริกไปตามที่ต่าง ๆ จากที่มีบริวารคอยดูแล ท่านต้องดูแลตนเอง จากที่มีอาหารมาเสิร์ฟทุกมื้อ ท่านต้องเดินขอข้าวชาวบ้านกิน จากความสบาย มีแต่ความยากลำบาก — ในความเป็นมนุษย์ ฉันว่า ท่านคงรู้สึกแย่ไม่น้อย สถานการณ์ที่ฉันพบแม้จะรู้สึกว่าแย่ แต่ก็ยัง “ดีกว่า” สิ่งที่พระพุทธองค์ต้องฝ่าฟันมากมาย แล้วอะไรที่ทำให้ท่านผ่านความยากลำบากต่าง ๆ ไปได้

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ใจมีพลังขึ้นมากมาย

นับแต่นั้น พระพุทธองค์กลายเป็น “ไอดอล” (idol) ของฉัน ฉันมักเอาสิ่งที่ท่านทำ พูดมาเป็นหลักปรับในชีวิตบ้างเท่าที่พอจะทำได้ เอาแนวคิด ธรรม ของท่านมาทบทวนกับเรื่องราวที่พบเจอในปัจจุบัน แต่ด้วยสติปัญญาอันจำกัด ฉันจึงไม่อาจขยายความเข้าใจพุทธธรรม ให้มองเรื่องราวของตนเอง เรื่องราวของสังคมและโลกสมัยใหม่ได้กว้างขวางและลึกซึ้งนัก

จนเมื่อได้มีโอกาสพบกับ ศ. เดวิด อาร์. ลอย อาจารย์ด้านปรัชญา และสอนสมาธิแนวทางพุทธนิกายเซน เมื่อไม่นานมานี้ คราวที่ท่านเดินทางมาเปิดตัวหนังสือที่ท่านเขียน Money Sex War Karma: Notes for a Buddhist Revolution ซึ่งสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา ได้แปลและพิมพ์จำหน่ายเป็นฉบับภาษาไทยว่า “เงิน กามารมณ์ สงคราม และกรรม บันทึกเพื่อการปฏิวัติแนวพุทธ”

เงิน กามารมณ์ สงคราม และกรรม บันทึกเพื่อการปฏิวัติแนวพุทธ
โดย เดวิด อาร์. ลอย
แปลโดย พรรณงาม เง่าธรรมสาร

หนังสือ และการสนทนากับนักปรัชญาอาจารย์เซนท่านนี้ ช่วยให้ฉันเข้าใจพุทธธรรมมากขึ้น และเห็นว่า “ธรรม” ตอบโจทย์ความทุกข์ และปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต สังคม และโลกสมัยใหม่ได้อย่างไร

เดวิด ลอย พูดถึงปัญหาร่วมสมัยที่เราต่างร่วมทุกข์ ไม่ว่า พิษของบริโภคนิยมที่ทำให้หลายคนต้องแสวงหาเงินตราอย่างไม่รู้จบ การหมกมุ่นในชื่อเสียง เพศสัมพันธ์และความสัมพันธ์ในความรัก สงครามความรุนแรงในสังคม ภาวะโลกร้อน ประเด็นของโลกสมัยใหม่อย่าง อาหารดัดแปลงทางพันธุกรรม ปัญหาการปลุกปั่นและสร้างจิตสำนึกบางอย่างให้คนในสังคม ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อ (ของรัฐ และอื่น ๆ) นอกจากนั้น ยังมีกระบวนทัศน์เรื่อง “กรรม” ที่ท้าทายความเชื่อเดิม ๆ ที่แพร่กระจายในสังคม

เหล่านี้เป็นเพียงหัวข้อบางส่วนที่ อาจารย์ลอย หยิบยกมาพูดถึง ซึ่งฉันจะขอนำมาเล่าสู่กันฟัง ตามความเข้าใจ โดยย่อ ทีละประเด็น และอยากชวนเชิญให้หาหนังสือนี้มาอ่านกัน เป็นหนังสือที่อ่านได้อย่างเพลิดเพลิน ได้ความรู้ทั้งพุทธธรรม และเรื่องราวทางโลกที่เราประสบพบเจอทุกวัน เข้าใจธรรม ตัวเอง และโลกที่เป็นอยู่ไปพร้อม ๆ กัน

ตระหนักรู้ทุกข์ จึงตัดกรรม

ฉันต้องขอบคุณความทุกข์ของน้องฟ้า (นามสมมติ) เด็กน้อยวัย 9 ขวบ ผู้ที่ความทุกข์ของเธอสร้างพลังและศรัทธาให้ฉันดูแลรักษาศีลข้อที่ 3 เพื่อแปรเปลี่ยนความทุกข์ในใจของตัวเอง และของเพื่อนร่วมโลก

…….

การสวดศีล 5 ตามแบบฉบับหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ มักขึ้นต้นด้วยวลีที่ว่า ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากการประพฤติผิดในกาม……..ข้าพเจ้าขอตั้งจิตมั่นว่าจะบ่มเพาะความรับผิดชอบ และเรียนรู้วิธีที่จะปกป้อง ความมั่นคงและความซื่อสัตย์……”

ฉันสวดไปก็คิดตามและทำความเข้าใจศีลแต่ละข้อ รายละเอียดของศีลแต่ละข้องดงาม สมสมัย เป็นเหตุเป็นผล ฉันน้อมรับประพฤติศีล 5 มาปฏิบัติในวิถีชีวิตด้วยความเต็มใจ แต่ฉันก็ยังทำได้ไม่เข้มแข็งเท่าไรนัก เรียกได้ว่ากระพร่องกระแพร่ง

ฉันนึกมาตลอดว่า การที่เราประพฤติศีลได้ไม่เต็มที่เพราะขาดความตั้งใจกระมัง หรือมันยากจริง ๆ เพราะเราคุ้นชินกับความไม่ปรกติ (ศีลแปลว่า ความเป็นปรกติ)

ฉันเพิ่งค้นพบเหตุที่ทำให้ฉันไม่อาจดูแลข้อประพฤติศีลได้หนักแน่นพอ คำตอบ ก็อยู่ที่ “ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จาก….” ฉันขาดความตระหนักรู้ทุกข์ นั่นเอง

ที่ผ่านมา ศีลเป็นเรื่องข้อปฏิบัติพึงทำ ข้อห้ามที่ไม่ทำเดี๋ยวโดนลงโทษ แต่ไม่ใช่ การตระหนักรู้ จึงขาดพลัง

การตระหนักรู้ทุกข์ต้องเกิดขึ้นที่ใจ ไม่ใช่ความคิด

ความทุกข์ที่กระทบใจอย่างแรงนั้นเป็นพลังแห่งการแปรเปลี่ยน มุ่งมั่นตั้งใจ สละตัวตนให้กับศรัทธาในการฝึกฝนอบรมตนให้พ้นจากทุกข์ พ้นจากการสร้างทุกข์ให้ผู้อื่นและสรรพชีวิต

ในวันนี้ ฉันต้องขอบคุณความทุกข์ของน้องฟ้า (นามสมมติ) เด็กน้อยวัย 9 ขวบ ผู้ที่ความทุกข์ของเธอสร้างพลังและศรัทธาให้ฉันดูแลรักษาศีลข้อที่ 3 เพื่อแปรเปลี่ยนความทุกข์ในใจของตัวเอง และของเพื่อนร่วมโลก

………………..

ครอบครัวของน้องฟ้ากำลังอยู่บนทางแพร่ง พ่อและแม่ของเธอกำลังเลือกที่จะเดินไปคนละเส้นทาง พ่อคิดจะเลือกเดินไปกับหญิงคนใหม่ที่สาวกว่าภรรยา ส่วนแม่ผู้ไม่มีงานทำมาปีกว่าแล้วจะอุ้มลูก ๆ 2 คน ไปพักพิงกับครอบครัวของเธอในต่างจังหวัด

…………..

น้องฟ้าเป็นเด็กเฉลียวฉลาด สติปัญญาดี และมีนิสัยจิตใจดี แต่เมื่อพ่อและแม่มีปัญหากันหนักเข้า เธอเริ่มมีอาการซึม วิตกกังวล ปวดท้องเพราะมีลมในกระเพาะมาก ที่รบกวนเธอที่สุด คือ เธอมักมีภาพความคิดแย่ ๆ เช่น เธอมักเห็นตัวเอง หกล้ม หัวฟาดพื้น เลือดอาบ หรือไม่ก็อยู่ในสถานการณ์อันตราย

ความคิดนี้อยู่กับเธอแทบตลอดเวลา เธอสลัดมันออกไปไม่ได้ “หนูจะทำอย่างไรดีให้ความคิดแย่ ๆ นี้ออกไป หนูไม่ชอบมันเลย” เธอถามคุณครู

แม้ครูจะให้คำแนะนำ เช่นว่า เล่นดนตรี ดูหนัง เล่นกับน้อง อ่านหนังสือ ฯลฯ ความคิดเหล่านั้น ก็ยังคงหลอกหลอนเธอ “หนูเล่นเปียโนเสร็จแล้ว มันก็กลับมา หนูอ่านหนังสือเสร็จมันก็กลับมา แล้วจะทำอย่างไรดีคะ”

กระทั่งวันหนึ่ง สิ่งที่ดูเหมือนเป็นต้นตอของความคิดร้าย ๆ ของเธอก็เผยออก “พ่อกับแม่หนูทะเลาะกันคะครู” เด็กน้อยเล่าให้ครูที่เธอไว้ใจฟัง “กลางดึกคืนหนึ่ง แม่มาปลุกหนูให้ลุกขึ้นและออกจากบ้านไปพร้อมแม่และน้อง บอกว่า พ่อไม่ให้เราอยู่บ้านนี้แล้ว” น้องฟ้าเล่าถึงเหตุการณ์วันนั้นทั้งน้ำตา

คืนนั้นแม่และลูกวัย 9 และน้องวัยอนุบาลออกจากบ้านไปอาศัยอยู่ที่บ้านญาติ

หนูน้อยถามครูต่อด้วยความอยากรู้ว่า พ่อของหนูออกจากบ้านไปตั้งแต่วันเสาร์ช่วงบ่าย ๆ ถึงเย็นวันอาทิตย์แล้ว ก็ยังไม่กลับ พ่อหายไปอย่างนี้ถือว่านานหรือยังคะครู หนูควรโทรตามพ่อไหมคะ”

น้องฟ้าเล่าว่า เธอโทรศัพท์ไปหาพ่อ แต่ปลายทางไม่รับสาย และบางครั้ง สัญญาณก็ติดต่อไม่ได้ คุณพ่อปิดมือถือ

ด้วยความเป็นเด็กช่างคิด จินตนาการและช่างสังเกต เธอเล่าให้ครูฟังอีกว่า คุณพ่อมักกลับบ้านดึก ๆ และแม่ก็ไม่ยอมนอน แต่จะนั่งรอคุณพ่อกลับบ้าน บางทีคุณแม่ก็ออกไปโทรศัพท์นอกห้อง น้องฟ้าได้แต่มองดูแม่ผ่านประตูกระจก และถามแม่ในใจว่า “หนูอยู่ตรงนี้ ทำไมแม่ไม่คุยกับหนู แม่คุยกับใคร”

น้องฟ้าแอบสังเกตเห็น และเก็บข้อมูลปฏิกิริยาของผู้ใหญ่มาตลอด เธอเท้าความว่าในบางคราวที่คุณแม่พาเธอไปบ้านคุณปู่คุณย่า คุณแม่ร้องไห้ต่อหน้าคุณปู่ และภายหลังแม่บอกกับเธอว่า “แม่ไม่ใช่คนในครอบครัวของพ่อ”

ความทุกข์ของคุณแม่กระแทกน้องฟ้าอย่างจัง บางทีคุณแม่ก็ให้เธอโทรเรียกให้คุณพ่อกลับบ้าน และเด็กน้อยก็ต้องรับฟังบางคำจากคุณพ่อซึ่งอาจไม่น่าฟังนัก ความรู้สึกกดดันและความเครียดของคุณแม่เอง ทำให้เธอมีอารมณ์หงุดหงิดกับลูก ละทิ้งลูกบ้างเป็นบางเวลา และไม่อาจเห็นทุกข์ของลูกได้

ส่วนคุณพ่อเองก็คงทุกข์ใจไม่น้อย แม้คุณพ่อจะออกจากบ้าน เอาตัวเองออกจากหลุมดำแห่งปัญหา และไปอยู่กับหญิงอื่น แต่เงาของความทุกข์ ความรู้สึกผิด หรือความคับข้องใจก็คงติดตามไม่ขาด ไม่ว่าคุณพ่อท่านนี้จะไปที่ไหน

น้องฟ้าไม่มีรายละเอียดของคุณพ่อมากนัก รู้แต่ว่า เธอกลัวและไม่กล้าคุยกับคุณพ่อ

ครั้งหนึ่ง ในยามที่เด็กน้อยป่วยนอนอยู่โรงพยาบาล แม่ไม่สามารถมาเฝ้าได้ เพราะต้องดูแลลูกอีกคนในวัยอนุบาล แม่บอกให้พ่อไปอยู่เป็นเพื่อนลูก ปรากฏว่า น้องฟ้างอแงมากกว่าทุกวัน เพราะรู้สึกกลัวและห่างเหินพ่อมาก

ในวันนี้ แม่บอกว่าจะแยกทางกับพ่อแล้ว และลูก ๆ จะไปอยู่กับคุณตาและคุณยายที่ต่างจังหวัด เด็กน้อยรู้สึกว่า ชีวิตเธอกำลังจะเปลี่ยนไป ไปอยู่ในที่ ๆ เธอไม่รู้จัก เธอต้องจากเพื่อนที่สนิทสนมคุ้นเคย “ชีวิตของหนูจะเปลี่ยนไปอย่างไรคะครู” เป็นคำที่เด็กน้อยถาม

………………….

สายใยแห่งกรรม

ชีวิตของน้องฟ้าและทุกคนในครอบครัวนี้จะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน แต่เปลี่ยนไปในทิศทางบวก หรือ ลบก็ขึ้นอยู่กับทุนเดิมในใจของแต่ละคน และปัจจัยใหม่ที่จะเข้ามาในชีวิต

แต่น่าหวั่นใจอยู่ไม่น้อย เพราะตอนนี้น้องฟ้ามีอาการวิตกกังวลสูงขนาดที่จิตแพทย์บอกว่า จำต้องได้รับคำปรึกษาอย่างสม่ำเสมอ และเราไม่อาจคาดเดาได้แน่ชัดว่า ปมปัญหา บาดแผลนี้จะฝากรอยอะไรไว้ในบุคลิกภาพของเธอบ้าง

คน ๆ หนึ่งที่มีความสุข สุขภาพกายและจิตดี และอาจพ่วงด้วยสติปัญญาดี จะทำประโยชน์ให้แก่โลกและสังคมได้มากมาย ในทำนองเดียวกัน คนมีปัญหาคนหนึ่งก็สร้างทุกข์ให้ผู้อื่นและโลกได้มากเช่นกัน

น้องฟ้าจะเติบโตไปเป็นคนแบบไหน ถ้าน้องฟ้ามีครอบครัว น้องฟ้าจะมีครอบครัวแบบไหน จะเป็นภรรยาและแม่อย่างไร

ความทุกข์ของพ่อ แม่ น้องฟ้า ไม่ไหลเวียนเฉพาะในครอบครัวนั้นแน่ ความทุกข์ภายในที่แต่ละคนมีและแบกไว้ จะตามไปกระจายผลในทุกที่ ทุกเวลาที่เขาเหล่านั้นอยู่ ตลอดชีวิต หากไม่ได้รับการเยียวยา

ดังนั้น ความทุกข์ของครอบครัวนี้เป็นความทุกข์ของสังคมด้วย และจริง ๆ แล้ว ความทุกข์ของสังคมนั่นเองที่สร้างทุกข์ให้ครอบครัวนี้ และครอบครัวอื่นๆ

ความทุกข์หล่อเลี้ยงความทุกข์ไปไม่จบสิ้น

……..

มีผู้รู้บางท่านอ้างการศึกษาวิจัยว่า ชายวัยกลางคนจะมีปมปัญหา midlife crisis เขาจะพยายามกลับมาหนุ่มอีกครั้ง ทำตัววัยกลับ ทั้งเรื่องการเลือกรุ่นรถที่ขับ สไตล์การแต่งตัว พฤติกรรมหลายอย่าง และที่สำคัญชาววัยนี้มักจะมีสาวรุ่นเคียงข้าง

มีผู้รู้อีกเช่นกันพยายามอธิบายว่า ชายที่มีพฤติการณ์เช่นนี้ก็เพราะที่ผ่านมา เขาทำงานหนักเพื่อครอบครัวมาตลอด ก่อร่างสร้างตัวมาและความมั่งคงให้ครอบครัว ถึงจุดหนึ่งอยากเป็นตัวของตัวเอง มีพื้นที่ของตน และทำอะไรตามใจตนบ้าง หาความสำราญและสบายให้ตัวเอง

บางทีคุณผู้ชายที่มีความคิด หรือ พฤติกรรมเช่นนี้ อาจลืมไปว่า ภรรยาของท่านก็เหนื่อยหนักไม่แพ้ท่านในการดูแลรักษาครอบครัว เธอเองก็คงอยากมีพื้นที่ส่วนตัว มีความเป็นตัวของตัวเอง อยากสบายและสุขสำราญเช่นกัน

คุณพ่อวาง ลูก ๆ ที่คุณรักและช่วยสร้างและเลี้ยงดูมาไว้ตรงไหน

พ่อที่อยากปลดปล่อยตัวเองมีความสุขแบบที่ตัวเองอยากได้ในวัย 50 ปีกำลังทำให้เด็กในวัยต้นของชีวิตเป็นทุกข์ และอาจถูกจองจำด้วยความทุกข์นี้ไปอีก 60 ปีของชีวิตเธอในอนาคต “เด็กทำอะไรผิด ผู้ใหญ่จึงต้องลงโทษหนักขนาดนี้”

พ่อเองก็คงมีเมล็ดพันธุ์ความทุกข์ไม่น้อย ไม่รู้ว่าพ่อของน้องฟ้าเติบโตมาในครอบครัวเช่นไร มีความเชื่อทัศนคติอย่างไร บางครั้งผู้หญิงก็แปลก สามีตัวเองมีภรรยาน้อย อาละวาด แต่ถ้าลูกชายมี ตัวเองบอกว่า เป็นธรรมดาผู้ชายให้ลูกสะใภ้ยอมรับเสีย – เป็นเสียอย่างนี้

สังคมเองก็หล่อหลอมความทุกข์อันเกิดจากการละเมิดทางเพศไม่น้อยเลย สังคมที่อ้างว่าตนเองเป็น “พุทธ” ยอมรับการมีภรรยามากกว่าหนึ่ง เรายอมรับวัฒนธรรม “กิ้ก” เรามีนิตยสารเริงอารมณ์ทางเพศเกลื่อน

สังคมที่เน้นภาพลักษณ์ภายนอกทำให้ผู้ชายกดดันต้องสร้างครอบครัว มีบ้าน รถ และปัจจัยต่าง ๆ ให้ครอบครัว จนภายหลังระเบิดออกเป็นพฤติกรรมตรงกันข้าม คือ เห็นแก่ตัวสุด ๆ และการที่เน้นความร่ำรวยก็อาจทำให้หญิงสาวหลายคนมองหาชายที่ฐานะมั่นคงมาค้ำชูสถานะทางเศรษฐกิจให้ตัวเอง

กรรม! สายใยแห่งกรรมถักทอไปทั่ว จากระดับปัจเจกสู่สังคม และ สังคมสู่ปัจเจก

นี่คือผลของกรรมอันเกิดจากการไม่ดูแลความเป็นปรกติของศีล ข้อที่ 3

เมื่อรู้ทุกข์แล้ว ต้องตัดกรรม เราตัดกันที่พฤติกรรม คือ เลิกทำพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดกรรมไม่ดีนั้นเสีย

เราจะแปรเปลี่ยนทุกข์ของเราและทุกข์ของสังคมได้ เราต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเรา

สังคมของเราต้องการความตระหนักรู้ถึงความทุกข์อันเกิดจากผลของการกระทำของเรา เราไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นความเชื่อมโยงของตัวเราและคนอื่น ๆ เราไม่มองการณ์ไกล คิดยาว ๆ ว่าสิ่งที่เราทำมีผลต่อใครบ้าง และมีผลในลักษณะใด

หากเราสามารถตระหนักถึงทุกข์และหยั่งเห็นผลกระทบอันเกิดขึ้นเสมือนน้ำที่กระเพื่อมไม่รู้จบ เราอาจเลิก ลดการกระทำหลายอย่างที่คิดจะทำ ตามใจเราเป็นศูนย์กลางก็ได้

ที่สำคัญ สังคมของเราต้องการบ่มเพาะความกรุณาให้มากขึ้นไปอีก

ใจที่กรุณาจะตระหนักรู้ทุกข์ของผู้อื่นได้ง่าย และความกรุณาจะช่วยให้เราก้าวข้ามความเห็นแก่ความสุขส่วนตัว เพื่อรักษาความสุขส่วนรวมได้ไม่ยาก

……….

ที่กล่าวมาทั้งหมด ใช่ว่า ตนเองขาวบริสุทธิ์ (ความจริงแล้วตัวดำปิ๊ดปี๋) แต่เพราะเรื่องราวของน้องฟ้ากระทบใจอย่างแรง ทำให้เห็นทุกข์อันเกิดจากการละเมิดศีล ข้อ 3  ซึ่งเป็นศีลที่ข้าพเจ้าเองก็พร่องอยู่มาก จึงเกิดศรัทธาที่จะรักษาดูแลศีลข้อนี้ เพื่อรักษาความสุขในใจของทั้งตนเอง ผู้อื่น และ สังคม

ฉันต้องการมีสังคมที่คนรักกัน มีความสุข เด็ก ๆ ผู้คนมีสุขภาพจิตที่ดี ดังน้้น ฉันจึงต้องฝึกฝนตนให้เป็นดังสิ่งที่อยากจะเห็น

Be the Change you want the World to Be.

“ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากการประพฤติผิดในกาม ข้าพเจ้าตั้งปฏิญาณจะบ่มเพาะ ความรับผิดชอบ และการเรียนรู้วิธีที่จะปกป้อง ความมั่นคง และความซื่อสัตย์ของปัจเจกบุคคล คู่สมรส ครอบครัวและ สังคม ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวมีเพศสัมพันธ์โดยปราศจากซึ่งความรัก และการมี พันธะสัญญา ระยะยาวต่อกัน หากแต่จะเคารพในพันธะสัญญาของตัวเองและผู้อื่น เพื่อถนอมความสุขของตนเอง และผู้อื่นไว้ ข้าพเจ้าจะทำ ทุกอย่าง ตามกำลังความสามารถเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กๆ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ตลอดจนปกป้องไม่ให้คู่สมรส และครอบครัว ต้องแตกแยก เนื่องจากการประพฤติผิด ในกาม”