จัดดอกไม้-เปลี่ยนใจ

flowers june 16เมื่อหลายวันก่อน เราไปทำบุญที่วัดกับเพื่อน ๆ ต่างคนต่างนำและทำสิ่งดีๆ ที่ตนรักไปถวายพระและแบ่งปันญาติธรรมที่ไปทำบุญด้วยกัน
เราชอบกินและรักการทำอาหาร จึงคิดทำอาหาร และอาหารที่ดูจะมีรสชาติปลอดภัยกับผู้รับประทานมากที่สุด คือ ไข่ต้ม เราตื่นแต่เช้า ต้มไข่เป็ดให้เป็นยางมะตูม (ค่อนไปทางใกล้สุก) เตรียมหอมแดง มะนาว น้ำปลา ไปทำน้ำจิ้มที่วัด

เพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งเป็นนักรักการจัดดอกไม้ พี่น้อยหน่า เตรียมดอกไม้ กิ่งไม้ มาจัดแจกันดอกไม้ถวายพระ ส่วนเพื่อนรุ่นพี่อีกคน พี่ต้อง เป็นผู้ช่วยทำทุกอย่าง ทั้งเตรียมอาหาร ปอกไข่ ผ่าไข่ และจัดดอกไม้

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย แจกันดอกไม้สวยสง่าถูกนำไปวางหน้าพระพุทธรูปในศาลาฟังธรรม ไข่ต้มสีส้มสวย (ผ่าครึ่ง) วางบนผักสลัดเขียวในจาน (eggs on the greens) ได้รับความสนใจจนเกลี้ยงจาน เหลือแต่ความว่างเปล่า

วันนั้นสิ่งที่เหลือกลับบ้านคือดอกไม้จำนวนหนึ่งและแจกัน ซึ่งพี่หน่ายกให้เราเพื่อให้ลองไปจัดดอกไม้

ในใจคิดว่า “ซวยล่ะ เราต้องจัดดอกไม้ให้พี่เค้าดูสิเนี่ย เค้าอุตส่าห์ให้เรามา”

ทีแรกคิดว่าจะทำลืมเนียน ๆ ไม่รู้ไม่ชี้ แต่พอมองดอกคาร์เนชั่นสีชมพูหวาน รู้สึกว่า ไม่อาจทิ้งให้เธอเหงาได้ คงต้องทำให้เธองามสง่าในแจกัน

คงไม่ใช่แต่ความรู้สึก “ต้อง” จัดแจกันดอกไม้ส่งให้พี่หน่า แต่เป็นสิ่งที่พี่หน่าเล่าถึงความมหัศจรรย์ของการจัดดอกไม้ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเราอย่างมากมาย

flowers 3 june16

พี่น้อยหน้า ผู้รักการจัดดอกไม้

 

พี่น้อยหน่าเล่าให้ฟังถึงการจัดดอกไม้ตามหลัก “โคริงกะ” ของญี่ปุ่น ที่เธอไปเรียนและฝึกฝนกว่า 2 ปี ซึ่งขอสรุปในส่วนที่ซึ้งใจว่า ทุกอย่างมีความงามตามธรรมชาติของมัน เราเพียงแต่ต้องสังเกต มองเห็น และนำเอาสิ่งดี จุดเด่นของสิ่งนั้นมานำเสนอ ทุกอย่าง ดอกไม้ กิ่งไม้ใบไม้ ผักสวนครัว ล้วนนำมาสร้างสรรค์เป็นศิลปะแห่งดอกไม้ ผัก ได้ทั้งนั้น
สำหรับความงามและธรรมชาติอย่างการจัดแจกันดอกไม้ใบไม้ เราไม่ใช้ความคิด แต่ใช้จิตใจสัมผัสดอกไม้และให้ดอกไม้นำทางเราว่าควรจะจัดและวางเขาอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้ พี่หน่าบอกว่า การจัดดอกไม้ช่วยลดอัตตาในใจ ลดการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลกและพยายามปรับ-จัดให้ทุกอย่างเป็นดั่งใจ แต่เราจะเปิดใจมองเห็นความงามของสิ่งต่าง ๆ และคนทั้งหลายอย่างที่เป็น และดูว่า เราจะอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์และสวยงามได้อย่างไร

พี่หน่าเล่าว่าผู้เรียนจัดดอกไม้หลายคนค้นพบว่า การจัดดอกไม้ช่วยเปลี่ยนจิตใจและชีวิตของพวกเขา บางคนบอกว่า จัดดอกไม้แล้วพบว่า ตัวเองเป็นจอมบงการ อยากให้ลูกและคนอื่น ๆ เป็นดั่งใจ แต่ในการจัดดอกไม้แนวนี้ เราไม่บีบบังคับดอกไม้ให้เป็นดังใจเรา ดังนั้น เราต้องฟังผู้อื่นและเห็นความงามของผู้คนในแบบที่เขาเป็น

แม่คนหนึ่งบอกว่า ดอกไม้ต่างงาม เหมือนกับลูกของเธอที่ต่างดี ต่างงามในแบบของตน เธอเปิดใจยอมรับลูกในแบบที่แต่ละคนเป็นได้มากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีบางคนที่มีความสุขกับการจัดดอกไม้ ทำให้คลายความทุกข์ ความอาฆาตใครบางคนที่ทำร้ายสมาชิกในครอบครัวของเธอ เป็นต้น

สำหรับพี่หน่าเอง การจัดดอกไม้เป็นความสุข ความสบายใจ เป็นกิจกรรมที่ช่วยฝึกสมองซีกขวา (จินตนาการ ศิลปะ) เพื่อสร้างสมดุลให้ชีวิตสมัยใหม่ที่มักเน้นสมองซีกซ้าย (ความคิด ตรรกะ)

เพียงชั่วโมงกว่า ๆ ที่เราได้คุยกับพี่หน่าเรื่องดอกไม้ เราสัมผัสได้ถึงความรัก ความสุข ความเข้าใจชีวิตบางอย่างซึ่งความรู้สึกดี ๆ มันคงติดต่อกันได้ละมัง เมื่อกลับถึงบ้าน เราเริ่มลงมือจัดดอกไม้

flowers 5 june 16เราหยิบดอกไม้คาร์เนชั่นสีชมพูอ่อนขึ้นมาดู หมุนไปมา ใจว่างเพื่อสัมผัสกับความงามที่ดอกไม้ต้องการให้เรานำเสนอ แล้วก็จัดดอกไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ …แจกันแรกเสร็จแล้ว

เมื่อมองแจกัน เราเห็นเรื่องเล่าของมิตรที่สนทนากัน ดอกคาร์เนชั่นดอกหนึ่งสูงสง่าในความว่าง อีกดอกเตี้ยลงมาหน่อยและโอบล้อมด้วยใบไม้สีเขียว สองดอก สองบุคลิก เป็นเพื่อนกันในแจกันทรงสูงใบนี้ และมันก็เป็นเพื่อนกับเราด้วย

ถ้าให้ความคิดทำงาน มันคงติง/วิพากษ์วิจารณ์ว่า น้อยไปหรือเปล่า ง่ายไปไหม คนอื่นจะมองแจกันนี้อย่างไร แต่เมื่อใช้ใจสัมผัส เราพบว่า ทุกอย่างงามอย่างที่เป็น ทุกอย่างสมบูรณ์ดีแล้วในแบบของมัน … มันเป็นความรู้สึกยอมรับ เคารพในสิ่งที่เราสัมพันธ์ด้วย … ความรู้จัก พอ-ดี เป็นบทเรียนแรกที่ได้

ดอกคาร์เนชั่นและใบไม้ยังเหลือ เรารีบไปค้นแจกันในบ้าน ซึ่งมีไม่มากและน้อยแบบ … แต่ไม่เป็นไร จัดดอกไม้ตามเงื่อนไขที่มีก็แล้วกัน

แจกันที่มีเป็นรูปทรงเตี้ยและแคบกว่า เราได้เรียนรู้เพิ่มเติมว่า การจัดแจกันดอกไม้สัมพันธ์กับภาชนะ (container) หรือบริบทด้วย ในกรณีนี้หมายถึง เราต้องไปหาดอกไม้หรือใบไม้แบบอื่นที่จะเหมาะกับแจกันที่มี และในสวนของบ้านก็มีวัตถุดิบที่พอใช้ได้มากพอ เราเลยเดินดูต้นไม้ในสวน … รู้สึกประหลาดใจว่า สายตาของเราเปลี่ยนไป เราไม่ได้มองต้นไม้ ดอกไม้ ด้วยสายตาแบบเดิม เราสังเกตต้นไม้ต่าง ๆ มากขึ้น ดูสี ลักษณะกิ่ง ฟอร์มของใบไม้ ดอกไม้ และจินตนาการเห็นโอกาสและความเป็นไปได้ต่าง ๆ ที่ใบไม้ กิ่งไม้ ดอกไม้ ที่จะแสดงศักยภาพความงามของมันในแจกัน

flowers 2 june 16พี่หน่าบอกว่า มุมมองที่เรามีกับธรรมชาตินั้นสำคัญ เรามองธรรมชาติเป็นเพื่อนร่วมงาน เรามาร่วมจัดแจกันดอกไม้ด้วยกัน อันที่จริง เราอาจจะเป็นเครื่องมือให้ดอกไม้ ใบไม้ ได้สร้างสรรค์ตัวเองในรูปแบบใหม่ในแจกัน

ดอกชบาสีจัดจ้านโน้มกิ่งอย่างไร รูปดอกหันไปทางไหน เทียนหยดสีม่วงย้อยตัวลงมา ความยืดหยุ่นของกิ่งที่น้อมมาเป็นอย่างไร ฯลฯ …  สายตาใหม่ในการมองทำให้เราสนุกและเพลิดเพลินกับการมองดอกไม้มากขึ้น

การจัดดอกไม้ เราต้องตัดดอกไม้ แต่ต้องตัดด้วยความเคารพ ตัดดอกไม้โดยที่ไม่ทำให้ต้นไม้นั้นดูไม่ดี คือ ต้องรู้จักรักษาความงามของต้นไม้ด้วย

จากแจกันแรก เราจัดแจกันที่สอง และสาม … เรามีความสุขกับการอยู่กับดอกไม้ จนลืมเวลา เมื่อทั้ง 3 แจกันมีดอกไม้เป็นเพื่อนแล้ว เราเอาแจกันดอกไม้ไปวางที่หิ้งพระ ข้างเตียง และบนโต๊ะในห้องนั่งเล่น

แม้บ้านจะมีสวนต้นไม้ แต่การมีดอกไม้เล็ก ๆ ในตัวบ้านก็ทำให้บรรยากาศสดชื่นทีเดียว พี่หน่าบอกว่า ดอกไม้มีหน้าที่ของเขาตามธรรมชาติ หนึ่งในหน้าที่ของเขา คือ นำความสดชื่น เบิกบาน และความสุขมาให้กับผู้คน นั่นก็คืออีกหนึ่งคุณค่าของดอกไม้flowers 4  june16

 

หินก้อนนั้นและตัวฉัน

ยืนรดน้ำต้นไม้ นิ่ง สงบ ตามลมหายใจ ปรารถนาจะส่งผ่านความสุขสงบไปยังน้ำ ลงสู่ดิน ถึงต้นไม้

มองน้ำที่กำลังไหลรินบนผืนดิน … ก้อนหินใหญ่อยู่ตรงนั้นด้วย

เพียงเสี้ยววินาที ความรู้สึกประหลาดก็บังเกิด

คล้ายๆ ฉันและหินเป็นเนื้อ-หนึ่งเดียวกัน 

ทุกก้อนหินมีเรื่องราว เก่าแก่กว่ามนุษย์มาก

ทุกก้อนหินมีเรื่องราว เก่าแก่กว่ามนุษย์มาก

ความรู้สึกมหัศจรรย์ดำรงอยู่เพียงครู่ ใจก็หวลคิดถึงหินอีกก้อน … หินก้อนใหญ่ที่ริมน้ำตก บนภูที่เชียงใหม่ หินก้อนที่ฉันได้อาศัยนอน นั่ง เล่น เมื่อหลายปีก่อน

คราวนั้น ฉันร่วมเรียนรู้ “นิเวศวิทยาแนวลึก” เพื่อสัมผัสจิตวิญญาณธรรมชาติ เดินด้นสู่ป่า อดข้าว อดน้ำ อยู่ลำพังกับตัวเองและธรรมชาติ เป็นประสบการณ์ที่ไม่อาจลืม เป็นความผูกพันทางใจที่ฉันมีให้กับหินก้อนนั้น และชุมชนชาวปกากะญอที่ให้อุ่นไอมิตรภาพ

คนเมืองกลุ่มหนึ่งเดินทางขึ้นภูสูง เราใช้เวลาช่วงเปลี่ยนผ่านจากเมืองก่อนเข้าป่า พักอาศัยที่หมู่บ้านปกากะญอ พะตีตะแย ผู้นำชุมชนสอนเราให้รู้จักวิถีจิตวิญญาณชนเผ่าโบราณที่ผูกพันกับธรรมชาติ วิถีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย สัมพันธ์กับนาฬิกาของจักรวาล

ฉันตื่นพร้อมพระอาทิตย์ หลับไปกับแสงจันทร์นวล แววกระพริบจากดวงดาว และความหนาวที่ทำให้ร่างกายแข็งเป็นท่อนไม้

ก่อนที่จะเข้าเงียบโดยลำพัง พะตีตะแยและญาติปกากะญอพาเราเดินเข้าป่า เพื่่อหา “ครู”

ในป่ามีครูมากมาย ศิษย์แต่ละคนต้องหาครูของเขาเอง และเราจะพบครูก็ต่อเมื่อ เปิดใจและเงียบสงบใจพอที่จะได้ยินเสียงกระซิบเรียกของครู

ตลอดทางที่เดิน ใครรู้สึกว่า พื้นที่ตรงไหนเรียกเขา/เธอ ก็ให้หยุด ตั้งเต้นท์เป็นที่พำนัก (และต้องห่างกัน แบบที่ไม่มีวันได้เห็น หรือได้ยินกันและกัน) คนที่เหลือก็เดินกันต่อไป จนกว่าจะได้ที่ “ที่ใช่” ของตนเอง ฉันเดินไปกับคณะ ผ่านลำธารไหลนิ่ง ผ่านป่าทางแคบ มีรอยเท้าสัตว์กีบ ปีนผาหิน ข้ามท้องทุ่ง ผู้คนเริ่มหายไปทีละคน เพราะได้ที่ตั้งแห่งการเรียนรู้ของพวกเขาแล้ว จนในที่สุด ก็เหลือฉันและพี่ผู้ชายอีกคนที่ยังคงเดินต่อไป สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ บนเขา ต้องไต่หินขึ้นไปตามน้ำตก ดินแฉะ หินลื่น ฉันเกือบไถลตกผา

สุดท้าย ฉันก็ได้พบ “ครู” ตรงหน้าเป็นแผ่นหินก้อนใหญ่ เป็นเหมือนหน้าผาขนาบเขา ริมน้ำตก พื้นหินค่อนข้างราบเรียบด้วยการขัด-เกลาจากแรงน้ำ (ในยามหน้าน้ำ น้ำขึ้นท่วมผานี้) พื้นที่ของหินผาก้อนนี้ใหญ่พอให้ฉันปูเต้นท์นอนได้ พะตีตะแยช่วยฉันกางเต้นท์และเช็คให้มั่นใจว่า จะไม่ปลิวตกหน้าผาไป — ด้านขวาของเต้นท์ คือ เหวอากาศ ด้านซ้ายเป็นไหล่เขา มีพื้นที่เดินได้เล็กน้อย ด้านบนของเต้นท์มีพื้นที่ของแผ่นหินเหลือพอให้ฉันนั่งสมาธิ และออกกำลังกายได้นิดหน่อย ส่วนด้านทางเปิดเข้า-ออกเต้นท์ มีหินก้อนเล็กใหญ่ วางเรียงตัวกันเป็นระดับขั้นบันได ให้ฉันเดินลงไปยังสำรวจลำธารเบื้องล่างได้

ไม่รู้ทำไม ฉันจึงเลือก “ครู” เช่นนี้

การนอนบนหินไม่ง่าย เจ็บหลัง เจ็บตัว และเย็นจับใจ

เสียงน้ำตกไหลซู่… กระแทกหินเบื้องล่างทั้งวัน ทั้งคืน

พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า หูเริ่มได้ยินเสียงประหลาดมากมาย แม้เสียงลมก็อาจเป็นภาษาพูดที่ฟังได้รู้เรื่อง (ในจินตนาการ) โชคดีมีเสียงน้ำเกลื่อนจินตนาการที่โลดโผนได้พอสมควร

แม้ในยามนอน ก็ต้องรู้เนื้อรู้ตัว เพราะกลัวดิ้นตกผา … นอนรอพระอาทิตย์กลับมาทักทายใจจะขาด…รักพระอาทิตย์สุดหัวใจ

คืนแรกผ่านไป การสวดมนต์ช่วยได้มาก

รุ่งเช้าสดใส ยืดเส้นสาย หายใจเต็มปอด ปรายตามองรอบ ๆ

วันนี้ เราไม่จำเป็นต้องทำอะไร … แล้วจะทำอะไร? จากนั้นก็มีอีกหนึ่งคำถามเบียดแทรกเข้ามา “แล้วชีวิตคืออะไร” (ฉันรำพึง … โอ้ย ยากเกินไป หรือมันจะเกี่ยวข้องกันกับคำถามก่อนหน้านี้ กลับมาที่คำถามเดิมดีกว่า)

ฉันจะทำอะไรกับความว่างของตารางเวลาทำงานและชีวิตที่คุ้นเคย …. ความว่างกลายเป็นปัญหา ทั้งที่ผ่านมา ขวนขวายหามันมาโดยตลอด หรือที่จริง ปัญหาไม่ใช่ความว่าง แต่เป็นการอยู่กับตัวเอง

วิเวกภาวนาแนวลึกแบบนี้ เราไม่กินอาหาร (ไม่ขบเคี้ยว) ไม่ดื่มน้ำ (อาจจิบน้ำได้บ้างเล็กน้อย เฉพาะเวลารู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว) ไม่มีหนังสือ ไม่มีเครื่องมือหนีโลก อย่าง โทรศัพท์ MP3 เวลาส่วนใหญ่จึง … นั่นสิ นี่แหละคือปัญหา คนเรามักคุ้นกับการมีอะไรทำ ดู ฟัง คุยกับเพื่อน … เมื่อถูกพรากจากกิจกรรมเหล่านั้น ไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่อ่าน ไม่เขียน ไม่ดูทีวี ไม่คุยโทรศัพท์ แล้วชีวิต 48 ชั่วโมงในป่านี้ ฉันจะทำอะไร นอกจาก หายใจ นอน (ซึ่งก็นอนไม่ค่อยหลับ เพราะเสียงน้ำซู่ซ่า ตลอดเวลา)

แน่นอน สิ่งที่เราต้องทำคือวิเวกภาวนา ซึ่งขึ้นกับว่า เราจะนำให้ตัวเองทำอะไรบ้าง นั่งสมาธิ เดินจงกรม วนเวียนกันไป หรือทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่พาเราสู่ภาวะแห่งการวิเวกและเชื่อมต่อกับจิตวิญญาณธรรมชาติ

ฉันปีนป่ายบันไดหิน แช่น้ำ สำรวจบ้านใหม่ หิน น้ำ ต้นไม้ ดิน ใบไม้ที่ลอยไปกับน้ำ จนไม่เหลืออะไรให้ใจทำ หันมานั่งสมาธิ เดินจงกรม บางครั้งความคิดก็พาเดินทางกลับบ้าน ไปในอดีต ท่องไปในอนาคต จนรู้สึกว่า ความคิดเองก็เริ่มเบื่อจะคิดเหมือนกัน …. ความเบื่อเกาะกุมหัวใจ สลับกับห้วงเวลา “อิ่มความสงบ”

ผู้นำกระบวนนิเวศวิทยาแนวลึกบอกว่า ให้เราฟังสัญญาณแห่งปัญญาญาณจากธรรมชาติ ธรรมชาติส่งข้อมูล ความรู้ (ปัญญา) ให้เราตลอดเวลา ท่านเป็นครูของเรา เพียงแต่เราเปิดเครื่องรับให้ดี แล้วเราจะได้คำตอบที่ปรารถนา รอคอย หรือเครื่องนำทางสู่เป้าหมายชีวิต (การอดอาหารและน้ำเป็นการทำกายให้บริสุทธิ์เป็นเหมือนการล้างพิษ เพื่อช่วยให้ใจของเราสงบได้ง่าย เป็นโอกาสให้เข้าถึงจิตใต้สำนึก จิตเหนือสำนึกได้)

คำพูดนี้ทำให้ฉันสอดส่ายสายตา มอง ๆๆๆๆ แล้วก็ไม่เห็นอะไรสักอย่าง ไม่ปิ๊งแว๊บ อะไรสักเรื่อง มีแต่ความคิดฟุ้งซ่าน การตีความเรื่อยเปื่อย และเริ่มรู้สึกรำคาญตัวเอง จนในที่สุดก็วางความพยายามทุกอย่าง … ช่างมัน ตอนนี้ เครื่องรับสัญญาณขัดข้อง ความเบื่อ ความรำคาญ ความอยาก รบกวนจิตใจ คงไม่อาจได้ยินปัญญาจากธรรมชาติได้ งั้นสนุกเลยดีกว่า

จากนั้น ฉันก็อยู่อย่างคนอยากทดลองมีประสบการณ์ ทำอะไรที่อยากทำและไม่อาจทำที่อื่นได้ดีนะ อย่างเปลื้องผ้าอาบน้ำ (ก็ไม่มีใครเห็นนี่นาและจะได้สัมผัสกับธรรมชาติแบบดิบ ๆ มนุษย์ยุคหินกันไปเลย) ฉันสนุกกับการอยู่ที่นั่นด้วยการจินตนาการว่า เราอยู่ในดินแดนแห่งการผจญภัย เป็นนักสำรวจ ก็เดินไปเดินมา เล่นสนุกกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว มองดูสิ่งต่าง ๆ เงียบฟังเสียงธรรมชาติ สัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ ด้วยมือและกายของฉัน ดมกลิ่น ชิมรสน้ำในลำธารจากธรรมชาติที่ไม่ผ่านเครื่องกรองใด ๆ

 ฉันไม่รู้ตัวเลยว่า ตนเองได้พัฒนาความรู้สึกสัมพันธ์กับเพื่อนเล่นของฉัน — หิน ต้นไม้ สายน้ำ ลำต้นไม้ตายขวางลำธาร ใบไม้แห้งที่ลอยตามน้ำแล้วถูกกักไว้ในวังน้ำวน อย่างสิ้นหวัง — ฉันเลยเอาไม้เขี่ยช่วยมันออกมา ให้เดินทางตามกระแสน้ำต่อไป  ฉันล่องใจตามใบไม้แห้งว่า เส้นทางข้างหน้ามันจะพบเจอกับอะไรบ้าง แล้วปลายทางของมันจะสิ้นสุดลงที่ใด และแน่นอนที่สุด ฉันฝากความคิดไปกับใบไม้ ให้มันทักทายเพื่อน ๆ ที่อยู่ด้านล่างลำธาร

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ไม่มีนาฬิกาบอกโมงยาม ไม่มีอะไรที่คุ้นเคยให้ทำและสัมพันธ์ด้วย… มีแต่ตัวเองและธรรมชาติจริง ๆ แม้ฉันจะเล่น ก็เล่นในความเงียบ ไม่ได้เปล่งคลื่นภาษาใดออกมาสื่อสารอะไรกับสิ่งใด

คืนวันที่ 2 ฉันเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับที่นอนแผ่นหินมากขึ้น รู้สึกอุ่นใจกับเพื่อนที่แวดล้อม และรู้สึกว่า การอยู่แบบนี้ก็สบายดี เสียดายที่ช่วงบ่ายวันรุ่งขึ้น ฉันต้องเก็บข้าวของ เดินลงเขาเพื่อไปพบกับเพื่อน ๆ ตามเวลานัดหมาย

ก่อนที่ฉันจะเดินลงเขา ฉันมองไปรอบ ๆ อีกครั้ง ฉันกราบแผ่นหินก้อนนั้นที่ดูแลชีวิตฉันในช่วง 2 วันที่ผ่านมา กราบขอบคุณทุกสรรพสิ่งตรงนั้น น้ำ ต้นไม้ ลำธาร หินน้อยใหญ่ ต้นหญ้า ท้องฟ้า นก ฯลฯ ฉันรู้สึกอาวรณ์ น้ำซึมขอบตา “ฉันจะไม่ลืมที่นี่เลย You are my home; a part of my spirit is here.”  

เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านปกากะญอ ฉันและเพื่อน ๆ สนทนาแลกเปลี่ยนการเรียนรู้กัน ฉันไม่รู้ว่าตนเองได้ภูมิปัญญาอะไรจากธรรมชาติ ฉันรู้เพียงว่า เมื่อฉันหันหลังเดินจากที่นั่น ฉันรู้สึกเหมือนเป็นคนใหม่ เข้มแข็ง หนักแน่น และกล้าหาญมากกว่าตอนที่เดินขึ้นมา ฉันเดินลงจากเขา ผ่านหินลื่น โคลนแฉะริมหน้าผา ป่ารก ทางแคบ มีรอยกีบเท้าสัตว์ ทุกย่างก้าว…สงบ มั่นคง นิ่ง

2 ปีต่อมา ฉันได้พบพะตีตะแยอีกครั้งในงานภาวนาแห่งหนึ่ง ในตัวเมืองเชียงใหม่ ฉันเข้าไปทักทายท่าน พะตียิ้มและบอกว่า “ตอนนี้ หน้าน้ำ น้ำท่วมหินก้อนนั้น (ที่อุ๊นอน) หมดแล้วนะ” ฉันไม่รู้จะขอบคุณอย่างไร ที่พะตีจำได้ว่า ฉันนอนที่ไหน และบอกเล่าให้ฉันรู้ความเป็นไปของแผ่นหินนั้น เพราะเขาได้กลายเป็นญาติและครอบครัวของฉันไปแล้วนับแต่วันก่อนนั้น

กลับสู่โยงใยชีวิต ด้วย “ผักเชื่อมสัมพันธ์”

ที่ริมรั้ว ฉันแหงนมองลูกมะละกอเขียวซ้อนย้อยห้อยกันเป็นยวง

“เอาไปขาย” ความคิดหนึ่งเสนอ “ก็ถ้าฉันเป็นแม่ค้า ก็คงทำอย่างนั้น”

“เอามาทำส้มตำไหม” อีกความคิดเปรย “ดี แต่ลูกเดียวก็พอมั้ง จะกินอย่างไรหมด”

“แจกสิ เหมือนอย่างที่เธอได้รับจากฉัน” ต้นมะละกอกระซิบ 

มะละกอเมล็ดเดียวที่หยั่งลงดิน ได้น้ำ ได้อากาศพอเหมาะ เติบใหญ่งดงาม ออกลูกหลายสิบ มากพอที่จะแบ่งปันผู้คนมากมาย

ธรรมชาติใจกว้าง มะละกอต้นเดียวเลี้ยงคนได้มากมาย เมล็ดในมะละกอเพียงหนึ่งลูกอาจเติบโตเป็นต้นมะละกอได้นับร้อย ดูแลชีวิตผู้คนได้มหาศาล “ผู้ที่คิดและทำอาหารให้เป็นหมัน ทำให้เมล็ดพันธุ์พืชผัก ผลไม้ไม่อาจขยายพันธุ์ได้เองตามธรรมชาติ ใจร้ายมาก ใจร้ายกับโลก สัตว์ และกับมนุษย์ด้วยกัน” ฉันรำพึงในใจ

ฉันขอให้คนสวนเกี่ยวมะละกอดิบลงมาให้หลายลูก แล้วฉันก็ขี่จักรยานไปแจกมะละกอให้เพื่อนบ้าน  ที่โน่นที่นี่ ให้มะละกอเป็นทูตเจริญไมตรีกับเพื่อนบ้าน

ผักกาดเขียวมีความสุข

ผักกาดเขียวมีความสุข

สองสามวันต่อมา คุณยายคนหนึ่งมาหาที่บ้าน พร้อมกระถางต้นผักกาดเขียว “เอาไปแยกลงดินนะ” ฉันแยกผักกาดเขียวได้หลายกระถาง ตอนนี้ต้นกำลังออกใบเขียวสดงาม คาดว่า เมื่อต้นใหญ่พอตัดกินแล้ว น่าจะผัดผักได้หนึ่งอิ่มกันเลยทีเดียว

ทุกเย็น ฉันวิ่งและพาน้องหมาเดินรอบหมู่บ้าน ระหว่างทางก็ยิ้ม ทักทายเพื่อนบ้าน ที่ออกกำลังกายและพักผ่อนยามเย็นในพื้นที่ส่วนกลาง ระหว่างที่วิ่งผ่านบ้านผู้คน ฉันเห็นชีวิตเพื่อนบ้าน ใครสนใจอะไร ทำอะไร (ไม่ใช่สอดแนม หรือสอดรู้หรอกนะ) ฉันรู้จักชื่อน้องหมาตามบ้านต่าง ๆ แทบทุกตัว (แต่ไม่รู้จักชื่อเจ้าของบ้านเท่าไร แหะๆๆ)

ฉันวิ่งผ่านและแอบมองเข้าไปในพื้นที่สวนของคุณยายคนนี้เสมอ บางครั้งก็จะแวะถามเรื่อง วิธีการทำสวนครัว คุณยายก็เคยสอนวิธีการเตรียมดินปลูกผัก “คุณยาย เอามะอึกไหมคะ” ฉันถามคราวหนึ่ง “นกมาฝากเมล็ดมะอึกไว้ ลงดิน ต้นโตเลย ออกลูกเยอะแยะ ตอนนี้ ต้นตายไปแล้ว แต่ลูกและเมล็ดที่ตกหล่นโตเป็นต้นอีกหลายต้นเลยค่ะ คุณยายเอาไหมคะ”

คุณยายพยักหน้า “ดี ใส่น้ำพริกอร่อย” ฉันกลับบ้านมาแยกต้นมะอึก ดูแลให้แข็งแรงสักสองสามวัน แล้วเอาไปให้คุณยาย

ฉันว่า เค้าโครงการ “ปันผักกันกิน” ในหมู่บ้าน กำลังก่อตัวขึ้น ฉันคิดเบา ๆ ว่า จะสร้างแรงบันดาลใจให้คนในหมู่บ้านปลูกผักในรั้วบ้าน แลกกผักกันกิน เพื่อสร้างสุขภาพที่ดี รวมถึงสานสัมพันธ์ระหว่างคนในหมู่บ้านคนเมือง ที่นับวันความสัมพันธ์เหินห่าง

ริและเริ่มจากตัวเอง ฉันได้กำลังใจจะกลับมาลงแปลงปลูกผักที่บ้าน พื้นที่สวนอาจจะไม่กี่ตารางเมตร แต่ก็มากพอที่จะปลูกผักหลายชนิด และหากได้ผลผลิต ก็พอที่จะแบ่งปันให้กับเพื่อนบ้าน  (แอบคิดต่อว่า น่าจะลองใช้ชีวิตแบบ barter living ใช้เงินตราแลกให้น้อยที่สุด จะเป็นอย่างไร)

ค่อยเป็นค่อยไป ให้ต้นไม้แห่งความสัมพันธ์เติบโตอย่างเป็นธรรมชาติ สิ่งสำคัญ คือ หมั่นรดน้ำพรวนดิน ดูแลปัจจัยต่าง ๆ แล้วสักวัน เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม ดอกผลก็คงปรากฎดั่งต้นมะละกอ และมะอึก

แม้สังคมยุคใหม่ ความเป็นชุมชนจะยึดโยงกันด้วยพื้นที่ทำงาน/การเรียน/ พื้นที่ความสนใจร่วมกัน แต่ฉันคิดว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เช่น เพื่อนบ้าน ก็สำคัญที่เราต้องเชื่อมสัมพัน์ด้วย ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน เราไม่เคยออกจากข่ายใยแห่งชีวิต ที่สัมพันธ์กับสรรพสิ่ง

ความรู้สึกเชื่อมโยงกันกับสรรพสิ่ง ผู้คน ธรรมชาติ นำมาซึ่งความสุข

ความรู้สึกแบ่งแบ่งแยก แตกแยกนำทุกข์มาให้ (เหตุการณ์วันนี้ในบ้านเมืองกำลังแสดงความจริงข้อนี้ให้เราเห็น)

เปิดโลกอาสา ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอ (ธรรมชาติ)

งามในความง่าย ยิ่งใหญ่ในความสามัญ

เมื่อวานเราได้ไปร่วมกิจกรรมในงานเปิดโลกอาสาครั้งที่ ๒ ตอน “พิทักษ์สิ่งแวดล้อม” ซึ่งจัดโดย ธนาคารจิตอาสา การร่วมงานในวันนี้ตลอดทั้งวันทำให้เรารู้สึกเหมือนว่า กำลังอยู่ในโลกเสมือนสวรรค์ (virtual heaven)

ผู้คนส่งสายตาและรอยยิ้มแห่งมิตรภาพให้กัน พูดคุยกันด้วยความเมตตา แม้เราจะเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน แต่เราเชื่อมกันด้วยหัวใจเดียว — หัวใจที่รักโลก รักตัวเอง รักผู้คนที่อยู่ร่วมกันในสังคม

ในยามเช้า เราได้รับแรงบันดาลใจมหาศาลจาก ๒ หนุ่ม ๑ สาว ผู้แปรความรักในหัวใจออกเป็นพลังปฏิบัติการเพื่อสร้างสรรค์โลกที่หล่อเลี้ยงชีวิตและมอบความรักให้พวกเขาตลอดมา ในช่วงบ่าย เราล้อมวงเรียนรู้พลังสุนทรียสนทนา และการใช้ภาษาแห่งความรู้สึก

วงสนทนาทั้งวันของเราเป็นพื้นที่ปลอดภัย เราไม่ได้หลีกหนีความปั่นป่วนภายนอก ทว่าการดำรงอยู่ร่วมกันของเราในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นเป็นห้วงเวลาที่เราร่วมเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้มีพลังใจ พลังปัญญา ก่อนออกไปโอบกอดทุกข์ในโลกภายนอก

ในบทความนี้ ผู้เขียนสะท้อนความรู้สึกและแรงบันดาลใจจากงานเปิดโลกและสุนทรียสนทนา เป็น ๔ ตอนด้วยกัน ซึ่งจะทะยอยนำเสนอ ดังนี้

  • ยิ่งรู้จักยิ่งรักเธอ — ธรรมชาติ (มูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาฯ)
  • เพราะรัก จึงปลูกผัก (เครือข่ายตลาดสีเขียว)
  • ศรัทธาในสิ่งที่ทำ สำคัญที่แนวร่วม (จักรยานกลางเมือง)
  • ภาษาแห่งหัวใจ (สุนทรียสนทนา)

 ยิ่งรู้จักยิ่งรักเธอ — ธรรมชาติ

ยุทธ — ธีรยุทธ ลออพงษ์พล จากมูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (FEED) ได้รับการปลูกฝังความรักโลกจากพ่อแม่ ที่มักพาเขาไปท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติต่าง ๆ ยุทธจึงรักและอยากดูแลโลกให้งดงามอย่างที่เขาเคยเห็นเมื่อวัยเด็ก

แม้ว่าเขาจะเรียนจบด้านบริหารธุรกิจโฆษณา แต่เขากลับพบว่าตัวตนของเขาอยู่กับธรรมชาติ เมื่อเรียนจบเขาจึงสมัครเป็น “อาสาสมัคร” ในองค์กรทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือ WWF เขาเข้าเป็นอาสาสมัครไร้เงินเดือน แต่เปี่ยมด้วยโอกาสแห่งประสบการณ์ ในที่สุดเขาก็ได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ขององค์กรเต็มตัว จากวันนั้นจนวันนี้ ๑๕ ปีมาแล้ว เขากล่าวว่า สำหรับธรรมชาติ “ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอ”

ในวันนี้ยุทธยังทำงานกับ WWF ในนามขององค์กร FEED ที่เน้นสิ่งแวดล้อมศึกษา สร้างความตระหนักรู้ ปลูกความรักความเข้าใจธรรมชาติในหัวใจคน ด้วยการปฏิบัติงานที่ ๓ ศูนย์ คือ ศูนย์บางปู จังหวัดสมุทรปราการ ที่เน้นการศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลน ศูนย์ปทุมธานี ศึกษาเรื่องเกษตรกรรมธรรมชาติในที่ลุ่มน้ำภาคกลาง ตามแนวพระราชดำริ และศูนย์กรุงเทพที่ทำโครงการ “โรงเรียนใหญ่ รอยเท้าเล็ก” ให้เด็กนักเรียนในโครงการสำรวจพฤติกรรมในชีวิตประจำวันว่า เราได้สร้างรอยเท้าคาร์บอนไว้ในโลกมากเท่าไร และหากเรายังคงพฤติกรรมเช่นนี้ เราต้องการโลกอีกกี่ใบหรือต้องปลูกต้นไม้อีกกี่ต้น เพื่อที่จะอยู่ได้ต่อไปในโลกใบนี้

เด็กคนหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการรอยเท้าเล็กกล่าวว่า “ตอนนี้ผมกินข้าวหมดจานแล้วครับ”

“แต่ก่อนกินไม่หมดหรือ?” เจ้าหน้าที่ FEED ถาม

“หมดครับ”

“อ้าวแล้วน้องเปลี่ยนไปอย่างไรล่ะเนี่ย”

“ก็แต่ก่อน ผมกินข้าวหมดเพราะแม่สั่ง แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ทำไมผมควรกินข้าวหมด เพราะมีคนไม่มีอาหารกินและอดตายวันหนึ่ง ๆ เป็นหมื่นคนทั่วโลก”

ยุทธกล่าวว่า มีกว่า ๔๐ วิธีที่เราทุกคนจะช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองเพื่อให้เรามีรอยเท้าเล็กลง เช่น ลดการรับประทานเนื้อสัตว์ ลดการใช้พาหนะที่เผาพลังงานฟอสซิล ลดการใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ฯลฯ และแน่นอนว่า ช่วยกันรักษาดูแลต้นไม้ให้อยู่กับเรานาน ๆ และจำนวนมากกว่าที่เป็นอยู่ เป็นต้น

ยุทธกล่าวถึงสิ่งแวดล้อมศึกษาในในโรงเรียน และนอกโรงเรียน ทั้งกับเด็ก และผู้ใหญ่ว่า “สิ่งแวดล้อมศึกษาเป็นกระบวนการที่ให้ผู้เรียนได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ในบรรยากาศที่ใกล้เคียงธรรมชาติ เพื่อให้เราเห็นห่วงโซ่สายสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่มีต่อกันและกัน” ดังนั้น การเรียนรู้ที่เหมาะจึงน่าจะเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อให้ผู้คนได้เรียนรู้สัมผัสใกล้ชิดธรรมชาติ ใคร่ครวญชีวิตว่าได้รับประโยชน์หรือสัมพันธ์กับธรรมชาติอย่างไร ได้มีเวลาหยุดและนิ่งบ้างเพื่อจะชื่นชมความงามของธรรมชาติ ….

โรงเรียน หรือองค์กรเอกชน (CSR) ที่พานักเรียน และพนักงานไปทำกิจกรรมปลูกป่า สำหรับยุทธแล้ว ถ้าจะให้ได้ประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย เราจำเป็นต้องปลูกความรัก ความเข้าใจของคนที่ต่อโลกก่อน ผ่านกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา เพราะเมื่อคนรักโลกเป็นแล้ว เห็นความหมาย ความสำคัญ ความงามของธรรมชาติและโลกที่มีต่อชีวิตเรา ความยั่งยืนในการดูแลรักษาป่าก็จะเกิดขึ้นเอง

 

“Little bit, every day” ตอน ปลูกชีวิตวันละต้น สองต้น

“ฝนเริ่มมาแล้ว ได้เวลาลงต้นไม้” ฉันบอกตัวเอง และไม่วายโทรไปบอกเพื่อนฝูง น้อง ๆ ว่า “รีบปลูกต้นไม้ ให้ฟ้าฝนดูแล”

สำรวจสวนในบ้าน ก็ให้รู้สึกเสียดายว่า ที่ผ่านมา หลายเดือนหลังน้ำท่วม ฉันไม่ได้ฟื้นฟูสวนเลย ด้วยเหตุผลประหลาด ๆ ว่า “เผื่อน้ำจะท่วมอีก ปีนี้”

เมื่อลองตรองตรรกะ (Logic) นี้ดูอีกครั้ง ฉันคิดว่าไม่ผ่าน ถ้าใช้ตรรกะนี้กับชีวิตบ้าง — “เดี๋ยวเราก็ต้องแก่และตาย” งั้นอยู่เฉย ๆ ไปวัน ๆ แล้วกัน อย่าทำอะไรกับชีวิตให้มากเลย อย่างนั้นเหรอ

“น้ำจะท่วมก็เรื่องของน้ำ ฉันจะทำสวน ท่วมได้ ก็เริ่มทำใหม่ได้” เมื่อเปลี่ยนความเห็น สายตาและใจที่มองดูสวนและต้นไม้ก็เปลี่ยนไป

ฉันนำหลักปฏิบัติการ “วันละนิด” มาใช้ “เอาละ ปลูกและดูแลต้นไม้ทุกวัน วันละต้น สองต้นแล้วกัน แต่จะทำทุกวัน ทำไปเรื่อย ๆ”

ทุกวัน หรือเกือบทุกวัน ฉันจัดสรรเวลาอยู่กับสวนเล็ก ๆ ที่บ้าน ทำสวนครัว กล้วยไม้ ไม้รำไร ไม้แดด ทำไปทีละอย่าง อย่างใจเย็น สบาย ๆ ไม่มีเงื่อนไขของเวลาว่า จะต้องเสร็จเมื่อไร ไม่มีภาพสำเร็จรูปว่า อยากจัดสวนเป็นอย่างไร … นับเป็นครั้งแรก ที่ฉัน “วาง” แผน และทำงานตามแต่สิ่งที่ผุดขึ้นในใจ

ในแต่ละวัน ๆ ให้ต้นไม้ แดด ลม บอกฉันว่า เราจะร่วมมือกันทำสวนอย่างไร

เวลาที่ให้กับต้นไม้ เป็นเวลาแห่งความสุข ที่ฉันจัดสรรให้ตัวเองทุกวัน อยู่กับต้นไม้แล้วใจนิ่ง อยู่กับดินแล้วใจสงบ อยู่กับน้ำแล้วใจสบาย … ได้ทำสมาธิตามธรรมชาติ โดยธรรมชาติ

ทำงานกับธรรมชาติ ฉันเรียนรู้ว่า ชีวิตเป็นกระบวนการ ที่เคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลง ปรับตัวไปทุก ๆ วัน ชีวิตไม่ใช่สิ่งสำเร็จรูป ไม่มีภาพสำเร็จ “ชีวิตไม่มีวันเสร็จ” แต่ดำเนินไปเรื่อย ๆ ตามเหตุปัจจัย

ชีวิตคาดหวังผลไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้ คือ สร้างเหตุ คือ การกระทำไปทุก ๆ วัน ผลจะเกิดเองตามเหตุที่เราทำ …เมื่อรู้อย่างนี้ เราจะพอใจและภูมิใจในการสร้างเหตุ และยอมรับผลที่เกิดขึ้นอย่างที่เป็น

การมองชีวิตเป็นกระบวนการทำให้เราชื่นชม “ความช้า” พอใจกับ “การรอคอย” เพราะ ชีวิตต้องการเวลา ในการงอกงาม เจริญเติบโต

วิธีที่เราคิด ทำ พูด และให้ใจกับต้นไม้ หันกลับมาเกื้อกูลต่อการดูแลชีวิตของตัวเองด้วย เราเห็นตัวเองเป็นธรรมชาติเหมือนต้นไม้ ที่ไม่อาจเร่งรัดชีวิตตาม “ความอยากในผล” แม้อยากให้ตัวเอง (ดี) อย่างไร เราก็ไม่อาจเร่งรัด คาดคั้นตัวเองได้ เราทำได้แต่หมั่นสร้างเหตุ ทำไปเรื่อย ๆ สบาย ๆ ใจเย็น ๆ

สวนที่บ้านตัวเองยังไม่เรียบร้อย แต่ฉัน “ขยายตัว” ไปช่วยทำสวนที่บ้านน้องชาย มีความสุขเป็นสองเท่า และได้ฝึกใจว่า “ปลูกต้นไม้ ตามใจเจ้าของบ้าน น้องชอบอะไร เราก็ชอบด้วย เพราะสิ่งที่เราต้องการปลูก คือ ความรักความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับน้อง โดยมีต้นไม้เป็นสื่อกลาง”

ฉันฝากความรักและความปรารถนาดีไว้กับต้นไม้ ให้พวกเขาดูแลน้อง ให้ร่มเงา ให้ความงาม ให้ความชุ่มชื่นใจ และความสุขสงบกับน้องและทุกคนที่พบเห็น … ต้นไม้