การให้และการรับ ตอนที่ 2 : ปัญญาจากผู้ขอ

โปสการ์ดเขียนถึงตัวเอง บอกเล่าความประทับใจครั้งไปญี่ปุ่น

โปสการ์ดเขียนถึงตัวเอง บอกเล่าความประทับใจครั้งไปญี่ปุ่น

การให้และการขอ (ได้รับ) เป็นกระบวนการเดียวกัน ในเวลาให้ เราจะได้รับ และเวลารับ เรากำลังให้ เหมือนลมหายใจเข้า-ออก

ฉันได้เรียนรู้บทเรียนของการ “ขอ” ที่เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่จากพระเซนที่ได้พบ ณ ปราสาทโอซาก้า ญี่ปุ่น เมื่อปีพ.ศ. 2548

ตอนนั้นเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ฉันเพลิดเพลินกับการเดินชมปราสาทโอซาก้า ต้นไม้ ดอกไม้บริเวณรอบปราสาทหินงดงาม ชาวญี่ปุ่นช่างมีความละเมียดละไมในการจัดบรรยากาศปราสาทและภูมิทัศน์แวดล้อมให้สงบงามอย่างเรียบง่าย ฉันรู้สึกสุขสงบและสบายใจมากทีเดียว

ระหว่างทางลาดเดินลงไปชมสวนและพื้นที่รับประทานอาหารเบื้องล่างปราสาท ฉันเห็นพระเซนรูปหนึ่ง ท่านแต่งตัวเหมือนพระเจ้าอาวาส หลวงพ่อของอิคคิวซังเลย ชุดสีดำ สวมหมวกสาน มือหนึ่งถือถ้วยบิณฑบาต อีกมือถือลูกประคำ

ฉันรีบล้วงกระเป๋าควักเงินเยนจำนวนไม่มากไม่น้อยออกมาเพื่อจะใส่บาตร แล้วก็ชะงักเพราะเห็นปฏิกิริยาของนักท่องเที่ยวหลายคนทั้งต่างชาติและญี่ปุ่นที่มองท่านแปลก ๆ คำถามที่มักเกิดขึ้นในบริบทไทยคือ “พระจริงหรือเปล่า หรือขอทานปลอมเป็นพระ?”

ฉันจึงหยุดยืนอยู่ไกล ๆ แล้วเฝ้ามองพระเซนรูปนั้น

นักท่องเที่ยวหลายคนเดินผ่านไป หลายคนกรูเข้าไปยืนข้าง ๆ ท่านแล้วถ่ายรูป ทำท่าทางต่าง ๆ นานา บ้างก็ยื่นหน้าไปใกล้ๆ ท่าน บ้างนั่งลงแล้วแหงนหน้ามองขึ้นไปที่พระเซน ทำหน้าตาทะเล้นใส่ ส่งเสียงดังมากเจี๊ยวจ๊าว

พระเซนรูปนั้นไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ โต้ตอบ ทำให้นึกถึงทหารประจำการที่พระราชวังบัคกิ้งแฮม (guards at Buckingham Palace) ที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง ไม่ยิ้ม ไม่สนทนา

ท่านยืนนิ่งราวกับเป็นรูปปั้น กายสงบบนรองเท้าไม้โบราณแบบญี่ปุ่น (เกี๊ยะ) ใบหน้าเรียบเฉยภายใต้ปีกหมวกที่ปิดสายตาที่มองต่ำ ถ้วยที่เป็นเหมือนบาตรในมือนิ่งสนิท มืออีกข้างนับลูกประคำตามเสียงสวดมนต์ที่ท่านพึมพำที่ริมฝีปาก

ความสงบนิ่งของท่านตรึงให้ฉันยืนนิ่งไปด้วยและเฝ้ามองท่านอย่างจดจ่อ ฉันยืนมองท่านในอากัปกิริยาอย่างนี้นานกว่า 20 นาทีเห็นจะได้ เกิดความรู้สึกปีติในหัวใจ

ฉันเดินไปหาท่านแล้ววางเงินเยนลงในบาตรโดยระวังไม่ให้มีเสียงที่จะรบกวนการสวดมนต์ของท่าน ฉันภาวนาในใจ “ขอขอบคุณพระที่บำรุงจิตใจฉันให้สงบงามตามท่าน ขอบคุณที่ท่านให้โอกาสฉันทำความดี ขอบคุณที่สอนธรรมให้ฉันและขอให้ฉันเจริญงอกงามในธรรม เห็นธรรม เข้าถึงธรรม”

จากนั้น ฉันก็ถอยออกมายืนมองท่านต่อเพราะอาการสงบของท่านน่ามองมาก “ท่านยืนอยู่นานแค่ไหนแล้ว ทำไมจึงนิ่งสงบได้เพียงนี้ สิ่งแวดล้อมภายนอกไม่อาจรบกวนท่านได้เลย” ใจนึกอยากได้คำตอบว่าท่านยืนนานแค่ไหน ด้วยการที่จะหยุดยืนดูท่านแล้วจับเวลา แต่ก็ต้องเลิกล้มความตั้งใจนั้น เพราะต้องกลับไปขึ้นรถกับคณะที่มาเที่ยวด้วยกัน

ฉันเดินจากไปด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบหัวใจ ฉันรู้สึกว่าพระเซนรูปนี้มาโปรด (ให้) ฉันเสียมากกว่า ด้วยการ “ขอ” ถ้วยบาตรที่หงายในมือท่านเปิดโอกาสให้ฉันทำทาน ฝึกความอดทน (ที่จะยืนนิ่งและเฝ้ามองท่าน) ฝึกสมาธิไปพร้อมกับท่าน ซึ่งผลบุญที่ได้รับคือความอิ่มใจ ความสุข

ฉันเข้าใจว่าการที่พระออกบิณฑบาต นอกจากจะเป็นการบำรุง “พระ” ในพุทธศาสนาแล้ว การที่พระไปบิณฑบาตนั้นเป็นไปเพื่อให้ธรรมะกับผู้คนด้วย อย่างที่หลวงพ่อชา สุภัทโท เคยพูดคราวหนึ่งว่า ไปบิณฑบาตไม่ใช่เพื่อเอา “ข้าว” แต่เอา “คน”

ฉันยังเห็นอีกด้วยว่า อาการ “ขอ” ของพระเซนรูปนี้เป็นไปด้วยความอ่อนน้อม การขอจึงเป็นการฝึกความอ่อนน้อมถ่อมตนและฝึกลดละอัตตาตัวตนไปด้วย ให้รู้ว่าชีวิตเรานั้นพึ่งพิงอิงอาศัยผู้อื่น สิ่งอื่น เราไม่ได้ยิ่งใหญ่

ฉันยังคงเหลียวมองพระเซนรูปนั้นเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งไปทานอาหารกลางวัน แล้วขึ้นรถกลับที่พัก ไกด์คนไทยที่อยู่ญี่ปุ่นมานับสิบปีเอ่ยขึ้นว่า “ใครเห็นพระเซนบ้างไหม โชคดีมากเลย เพราะปกติท่านจะไม่ค่อยออกมาแบบนี้ …. แต่งตัวเต็มยศอย่างนี้มักใช้ออกงาน … “ (แล้วก็เล่ากรณีที่พระปลอมประพฤติไม่ดีก็มีซึ่งจำไม่ได้แล้ว

ฉันมองกลับขึ้นไปตรงที่พระเซนยืนอยู่ ท่านไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว

วันนั้นเองฉันได้รับโทรศัพท์จากเมืองไทยว่า บ้านเก่าที่บอกขายตั้งแต่ต้นปียังไม่มีคนติดต่อซื้อ เพิ่งมีคนมาซื้อวันนี้เองได้ราคาที่เราพอใจ …อึมประหลาดดีเหมือนกัน..อย่างนี้สิ ไทยแท้ ๆ ต้องมีเรื่องแบบนี้ตบท้ายสักหน่อย

ใครจะเชื่ออย่างไรก็ตาม สำหรับฉันการทำบุญเป็นไปเพื่อปัญญาในธรรม สิ่งดี ๆ ที่ได้รับในทางโลกนั้นเป็นเพียงเศษบุญเท่านั้น ไม่ใช่สาระที่ปรารถนา

นอกจากเราต้องฝึกการให้แล้ว เราน่าจะต้องฝึกการ “ขอ” ให้เป็นด้วย

“ขอ” อย่างไรให้งดงาม

“ขอ” อย่างไรให้เป็นบุญ (ประโยชน์) ทั้งผู้ขอและผู้รับ

Advertisements

ความทุกข์กาย กับหัวใจชิว ๆ (ตอนต่อจากความทุกข์ใจ กับ อารมณ์ “ชั่ววูบ”)

แม้หญิงสาวจะก้าวพ้นจากความคิดชั่ววูบที่อยากพักร้อนจากความทุกข์สัก 3 วัน แต่ความทุกข์ใจที่เธอแบกถือมานานก็เบียดเบียนร่างกายของเธอให้อ่อนแอ มีเหตุให้ต้องไปพบแพทย์ ได้รับยาที่ไม่คุ้นมาทานแล้วก็เกิดอาการแพ้ยาอย่างรุนแรง

เล่าโดยย่อ อาการแพ้ยานั้นเปรียบได้กับการรับพิษเข้าไป แล้วพิษแสดงอาการออกในลักษณะที่ทำลายเนื้อเยื่อบุผิวหนังอ่อนๆ ทั้งร่างกาย ทั้งภายในและภายนอก

เหงือกลอกเป็นแผ่น ๆ จนถึงโคนฟัน/ ริมฝีปากแตกบวมผุพองเลือดซิบอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องกินอาหารเหลวและผ่านหลอดดูด เพราะการอ้าปากแม้เพียงนิดก็ทำให้ริมฝีปากแยกเลือดไหล / เนื้อเยื่อในดวงตาลอกทำให้ตาเหนียวและดวงตาปิด ต้องมองโลกผ่านซี่กรงของขนตา ถ้ารักษาไม่ถูกทางก็จะทำให้ตาบอดถาวร/ ตามตัว ผิวหนังผุพองลอกเหมือนคนถูน้ำร้อนลวกหรือไฟไหม้/ เนื้อเยื่อที่อวัยวะเพศและทวารก็ลอกทำให้การขับถ่ายแต่ละครั้งเหมือนเอาเกลือหรือน้ำกรดราดบนแผลสด มีเลือดออกมาเสมอ/ ในช่วงท้าย ๆ ยังมีอาการปอดและหัวใจเต้นคร่อมจังหวะเล็กน้อยด้วย  ฯลฯ

เธออยู่โรงพบาบาล 12 วัน เป็นช่วงที่เธอมีความสุขทีเดียว เธอถือโอกาสในการรักษากายครั้งนี้เป็นการปลีกวิเวกรักษาใจ เหมือนที่เธอเคยไปเข้าคอร์สปฏิบัติธรรมที่วัดเป็น 10 วัน

เธอบอกให้ญาติและครอบครัวดำรงชีวิตตามปกติ ส่วนเธออยู่โรงพยาบาลตามลำพังได้ ชีวิตในช่วงนั้น ไม่เปิดทีวี เพราะแสงจากทีวีจะรบกวนสายตาและความสงบที่เธอต้องการเพื่อเยียวยาเซลล์ในร่างกาย ทั้งวั้นเธอมีใจกับกายเป็นเพื่อนและเป็นครู ความเจ็บป่วยและเจ็บปวดเป็นแบบฝึกหัดย่อย เพื่อฝึกฝนเธอให้เข้าใจว่า เธอยังต้องฝึกฝนอะไรอีกบ้างก่อนจะถึงวันสอบใหญ่ของชีวิต (ความตาย)

ชีวิตในห้องพักส่วนใหญ่ เธอปฏิบิตามแนวทางที่เคยฝึกฝนมาบ้าง ตามดูตามรู้กายที่เคลื่อนไหว ตามดูตามรู้เวทนา ความรู้สึกสุขทุกข์ เจ็บปวด (ซึ่งไม่ง่ายเลย) ตามดูตามรู้ความคิด และตามดูตามรู้กระบวนการการทำงานของใจ — ทั้งหมดเท่าที่จะรู้ได้และตามภูมิความเข้าใจในการปฏิบัติ

เธอได้เรียนรู้ชีวิต เรียนรู้ธรรม และเผชิญหน้ากับเสี้ยวเวลาที่รู้สึกว่าความกลัวกำลังเกี่ยวกุมหัวใจเธอ

ความทุกข์กายครั้งนี้สอนให้เธอรู้จักบทเรียนแห่งความอ่อนน้อมถ่อมตนและลดมานะอัตตาลงบ้าง เธอเรียนรู้ที่จะเจียมตัวกับความทุกข์ ที่เป็นครูใหญ่สอนบทเรียนสำคัญ ท่าทีที่อ่อนน้อมกับความทุกข์ช่วยให้ทุกข์คลายลงได้บ้าง อย่างน้อยก็คงเพราะใจที่อ่อนน้อมเป็นใจที่มีความเบาในตัวของมันเอง

ชีวิตที่ดูแลและช่วยเหลือทำอะไรเองเป็นส่วนใหญ่ได้สร้างเปลือกแข็งให้เธอโดยไม่รู้ตัว เธอมั่นใจในตนและทะนงตน (pride and self-autonomy) รู้สึกว่าตนมีอำนาจจัดการชีวิตตัวเองอย่างโน้นอย่างนี้ (และหลายครั้งก็ไผลไปคอยจัดการชีวิตคนอื่นด้วย) แต่ความเจ็บป่วยครั้งนี้ทุบทะลายเปลือกที่หุ้มไว้แหลกกระจาย เธอรู้สึกเหมือนหอยทากที่โดนกระชากเปลือกออกไป ตัวเปล่า ใจเปลือย เธอไม่มีอำนาจเหนือร่างกาย โดยเฉพาะในเวลาเช่นนี้ คุมสั่งอะไรไม่ได้เลย และเธอยังต้องนอนให้พยาบาลคอยจัดการกับร่างกายให้เธอล้างตา ล้างปากเช็ดตัว นอนเปลือยโล่งโจ้งราวกับเด็กทารก (ที่มีสำนึกอายของผู้ใหญ่) เธอนึกถึงการอบรมเผชิญความตายอย่างสงบ ของเครือข่ายพุทธิกา ที่นำกระบวนการโดยพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ในยามที่กายเปราะบาง ใจก็อ่อนไหวไปด้วย เข้าใจเลยว่า ผู้ป่วยหลายคนคงจะรู้สึกเช่นนี้ ไม่มีพลัง/อำนาจในตน ซึ่งอาจจะสั่นคลอนความรู้สึกเคารพนับถือในตัวเอง (เกิด low self-esteem) อันเกิดจากการที่ต้องพึ่งพาคนอื่น

ความรู้สึกดังกล่าวเข้ามาเยือนเธอเพื่อสะท้อนเปลือกที่เธอมองไม่เห็นในยามปกติและสอนให้เธอรู้จักที่จะก้าวข้ามมันไป เธอพลิกความรู้สึกนั้นไปอีกด้าน “เมื่อเห็นความถือตนแล้ว ก็คงได้เวลาฝึกฝนความอ่อนน้อมถ่อมตน และใครจะไปรู้ สักวันในชีวิต เราก็ต้องพึ่งพาความกรุณาจากผู้อื่น ในยามแก่ ยามป่วยหนักและยามตาย ฝึกไว้แต่ตอนนี้เลย” เธอบอกตัวเอง

เธอยังเห็นเรื่องนี้เป็นโอกาสที่จะได้ชื่นชมกับความเมตตากรุณาของผู้คนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ไม่ว่าจะโดยวิชาชีพหรือด้วยความรักและมิตรภาพ เธอจึงอยู่ในโรงพยาบาลอย่างมีความสุข เห็นความงดงามในตัวผู้คนและตึกอาคาร นกที่เกาะริมหน้าต่าง พระอาทิตย์ขึ้น แสงไฟถนนามค่ำคืน (และเห็นเข็มฉีดยาด้วยความปลง)

เพื่อน ๆ หลายคนมาเยี่ยมพร้อมคำอวยพร รอยยิ้ม และชวนคุยจนทำให้เธอหัวเราะจนต้องดื่มเลือดตัวเอง (เพราะการอ้าปากเพียงนิดก็ทำให้ริมฝีปากแตก เลือดไหลตลอด)

พยาบาลแต่ละคนที่เข้ามาดูแลอ่อนโยนกับเธอมาก ทุกคนเข้ามาพร้อมสายตาที่อธิบายไม่ถูก — สยอง-เสียว ประมาณนั้น “เจ็บหน่อยนะคะ” พยาบาลบอกทุกครั้งที่เข้ามาทำแผลที่ริมฝีปาก ดวงตาและอวัยวะเพศ

“ยังไงก็ต้องเจ็บอยู่แล้ว เรื่องความเจ็บปวดเป็นหน้าที่ของเจ้าตัวที่ต้องดูแลเอง ไม่ต้องห่วงนะคะ พยาบาลทำให้เต็มที่ก็แล้วกันค่ะ” เธอพูดทุกครั้ง แล้วก็จะหลับตาเริ่มตามรู้ความรู้สึกเจ็บเป็นขณะ ๆ เมื่อทำแผลเสร็จ (ต้องทำทุก ๆ 3-4 ชั่วโมงเลยทีเดียว) พยาบาลมักจะถอนใจแบบโล่งไปที หญิงสาวยิ้มและขอบคุณพยาบาล

ช่วงเวลาที่เจ็บมากที่สุด คือ ตอนเข้าห้องน้ำ เห็นโถส้วมเป็นดั่งสมรภูมิที่ต้องหลั่งเลือด เธอสูดหายใจลึก ๆ หลาย ๆครั้งก่อนที่จะหย่อนตัวลงทำธุระ นับ 1-2-3 ก่อนแล้ว ….. เจ็บแสบแปลบทรวงเหลือเกิน เหมือนบีบมะนาวลงบนแผลสด แล้วบีบ ๆๆๆ ไปจนกว่าจะปล่อยน้ำจากร่างกายหมด จะเร่งจังหวะปล่อยให้เร็วก็ไม่ได้ …. เธอตามดูตามรู้ความเจ็บปวดไป มันเจ็บไม่เท่ากันตลอด มีจังหวะหนักเบา ขึ้น ลง แต่ก็เหนื่อยมาก ความเจ็บปวดทำให้กายล้า อ่อนแรง เธอเดินออกจากห้องน้ำเหมือนคนไม่ได้กินน้ำมาสองวัน

แต่เธอจะหลายร่างเป็นซอมบี้ผีดิบก็ตอนที่ทำธุระหนัก อันนี้หลั่งเลือดท่วมโถกันเลยทีเดียว เพราะพิษที่อยู่ในร่างกายทำลายเนื้อเยื่ออ่อนภายในหมายถึงทวารด้วย ทำให้เลือดสด ๆ ไหลออกมาทุกครั้งในเวลาถ่าย เพราะสิ่งที่ถ่ายนั้น ไม่ว่าจะนิ่มนวลปานใดก็ระคาย-ครูดกับลำไส้ที่โดนลอกไปเรียบร้อยด้วยพิษยา

เธอเจ็บปวดท่วมท้นจนตามดูตามรู้ไม่ไหวแล้ว เธอจึงอัญเชิญพระอาจารย์หลายองค์เข้าห้องน้ำด้วย ทุกครั้งเวลาเข้าห้องน้ำ เธอจะนำวิทยุและเทปเสียงธรรมไปเปิด  (เทป — อึม.. ช่างสะท้อนความเก่าแก่ของเรื่องราว)

เธอจะตามดูตามรู้ความเจ็บปวดด้วยตัวเองจนกว่ารู้สึกใจสั่นเหมือนจะขาด แล้วจึงจะเปิดเทปธรรมะเพื่อให้จิตพักไปฟังเสียงธรรม เคลื่อนจากการรับรู้เวทนาชั่วคราว เมื่อรู้สึกดีขึ้น ก็จะกลับมาเจริญสติตามรู้ความเจ็บปวดต่อ ทำอย่างนี้สลับไปมา จนเสร็จธุระ ทั้งหมดใช้เวลาราว ๑๕-๓๐ นาที เธอเดินออกจากห้องน้ำราวกับผีดิบ ขึ้นเตียงแล้วนอนหมดสภาพไร้เรี่ยวแรง

เวลาที่กายอ่อนแอมากอย่างนั้นพาใจให้อ่อนล้าไปด้วย ในภาวะที่ใจพลังตก (จิตตก) ความคิดและความรู้สึกที่ไม่เป็นกุศลบางอย่างอาจผุดขึ้นได้ง่าย ในเวลานั้น เธอรู้สึกท้อแท้ หน่ายกับสิ่งที่เผชิญ และสงสารตัวเอง —- ซึ่งในเวลาปกติที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล เธอจะรู้สึกสบายใจ สงบ เป็นสุขพอสมควร แต่ในเวลาเจ็บมาก กายหนื่อย ก็ฉุดใจลงไปด้วย ขาดแรงเจริญสติ (พลังตก)

ความท้าทายที่สุดในความเจ็บป่วยครั้งนั้นมาเยือนในคืนหนึ่ง

อยู่บนเตียง เธอนอนดูร่างกายหายใจ ตามรู้ลมหายใจ สักพักเริ่มรู้สึกว่าลมไม่เข้าปอด หรือปอดรับลมได้เพียงครึ่งหนึ่ง พยายามเบ่งซี่โครงดึงลมเข้าปอด แต่ลมก็ไม่เข้าไปสักเท่าไร

เธอกดกริ่งเรียกพยาบาล “ตอนนี้ รู้สึกหายใจไม่ออก เหมือนไม่มีอากาศเข้าปอด ช่วยบันทึกไว้หน่อยนะคะ แล้วถ้ากดกริ่งอีกครั้ง รบกวนเอาอ๊อกซิเจนเข้ามาเลยนะคะ แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องค่ะ จะพยายามดูแลตัวเองก่อน” พยาบาลพยักหน้ารับคำ

เธอกุมกริ่งในมือ หลับตาแล้วตามดูร่างกายหายใจต่อไป จนช่วงหนึ่ง รู้สึกว่าแทบไม่มีลมเข้าปอดแล้ว “เราจะตายแล้วหรือนี่”

ตามการฝึกฝนและความรู้ที่เคยได้รับจากกาอบรมเผชิญความตายอย่างสงบ และการเขียนหนังสือเผชิญความตาย ทำให้เธอเร่งสำรวจว่า ตนเองมีความกังวลห่วงหาอะไรหรือไม่

ไม่มี —ไม่ห่วงใคร อะไร ไม่ห่วงงาน ไม่มีทรัพย์สินให้ห่วงหรือหวงแหน

รู้สึกค้างคาอะไรกับใครหรือเปล่า

ไม่มี

มีสิ่งที่อยากทำแล้วยังทำไม่สำเร็จ ยังคาใจอยู่ไหม (unfinished business)

ไม่มี

(คือคนมันไม่ค่อยแยแสใครหรืออะไร ค่อนข้างเห็นแก่ตัวก็งี้ มั้ง)

แต่อารมณ์หนึ่งปรากฏชัด — “กลัว”

เธอตามดูตามรู้ความรู้สึกกลัว แล้วก็ได้พบกับบางอย่างที่สะดุ้งใจ เธอสรุปเป็นความคิดในภายหลังได้ว่า เธอกลัว “ตัวตน” จะหายไป ความเป็น ”ตัวกู” ดิ้นรนเป็นทุกข์อย่างเห็นชัด

“ยังไม่ผ่าน” เธอบอกกับตัวเอง

เธอรู้ตัวอีกทียามเช้า รู้สึกสดใสเบิกบาน เมื่อทบทวนเรื่องราวสุดท้ายเมื่อคืน เธอไม่รู้ว่าหลับไปตอนไหน ทั้งๆ ที่หายใจไม่ออก จำได้แต่ว่า เมื่อเห็นความดิ้นรนของตัวกู ก็หลับไปเลย (กูคงเหนื่อยมากจนขอหลับก่อน) และได้คิดว่า นี่คืองานที่ต้องทำต่อไป งานทำให้ตัวกู (ความเป็นตัวเป็นตน) เลิกดิ้นรนที่จะคงอยู่หรือกลัวว่าจะสูญ …. และแม้ไม่สำเร็จในชีวิตนี้ ก็ไม่เป็นไร

ทุกข์ใจกับ อารมณ์ “ชั่ววูบ”

ทึ่งกับภูมิจิตภูมิธรรมของบรรพบุรุษที่ประดิษฐ์คำได้ตรงกับสภาวะของอารมณ์เหลือเกิน “อารมณ์ชั่ววูบ” ทุกอารมณ์วูบมา วูบไป ถ้าเราเห็นอย่างนั้นและไม่เข้าไปจับ/ยึดอารมณ์ (ที่ไม่ดี) อารมณ์ไหน ๆ มันก็จะผ่านเลยไป โดยที่เราไม่ถูกลากจูงไปกระทำการบางอย่างที่ไม่ควร ยกตัวอย่าง เช่น การทำร้ายตัวเอง

เรื่องย่อมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งนานๆๆๆแสนนานมาแล้ว หญิงสาวผู้หนึ่งประสบกับความผิดหวังในความรัก รู้สึกอกหักอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดในหัวใจมิอาจแปรเป็นถ้อยคำภาษา รู้เพียงว่า ทุกข์จนรู้สึกว่าหัวใจแบกรับความรู้สึกทุกข์ไม่ไหวอีกแล้ว

ในขณะที่เธอนอนซมอยู่บนเตียงราวกับซากสิ่งมีชีวิตที่นอนนิ่งไม่ไหวติง ความคิดหนึ่งวูบเข้ามา “อยากจะนอนหลับไปสัก 3 วัน จะได้ไม่ต้องรับรู้ความรู้สึกทุกข์ที่กำลังเผาใจ ทนไม่ไหวแล้ว” เธอแอบคิดเอาว่า เมื่อตื่นขึ้นมา ความทุกข์ทั้งหลายจะอันตรธานหายไปสิ้น

ในเวลานั้น เธอไม่รู้เลยว่า วูบความคิดดังกล่าวได้เกาะกุมใจเธอแล้ว ความคิดนั้นกำลังบงการให้เธอลุกขึ้นจากที่นอน  เพื่อที่จะไปหายาที่จะทำให้เธอได้นอนหลับสมใจ กินสักหลาย ๆ เม็ดก็น่าจะใช้ได้

มารู้ตัวอีกทีก็เป็นวูบอารมณ์ที่รู้สึกสะดุดและสะดุ้งกับความคิดที่เกิดขึ้น “เอ้ย นี่มันเฉียดฆ่าตัวตายนี่หว่า”

วูบต่อมา เธอรู้สึกสลดใจ จากนั้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจคนจำนวนหนึ่ง “บางที คนที่ทำร้ายตัวเองสำเร็จ เขาอาจไม่คิดจะตายจริง ๆ หรอก บางทีเขาต้องการแต่พัก-วางจากทุกข์บ้างก็เท่านั้นเอง”

อารมณ์ชั่ววูบเหมือนกับพายุ พายุที่พัดกระหน่ำเข้ามา หากเราอยู่ในบ้านที่มีความมั่นคง ก็ยากที่จะถูกพัดปลิว แต่หากเราอยู่ในกระท่อมไม้เก่า ๆ ผุ ๆ หรือที่โล่งแจ้ง พายุจะพัดพาเราไปได้โดยง่าย

ถ้าใจเราไม่ตั้งมั่นพอก็จะถูกลากจูงไปให้ทำการตามที่วูบอารมณ์นั้นบงการ แทบไม่รู้ตัวและเมื่อทำไปแล้ว อารมณ์วูบนั้นก็ดับไป เหลือไว้แต่ซากความเสียหายที่เกิดขึ้น ในเวลานั้น หลายคนก็จะเสียใจกับสิ่งที่ได้ทำลงไป แน่นอน หากคนนั้นโชคดี ยังมีลมหายใจ เขาจะมีโอกาสได้เรียนรู้ ปรับตัว ปรับใจ และแก้ไขอีกหลายเรื่องราว

แต่หากชีวิตมีอันต้องดับไปเพราะพายุวูบอารมณ์นั้น ความทุกข์จะกลายเป็นนิรันดร์

ทุกข์ใจไม่ได้อยู่ที่กาย แม้กายจะไม่มี แต่ใจมีอยู่ ดังนั้น ทุกข์ใจยังคงติดตามไปตามนานเท่านานกว่าที่ใจจะรู้ (เดาเอานะ)

ราวกับคนบ้า หญิงสาวคนนั้นนอนขำตัวเองกับอารมณ์ที่วูบไหวไปมา เธอมีพลังขึ้นเล็กน้อย พยุงตัวเองขึ้นมาจากเตียงแล้วก็ใช้ชีวิตประจำวันที่ต้องดำเนินต่อไป

แน่นอน ทุกข์ใจนั้นยังอยู่ แต่พลังของมันลดลงไปแล้ว วูบอารมณ์ที่อยากพักร้อนจากความทุกข์สัก 3 วัน ไม่หวนกลับมาอีกเลย

เธออยู่กับทุกข์ไปตามสภาพ เข้าใจว่าทุกข์นั้นไม่ดำรงอยู่ตลอดเวลา มันขึ้น-ลง เหมือนเส้นกราฟ บางทีกราฟที่กรุณาต่อหัวใจของเราก็จะค่อย ๆ ไต่เพดานขึ้นไป พอให้เราปรับสภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไป แล้วเมื่อถึงจุดสูงสุด (peak) ก็จะรีบดิ่งตัวลงต่ำโดยเร็ว (ได้อย่างนี้ก็คงดี) แต่โดยมาก กราฟจะพุ่งทะยานไปถึงจุดสูงสุดแล้วทรงตัวอยู่ในระดับสูง อาจมีลงบ้างก็เล็กน้อยแล้วก็พุ่งขึ้นอีก

เธอดีใจที่ทุกข์นี้นำความรู้ความเข้าใจหลายอย่างมาให้เธอ หนึ่งในนั้น คือ เธอไม่มองผู้ที่คิด(สั้น)ว่า โง่เขลา หากแต่เข้าใจว่า เขาเหล่านั้นตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอารมณ์ชั่ววูบ ซึ่งหากเขาทอดเวลาไปอีกสักหน่อย ให้เวลาตัวเองอีกนิด ความคิดจะเปลี่ยนไป ที่สำคัญ คนเราควรหมั่นฝึกฝนจิตให้มั่นคง ตั้งมั่น เพื่อรับมือกับวูบอารมณ์ที่อาจจะพัดผ่านเข้ามาสักวัน

เวลาที่ทุกข์ใจมาก ๆ เปรียบเสมือนอยู่กลางพายุ ให้หาที่กำบังที่มั่นคงพอสมควร ที่กำบังนั้นอาจเป็นสิ่งที่ทำให้มีความสุข กิจกรรมที่ชื่นชอบโปรดปราน (ที่ไม่เป็นอันตรายต่อตัวเองและผู้อื่น) ไปยังสถานที่ที่ให้ร่มเงากับหัวใจ เช่น สถานที่ทางธรรมชาติ วัด หรือหาผู้ที่เป็นที่พักพิงจิตใจเราได้ แล้วรอ..รอ…รอ.. อย่าเพิ่งคิดอ่านทำอะไรในช่วงที่อารมณ์วูบไหวไปมา  แต่รอให้ใจสงบก่อนจะคิดอ่านทำอะไรท่ามกลางห้วงเวลาแห่งพายุนั้น

แต่หากใครสามารถและมีแรง ให้วิ่งฝ่าแรงลม ฝน และข้าวของที่ปลิวว่อนกระจุยกระจาย เข้าสู่ใจกลางพายุ เขาว่ากันว่า ที่ใจกลางพายุ เรียกว่า “ดวงแห่งพายุ” (The Eye of Storm) เป็นที่สงบ นิ่ง เงียบ สรรพสิ่งไม่ไหวติง แล้วที่นั่น นั่งดูความเคลื่อนไหวของเรื่องราวต่าง ๆ โดยไม่ได้รับแรงกระทบกระแทกใดเลย

(เรื่องต่อจากนี้ชื่อ ความทุกข์กายกับหัวใจชิว ๆ)

การให้และการรับ ตอนที่ 1 : กระแสความจริงของชีวิต

พวกเราถูกสั่งสอนว่า คนดีคือผู้ให้ เหล่าคนดีทั้งหลายจึงตั้งหน้าตั้งตาจะเป็นผู้ให้ ซึ่งอาจมีแรงจูงใจเบื้องลึกต่าง ๆ บ้างอาจสะสมบุญเพื่อไปสวรรค์ ชาติหน้าที่ดีขึ้นหรือรูปสวย-รวยทรัพย์-ปัญญามาก-คู่ครองดี-ปราจากทุกข์โศกโรคภัยในชาตินี้ หรือดำรงภาพความคิดของตัวตน (self identity) และบางคนก็อาจจะให้เพื่อเป็นกิริยปัจจัย (สมาสเอง กิริยา + ปัจจัย) สู่เป้าหมายสูงสุดในศาสนา —- ไม่ว่าจะด้วยแรงจูงใจตามธรรมหรือไม่ก็ตาม การให้ของเรามีการร้องขอหรือแสดงเป้าประสงค์บางอย่างด้วยเสมอ

การร้องขอที่ดำรงอยู่ในวัฒนธรรมและความเชื่อทำให้คนไทยจำนวนมากเป็นคนช่างขอ เจอสัตว์ที่มีรูปลักษณ์ผิดแผกจากปกติก็นำมากราบไหว้ “ขอพร” (ซึ่งมักเป็นหวย) ต้นไม้ใหญ่ล้มลอยน้ำมาก็นำขึ้นมาพันผ้าสามสี จุดธูปเทียน แล้ว “ขอพร” (เราชอบการที่คนเคารพธรรมชาติ แต่อยากให้เคารพธรรมชาติที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย) จึงไม่น่าแปลกใจ ที่เราจะ “ขอ” รัฐบาล นายกฯ คนแล้วคนเล่า รัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด นายก อบต. ฯลฯ ให้ทำสิ่งต่าง ๆ ให้เรา และเมื่อพรหรือคำขอของเราได้รับการตอบสนอง ก็เป็นอันต้องแก้บนและเคารพกราบไหว้กันต่อไป มิเช่นนั้นจะเกิดเหตุเพทภัยนานา

พระบรมครูชี้แนวทางให้เราเป็นผู้พึ่งตนเอง (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน) แต่กระนั้นท่านก็ชี้ความจริงให้เราเห็นด้วยว่า สรรพสิ่งล้วนพึ่งพิงอิงอาศัยกัน ผู้ให้/การให้ กับผู้รับ/การรับเป็นกระแสที่ไหลเนื่องกันอยู่เสมอ ดูอย่างลมหายใจของเรา

ลมหายใจเข้า ชีวิตเราอยู่ต่อด้วยอากาศที่เป็นของขวัญของมวลสรรพสิ่ง

ลมหายใจออก เราได้มอบบางอย่างกลับคืนให้โลกด้วยเช่นกัน

หากเราเอาแต่ “รับ” ลมหายใจเข้า – ชีวิตก็จบ

หากเราจะเอาแต่ “ให้” ลมหายใจออก — ชีวิตก็จบเช่นกัน

ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ เราได้รับและให้อยู่เสมอ แต่คุณภาพและผลของการให้และรับอยู่ที่สภาวะจิตของทั้งสองฝ่าย

พระบรมครูให้แนวทางในการพิจารณาการให้และรับของเรา ซึ่งเราขอเขียนเป็นภาษาตามความเข้าใจของตนเอง โดยย่อว่า

จะให้อะไร — สิ่งที่จะให้มีในเราด้วยความชอบธรรมหรือไม่ ไม่ได้จี้ปล้นคอร์รัปชั่นใครมา และไม่ทำให้เราและผู้อื่นเดือดร้อน ให้สิ่งที่ไม่เป็นโทษกับผู้รับ/ผู้อื่นและผู้ให้เอง สิ่งที่ให้ปลูกปัญญาในผู้คนหรือมอมเมาให้คนหลง

ให้ด้วยแรงจูงใจอะไร ให้เพื่ออะไรและเพื่อใคร— ให้เพราะอยากได้บุญะสมไว้จะได้ไปสวรรค์ หรือขอให้ร่ำรวย ไม่เป็นทุกข์ หรือให้เพราะปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ให้เพราะรักใคร่สนิทสนมกัน ให้เพราะดำเนินตามพุทธโอวาทให้รู้จักสละ ให้เพื่อสะสมความเป็นตัวตนว่าฉันดี หรือสละความเป็นตัวตนออก ฯลฯ

กิริยาและท่าทีของจิตเวลาให้เป็นอย่างไร — ให้ด้วยความเคารพและให้เกียรติผู้รับ (โดยคำนึงความปรารถนาและจำเป็นและประโยชน์สูงสุดของผู้รับ) ให้ด้วยความอ่อนน้อมถ้อมตน หรือให้ด้วยความรู้สึกที่เหนือกว่าหรือดูถูกผู้รับว่าเป็นทาส/เหยื่อ (เหมือนการเอาหนอนล่อปลามากินเบ็ด)

ไม่ว่าจะให้หรือรับควรประกอบด้วยปัญญา ไม่เช่นนั้น การให้และรับก็สร้างทุกข์ให้กับทั้งผู้ให้และผู้รับได้

การระลึกรู้ในการให้และการรับ รู้ตัวทั่วพร้อมในแรงจูงใจในการให้หรือรับ — เราจะได้ปัญญาที่ลึกซึ้งตามลำดับ อย่างน้อยในเบื้องต้น เราจะตระหนักถึงผลกระทบของการให้และรับของเรา ที่มีต่อตัวเองและผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง และแน่นอน เราจะรู้ทันจิตใจตัวเองและให้หรือรับ ด้วยความรู้เนื้อรู้ตัวนั้น

สำหรับเรา การให้-รับ/ขอ ให้เป็น ก็เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนเรียนรู้ ใคร่ครวญ ผ่านการลองผิดลองถูกเหมือนกัน เรียกว่า เป็นการปฏิบัติธรรม คือ เรียนรู้/เข้าใจ/เข้าถึงธรรมด้วยการปฏิบัติ (การกระทำที่เกิดจากการกลับมาหันมองและพิจารณาตนเอง)

(สิ่งที่เขียนนี้มาจากความเข้าใจที่น้อยนิดและยังตื้นเขินของข้าพเจ้า หากมีความเข้าใจอันใดผิดพลาดและคลาดเคลื่อนไป ขอผู้อ่านชี้แนะค่ะ)

ความมี และความเป็นน บทเรียนจากหมาข้างบ้าน

บางที ความไม่มี ก็เผยให้เห็น ความเป็น ที่รอปรากฏ — ท้ายที่สุดในชีวิตของเราทุกคน ก็คงไม่มีอะไรเหลือ ความมีก็จะจากเราไป สิ่งที่จะเหลือ คือ ความเป็น (being) หรือเนื้อแท้ในจิต

————————————–

เมื่อกว่า 8 ปีที่แล้ว ครั้งที่เราย้ายมาอยู่ในหมู่บ้านนี้ หนึ่งในเพื่อนบ้าน ที่มีบ้านหลังใหญ่ มีรอดไวเลอร์ 2 ตัว โกลเดนท์รัทรีเวอร์ 1 ตัว เชาเชา 2 ตัว ยอร์คเชียร์ 1 ตัว ไซบีเรียนฮัสกี้อีก 1 ตัว และจะมีอีกไหมที่ฉันไม่เห็น ได้ยินเพื่อนบ้านบางคนพูดถึงบ้านนี้ว่า “เขาบอกว่า ต้องเปิดแอร์ทั้งวันทั้งคืน เพราะหมาพวกนี้บางตัวต้องอยู่ห้องแอร์” บ่อยครั้ง ในแต่ละเดือน จะมีรถแท๊กซี่ของร้านสปาหมาเข้ามารับตัวเจ้าตูบทั้งหลายไปทำความสะอาด งดงาม

จากทางหน้าต่าง ฉันเห็นเจ้ารอดไวเลอร์ 2 ตัว อยู่ในคอกที่เขาสร้างให้มัน ก็เป็นคอกที่กว้างขวางให้มันเดินได้ แต่ไม่อาจวิ่งสนุกได้เลย … ที่สำคัญ เป็นเวลาแรมปี ฉันไม่เคยเห็นมันได้ออกจากคอกนี้ ฉันเห็นความร่าเริงของมันทั้งสองค่อย ๆ ระเหยไปกับกาลเวลา นานวันเข้า ฉันไม่ได้ยินเสียงมันเห่า ไม่ได้เห็นมันเดินไปมา มันได้แต่นอนหงอยกับที่ … จนวันหนึ่ง เมื่อกว่าปีหรือกว่านั้น ฉันก็ไม่เห็นเงาของมันอีกเลย ทราบจากสัตวแพทย์ที่คุ้นเคย และบังเอิญว่าได้รักษาเจ้าหมาที่บ้านนี้เหมือนกันว่า รอดไวเลอร์ป่วยมากและมาพบหมอตอนเป็นหนักมากแล้ว เจ้าของทิ้งมันที่ร้านหมอและก็ให้มันตายที่นั่น

oleหลายเดือนที่ผ่านมา ฉันเห็นเจ้าโกลเดนท์รีทรีเวอร์เดินโซเซออกมาจากบ้าน คุ้ยเขี่ยอาหารจากถังขยะบ้านอื่น ๆ มันผอมซูบ ขากะเผลก เพื่อนบ้านหลายคนที่เห็นรู้สึกเวทนามันอย่างยิ่ง ฉันวิ่งไปเอาอาหารเม็ดที่มีมาให้ มันกินเหมือนไม่ได้กินอะไรมาเป็นวัน ๆ “มันแก่แล้ว” คุณตาเพื่อนบ้านที่เดินออกกำลังกายผ่านมาพูดขึ้น  “เขาจะปล่อยให้มันตายละมั้ง” คุณป้าเพื่อนบ้านอีกคนเสริม ทุกครั้งที่เจ้าของบ้านเผลอเปิดประตูไว้ เจ้าตัวนี้ก็จะได้โอกาสออกมาหาของกิน และทุกครั้งที่ฉันเห็นมัน ก็จะวิ่งไปหาอะไรมาให้เสมอ ๆ … ฉันมักจะแอบมองลอดรั้ว เข้าไปดูว่ามันอยู่ไหน เป็นอะไรมากหรือเปล่า ได้กินอะไรหรือยัง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะเกรงว่า หมาจะเดือดร้อน

ล่าสุด ก็เป็นเจ้าตัวเล็ก 2 ตัว มันแสนรู้ เอาตัวรอด ลอดรั้วออกมาได้บ้าง ฉันจึงให้อาหาร น้ำกับมัน เนื้อตัวของมันมอมแมม เห็บหมัดเต็มตัว หิวโซ บางทีก็เดินเซ คนสวนบอกว่า สงสัยโดนกินเลือดจนเซ ฉันเล่าให้สัตวแพทย์ที่คุ่นเคยฟัง คุณหมอให้ปลอกคอกันเห็บหมัดมา 2 กล่อง และฉันก็ใส่ให้มันเรียบร้อย เจ้าสองตัวกลายเป็นหมาริมรั้ว ริมทางในหมู่บ้านไปแล้ว ฉันไม่ได้ยินเจ้าของเรียกชื่อมัน ตามหามันเวลาที่มันยังไม่กลับบ้าน ในคืนที่หนาวจัด มันก็นอนขดกันกลมอยู่นอกบ้านmagic

คนในบ้านหลังใหญ่บอกว่า “ใครจะเอามันก็เอาไปได้เลย” รู้สึกว่า หมาตัวเล็กทั้งสองจะเป็นของขวัญที่เขาให้กันในวันเกิด ซึ่งตอนนี้เจ้าของวันเกิดอาจไม่อยู่บ้านนี้แล้ว ก็เลยไม่มีใครสนใจ

ปัญหามีไว้ให้ใช้ปัญญาขบคิดและลงมือแก้ไข … ฉันทำเท่าที่ทำได้ ตามสติ ปัญญา เงื่อนไขในชีวิต

โชคดีว่า คนในหมู่บ้านจำนวนมากรักสัตว์ เลี้ยงหมาอยู่บ้าง จึงไม่ว่าอะไร และเจ้าสองตัวนี้ก็น่ารัก แสนรู้ ฉลาดมาก จึงไม่เป็นที่รำคาญอะไร

ฉันให้อาหาร น้ำกับมัน จะพามันไปอาบน้ำและตรวจสุขภาพ คนสวนในหมู่บ้านช่วยดูแล ให้อาหารบ้าง ทำที่นอน มุ้งให้มันนอนตามแต่มันจะชอบ

สัตวแพทย์ประจำบ้านของฉันก็บริจาคยา หรือให้ส่วนลดกับการบริการดูแลสัตว์ทุกข์ยาก

ผู้ที่ทำงานเรื่องกฎหมายสิทธิสัตว์เคยเล่าให้ฟังว่า พยายามให้ร่างกฎหมายผ่าน แต่

ผู้ที่ทำงานเรื่องกฎหมายสิทธิสัตว์เคยเล่าให้ฟังว่า สัตว์เลี้ยงจัดเป็นทรัพย์สินของเจ้าของ เราทำอะไรกับมันไม่ได้หากเจ้า้ของไม่อนุญาต เพราะจะถือว่า ละเมิดทรัพย์ หรือขโมย … กลุ่มนักพิทักษ์สิทธิสัตว์พยายามแก้ไขและเสนอร่างกฎหมาย แต่ยังคาอยู่ที่สภา “เรื่องของสัตว์มักเป็นเรื่องท้ายที่สุดเสมอ ท้ายลงไปอีกจากเรื่องคนชายชอบ คนตกขอบทั้งหลายในสังคม” พี่นักพิทักษ์สิทธิสัตว์คนหนึ่งบอก
อาสาสมสัครผู้ที่ช่วยเหลือสัตว์ตกยากคนหนึ่งสะท้อนว่า “การดูแลสัตว์ของคนในสังคม วิธีปฏิบัติที่เรามีต่อสัตว์ สะท้อนใจของสังคม หากสังคมใดดูแลสัตว์ดี สังคมนั้นก็น่าจะเจริญ เพราะคนใจสูง ดูแลสัตว์ที่ด้อยโอกาส ดังนั้นจึงยากที่จะไม่ใส่ใจคนด้วยกัน”

ฉันมองกลับไปที่บ้านหลังใหญ่ มันคงมีเหตุให้เขาละทิ้งสัตว์เหล่านี้ เงื่อนไขปัจจัยในชีวิตคงไม่เอื้อให้เขาดูแลสัตว์เลี้ยงให้ดีเหมือนเดิม … แต่ฉันก็คิดด้วยว่า บางที ความมี ก็เป็นคนละเรื่องกับ ความเป็น (being)

ฉันเคยพบคนยากจนที่อาศัยชานบ้านของญาติอยู่ เธอรับจ้างทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้เงินวันละ 50-100 บาท แต่ไม่เคยปล่อยให้หมาข้างถนน ที่เธอเก็บมาดูแลต้องอดกว่าเธอ ทุกวัน เธอไปขอข้าวที่วัดบ้าง ขอน้ำแกงร้านก๋วยเตี๋ยวบ้าง เธอหุงข้าวหม้อใหญ่ให้หมา คลุกน้ำแกง มีเนื้อนิดหน่อยตามเงินในกระเป๋าของเธอ ส่วนตัวเธอเองกินน้อย “สงสารมัน มันหิว มันลำบาก” เธอบอก

บางที ความไม่มี ก็เผยให้เห็น ความเป็น ที่รอปรากฏ — แม้ไม่มีเงิน แต่มีใจ เพราะเธอ “เป็น” อย่างนี้

คนในบ้านหลังใหญ่ เมื่อ “มี” น้อยลง ความ “เป็น” บางอย่างก็ปรากฎ

ท้ายที่สุดในชีวิตของเราทุกคน ก็คงไม่มีอะไรเหลือ ความมีก็จะจากเราไป สิ่งที่จะเหลือ คือ ความเป็น (being) หรือเนื้อแท้ในจิต 

ครูยังอยู่ ตราบที่ยังปฏิบัติ

ได้รับข่าวการมรณกรรมของท่านอาจารย์โกเอ็นก้า ที่บ้านพักในเมืองมุมไบเมื่อ 29 ก.ย. 22.40 น.

ท่านอาจารย์โกเอ็นก้า "May all of you be happy May all of you be peaceful May all of you be liberated from miseries of life…"

ท่านอาจารย์โกเอ็นก้า
“May all of you be happy
May all of you be peaceful
May all of you be liberated from miseries of life…”

ใจหาย … ที่พึ่งทางจิตวิญญาณจากโลกนี้ไปอีกองค์

หายใจ … สัมผัสพลังงานแห่งลมหายใจที่ท่านฝากไว้ในโลก

หายใจ … เวลาของครูบาอาจารย์ทางธรรมมีไม่มาก เวลาของเราก็เช่นกัน

ในห้องพระ ฉันมองรูปถ่ายพระเจดีย์ชเวดากอง ที่ขยายเป็นภาพขนาดใหญ่ เพื่อรำลึกถึงห้วงเวลาแห่งแรงบันดาลใจในธรรมครั้งสำคัญในชีวิต

ยามรุ่งสางของวันที่ 23 ธันวาคม 2555 ฉันและเพื่อนสื่อจำนวนหนึ่งเดินทางไปรวมตัวกันที่ลานกว้างรอบฐานพระเจดีย์ชเวดากอง อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวพุทธมานานนับพันปี

ที่นั่น เรานั่งสมาธิ สวดมนต์ เดินจงกรม ปฏิบัติธรรมระหว่างรอท่านอาจารย์โกเอ็นก้า ผู้ที่จะมานำพวกเราปฏิบัติ เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพระรัตนตรัย — พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ (ซึ่งหมายรวมถึงวิปัสสนาจารย์ฝ่ายฆราวาสด้วย)

ชีวิตของท่านโกเอ็นก้าเกิด 2 ครั้ง ครั้งแรกคือเกิดทางโลกในครอบครัวชาวฮินดู ที่ตั้งรกรากในพม่ามากว่า 135 ปี ส่วนการเกิดครั้งที่สอง เป็นการเกิดในพระธรรม โดยท่านอาจารย์อูบาขิ่น วิปัสสนาจารย์คนสำคัญ — ด้วยเหตุนี้ ท่านอาจารย์โกเอ็นก้าจึงรู้สึกรักและเคารพพระรัตนตรัยอย่างยิ่ง

“ข้าพเจ้ารู้สึกดีใจอย่างสุดซึ้งที่ได้เกิดในประเทศนี้ แต่ยังมีการเกิดอีกครั้งหนึ่ง เป็นการเกิดครั้งที่สองที่ข้าพเจ้าได้รับจากท่านซายาจีอูบาขิ่น มันเป็นการเกิดอย่างแท้จริงของข้าพเจ้า ขอให้ธรรมะแพร่ขยายออกไป ขอให้ประชาชนในประเทศของข้าพเจ้าได้ลิ้มรสกับผลอันวิเศษของธรรมะ ขอให้ผู้คนทั่วโลกได้ลิ้มรสกับผลอันวิเศษของธรรมะด้วย ขอให้ผู้คนมากขึ้นและมากขึ้นได้รับประโยชน์จากวิปัสสนา มีชีวิตที่มีความสุข ชีวิตที่ราบรื่น เป็นประโยชน์สำหรับตัวเขาเองและเป็นประโยชน์สำหรับผู้อื่น” ท่านอาจารย์โกเอ็นก้ากล่าวในการบรรยายธรรม ที่โรงละครแห่งชาติ สหพันธรัฐเมียนมาร์

พระเจดีย์ชเวดากองยามรุ่งสาง

พระเจดีย์ชเวดากองยามรุ่งสาง

สายตาที่ท่านมองไปยังพระเจดีย์ตรึงใจฉันอย่างยิ่ง เป็นความรู้สึกซาบซึ้งและเคารพอย่างสุดจิตสุดใจกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า อันเป็นที่ประดิษฐานพระเกศาธาตุของพระบรมครูสัมมาสัมพุทธเจ้า

การปฏิบัติร่วมกันกับอาจารย์โกเอ็นก้าตรงนั้น ทำให้ฉันเห็นความสำคัญของการเป็น “ศิษย์มีครู” มันทำให้เรารู้สึกอบอุ่นใจ ตราบใดที่เรายังคงระลึกถึงครู ปฏิบัติตามคำสอนของครู … ครูก็ยังอยู่กับเรา

เหมือนอย่างที่ท่านโกเอ็นก้าแสดงให้เห็น เป็นให้ดู

พระบรมครูยังอยู่ … พระธรรมยังอยู่ …. พระสงฆ์ยังอยู่

ท่านอาจารย์โกเอ็นก้า ก็ยังคงอยู่ … ตราบเท่าที่เรายังคงรักษาคำสอนและปฏิบัติ

“ขอให้ทุก ๆ ท่านมีความสุข ขอให้ทุก ๆ ท่านมีความสงบ ขอให้ทุก ๆ ท่านใช้ชีวิตอย่างราบรื่น เป็นประโยชน์แก่ตัวของท่านเองและเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ผู้ที่ท่านคบหาสมาคมด้วย” ท่านอาจารย์โกเอ็นก้าให้พร

May all of you be happy

May all of you be peaceful

May all of you be liberated from miseries of life…

ขอขอบคุณและอนุโมทนากับคณะศิษยานุศิษย์ของท่านอาจารย์โกเอ็นก้า ในประเทศไทย ที่เกื้อกูลดูแลการเดินทางไปเยือนพม่าของคณะสื่อ

Memoir of Myanmar # 1: ที่ระลึกแห่งความทรงจำ

Shwedagon มหาสถานแห่งพลังศรัทธา

Shwedagon มหาสถานแห่งพลังศรัทธา

หลายต่อหลายครั้งที่เราไปร่วมการอบรพัฒนาศักยภาพ ปฏิบัติธรรม หรือไปท่องเที่ยว — ในช่วงเวลาที่เว้นวรรคจากวิถีประจำวันที่คุ้นชินเหล่านั้น เรามักรู้สึกว่า ช่างเป็นเวลาแสนวิเศษ ชีวิตเป็นสุข และทุกอย่างดูเต็มไปด้วยความหวัง ทว่า เมื่อกลับมาใช้ชีวิตประจำวัน พบปะผู้คนที่คุ้นเคย เรื่องราวที่มักเจอ ความรู้สึกดี ๆ พลังต่าง ๆ ที่เก็บเกี่ยวไว้ก็ค่อย ๆ สลายหายไปในอากาศ และเราต้องไขว่คว้าหาช่วงพักเพื่อเติมพลังอีกครั้ง ๆ ๆ ๆ …

“ทำอย่างไร ให้การเรียนรู้ พลัง ความรู้สึกดี ๆ ที่เราได้รับจากการไปท่องเที่ยว การอบรมการปฏิบัติธรรม หรือการเข้าอบรมพัฒนาศักยภาพต่าง ๆ ยังดำรงอยู่ในชีวิตประจำวันได้” นี่เป็นคำถามที่ฉันได้ยินเมื่อหลายปีก่อน และเป็นคำถามสำคัญที่ท้าทายตัวเองมาโดยตลอด

สำหรับคน “งก” ฉันพยายาหาทางที่จะรักษาความทรงจำ ความรู้ และความรู้สึกดี ๆ ที่ได้รับมาให้คงอยู่และเจริญงอกงามไปเรื่อย ๆ ฉันพยายามเรื่อยมา และยังคงต้องพยายามต่อไป

ในคราวที่ไปเมืองย่างกอน ฉันได้รับความทรงจำที่งดงาม แรงบันดาลใจมหาศาลในชีวิต และไม่อยากให้ของดีที่ได้รับมาผุ กร่อนไปตามความเคยชิน

ในคืนสุดท้ายที่เราไปนมัสการพระมหาเจดีย์เชวงดากอง ฉันซื้อ “พระโลกานารถ” ในความเชื่อชาวพม่า ท่านเป็นเหมือนท้าวจตุโลกบาล พระภูมิเจ้าที่ แต่นัยยะที่ฉันชอบที่สุด คือ ท่านเป็นผู้นำสันติมาสู่สังคม ด้วยคีตและนาฏศิลป์

ท้าวโลกนาถ เทพผู้ใช้ศิลปะแห่งเสียงเพลงและการร่ายรำ นำสันติภาพมาสู่โลก

ท้าวโลกนาถ เทพผู้ใช้ศิลปะแห่งเสียงเพลงและการร่ายรำ นำสันติภาพมาสู่โลก

ฉันขอให้ท่านเป็น “เครื่องเตือนใจ” ให้ฉันระลึกถึงความหมายและภารกิจสำคัญในชีวิต

ชาวพม่าที่ฉันพบและสนทนาด้วย ไม่มีเครื่องลางของขลัง ไม่มีพระเครื่องห้อยคอ แต่พวกเขามีเครื่องเตือนใจเพื่อสร้างมงคลชีวิต — พระมหาเจดีย์ ซึ่งเป็นเสมือน landmark ในชีวิต พวกเขาจะไปนมัสการพระมหาเจดีย์บ่อย ๆ หรือมองขึ้นไปเห็นยอดเจดีย์ก็ระลึกถึงพระรัตนตรัยอยู่เสมอ ๆ

ชาวพม่าและวิถีปฏิบัติที่ฉันเห็นที่พระหาเจดีย์ ทำให้ฉันตระหนักถึงความงามของคำว่า “ปฏิบัติบูชา” เราไม่ได้ปฏิบัติ ทำความดี ละเว้นความชั่ว ชำระจิตให้ผ่องใสมีปัญญา เพื่อตัวเรา แต่ทำเพื่อบูชาพระรัตนตรัย

ฉันพบว่า เมื่อเรามีเป้าหมายหรือแรงบันดาลใจที่ไปพ้นจากประโยชน์ตนและตัวเอง เราจะได้รับพลังหนุนให้ทำสิ่งที่ดีและยากได้เพิ่มขึ้น เราจะมีพลังมากขึ้นในการปฏิบัติ ปฏิบัติธรรมเพื่อธรรม ปฏิบัติธรรมเพื่อบูชาพระพุทธองค์ ปฏิบัติธรรมเพื่อบูชาพระสงฆ์

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งใหม่ ฉันเคยได้ยินได้อ่านมาก่อน แต่มันไม่ “ถึงใจ” ในการเดินทางครั้งนี้ สิ่งที่ถึงใจที่สุด คือ คุณของพระสงฆ์ — ฉันไม่มีโอกาสได้พบและฟังคำสอนจากพระพุทธองค์ แต่เพราะมีพระสงฆ์ (ทั้งในผ้าเหลือง และที่เป็นคฤหัสถ์) ที่สละตน น้อมใจเดินตามเส้นทาง ศึกษาพระธรรมด้วยความพากเพียร และเมตตาถ่ายทอดธรรมให้ จึงทำให้ฉันมีโอกาสได้สัมผัสเค้าลางของความสุขจากรสพระธรรมบ้าง

ฉันนำพระโลกานารถไปที่ซุ้มพระ ในพื้นที่พระมหาเจดีย์ ที่เมื่อวันก่อน ฉันไปนั่งสวดมนต์และภาวนากับเพื่อน ฉันกลับไปที่นั่นอีกครั้ง สวดมนต์และอธิษฐานว่า จะนำแรงบันดาลใจทั้งหลายที่ได้รับจากพม่ากลับไปเมืองไทย และทำให้งอกงามในชีวิต

ที่เมืองไทย นอกจากพระโลกานารถแล้ว ฉันอัดและขยายรูปภาพพระมหาเจดีย์เชวงดากอง ขนาดใหญ่แบบปฏิทินติดผนัง และนำไปติดไว้ที่ห้องพระ

ทุกวันที่สวดมนต์เช้า-เย็น ฉันจะยกมือไหว้พระเจดีย์ด้วยทุกครั้ง ราวกับว่า ฉันยังอยู่ที่นั่น หรือพระเจดีย์อยู่กับฉันที่นี่ ฉันได้นมัสการพระเจดีย์ทุก ๆ วัน และย้ำเตือนตัวเองถึงคำอธิษฐานที่ได้ให้ไว้

ล่วงมาเกือบ ๓ เดือนแล้ว ฉันยังคงรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง แม้บางวัน จะดูอ่อนแรงลงบ้างก็ตาม แต่การได้เห็นพระเจดีย์ก็ช่วยฟื้นความตั้งใจได้มาก และการเขียนบันทึกแรงบันดาลใจจากพม่า อย่างที่ฉันกำลังทำอยู่นี้ก็เป็นอีกหนึ่งหนทาง ที่จะช่วยย้ำความตั้งใจให้หนักแน่นขึ้นไป