ต้นธารแห่งความสุข

โดย กรรณจริยา สุขรุ่ง

(แปลและเพิ่มเติมจาก http://www.bangkokpost.com/arts-and-culture/art/319037/finding-joy-in-the-everyday)

“อะไรคือต้นธารแห่งความสุขในชีวิต” อโณทัย เจียรสถาวงศ์ ผู้ริเริ่มโครงการนิทรรศการ “ต้นธารแห่งความสุข” ถามคำถามนี้กับศิลปินระดับชาติ ๒๘ ชีวิตที่เข้าร่วมงานนิทรรศการครั้งนี้

ศิลปินแห่งชาติ อาจารย์ชลูด นิ่มเจริญ กล่าวถึงแม่ “ผมเป็นคนที่นับถือผู้เป็นเพศหญิงทุกคน เพราะผมนับถือแม่ มีแม่ที่ให้ความรัก เลี้ยงดูอบรม ส่งเสียจนเป็นตัวเป็นตนมาอย่างนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้รู้ว่า ชีวิตไม่ได้ขาดแคลนสิ่งใด ยังมีคนที่รักเราอยู่ …”

อาจารย์ สันต์ สารากรบริรักษ์ ย้อนนึกถึงต้นธารแห่งความสุขที่ช่วยให้อาจารย์รอดจากความเจ็บป่วย “ในปลายปี๒๕๔๐ หลังจากทำพิมพ์ปลาสเตอร์ท่านอาจารย์ (ศิลป์ พีระศรี) แล้ว อาการป่วยของผมก็ทุเลาขึ้นมาก แต่การเขียนรูปนอกสถานที่ยังเป็นเรื่องลำบาก เพราะต้องขับรถไปไกล ทว่าความต้องการเขียนภาพยังมีอยู่อย่างมาก จึงใช้วิธีจัดดอกไม้ต่าง ๆ ใส่แจกัน ช่วงนี้ผมเขียนด้วยเกรียงปาดสีที่บีบจากหลอดผมค่อย ๆ ดีขึ้นเพราะดอกไม้ดอกไม้ให้ความสดใส ทำให้ใจมีความสุข ผมคิดว่าผมรอดตายจากการป่วยครั้งนั้น” 

ศิลปินแห่งชาติอีกท่าน อาจารย์ทวี รัชนีกร กล่าวว่า “ผมดำรงชีวิตอยู่เพื่อสร้างสรรค์สิ่งสวยงามให้กับโลก เพื่อสร้างศิลปะ สร้างสุนทรียภาพ เพราะผมคิดว่าความงามเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์สมบูรณ์ขึ้น… เวลาเขียนงานผมไม่ได้บันทึกด้วยความเศร้าหรือความเกลียดชัง แต่บันทึกด้วยความเข้าใจว่า กี่ยุคกี่สมัยมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้…. ผมเองมีความสุขได้เพราะพระพุทธศาสนา ไม่มีอะไรดีกว่าพุทธศาสนา แต่หน้าที่ของผมคือสร้างสรรค์ศิลปะ ผมต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด” 

ศิลปินท่านอื่น ๆ กล่าวถึงต้นธารแห่งความสุขในชีวิตในรายละเอียดต่าง ๆ กัน ทว่า สาระของความสุขนั้นดูจะคล้ายกัน คือ แรงบันดาลใจจากศิลปะ การทำงาน ความรักความเมตตา และธรรมะ อย่างที่ศิลปิน วิโชค มุกดามณี สะท้อนว่า “การทำงานด้วยจิตใจจดจ่อมีสมาธิอยู่กับงานนั้น ๆ เป็นการลดช่องว่างของจิตใจที่คิดฟุ้งซ่านหรือพะวง เพราะเมื่อสติมีความแน่วแน่อยู่กับงาน จะทำให้เราผ่านพ้นปัญหายุ่งยากที่เผชิญหรือความลำบากภายในใจได้ …”

คำตอบเหล่านี้จากบรรดาศิลปินคือสิ่งที่อโณทัย ผู้ริเริ่มโครงการต้นธารแห่งความสุข ปรารถนาจะให้สาธารณชนได้ลองใคร่ครวญบ้างเช่นกัน

“ศิลปะเป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยเยียวยาความขัดแย้งและดับทุกข์ร้อนในสังคม ถ้าคนเราหันมาชื่นชมศิลปะกันให้มากขึ้น เราก็จะมีที่ว่างให้กับความสุขในหัวใจเพิ่มขึ้น แทนที่จะคิดหมกมุ่นกับความขัดเคือง ความไม่ชอบ ไม่พอใจ หรือใจที่คิดทำร้ายกล่าวด่าผู้อื่น เราหยุด ชื่นชมงานศิลปะและสัมผัสกับความปีติในจิตใจ” อโณทัยกล่าว

ตั้งแต่ช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๕ นี้ อโณทัยบ่มเพาะความสุขภายในของเธอ เพื่อโครงการนี้ที่เธอตั้งใจให้เป็นโรงบ่มเพาะต้นธารแห่งความสุขภายในใจของผู้คนในสังคม

สำหรับอโณทัยแล้ว ต้นธารแห่งความสุขของเธอมาจากการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน

“มรรควิธีทางพุทธคือหนทางสว่างที่สามารถเกื้อกูลให้เกิดการขัดเกลาและการพัฒนาทางจิต ส่งผลให้บุคคลมีความเจริญงอกงามของชีวิตด้านใน” อโณทัย อดีตนักธุรกิจเงินล้านกล่าว

 “วิชาของพระพุทธเจ้าดับทุกข์ได้จริง ขัดเกลาตัวเราได้จริง สิ่งที่เคยทำให้เราทุกข์มากก็มีผลกับใจเราน้อยลง … ทุกข์มาจากความไม่รู้ เรายึดมั่นถือมั่นกับสิ่งที่เราปรารถนา หรือไม่ปรารถนา การปฏิบัติธรรมวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นหนทางให้เราเห็นความเป็นจริง และช่วยคลายความยึ่ดมั่นถือมั่น”

เมื่อคลายทุกข์ สุขก็เกิด อโณทัยจึงอยากแผ่ขยายความสุขที่เธอได้รับจากการปฏิบัติวิปัสสนาให้คนในสังคม โครงการ “ต้นธารแห่งความสุข” นี้จึงเกิดขึ้นเพื่อระดมทุนซื้อที่ดินและสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมให้แก่ศูนย์กลางการศึกษาวิปัสสนาธุระพุทธวิหาร วัดพระธรรมจักร อ.เมือง จังหวัดนครนายก

วัดพระธรรมจักรเป็นวัดป่าที่เรียบง่าย ไม่มีอาคารตึกใหญ่โต มีเพียงโรงเรือนเพื่อทำกิจสำคัญ ๆ เช่น ศาลาฟังธรรม โรงครัว นอกนั้นก็เป็นพื้นที่ป่า ต้นไม้ ทั้งสงฆ์และผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน อยู่ในกุฏิเล็ก ๆ เป็นหลังเดี่ยวท่ามกลางต้นไม้ ในบรรยากาศที่ปลอดภัยและสงบสงัด

เจ้าอาสาสของวัด ผู้เป็นพระอาจารย์ของศูฯย์ปฏิบัติธรรมแห่งนี้ คือ พระปลัดชัชวาล ชินสโภ ท่านเป็นศิษย์ที่ได้รับการสืบทอดจากพระอาจารย์อาสภะมหาเถระ พระธรรมทูตสายวิปัสสนาธุระจาพม่าที่มาเผยแผ่วิปัสสนากัมมัฏฐานในเมืองไทย

แม้วัตถุประสงค์หลักของงานจะมุ่งระดมทุนเพื่อขยายศูนย์การปฏิบัติธรรม แต่อโณทัยก็หวังว่า การแสดงงานศิลปะจะเอื้อเฟื้อให้สาธาณะเข้าถึงผลงานศิลปะที่มีคุณค่าจากศิลปินชั้นครูกว่า ๗๐ ชิ้น

“ศิลปะเป็นสิ่งที่สามารถยกระดับจิตใจคน ให้เข้าถึงความดี ความงามและความจริงอันประเสริฐ” เธออธิบายความต่อว่า “ในเวลาที่เรายินอยู่หน้าภาพศิลปะ ขณะนั้นใจเราว่างจากอกุศล เราไม่ทำร้ายใครทางกาย ไม่ต่อว่าประหารน้ำใจใครทางวาจา จิตของเราเป็นสมาธิจดจ่ออยู่กับศิลปะ มีปีติเบิกบานใจกับความงามทางศิลปะที่เห็น

“นอกจากนั้น ภาพศิลปะยังสะท้อนความจริง ความหมายบางอย่างของชีวิตไว้ด้วย ช่วยยกระดับความคิด สำนึกของเราให้สูงขึ้น”

อโณทัยยกตัวอย่างภาพวาดของ อาจารย์ทวี รัชนีกร ศิลปินแห่งชาติ ผู้วาดภาพแม่นกคาบปลามาให้ลูกน้อย “ในภาพ อ. ทวีให้ภาพของแม่นกและลูกนกที่ดูโหดร้าย แต่ในความโหดร้ายนั้น เราเห็นความรักของแม่ แม่อาจจะทำลายชีวิตปลา แต่ก็ทำเพื่อให้ลูกรอด”

อโณทัยสะท้อนว่า การพินิจภาพและความหมายที่สื่อเข้าถึงใจเช่นนี้ ช่วยให้เราวางแนวโน้มที่จะตัดสินคนจากภาพที่เห็น

ถ้าคนในสังคมเรานิยมการไปเยี่ยมชมและชื่นชมผลงานศิลปะมากขึ้น ใจของผู้คนก็อาจจะเอนเอียงเข้าหาความงาม ความดี และความจริงมากขึ้นไปด้วย ซึ่งสำหรับอโณทัย แม้ความสุข สมาธิ ปีติที่เกิดจากการชื่นชมภาพศิลปะจะยังอยู่ในโลกียสุข แต่ก็เป็นโลกียสุขฝ่ายกุศล ที่เกื้อกูลต่อความสุขที่ละเอียดปราณีตและสูงขึ้นได้ต่อไป

โครงการนิทรรศการศิลปะ “ต้นธารแห่งความสุข”

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (หอศิลป์เจ้าฟ้า)
๓ – ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕

นิทรรศการนี้จัดแสดงผลงานศิลปะ ๗๐ชิ้น จากศิลปิน ๒๘ ท่าน  เพื่อให้สาธารณะเรียนรู้ทั้งเรื่องศิลปะและธรรมะ รวมถึงให้ข้อมูลเรื่องการศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐานและสถานที่สำหรับปฏิบัติธรรมแก่ประชาชน

เปิดงานวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕  

๑๖.๐๐ – ๑๗.๓๐ น.      ธรรมเสวนา “ตามรอยวิปัสสนากัมมัฏฐานจากชมพูทวีปสู่สุวรรณภูมิ”

โดย พระปลัดชัชวาล ชินสโภ

นพ. บัญชา พงษ์พานิช

มณเฑียร ธนานาถ

ดำเนินรายการโดย อัญชลีพร กุสุมภ์

๑๗.๓๐ น. เปิดงานโดย ดร.ชัยวัฒน์  วิบูลย์สวัสดิ์ (อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย) และ พญ.วิไล  ธนสารอักษร

รายชื่อศิลปินที่เข้าร่วมโครงการต้นธารแห่งความสุข

  1. ชลูด    นิ่มเสมอ          (ศิลปินแห่งชาติ)
  2. ประหยัด  พงษ์ดำ           (ศิลปินแห่งชาติ)
  3. พิชัย   นิรันต์                  (ศิลปินแห่งชาติ)
  4. สันต์   สารากรบริรักษ์ (ศิลปินแห่งชาติ)
  5. ทวี   รัชนีกร                    (ศิลปินแห่งชาติ)
  6. นนทิวรรธน์  จันทนะผะลิน (ศิลปินแห่งชาติ)
  7. อิทธิพล  ตั้งโฉลก           (ศิลปินแห่งชาติ)
  8. ปรีชา   เถาทอง   (ศิลปินแห่งชาติ)
  9. ปัญญา   เพ็ชรชู  (ศาสตรเมธีแห่งชาติ)
  10. ผ่อง   เซ่งกิ่ง
  11. วิโชค   มุกดามณี
  12. ปัญญา   วิจินธนสาร
  13. สมภพ   บุตราช
  14. สุวัฒน์   วรรณมณี
  15. ดินหิน   รักพงษ์อโศก
  16. จันทนา   แจ่มทิม
  17. เอกชัย   ลวดสูงเนิน
  18. อลงกรณ์   หล่อวัฒนา
  19. สุวัฒน์   แสนขัติยรัตน์
  20. จินตนา   เปี่ยมสิริ
  21. ไพโรจน์  วังบอน
  22. ชินสีห์  จันทร์มณี
  23. พีระศิลป์   ดวงอิน
  24. สุวรรณี   สารคณา
  25. สิโรจน์   พวงบุปผา
  26. ปัญญา  อภิญญานุรักษ์
  27. อรรถนิติ  ลาภากรณ์
  28. จริยา   เจียมวิจิตร (ศิลปินอิสระ)

“Little bit, every day” ตอนที่ ๑ สนทนากับพระพุทธรูป และศัตรูที่แท้

“Little bit, every day” หรือ “ทำทีละน้อย แต่ทำทุกวัน” ได้กลายเป็นหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิตมาสักระยะหนึ่งแล้ว หลักปฏิบัตินี้ทำให้ฉันเข้าใจความหมายของความเพียร (แบบชิวๆ)

ช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมา ฉันตั้งใจสรงน้ำพระพุทธรูปที่หิ้งพระที่บ้าน แต่เมื่อมองดูพระพุทธแต่ละองค์แล้วก็ให้ท้อใจ ท่านมีหลายองค์เหลือเกิน จะทำความสะอาดทั้งหมดในคราวเดียวก็จะเหนื่อย จะทิ้งขว้างไม่ดูแลก็ไม่ได้ ท่านเป็นรูปเคารพศักดิ์สิทธิ์ และยังเป็นมรดกที่ได้รับมาจากบรรพบุรุษ

ความขี้เกียจและท้อใจก่อกำเนิดความคิดดี ๆ “ทำความสะอาดท่านในคราวเดียวไม่ไหว ก็ทำทีละองค์ แต่ทำทุกวันละกัน” ความคิดบอก “เอ้อ เข้าท่า” ฉันยิ้ม

วิธีการนี้ได้ผลดีเยี่ยม ฉันขยันทำความสะอาดพระพุทธรูปได้ทุกวัน เพราะมีกำลังใจในการทำความสะอาดพระเพียงวันละ ๑ องค์ ใช้เวลาไม่มาก ไม่เหนื่อย นอกจากนั้น ยังทำให้ฉันได้รักษาความสะอาดให้กับหิ้งพระอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทำปีละครั้ง แต่ด้วยวิธีการ “ทำทีละนิดนี้” ทำให้ฉันดูแลท่านโดยรวมแล้ว ทุก ๆ เดือน

ที่สำคัญ การทำความสะอาดพระพุทธรูป เป็นวิธีทำสมาธิที่ดีมาก และเป็นโอกาสให้ฉันได้สนทนาธรรมกับพระพุทธรูปด้วย

ระหว่างทำความสะอาด ฉันได้สัมผัส และเรียนรู้จักท่านมากขึ้น ในแง่ศิลปะความงามจากต่างยุคสมัย วัสดุที่ใช้ทำพระพุทธรูป บ้างเป็นโลหะ บ้างเป็นดินเผา บ้างเป็นหิน นอกจากนั้น ระหว่างที่ทำความสะอาดท่าน จิตก็ใคร่ครวญใบหน้า ท่าทาง ชื่อพระ และเรื่องราวเกี่ยวกับท่านเข้ามาพิจารณาธรรมอีกด้วย

วันหนึ่ง ฉันนิมนต์ “พระไพรีพินาศ” มาทำความสะอาด ระหว่างที่ปัดฝุ่น เช็ดถูท่านอยู่นั้น จิตคิดไปถึงความนิยมของผู้คนที่มักขอพรท่านเพื่อให้ศัตรูหมู่มารทำอันตรายอะไรไม่ได้ ประมาณนั้น ใจเราก็เลยเปรยบ้างว่า “ขอให้ศัตรู ..” ใจกำลังจะเผลอผลิตคำที่ไม่น่ารักออกมา ก็สะดุดหยุดลงแค่นั้น ไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ “ไม่ดี ไม่เป็น-ธรรม ที่เราจะปรารถนาให้สิ่งไม่ดีเกิดขึ้นกับผู้อื่น แม้จะเป็นผู้ที่ไม่น่ารักกับเราก็ตาม”

ฉันพิจารณา “พระไพรีพินาศ” ใหม่อีกครั้ง

“อะไร หรือใคร คือ ศัตรูที่แท้ของเรา” ฉันถามตัวเอง “อะไร หรือใคร ที่ทำให้เราทุกข์” 

ในความเงียบ คำตอบหนึ่งผุดขึ้น “ตัวเธอเองนั่นแหละ กิเลสต่าง ๆ เช่น ความโกรธ … ไม่ใช่เหรอที่ทำให้เธอทุกข์” ฉันยิ้ม

ทุกวันนี้ ทุกครั้งที่มอง “พระไพรีพินาศ” ฉันจะพิจารณาในใจว่า “ตอนนี้ “ศัตรู” มีกำลังน้อยลงหรือ พินาศไปแล้วกี่มากน้อย”