การให้และการรับ ตอนที่ 2 : ปัญญาจากผู้ขอ

โปสการ์ดเขียนถึงตัวเอง บอกเล่าความประทับใจครั้งไปญี่ปุ่น

โปสการ์ดเขียนถึงตัวเอง บอกเล่าความประทับใจครั้งไปญี่ปุ่น

การให้และการขอ (ได้รับ) เป็นกระบวนการเดียวกัน ในเวลาให้ เราจะได้รับ และเวลารับ เรากำลังให้ เหมือนลมหายใจเข้า-ออก

ฉันได้เรียนรู้บทเรียนของการ “ขอ” ที่เป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่จากพระเซนที่ได้พบ ณ ปราสาทโอซาก้า ญี่ปุ่น เมื่อปีพ.ศ. 2548

ตอนนั้นเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ฉันเพลิดเพลินกับการเดินชมปราสาทโอซาก้า ต้นไม้ ดอกไม้บริเวณรอบปราสาทหินงดงาม ชาวญี่ปุ่นช่างมีความละเมียดละไมในการจัดบรรยากาศปราสาทและภูมิทัศน์แวดล้อมให้สงบงามอย่างเรียบง่าย ฉันรู้สึกสุขสงบและสบายใจมากทีเดียว

ระหว่างทางลาดเดินลงไปชมสวนและพื้นที่รับประทานอาหารเบื้องล่างปราสาท ฉันเห็นพระเซนรูปหนึ่ง ท่านแต่งตัวเหมือนพระเจ้าอาวาส หลวงพ่อของอิคคิวซังเลย ชุดสีดำ สวมหมวกสาน มือหนึ่งถือถ้วยบิณฑบาต อีกมือถือลูกประคำ

ฉันรีบล้วงกระเป๋าควักเงินเยนจำนวนไม่มากไม่น้อยออกมาเพื่อจะใส่บาตร แล้วก็ชะงักเพราะเห็นปฏิกิริยาของนักท่องเที่ยวหลายคนทั้งต่างชาติและญี่ปุ่นที่มองท่านแปลก ๆ คำถามที่มักเกิดขึ้นในบริบทไทยคือ “พระจริงหรือเปล่า หรือขอทานปลอมเป็นพระ?”

ฉันจึงหยุดยืนอยู่ไกล ๆ แล้วเฝ้ามองพระเซนรูปนั้น

นักท่องเที่ยวหลายคนเดินผ่านไป หลายคนกรูเข้าไปยืนข้าง ๆ ท่านแล้วถ่ายรูป ทำท่าทางต่าง ๆ นานา บ้างก็ยื่นหน้าไปใกล้ๆ ท่าน บ้างนั่งลงแล้วแหงนหน้ามองขึ้นไปที่พระเซน ทำหน้าตาทะเล้นใส่ ส่งเสียงดังมากเจี๊ยวจ๊าว

พระเซนรูปนั้นไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ โต้ตอบ ทำให้นึกถึงทหารประจำการที่พระราชวังบัคกิ้งแฮม (guards at Buckingham Palace) ที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง ไม่ยิ้ม ไม่สนทนา

ท่านยืนนิ่งราวกับเป็นรูปปั้น กายสงบบนรองเท้าไม้โบราณแบบญี่ปุ่น (เกี๊ยะ) ใบหน้าเรียบเฉยภายใต้ปีกหมวกที่ปิดสายตาที่มองต่ำ ถ้วยที่เป็นเหมือนบาตรในมือนิ่งสนิท มืออีกข้างนับลูกประคำตามเสียงสวดมนต์ที่ท่านพึมพำที่ริมฝีปาก

ความสงบนิ่งของท่านตรึงให้ฉันยืนนิ่งไปด้วยและเฝ้ามองท่านอย่างจดจ่อ ฉันยืนมองท่านในอากัปกิริยาอย่างนี้นานกว่า 20 นาทีเห็นจะได้ เกิดความรู้สึกปีติในหัวใจ

ฉันเดินไปหาท่านแล้ววางเงินเยนลงในบาตรโดยระวังไม่ให้มีเสียงที่จะรบกวนการสวดมนต์ของท่าน ฉันภาวนาในใจ “ขอขอบคุณพระที่บำรุงจิตใจฉันให้สงบงามตามท่าน ขอบคุณที่ท่านให้โอกาสฉันทำความดี ขอบคุณที่สอนธรรมให้ฉันและขอให้ฉันเจริญงอกงามในธรรม เห็นธรรม เข้าถึงธรรม”

จากนั้น ฉันก็ถอยออกมายืนมองท่านต่อเพราะอาการสงบของท่านน่ามองมาก “ท่านยืนอยู่นานแค่ไหนแล้ว ทำไมจึงนิ่งสงบได้เพียงนี้ สิ่งแวดล้อมภายนอกไม่อาจรบกวนท่านได้เลย” ใจนึกอยากได้คำตอบว่าท่านยืนนานแค่ไหน ด้วยการที่จะหยุดยืนดูท่านแล้วจับเวลา แต่ก็ต้องเลิกล้มความตั้งใจนั้น เพราะต้องกลับไปขึ้นรถกับคณะที่มาเที่ยวด้วยกัน

ฉันเดินจากไปด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบหัวใจ ฉันรู้สึกว่าพระเซนรูปนี้มาโปรด (ให้) ฉันเสียมากกว่า ด้วยการ “ขอ” ถ้วยบาตรที่หงายในมือท่านเปิดโอกาสให้ฉันทำทาน ฝึกความอดทน (ที่จะยืนนิ่งและเฝ้ามองท่าน) ฝึกสมาธิไปพร้อมกับท่าน ซึ่งผลบุญที่ได้รับคือความอิ่มใจ ความสุข

ฉันเข้าใจว่าการที่พระออกบิณฑบาต นอกจากจะเป็นการบำรุง “พระ” ในพุทธศาสนาแล้ว การที่พระไปบิณฑบาตนั้นเป็นไปเพื่อให้ธรรมะกับผู้คนด้วย อย่างที่หลวงพ่อชา สุภัทโท เคยพูดคราวหนึ่งว่า ไปบิณฑบาตไม่ใช่เพื่อเอา “ข้าว” แต่เอา “คน”

ฉันยังเห็นอีกด้วยว่า อาการ “ขอ” ของพระเซนรูปนี้เป็นไปด้วยความอ่อนน้อม การขอจึงเป็นการฝึกความอ่อนน้อมถ่อมตนและฝึกลดละอัตตาตัวตนไปด้วย ให้รู้ว่าชีวิตเรานั้นพึ่งพิงอิงอาศัยผู้อื่น สิ่งอื่น เราไม่ได้ยิ่งใหญ่

ฉันยังคงเหลียวมองพระเซนรูปนั้นเป็นระยะ ๆ จนกระทั่งไปทานอาหารกลางวัน แล้วขึ้นรถกลับที่พัก ไกด์คนไทยที่อยู่ญี่ปุ่นมานับสิบปีเอ่ยขึ้นว่า “ใครเห็นพระเซนบ้างไหม โชคดีมากเลย เพราะปกติท่านจะไม่ค่อยออกมาแบบนี้ …. แต่งตัวเต็มยศอย่างนี้มักใช้ออกงาน … “ (แล้วก็เล่ากรณีที่พระปลอมประพฤติไม่ดีก็มีซึ่งจำไม่ได้แล้ว

ฉันมองกลับขึ้นไปตรงที่พระเซนยืนอยู่ ท่านไม่อยู่ตรงนั้นแล้ว

วันนั้นเองฉันได้รับโทรศัพท์จากเมืองไทยว่า บ้านเก่าที่บอกขายตั้งแต่ต้นปียังไม่มีคนติดต่อซื้อ เพิ่งมีคนมาซื้อวันนี้เองได้ราคาที่เราพอใจ …อึมประหลาดดีเหมือนกัน..อย่างนี้สิ ไทยแท้ ๆ ต้องมีเรื่องแบบนี้ตบท้ายสักหน่อย

ใครจะเชื่ออย่างไรก็ตาม สำหรับฉันการทำบุญเป็นไปเพื่อปัญญาในธรรม สิ่งดี ๆ ที่ได้รับในทางโลกนั้นเป็นเพียงเศษบุญเท่านั้น ไม่ใช่สาระที่ปรารถนา

นอกจากเราต้องฝึกการให้แล้ว เราน่าจะต้องฝึกการ “ขอ” ให้เป็นด้วย

“ขอ” อย่างไรให้งดงาม

“ขอ” อย่างไรให้เป็นบุญ (ประโยชน์) ทั้งผู้ขอและผู้รับ

Advertisements

การให้และการรับ ตอนที่ 1 : กระแสความจริงของชีวิต

พวกเราถูกสั่งสอนว่า คนดีคือผู้ให้ เหล่าคนดีทั้งหลายจึงตั้งหน้าตั้งตาจะเป็นผู้ให้ ซึ่งอาจมีแรงจูงใจเบื้องลึกต่าง ๆ บ้างอาจสะสมบุญเพื่อไปสวรรค์ ชาติหน้าที่ดีขึ้นหรือรูปสวย-รวยทรัพย์-ปัญญามาก-คู่ครองดี-ปราจากทุกข์โศกโรคภัยในชาตินี้ หรือดำรงภาพความคิดของตัวตน (self identity) และบางคนก็อาจจะให้เพื่อเป็นกิริยปัจจัย (สมาสเอง กิริยา + ปัจจัย) สู่เป้าหมายสูงสุดในศาสนา —- ไม่ว่าจะด้วยแรงจูงใจตามธรรมหรือไม่ก็ตาม การให้ของเรามีการร้องขอหรือแสดงเป้าประสงค์บางอย่างด้วยเสมอ

การร้องขอที่ดำรงอยู่ในวัฒนธรรมและความเชื่อทำให้คนไทยจำนวนมากเป็นคนช่างขอ เจอสัตว์ที่มีรูปลักษณ์ผิดแผกจากปกติก็นำมากราบไหว้ “ขอพร” (ซึ่งมักเป็นหวย) ต้นไม้ใหญ่ล้มลอยน้ำมาก็นำขึ้นมาพันผ้าสามสี จุดธูปเทียน แล้ว “ขอพร” (เราชอบการที่คนเคารพธรรมชาติ แต่อยากให้เคารพธรรมชาติที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย) จึงไม่น่าแปลกใจ ที่เราจะ “ขอ” รัฐบาล นายกฯ คนแล้วคนเล่า รัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด นายก อบต. ฯลฯ ให้ทำสิ่งต่าง ๆ ให้เรา และเมื่อพรหรือคำขอของเราได้รับการตอบสนอง ก็เป็นอันต้องแก้บนและเคารพกราบไหว้กันต่อไป มิเช่นนั้นจะเกิดเหตุเพทภัยนานา

พระบรมครูชี้แนวทางให้เราเป็นผู้พึ่งตนเอง (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน) แต่กระนั้นท่านก็ชี้ความจริงให้เราเห็นด้วยว่า สรรพสิ่งล้วนพึ่งพิงอิงอาศัยกัน ผู้ให้/การให้ กับผู้รับ/การรับเป็นกระแสที่ไหลเนื่องกันอยู่เสมอ ดูอย่างลมหายใจของเรา

ลมหายใจเข้า ชีวิตเราอยู่ต่อด้วยอากาศที่เป็นของขวัญของมวลสรรพสิ่ง

ลมหายใจออก เราได้มอบบางอย่างกลับคืนให้โลกด้วยเช่นกัน

หากเราเอาแต่ “รับ” ลมหายใจเข้า – ชีวิตก็จบ

หากเราจะเอาแต่ “ให้” ลมหายใจออก — ชีวิตก็จบเช่นกัน

ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ เราได้รับและให้อยู่เสมอ แต่คุณภาพและผลของการให้และรับอยู่ที่สภาวะจิตของทั้งสองฝ่าย

พระบรมครูให้แนวทางในการพิจารณาการให้และรับของเรา ซึ่งเราขอเขียนเป็นภาษาตามความเข้าใจของตนเอง โดยย่อว่า

จะให้อะไร — สิ่งที่จะให้มีในเราด้วยความชอบธรรมหรือไม่ ไม่ได้จี้ปล้นคอร์รัปชั่นใครมา และไม่ทำให้เราและผู้อื่นเดือดร้อน ให้สิ่งที่ไม่เป็นโทษกับผู้รับ/ผู้อื่นและผู้ให้เอง สิ่งที่ให้ปลูกปัญญาในผู้คนหรือมอมเมาให้คนหลง

ให้ด้วยแรงจูงใจอะไร ให้เพื่ออะไรและเพื่อใคร— ให้เพราะอยากได้บุญะสมไว้จะได้ไปสวรรค์ หรือขอให้ร่ำรวย ไม่เป็นทุกข์ หรือให้เพราะปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ให้เพราะรักใคร่สนิทสนมกัน ให้เพราะดำเนินตามพุทธโอวาทให้รู้จักสละ ให้เพื่อสะสมความเป็นตัวตนว่าฉันดี หรือสละความเป็นตัวตนออก ฯลฯ

กิริยาและท่าทีของจิตเวลาให้เป็นอย่างไร — ให้ด้วยความเคารพและให้เกียรติผู้รับ (โดยคำนึงความปรารถนาและจำเป็นและประโยชน์สูงสุดของผู้รับ) ให้ด้วยความอ่อนน้อมถ้อมตน หรือให้ด้วยความรู้สึกที่เหนือกว่าหรือดูถูกผู้รับว่าเป็นทาส/เหยื่อ (เหมือนการเอาหนอนล่อปลามากินเบ็ด)

ไม่ว่าจะให้หรือรับควรประกอบด้วยปัญญา ไม่เช่นนั้น การให้และรับก็สร้างทุกข์ให้กับทั้งผู้ให้และผู้รับได้

การระลึกรู้ในการให้และการรับ รู้ตัวทั่วพร้อมในแรงจูงใจในการให้หรือรับ — เราจะได้ปัญญาที่ลึกซึ้งตามลำดับ อย่างน้อยในเบื้องต้น เราจะตระหนักถึงผลกระทบของการให้และรับของเรา ที่มีต่อตัวเองและผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง และแน่นอน เราจะรู้ทันจิตใจตัวเองและให้หรือรับ ด้วยความรู้เนื้อรู้ตัวนั้น

สำหรับเรา การให้-รับ/ขอ ให้เป็น ก็เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนเรียนรู้ ใคร่ครวญ ผ่านการลองผิดลองถูกเหมือนกัน เรียกว่า เป็นการปฏิบัติธรรม คือ เรียนรู้/เข้าใจ/เข้าถึงธรรมด้วยการปฏิบัติ (การกระทำที่เกิดจากการกลับมาหันมองและพิจารณาตนเอง)

(สิ่งที่เขียนนี้มาจากความเข้าใจที่น้อยนิดและยังตื้นเขินของข้าพเจ้า หากมีความเข้าใจอันใดผิดพลาดและคลาดเคลื่อนไป ขอผู้อ่านชี้แนะค่ะ)

บุญของหมา บุญของคน

ขณะทีกำลังเล่นกับน้องหมาที่เอาไปฝากรักษาอาการป่วย ที่คลินิครักษาสัตว์ที่ใช้บริการประจำ ฉันเห็นรถแท๊กซี่สีชมพูคันเก่าเข้ามาจอดเทียบที่ฟุตบาทหน้าร้าน ชาววัยเกษียณก้าวลงมาจากรถ

ฉันจำได้ทันทีว่า ลุงขับรถแท๊กซี่คนนี้มักมาที่คลินิคบ่อย ๆ พร้อมหอบหิ้วหมาเร่ร่อนมาทีละตัว สองตัว เพื่อให้คุณหมอทำหมัน รักษาอาการป่วย หรือไม่ก็อาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนน

คราวนี้ คุณลุงมาพร้อม รปภ. สาววัยกลางคน เธอจูงหมาพันธุ์ทางหน้าตาน่ารักมาตัวหนึ่ง เป็นหมาเร่ร่อนที่เธอรับอุปการะมาตั้งแต่มันยังเด็ก ส่วนอีกตัว คุณลุงอุ้มลงมาจากรถ มันเป็นหมาไทยขนสีน้ำตาลอ่อน แววตามันหวาดระแวง น้ำลายไหลยืด คุณลุงบอกว่า มันเมารถ

“วันนี้ ทำหมันสองตัวนะคุณหมอ” คุณลุงพูด พร้อมหยิบผ้าเช็ดหน้าจากกระเป๋าเสื้อ ขึ้นปาดเม็ดเหงื่อบนใบหน้า “รอรับกลับไปเลยนะลุง กรงที่ร้านเต็มแล้ว ช่วงนี้มีหมาเยอะ” คุณหมอบอก
“ครับ เดี๋ยวผมกลับมา เอารถไปล้างก่อน หมามันอ้วกออกมา” แล้วคุณลุงก็ออกจากร้านไป พ่ีรปภ. รอคิวทำหมันให้หมาของเธอ ฉันจึงได้นั่งคุยกับเธอ

“คุณลุงทำแบบนี้มานานแล้วค่ะ รับงานจากคุณหมอ (รักษาคน) และมูลนิธิที่รู้จัก เอาหมาเร่ร่อนมาทำหมันหรือรักษาตัวบ้าง” เธอเล่า และบอกต่อว่า หลังจากทำธุระของน้องหมาแล้ว คุณลุงจะทำความสะอาดรถ ฉีดสเปรย์ให้สะอาด เพื่่อรับส่งผู้โดยสารต่อไป

“คุณลุงบอกว่า ไม่มีผู้โดยสารรังเกียจที่ลุงทำอย่างนี้ หนำซ้ำ ลุงรู้สึกว่า หมาที่ลุงช่วยพามาทำหมัน หรือรักษาตัว มันช่วยให้ลุงมีผู้โดยสารตลอด ไม่เคยขาด ไม่วิ่งรถเปล่า ใครเรียกไปไหน ลุงก็ไป ลุงจึงมีรายได้ ไม่เคยอดอยาก ลุงเล่าว่างั้นนะ” พี่รปภ. สาวบอก

การทำหมันหมาไปเรื่อย ๆ สักวันปัญหาหมาเร่ร่อนก็จะลดลง ปัญหาอุบัติเหตุบนถนนทั้งหมา คน จักรยานก็ลด ปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย อย่างพิษสุนัขบ้า … คุณลุงบอกว่า จะทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆด้วยความหวังว่า จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดปัญหาหมาเร่ร่อนให้กับสังคม และดูแลให้สัตว์มีสวัสดิภาพในชีวิตที่ดีเท่าที่ลุงจะช่วยได้

หัวใจของคุณลุงทำให้ฉันนึกถึงเรื่องราวของคุณยายวัย 70-80 ปีคนหนึ่ง ทั้งสองท่านเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่า เมื่อคุณให้ความเมตตากรุณา คุณจะได้ความเมตตากรุณา ทั้งที่เติบโตในหัวใจคุณและที่จักรวาลหยิบยื่นให้ในรูปแบบต่าง ๆ

คุณยายท่านนี้อยู่ในชุมชนแออัดหลังวัดแห่งหนึ่ง ท่านไม่มีลูกหลาน แต่มีหมา แมวที่เอามาดูแล หรือจะบอกว่า แชร์ห้องพักด้วยก็ว่าได้ ยายไม่ได้ทำงาน แต่อาศัยขอข้าววัดกิน ไม่อดและเอามาแบ่งปันให้หมา แมวในอุปการะ

วันหนึ่ง ในวัยผมสีดอกเลาทั่วศีรษะ ยายพบพระหนุ่มรูปหนึ่ง ได้พูดคุยกัน พระหนุ่มรู้สึกอยากช่วยเหลือคุณยาย เมื่อถึงกำหนดลาสิกขาบท เขาได้ชักชวนเพื่อนชาย 2 คน มาดูแลคุณยายที่บ้านเป็นประจำ ทุกอาทิตย์ พวกเขาจะมาล้างห้องน้ำ ซักผ้าให้ยาย ทำอาหาร กวาดถูบ้าน และเอาอาหารมาให้พอสำหรับหนึ่งอาทิตย์ของยายและบรรดาหมาแมว คุณยายป่วย ก็เอายามาให้ และพาไปหาหมอ

ยายอาจจะไม่ได้สบายมากมาย แต่ก็ไม่เคยอดอยาก ได้พบกับผู้ที่ดูแลอุปการะคุณยาย (เหมือนที่คุณยายดูแลเจ้าหมา แมวมากมายใต้ถุนบ้านหลังน้อย)

บุญ กุศล ?
ฉันเชื่อว่าพลังในจิตจะเหนี่ยวนำสิ่งที่จิตสนใจ ใส่ใจมาให้กับคนนั้น ๆ
คนที่มีใจเมตตา ความเมตตาในใจจะเหนี่ยวนำพลังแห่งความเมตตามาในชีวิต ในรูปแบบต่าง ๆ
ผู้ที่มีความเมตตากรุณาโดยแท้ไม่มีความปรารถนาการตอบแทน เพราะพวกเขาได้รับความสุข ความพอใจ ความเต็มอิ่มในหัวใจเป็นรางวัลอยู่เสมอ ‪#‎พรบคุ้มครองสัตว์‬ ‪#‎หมาเร่ร่อน‬ ‪#‎ความเมตตากรุณา‬

(ข้อเขียนนี้ และที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมรณรงค์ให้เรามี พรบ. คุ้มครองสัตว์ เพื่อดูแลสวัสดิภาพของสัตว์ ทั้งสัตว์ในเมือง ในป่า รวมถึงเพื่อรดน้ำความเมตตากรุณาในสังคมให้งอกงาม)