การให้และการรับ ตอนที่ 1 : กระแสความจริงของชีวิต

พวกเราถูกสั่งสอนว่า คนดีคือผู้ให้ เหล่าคนดีทั้งหลายจึงตั้งหน้าตั้งตาจะเป็นผู้ให้ ซึ่งอาจมีแรงจูงใจเบื้องลึกต่าง ๆ บ้างอาจสะสมบุญเพื่อไปสวรรค์ ชาติหน้าที่ดีขึ้นหรือรูปสวย-รวยทรัพย์-ปัญญามาก-คู่ครองดี-ปราจากทุกข์โศกโรคภัยในชาตินี้ หรือดำรงภาพความคิดของตัวตน (self identity) และบางคนก็อาจจะให้เพื่อเป็นกิริยปัจจัย (สมาสเอง กิริยา + ปัจจัย) สู่เป้าหมายสูงสุดในศาสนา —- ไม่ว่าจะด้วยแรงจูงใจตามธรรมหรือไม่ก็ตาม การให้ของเรามีการร้องขอหรือแสดงเป้าประสงค์บางอย่างด้วยเสมอ

การร้องขอที่ดำรงอยู่ในวัฒนธรรมและความเชื่อทำให้คนไทยจำนวนมากเป็นคนช่างขอ เจอสัตว์ที่มีรูปลักษณ์ผิดแผกจากปกติก็นำมากราบไหว้ “ขอพร” (ซึ่งมักเป็นหวย) ต้นไม้ใหญ่ล้มลอยน้ำมาก็นำขึ้นมาพันผ้าสามสี จุดธูปเทียน แล้ว “ขอพร” (เราชอบการที่คนเคารพธรรมชาติ แต่อยากให้เคารพธรรมชาติที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย) จึงไม่น่าแปลกใจ ที่เราจะ “ขอ” รัฐบาล นายกฯ คนแล้วคนเล่า รัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด นายก อบต. ฯลฯ ให้ทำสิ่งต่าง ๆ ให้เรา และเมื่อพรหรือคำขอของเราได้รับการตอบสนอง ก็เป็นอันต้องแก้บนและเคารพกราบไหว้กันต่อไป มิเช่นนั้นจะเกิดเหตุเพทภัยนานา

พระบรมครูชี้แนวทางให้เราเป็นผู้พึ่งตนเอง (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน) แต่กระนั้นท่านก็ชี้ความจริงให้เราเห็นด้วยว่า สรรพสิ่งล้วนพึ่งพิงอิงอาศัยกัน ผู้ให้/การให้ กับผู้รับ/การรับเป็นกระแสที่ไหลเนื่องกันอยู่เสมอ ดูอย่างลมหายใจของเรา

ลมหายใจเข้า ชีวิตเราอยู่ต่อด้วยอากาศที่เป็นของขวัญของมวลสรรพสิ่ง

ลมหายใจออก เราได้มอบบางอย่างกลับคืนให้โลกด้วยเช่นกัน

หากเราเอาแต่ “รับ” ลมหายใจเข้า – ชีวิตก็จบ

หากเราจะเอาแต่ “ให้” ลมหายใจออก — ชีวิตก็จบเช่นกัน

ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ เราได้รับและให้อยู่เสมอ แต่คุณภาพและผลของการให้และรับอยู่ที่สภาวะจิตของทั้งสองฝ่าย

พระบรมครูให้แนวทางในการพิจารณาการให้และรับของเรา ซึ่งเราขอเขียนเป็นภาษาตามความเข้าใจของตนเอง โดยย่อว่า

จะให้อะไร — สิ่งที่จะให้มีในเราด้วยความชอบธรรมหรือไม่ ไม่ได้จี้ปล้นคอร์รัปชั่นใครมา และไม่ทำให้เราและผู้อื่นเดือดร้อน ให้สิ่งที่ไม่เป็นโทษกับผู้รับ/ผู้อื่นและผู้ให้เอง สิ่งที่ให้ปลูกปัญญาในผู้คนหรือมอมเมาให้คนหลง

ให้ด้วยแรงจูงใจอะไร ให้เพื่ออะไรและเพื่อใคร— ให้เพราะอยากได้บุญะสมไว้จะได้ไปสวรรค์ หรือขอให้ร่ำรวย ไม่เป็นทุกข์ หรือให้เพราะปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ให้เพราะรักใคร่สนิทสนมกัน ให้เพราะดำเนินตามพุทธโอวาทให้รู้จักสละ ให้เพื่อสะสมความเป็นตัวตนว่าฉันดี หรือสละความเป็นตัวตนออก ฯลฯ

กิริยาและท่าทีของจิตเวลาให้เป็นอย่างไร — ให้ด้วยความเคารพและให้เกียรติผู้รับ (โดยคำนึงความปรารถนาและจำเป็นและประโยชน์สูงสุดของผู้รับ) ให้ด้วยความอ่อนน้อมถ้อมตน หรือให้ด้วยความรู้สึกที่เหนือกว่าหรือดูถูกผู้รับว่าเป็นทาส/เหยื่อ (เหมือนการเอาหนอนล่อปลามากินเบ็ด)

ไม่ว่าจะให้หรือรับควรประกอบด้วยปัญญา ไม่เช่นนั้น การให้และรับก็สร้างทุกข์ให้กับทั้งผู้ให้และผู้รับได้

การระลึกรู้ในการให้และการรับ รู้ตัวทั่วพร้อมในแรงจูงใจในการให้หรือรับ — เราจะได้ปัญญาที่ลึกซึ้งตามลำดับ อย่างน้อยในเบื้องต้น เราจะตระหนักถึงผลกระทบของการให้และรับของเรา ที่มีต่อตัวเองและผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง และแน่นอน เราจะรู้ทันจิตใจตัวเองและให้หรือรับ ด้วยความรู้เนื้อรู้ตัวนั้น

สำหรับเรา การให้-รับ/ขอ ให้เป็น ก็เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนเรียนรู้ ใคร่ครวญ ผ่านการลองผิดลองถูกเหมือนกัน เรียกว่า เป็นการปฏิบัติธรรม คือ เรียนรู้/เข้าใจ/เข้าถึงธรรมด้วยการปฏิบัติ (การกระทำที่เกิดจากการกลับมาหันมองและพิจารณาตนเอง)

(สิ่งที่เขียนนี้มาจากความเข้าใจที่น้อยนิดและยังตื้นเขินของข้าพเจ้า หากมีความเข้าใจอันใดผิดพลาดและคลาดเคลื่อนไป ขอผู้อ่านชี้แนะค่ะ)

เงิน กามารมณ์ สงคราม กรรม (ตอน๒ พุทธแนวตะวันตก)

เพื่อนคนหนึ่งกล่าวไว้ อย่างน่าสนใจว่า “อ่านหนังสือแล้ว ต้องอ่านผู้ที่เขียนหนังสือนั้นด้วย” หมายถึงเราต้องทำความรู้จักคนเขียนหนังสือนั้นสักนิดว่า เขาเป็นใคร มีความเชื่อ ความเห็นอย่างไร ทำอะไรมาบ้าง … เพราะตัวตนของคนเขียน เป็นข้อมูลประกอบ ให้เราได้เข้าใจสิ่งที่เขาเขียนมากขึ้นว่า เขาเขียนหนังสือจากโลกทัศน์แบบใด และอะไรคือสิ่งที่ผู้เขียนให้ความใส่ใจ หรือเป็นเจตนารมณ์ในการเขียนชิ้นงานนั้น ๆ

สำหรับผู้เขียนหนังสือ เงิน กามารมณ์ สงคราม และกรรม บันทึกเพื่อการปฏิวัติแนวพุทธ — อ. เดวิด อาร์ ลอย เป็นชาวอเมริกัน และอาจารย์ด้านปรัชญา ก่อนจะฝึกฝนปฏิบัติภาวนาตามแนวทางพุทธ นิกายเซน ในประเทศญี่ปุ่น หลายปี จนได้ใบประกาศรับรองให้ทำการสอนสมาธิได้

จากตัวหนังสือในตำรา อ. ลอย เดินเข้าสู่ธรรมะ ภาคปฏิบัติ เพราะเหตุ “เชิงประจักษ์” บางอย่าง ที่ทำให้ท่านเห็นว่า “เมื่อคนเราเห็นโลกต่างไป จิตสำนึกของคนเราจะเปลี่ยน การกระทำ คำพูดของเราก็จะเปลี่ยนไปด้วย” อ.ลอยย้อนความถึงยุคแสวงหา ที่บุปผาชนอย่างท่านไล่คว้าหาความหมายชีวิต และเข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามเวียดนาม ในตอนนั้น ท่านกำลังเรียนปริญญาเอกสาขาปรัชญาอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

                “คำถามที่ผมมีตอนนั้น คือ จะมีหนทางอะไรที่จะทำให้จิตใจของเราเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร ไม่ใช่ชั่วครั้งชั่วคราว สั้น ๆ อย่างที่ผมมีประสบการณ์” อ.ลอยกล่าว

แล้วคำตอบก็มา เมื่อ อ.ลอยได้พบกับพระอาจารย์เซนรูปหนึ่งที่ฮาวาย และได้ติดตามท่านไปญี่ปุ่น เพื่อฝึกฝนสมาธิอยู่หลายปี อ. ลอยเล่าให้ฟังว่า โดยรวมแล้ว ต้องนั่งสมาธิวันละหลายชั่วโมงทีเดียว เป็นการฝึกฝนที่หนักมาก แต่ก็ให้ดอกผลอันงดงาม

แม้อายุจะล่วงเลย ๖๐ ปีแล้ว อ.ลอยยังดูสดใส มีพลัง ท่านบรรยายและตอบคำถามผู้คนในงานเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ ฉบับภาษาไทย เกือบ ๒ ชั่วโมง โดยไม่แสดงอาการเหนื่อยแต่อย่างใด นอกจากนั้น ท่านยังให้สัมภาษณ์กับสื่อ ๓ รายการได้ต่อ โดยที่ฉันเป็นคิวสัมภาษณ์สุดท้ายของวันนั้น ฉันสนทนากับท่านราว ๑ ชั่วโมง ท่านยังดูสดชื่น คมชัดในคำตอบ และแววตาก็เมตตาเหลือเกิน

ความเป็นชาวตะวันตก นักปรัชญา นักปฏิบัติภาวนา และนักเคลื่อนไหวทางสังคมตั้งแต่ยุค ๖๐ ทั้งหมดทั้งปวงในความเป็นตัวท่าน ส่งผลต่อมุมมอง วิธีตีความ และนำเสนอพุทธศาสนาในหนังสือที่ท่านเขียน

แม้พุทธศาสนาจะดำรงมาแล้ว ๒,๖๐๐ ปี แต่ “พุทธศาสนาก็อยู่ภายใต้กฎอนิจจังเช่นกัน” อ. ลอยกล่าว ศาสนาพุทธขยายตัว และเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย และถิ่นฐานที่พุทธธรรมเดินทางไปถึง เกิดเป็นแนวทางพุทธ ๓ แบบหลัก ๆ คือ พุทธมหายานในเอเชียตะวันออก พุทธวัชรยานแทบหิมาลัย และพุทธเถรวาทแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เป็นวิวัฒนาการของพุทธศาสนาในโลกตะวันออกทั้งหมด

บัดนี้ กึ่งพุทธกาล ถึงคราวของพุทธศาสนาในโลกตะวันตกบ้าง ช่วงศตวรรษที่ ๒๐ ถึง ๒๑ นี้ พุทธศานาได้แตกและโตในดินแดนตะวันตกอย่างกว้างขวาง ทั้งสายมหายาน วัชรยาน และเถรวาท —– อ.ลอยกล่าวว่า ปรากฏการณ์นี้น่าสนใจยิ่ง อาจถือได้ว่า เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ สำหรับพุทธศาสนาต่อจากนี้ ก็ว่าได้

พุทธศาสนา แบบตะวันตก ในยุคสมัยใหม่เป็นอย่างไร แน่นอนภูมิหลังของวัฒนธรรมตะวันตก และยุคสมัยของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีผลต่อลักษณะของพุทธศาสนา ตะวันตก

สิ่งที่ชัดเจน คือ เรื่องราวแนวตำนาน อิทธิปาฎิหารย์ พิธีกรรม จารีตหลายอย่างถูกตัดทิ้งไปในพุทธศาสนา แบบตะวันตก ส่วนสิ่งที่ถูกเลือกไว้ในพุทธแบบตะวันตก เป็นพุทธธรรมที่เป็นปรัชญา แนวทางปฏิบัติ วิธีการทางพุทธ ก็จะเน้นตั้งคำถาม สืบค้นคำตอบ รวมถึงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เพื่อพิสูจน์ความบางอย่างในตำรา อย่างเช่นที่เราได้ยินเรื่องการทดลอง ความสัมพันธ์ของสมาธิกับคลื่นสมอง เป็นต้น

พุทธตะวันตก เลือกใช้ภาษาสมัยใหม่ในการสื่อสารธรรม ภาษาสมัยใหม่ในที่นี้ไม่ได้หมายเพียง “คำ” แต่หมายถึง “ภาษา” ที่เป็นโครงสร้างทางความคิดที่คนยุคนี้เข้าใจ พูดให้ชัด ก็คือ พุทธตะวันตกใช้ภาษาของวิทยาศาสตร์ ประสาทวิทยาและจิตวิทยาสมัยใหม่ ภาษาศาสตร์ และศาสตร์สมัยใหม่ต่าง ๆ ในการอธิบายพุทธธรรมและพุทธศาสนา ทำให้คนสมัยใหม่เข้าใจพุทธธรรมได้ง่าย และกว้างขวางขึ้น อย่างการวิจัยทางประสาทวิทยาและจิตวิทยาที่พบว่า “ตัวตน” เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นทางสังคม (social construction) หรือที่นักปราชญ์ทางภาษากล่าวว่า ภาษาสร้าง “ความรู้สึกตัวตน” (self perception) ฯลฯ

ในอีกแง่มุมหนึ่ง พุทธตะวันตกได้ผสมเข้ากับวัฒนธรรมบริโภคนิยม และทุนนิยมด้วย กลายรูปเป็น spiritual materialism and consumerism ที่ใช้เงินซื้อความสุขทางจิตวิญญาณ จ่ายเงินซื้อบุญได้ เป็นต้น หรือมุมมองของคนจำนวนมากที่เห็นว่า สมาธิเป็นยาแก้เครียด หรือทำสมาธิเพื่อหวังความสุข สำเร็จบางอย่าง

บริโภคนิยมและทุนนิยมที่อิงกับพุทธศาสนา และพุทธศาสนาที่เน้นพิธีกรรม จนละเลยแก่นธรรม สิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องที่อ. ลอยบอกว่า ทำให้พุทธธรรมเป็นเรื่องล้าสมัย ห่างไกลจากชีวิต และไม่ตอบสนองกับทุกข์ในสังคมได้

อ. ลอยกล่าวว่า พุทธศาสนาต้องตอบโจทย์ปัญหาสังคม เพราะพุทธศาสนาพูดถึงทุกข์ ไม่เพียงทุกข์ของปัจเจก แต่เป็นทุกข์ของสังคมด้วย ภายใต้กฎอิทัปปจยตา ทุกอย่างล้วนสัมพันธ์ อิงอาศัยกัน “หากว่า พุทธธรรมไม่สามารถช่วยเราให้พ้นทุกข์ได้ ผมว่า เราก็เลิก แล้วหันไปหาคำสอนอื่นดีกว่า”

ในหนังสือ เงิน กามารมณ์ สงคราม และกรรม บันทึกเพื่อการปฏิวัติแนวพุทธ อ. ลอยจึงพยายามเข้าไปที่แก่นสาระของคำสอนที่พระพุทธองค์สอน และน้อมนำแก่นพุทธธรรมนั้นมาดู “หลุมดำ” ในจิตใจคนและสังคมสมัยใหม่

ไม่ว่าเรื่องการแสวงหาเงินไม่รู้จบ การหมกมุ่นในความรักความสัมพันธ์ เพศสัมพันธ์ ความทุกข์ในสังคมอันเกิดจากระบบเศรษฐกิจ และการเมือง ประเด็นเรื่องความมั่นคงทางอาหาร การสะสมอาวุธ ความรุนแรงต่าง ๆ ในโลก ความอยุติธรรมในสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ เหล่านี้เป็นสิ่งที่จะได้พูดถึง และชวนใคร่ครวญ ขบคิดในตอนต่อไป

“คนสมัยใหม่พยายามเติมเต็มตัวเอง ด้วยเงิน เพศรส ความสัมพันธ์ และกิจกรรมต่าง ๆ ที่ล้วนแต่ทำลายตัวเอง และโลก — แต่เราเติมไม่เคยเต็ม ไม่มีวันที่เราจะเติม “ตัวตน” ของเราให้เต็มได้ เพราะ “ตัวตน” ไม่มีอยู่จริง” อ.ลอยกล่าว