“Love is shown in Little Ways”

“Love is shown in Little Ways” ชื่อหนังสือเล่มจิ๋วในมือ ที่ได้รับมาในถุงกระดาษของฝากจากพี่สาวคนหนึ่ง

ทุกครั้งที่พบกัน พี่มักมีของติดไม้ติดมือมาเสมอ คราวนี้มาเป็นถุง มีทั้งหนังสือ ผ้าขนหนู ซีดีฝึกกดจุดดูแลตัวเอง และหนังสือเล่มจิ๋วเล่มนี้ ที่ฉันเจอมันนอนอยู่ด้านล่างของถุงกระดาษ

Such a lovely surprise! เวลาที่เจอสิ่งดี ๆ ที่ไม่คาดว่าจะเจอ มักนำความชื่นใจมาให้เสมอ และนี่เองละมัง เป็นแง่งามของสิ่งเล็ก ๆ

พลิกอ่านไม่กี่นาทีก็จบเล่ม ภาพประกอบสดใสน่ารัก ดูแล้วจิตในเบิกบาน เหมือนหนังสือวัยแจ่มใส แรกเรียนรู้รัก (ฮ่าๆๆ)
ถ้อยความดูเป็น cliche “เด็กๆ รู้อยู่แล้ว” ใจเปรยขึ้น
แล้วก็สะดุดกับสิ่งที่คิด “เด็ก ๆ เหรอ? เรารู้อยู่แล้วจริงหรือ เราเห็นรักในสิ่งเล็ก ๆ จริง ๆ หรือเปล่า” ใจย้อนถามตัวเอง

ฉันว่า หากเราเห็นความรักในสิ่งเล็ก ๆ หลายปัญหาที่มีระหว่างกันในความสัมพันธ์จะลดน้อยลง เราจะชื่นชมรอยยิ้ม คำพูดดี ๆ การหาซื้ออาหารให้ การเตือนกันให้กินยา การให้เวลาสนุกหรือรับฟังกัน ฯลฯ มีอีกหลากเรื่องราวที่ความรักแสดงตัวออกมา แต่เรามองข้าม เพราะเรามักวาดภาพความรักว่าเป็นสิ่งที่ต้องยิ่งใหญ่ ศักดิ์สิทธิ์ สูงส่ง หรือบางที ก็ต้องแพง ๆ หรือเมื่อคนอื่นตอบสนองความต้องการของเรา

เวลาที่เรามองความรักด้วยสายตาอย่างนี้ ชีวิตจะเต็มไปด้วยขวากหนามและทุกข์ยาก เพราะเราไม่อาจชื่นชมกับผู้คน และสิ่งต่าง ๆ ที่เขามอบให้เราได้
เมื่อปราศจากการชื่นชม (ซึ่งเป็นการแสดงความรักของเราต่อผุ้คนและสื่งอืิ่นๆ) ก็ยากที่จะเห็นความรัก เพราะมันมีไม่แม้ในหัวใจของเราเอง

การเห็นความรักในสิ่งเล็ก ๆ ทำให้ตัวตนเราเล็กลง อ่อนน้อม พอใจกับสิ่งที่ได้รับ

ฉันว่า ฉันรู้ แต่อาจจะยังเห็นความรักไม่ทั่วถึง และยังเห็นความรักได้ไม่ละเอียดลึกซึ้งเท่าไรนัก … แต่หลายสิ่งที่พานพบในชีวิตเวลานี้ทำให้เพียรฝึกฝนใจตนเองว่า

“รักคือการทำนุบำรุงความดีงาม ความเบิกบาน ความสุขสงบในหัวใจของผู้อื่น” 

วันนี้เล่นโยคะ นอนหมดสภาพ มองดูต้นไม้ ใบไม้ ฟังเสียงนกร้อง ฉันมีความสุขมาก … รู้สึกได้รับความรักจากทั้งหมดทั้งมวลที่อยู่ตรงนั้น
ขอบคุณวันดี ๆ
อยากชวนให้ทุกคนร่วมพิจารณาเห็นความรักรอบตัว ฝึกใจบ่อย ๆ จะเห็นได้ง่ายเข้า ขอชวนเพื่อน ๆ ที่สนใจที่จะบ่มเพาะควาสุข ความรัก จากความรู้สึก “กตัญญู” ขอบคุณ รับฟังรายการที่นี่ … มีลมหายใจ ย้อนหลัง เป็นการสนทนากับพระจิตร์ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคมนี้ค่ะ

http://www.thaipbsonline.net/program_rerun.asp?id=P0265&NewsID=W0013887

LOVE and love

ช่วงนี้มีหลากเรื่องราวที่ให้ใจพิจารณาเรื่อง “รัก” การไปทำบุญให้คุณน้าและญาติมิตรที่จากไป แววตาของน้องหมาที่เราช่วยเหลือ ความขัดแย้งระหว่างคนใกล้ชิดคุ้นเคย (ทั้งของตัวเองและเพื่อน ๆ) อ้อ แล้วคงเป็นเรื่องเดือนแห่งความรักด้วยละมัง ฯลฯ
“บางที เราก็เหมือนจะรักคนที่ตายจากไปมากกกว่าคนที่มีชีวิตอยู่” ฉันรำพึงกับตัวเองเวลาทำบุญกรวดน้ำแผ่อุทิศบุญกุศลให้ผู้ล่วงลับ
ยิ่งอายุมากขึ้น รายชื่อของคนและหน้าตาของสิ่งมีชีวิตที่ฉันแผ่อุทิศบุญให้ก็มากขึ้นตามไปด้วย จนหลายครั้งรู้สึกว่า ต้องให้เวลากับพิธีกรรมนี้มากทีเดียว

ฉันนึกเลยไปถึงความรักในอดีตที่นับไม่ถ้วน (innumerable lifetimes) คนที่ฉันรัก เคารพ ผู้ที่มีพระคุณต่อฉัน มีมากมายขนาดไหนหนอ แล้วพวกเขาอยู่ที่ไหน เป็นอย่างไรกันบ้าง เวลาที่นึกถึงความรู้สึกดี ๆ เช่นนี้ในอดีตไม่ว่ากับใครหรือสิ่งใดก็ตาม (จำไม่ได้) มันมีความรู้สึกลึก ๆ บางอย่างในเชิงบวก ซึ่งยากจะอธิบาย เวลาที่เกิดความรู้สึกเช่นนี้ ฉันสัมผัสความรู้สึก “รัก” และส่งความรักและความรู้สึกขอบคุณไปให้ใครหรืออะไรก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเป็นอย่างไร

น้องหมาโอเล่ เป็นหมาแก่ที่ฉันดูแลแทนเจ้าของที่ไม่แยแสมัน ทุกครั้งที่เข้าไปให้อาหาร ให้น้ำ พลิกตัว เช็ดตัว ลูบหัว คุยด้วย มันจะมองจ้องฉันอยู่นานด้วยสายตาที่ทะลวงเข้าไปถึงก้นบึ้งหัวใจของฉันเลยทีเดียว ลึก ๆ ใจสั่นสะเทือนจนน้ำตาจะไหลทุกที
ฉันนึกถึงเรื่องเล่าในทิเบต จำได้คร่าว ๆ ว่า ครั้งหนึ่ง พระทิเบตเห็นหญิงสาวคนหนึ่งกำลังให้นมลูกของเธอ ขณะนั้นมีหมาข้างถนนตัวหนึ่งผอมแห้งเข้ามาใกล้ ๆ เหมือนจะขออาหารจากหญิงคนนั้น (คงมีอาหารด้วย) เธอกลัวว่าหมาจะแย่งอาหารของเธอ และทำร้ายลูกน้อย จึงคว้าหินใกล้มือแล้วขว้างไล่หมาตัวนั้น พระทิเบตรูปนั้นส่ายหน้าด้วยความปลงสังเวชแล้วพูดว่า “สังสารวัฏช่างน่ากลัวนัก ในอดีตชาติลูกน้อยที่หญิงสาวคนนั้นทะนุถนอมเคยเป็นศัตรูที่ทำร้ายเธอมาก่อน ส่วนหมาข้างถนนผอมโซนั้นเล่าในอดีตเป็นแม่ของหญิงผู้นั้น“

เราไม่มีทางรู้เลยว่า ผู้คนและสัตว์ทั้งหลายที่เราพบเจอในปัจจุบันสัมพันธ์กับเราอย่างไรในอดีต ๆๆๆๆๆ หากเราเห็นอดีตได้ เราจะรู้สึกและปฏิบัติกับคนหรือสัตว์ต่างไปจากที่รู้สึกและทำอยู่ในปัจจุบันหรือไม่

ฉันเชื่อว่าการเกิดเป็นมนุษย์อย่างที่เป็นอยู่เป็นโอกาสดี ที่เอื้อให้ฉันทำสิ่งดี ๆ แทนผู้ที่ฉันรักทั้งหลาย หากพวกเขาขาดโอกาสที่จะทำอะไรดี ๆ ให้กับตัวเอง ชีวิตที่มีจึงไม่ใช่เพื่อตัวเองเท่านั้น แต่เพื่อผู้ที่เป็นที่รักทั้งหลาย ทั้งรู้จักและจำได้กับจำไม่ได้ ความดีงามทั้งหลายที่ได้ทำและกำลังทำ ขอให้พวกเขาทั้งหลายได้รับด้วยราวกับว่าพวกเขาทำด้วยตัวเอง

ความรักจะข้ามภพ (กาละและเทศะ) ได้ไหมนะ เราได้แต่เชื่อและจินตนาการสัมผัสเอา

แต่ที่แน่ ๆ ความรักในภพนี้ ชีวิตนี้ เราสัมผัสและรับรู้ได้ “เราดูแลพวกเขาอย่างไร โดยเฉพาะคนที่เรารัก ครอบครัว เพื่อน คนรัก ฯลฯ เรารัก ดูแลและห่วงใยกันอย่างไร ในยามที่ต่างฝ่ายมีลมหายใจ หรือเราจะรอให้พวกเขาเป็นอดีต เพื่อที่เราจะรักเขาให้มากขึ้น”
เวลานี้ เมื่อนึกถึงการกรวดน้ำให้ผู้ที่จากไป ฉันนึกถึงคนที่ยังอยู่ที่วันหน้าก็จะจากฉันไป และฉันอยากจะรักพวกเขาให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในปัจจุบัน

ฉันอยากจะรักคนที่ยังมีลมหายใจให้มากและไร้เงื่อนไข พอ ๆ กับที่ฉันรู้สึกกับผู้ที่จากไปแล้ว ความยากคงอยู่ที่ การอยู่ด้วยกัน ใกล้กัน สัมพันธ์กันนั้นมีการปะทะ เสียดสี ขัด แย้ง ของตัวตนอยู่เสมอ ๆ รักเพียงใดก็ยังน้อยกว่ารักตนเอง เราจึงรู้สึกขัดข้องหมองใจได้อยู่ร่ำไปเมื่ออีกฝ่ายไม่พูด ไม่คิด ไม่เป็น ไม่ทำ อย่างใจ “เรา”

ฉันนึกถึงคำพูดของเพื่อนคนหนึ่งที่ตอนนี้ท่านเป็นพระ “คนเราเหมือนหินก้อนหนึ่ง ต้องถูกขัด เสียดสี ปะทะ เพื่อขัดเกลาเหลี่ยมคมในตัวออกไปบ้าง เราจะได้กลม ๆ กลิ้งไปไหน เข้ากับใครได้ และยิ่งถูกกระทบกระแทก เสียดสี ขัดเกลา หินก้อนนี้ก็จะได้เล็กลงไปเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุด ไม่มีหินอีกต่อไป”
ความรักและตัวตนสัมพันธ์กัน (relative) ไหม

ถ้าเราตัวตนเล็กลง ความรักของเราจะใหญ่โตกว้างขวาง ถ้าตัวตนใหญ่โตคับฟ้า ความรักก็จะเล็กคับแคบ ….

หลายครั้งที่ อยากจะเอาแต่ใจ “ตน” ฉันจะนึกถึงคำบอกเล่าของอ. ประมวล ทีี่เคยให้สัมภาษณ์เรื่องความสัมพันธ์กับอ. สมปอง คู่ชีวิตของท่าน ความโดยย่อว่า อ. ประมวลไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องขับรถไกล ๆ เพื่อไปทานอาหารร้านนั้นหรือร้านนี้ และก็จะไม่ไป แต่เมื่อเห็นว่า การไปทานอาหารที่โน้นมีความหมายและทำให้บุคคลอันเป็นที่รักมีความสุข ท่านก็ยินดีที่จะวางความเห็นของตนลง แล้วพาภรรยาไปทานข้าว ในกรณีเช่นนี้ … อะไรมีความหมายกับเรามากกว่ากัน “ความเห็นของตน” หรือ “ความสุขของคนที่รัก”

คิดถึงเรื่องนี้ทีไร ฉันวางหลายเรื่องที่เป็นความคิดความเห็น ความถูกใจส่วนตัวลง เพื่อคนที่รัก แล้วหลายเรื่องมันก็ง่ายเข้า

เพราะรัก ฉันจึงดำรงอยู่ Love, therefore I am.

Love, therefore, I am.  

เราไม่อาจใช้คำว่า “ที่สุด” หรือ “ที่สิ้นสุด” กับความรักได้

มีแต่คำว่า “ยิ่งกว่า” และ “ยิ่งขึ้น” ไปเรื่อย ๆ

ดั่งจักรวาล ความรักแผ่ขยายออกไปได้ไกลโพ้น อย่างไม่อาจเห็นขอบแดนที่สิ้นสุด

ดั่งมหาสมุทร ความรักหยั่งลึกลง อย่างไม่อาจแลเห็นก้นบึ้งของห้วงน้ำ

ในวันนี้ที่ว่า “รัก” เราอาจรักได้ยิ่งกว่าและยิ่งขึ้น ในวันพรุ่ง

คุณภาพและศักยภาพในการรักเติบโตและงอกงามได้ไม่สิ้นสุด

นี่คือ ความที่หัวใจสรุปได้ บนโต๊ะอาหารในการสนทนาระหว่าง ครูและ “ลูก” ศิษย์

 

วันนี้ ฉันมีนัดทานอาหารกลางวันกับคุณครูสมัยมัธยม ที่ไม่ได้พบกันกว่า ๒ ปีแล้ว

ฉันนำความรักและความระลึกถึงจากเพื่อน ๆ มาถึงคุณครูด้วย พร้อมของฝากเป็นชาสมุนไพรบำรุงสุขภาพ ซีดีนำการบริหารแบบโยคะเพื่อการผ่อนคลาย เพลงธรรมเพราะ ๆ จากหมู่บ้านพลัม และหนังสือ ๓ เล่มที่ครูต้องการอ่าน

คุณครูเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด แต่ความเป็นครูไม่มีวันเกษียณ

กว่า ๓ ชั่วโมงที่เราคุยกัน บทเรียนที่ครูนำมาบอกเล่าในวันนี้ ไม่ใช่วิชาการ ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส แต่เป็นวิชาว่าด้วย ความเป็นมนุษย์ ความรัก และความสุขจากการใช้ชีวิตที่สมถะและเป็นประโยชน์ — ที่ครูมักสอนเราอยู่เสมอ ในวันนั้น และยังคงเน้นอยู่ในวันนี้

อันที่จริง สิ่งที่ครูเป็นและทำเป็นคำสอนที่ทรงพลังและเสียงดังที่สุดในชีวิตฉัน

คุณครูเลือกที่จะเกษียณตัวเองจากราชการก่อนกำหนด เพื่อให้เวลาอยู่และดูแลพ่อแม่ในวัยชรา เนื่องจากเป็นลูกสาวคนเดียว และยังไม่มีครอบครัวของตัวเอง คุณครูจึงดูแลพ่อแม่เป็นงานหลัก แม้จะหนัก แต่ก็อิ่มใจ

คุณครูดูแลคุณแม่วัย ๙๒ ปี ด้วยความรักและอดทน เวลาทำอาหารก็ต้องทำให้อาหารอ่อนที่สุด ซึ่งสำหรับคนฟันยังดี ก็อาจจะรู้สึกว่าไม่อร่อย ขาด texture แต่มันดีและเหมาะสำหรับคนแก่ ที่ไม่มีฟันหรือพลังกายอ่อนแรงเกินกว่าจะเคี้ยว

การขับถ่ายเป็นเรื่องที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ ครูต้องดูแลเปลี่ยนผ้าอ้อม (ผู้ใหญ่) ให้คุณแม่วันละ ๕ ครั้ง

นาฬิกาชีวิตของคุณครูปรับไปตามนาฬิกาชีวิตของคุณแม่ ในวัยชรา ที่ตื่นบ่อย และมักตื่นกลางดึก (เหมือนตอนที่เราทุกคนเป็นทารกเลย)

คนแก่หูตึง ครูต้องพูดเสียงดังและพูดซ้ำ ๆ หลายครั้ง เบื่อก็ต้องทนและย้ำพูดไป

แม้จะเหนื่อย แต่ครูบอกว่า “แม่เคยทำให้เรามากกว่านี้ด้วยซ้ำ นึกแค่นี้ ก็มีพลังทำให้แม่ เป็นโอกาสที่เราจะได้ตอบแทนพระคุณแม่” คุณครูพูดพร้อมรอยยิ้ม

ความรู้สึกสุขผุดขึ้นในหัวใจ นี่คือความงดงามของความรัก

ในยามเด็ก ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ความรักของแม่ (และผู้อื่น) ดูแลเราให้รอดและเติบโต

ในยามชรา ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ความรักของลูก ๆ (และผู้อื่น) ดูแลให้เราอยู่ได้อย่างเป็นสุขจนวาระสุดท้าย

ชีวิตคือวัฏจักร เมื่อเคยได้รับ ก็มีคราวที่ควรให้กลับคืน เพื่อสืบเนื่องกระแสชีวิตให้ดำรงหมุนเวียน

 

จากแม่และลูก สู่ ครูกับลูกศิษย์

คุณครูเล่าให้ฟังว่า รุ่นพี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ บางคนติดต่อไปมาหาสู่คุณครูอยู่เสมอเช่นกัน บางคน ไปต่างประเทศ ก็มีของฝากติดมือมาให้คุณครู โอกาสพิเศษก็ชวนครูไปทานข้าว ลูกศิษย์ที่เป็นหมอก็บอกว่าครูมีปัญหาอะไรปรึกษาได้ทุกเมื่อ

คุณครูเล่าถึงคุณครูอีกท่านที่มีสถานภาพโสดเหมือนกัน คุณครูวัย ๗๐ กว่าปีท่านนี้อยู่บ้านลำพังกับแมวหลายตัว หลาน ๆ อยู่ต่างประเทศกันหมด แต่ท่านยังมี “ลูกศิษย์” ที่ดูแลบ้าง

พี่ ๆ รุ่น ๑ ของโรงเรียนเชิญคุณครูท่านนี้ไปทานข้าวเวลารุ่น ๑ นัดพบกัน เอารถไปรับเพราะคุณครูเดินลำบาก บางคนมีที่ทำงานอยู่ไม่ไกลจากบ้านครู ก็สั่งอาหารอร่อย เอาไปส่งให้ครูทาน

เรื่องราวต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้หัวใจฉันอิ่มเอิบเบิกบาน ฉันนึกต่อว่า ตัวเราและเพื่อน ๆ ในรุ่นน่าจะต้องหมั่นดูแลครูอย่างที่รุ่นพี่ทำเป็นตัวอย่างบ้าง โดยเฉพาะครูที่เป็นโสด และไม่มีลูกหลาน

 

ความรัก ความเอื้ออาทร ห่วงใยใส่ใจกันของผู้คนในสังคม เป็นต้นทุนที่ให้ดอกผลเป็นความสุข สงบ ร่มเย็น ความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต อันไม่อาจประมาณมูลค่าได้ — ทุกขภาวะในสังคมหลายเรื่อง (หรืออาจทั้งหมด) มาจากการที่มนุษย์ไม่รัก ไม่อาทร ห่วงใย ตัดขาดสายใยในความสัมพันธ์ ทั้งกับคนด้วยกันเอง กับสัตว์ และธรรมชาติ

สังคมที่ผู้คนเป็นห่วงเป็นใยกัน ดูแลอาทรต่อกัน เป็นสังคมที่งดงาม การได้เห็นและ (หาก) ได้อยู่ในสังคมแบบนี้ เราจะเป็นสุขเพียงใด มีความรักหล่อเลี้ยงหัวใจ อยู่ก็เป็นสุข ตายด้วยความรู้สึกเต็ม ความเป็นมนุษย์ของเราได้รับการเชิดชูและเกื้อกูลให้เจริญสูงยิ่ง ๆ ขึ้น

ฉันลาครูในวันนี้ พร้อมกับการบ้าน … รักให้ยิ่งกว่าและยิ่งขึ้นกับทุก ๆ คน และทุก ๆ วัน

 

เปิดโลกอาสา ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอ (ธรรมชาติ)

งามในความง่าย ยิ่งใหญ่ในความสามัญ

เมื่อวานเราได้ไปร่วมกิจกรรมในงานเปิดโลกอาสาครั้งที่ ๒ ตอน “พิทักษ์สิ่งแวดล้อม” ซึ่งจัดโดย ธนาคารจิตอาสา การร่วมงานในวันนี้ตลอดทั้งวันทำให้เรารู้สึกเหมือนว่า กำลังอยู่ในโลกเสมือนสวรรค์ (virtual heaven)

ผู้คนส่งสายตาและรอยยิ้มแห่งมิตรภาพให้กัน พูดคุยกันด้วยความเมตตา แม้เราจะเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน แต่เราเชื่อมกันด้วยหัวใจเดียว — หัวใจที่รักโลก รักตัวเอง รักผู้คนที่อยู่ร่วมกันในสังคม

ในยามเช้า เราได้รับแรงบันดาลใจมหาศาลจาก ๒ หนุ่ม ๑ สาว ผู้แปรความรักในหัวใจออกเป็นพลังปฏิบัติการเพื่อสร้างสรรค์โลกที่หล่อเลี้ยงชีวิตและมอบความรักให้พวกเขาตลอดมา ในช่วงบ่าย เราล้อมวงเรียนรู้พลังสุนทรียสนทนา และการใช้ภาษาแห่งความรู้สึก

วงสนทนาทั้งวันของเราเป็นพื้นที่ปลอดภัย เราไม่ได้หลีกหนีความปั่นป่วนภายนอก ทว่าการดำรงอยู่ร่วมกันของเราในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นเป็นห้วงเวลาที่เราร่วมเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้มีพลังใจ พลังปัญญา ก่อนออกไปโอบกอดทุกข์ในโลกภายนอก

ในบทความนี้ ผู้เขียนสะท้อนความรู้สึกและแรงบันดาลใจจากงานเปิดโลกและสุนทรียสนทนา เป็น ๔ ตอนด้วยกัน ซึ่งจะทะยอยนำเสนอ ดังนี้

  • ยิ่งรู้จักยิ่งรักเธอ — ธรรมชาติ (มูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาฯ)
  • เพราะรัก จึงปลูกผัก (เครือข่ายตลาดสีเขียว)
  • ศรัทธาในสิ่งที่ทำ สำคัญที่แนวร่วม (จักรยานกลางเมือง)
  • ภาษาแห่งหัวใจ (สุนทรียสนทนา)

 ยิ่งรู้จักยิ่งรักเธอ — ธรรมชาติ

ยุทธ — ธีรยุทธ ลออพงษ์พล จากมูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (FEED) ได้รับการปลูกฝังความรักโลกจากพ่อแม่ ที่มักพาเขาไปท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติต่าง ๆ ยุทธจึงรักและอยากดูแลโลกให้งดงามอย่างที่เขาเคยเห็นเมื่อวัยเด็ก

แม้ว่าเขาจะเรียนจบด้านบริหารธุรกิจโฆษณา แต่เขากลับพบว่าตัวตนของเขาอยู่กับธรรมชาติ เมื่อเรียนจบเขาจึงสมัครเป็น “อาสาสมัคร” ในองค์กรทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือ WWF เขาเข้าเป็นอาสาสมัครไร้เงินเดือน แต่เปี่ยมด้วยโอกาสแห่งประสบการณ์ ในที่สุดเขาก็ได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ขององค์กรเต็มตัว จากวันนั้นจนวันนี้ ๑๕ ปีมาแล้ว เขากล่าวว่า สำหรับธรรมชาติ “ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอ”

ในวันนี้ยุทธยังทำงานกับ WWF ในนามขององค์กร FEED ที่เน้นสิ่งแวดล้อมศึกษา สร้างความตระหนักรู้ ปลูกความรักความเข้าใจธรรมชาติในหัวใจคน ด้วยการปฏิบัติงานที่ ๓ ศูนย์ คือ ศูนย์บางปู จังหวัดสมุทรปราการ ที่เน้นการศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลน ศูนย์ปทุมธานี ศึกษาเรื่องเกษตรกรรมธรรมชาติในที่ลุ่มน้ำภาคกลาง ตามแนวพระราชดำริ และศูนย์กรุงเทพที่ทำโครงการ “โรงเรียนใหญ่ รอยเท้าเล็ก” ให้เด็กนักเรียนในโครงการสำรวจพฤติกรรมในชีวิตประจำวันว่า เราได้สร้างรอยเท้าคาร์บอนไว้ในโลกมากเท่าไร และหากเรายังคงพฤติกรรมเช่นนี้ เราต้องการโลกอีกกี่ใบหรือต้องปลูกต้นไม้อีกกี่ต้น เพื่อที่จะอยู่ได้ต่อไปในโลกใบนี้

เด็กคนหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการรอยเท้าเล็กกล่าวว่า “ตอนนี้ผมกินข้าวหมดจานแล้วครับ”

“แต่ก่อนกินไม่หมดหรือ?” เจ้าหน้าที่ FEED ถาม

“หมดครับ”

“อ้าวแล้วน้องเปลี่ยนไปอย่างไรล่ะเนี่ย”

“ก็แต่ก่อน ผมกินข้าวหมดเพราะแม่สั่ง แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ทำไมผมควรกินข้าวหมด เพราะมีคนไม่มีอาหารกินและอดตายวันหนึ่ง ๆ เป็นหมื่นคนทั่วโลก”

ยุทธกล่าวว่า มีกว่า ๔๐ วิธีที่เราทุกคนจะช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองเพื่อให้เรามีรอยเท้าเล็กลง เช่น ลดการรับประทานเนื้อสัตว์ ลดการใช้พาหนะที่เผาพลังงานฟอสซิล ลดการใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ฯลฯ และแน่นอนว่า ช่วยกันรักษาดูแลต้นไม้ให้อยู่กับเรานาน ๆ และจำนวนมากกว่าที่เป็นอยู่ เป็นต้น

ยุทธกล่าวถึงสิ่งแวดล้อมศึกษาในในโรงเรียน และนอกโรงเรียน ทั้งกับเด็ก และผู้ใหญ่ว่า “สิ่งแวดล้อมศึกษาเป็นกระบวนการที่ให้ผู้เรียนได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ในบรรยากาศที่ใกล้เคียงธรรมชาติ เพื่อให้เราเห็นห่วงโซ่สายสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่มีต่อกันและกัน” ดังนั้น การเรียนรู้ที่เหมาะจึงน่าจะเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อให้ผู้คนได้เรียนรู้สัมผัสใกล้ชิดธรรมชาติ ใคร่ครวญชีวิตว่าได้รับประโยชน์หรือสัมพันธ์กับธรรมชาติอย่างไร ได้มีเวลาหยุดและนิ่งบ้างเพื่อจะชื่นชมความงามของธรรมชาติ ….

โรงเรียน หรือองค์กรเอกชน (CSR) ที่พานักเรียน และพนักงานไปทำกิจกรรมปลูกป่า สำหรับยุทธแล้ว ถ้าจะให้ได้ประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย เราจำเป็นต้องปลูกความรัก ความเข้าใจของคนที่ต่อโลกก่อน ผ่านกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา เพราะเมื่อคนรักโลกเป็นแล้ว เห็นความหมาย ความสำคัญ ความงามของธรรมชาติและโลกที่มีต่อชีวิตเรา ความยั่งยืนในการดูแลรักษาป่าก็จะเกิดขึ้นเอง

 

Love Series 2 ผู้สื่อข่าว-สารแห่งรัก

สืบเนื่องจากการสัมภาษณ์คุณแม่ชี อานิ โชว์ญิง โดรมา ฉันมีความสุขมาก และความสุขก็พาฉันเดินทางไปหาต้นทางของมัน

“ความสุข บุญหรือพรที่ได้สนทนาธรรมกับแม่ชีท่านนี้ มาได้อย่างไร” ฉันถามตัวเอง “ถ้าฉันไม่ได้เป็นผู้สื่อข่าว โอกาสอย่างนี้คงไม่เกิดขึ้นกับฉันแน่” ฉันตอบตัวเอง พร้อมกันนั้น ใบหน้าของผู้คนมากมาย ที่ฉันได้สนทนาด้วยผุดขึ้นในใจ ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ที่ให้ความสุข ปัญญา และความรู้กับฉัน ตลอดการทำงานข่าวกว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา

ฉันรู้สึกขอบคุณ “อาชีพผู้สื่อข่าว” ที่เปิดทางให้ฉันได้เรียนรู้ชีวิต ได้มีโอกาสพัฒนาตนเอง ได้มีโอกาสทำตัวให้เป็นประโยชน์กับผู้อื่น และได้มีโอกาสรู้จักผู้คนมากมาย และเป็นเพื่อนกัน

ทำไมพวกเขาเหล่านั้นจึงเปิดใจ ให้โอกาสคุยกับฉัน ถ้าไม่ใช่เพราะฉันเป็น “ผู้สื่อข่าว” ซึ่งมีบทบาทหน้าที่นำสารแห่งความรัก ความดีงาม และปัญญา ไปส่งต่อให้ผู้อื่น

พวกเขาเหล่านั้นไม่ได้คุยกับฉัน เพราะ “ตัวฉัน” แต่คุยเพราะฉันมีหน้าที่อันสำคัญ

ด้วยความคิดเช่นนี้ ความสุขอีกประการก็เพิ่มขึ้น คือ ฉันทำงานด้วยความรัก ความเคารพ และด้วยความรู้สึกสำนึก แทนคุณทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งกับผู้ที่ให้เวลาสนทนากับฉัน และผู้อ่าน ที่ทำให้ฉันได้รับพรอันวิเศษแห่งชีวิตนี้