ใคร่ครวญชีวิตและความตาย ยามเที่ยงวัน

สังเกตว่า เมื่อมีคำถามที่มีความหมาย ใจจะวนเวียนใคร่ครวญหาทางสู่คำตอบของใจเอง

เมื่อคืนใจถาม “อะไรที่จะช่วยหรือทำให้เรากล้าโอบกอดความตายฉันท์มิตร …สิ่งใดทำให้ใจเรากล้าหาญ”

คำตอบที่ตกผลึกในโมงยามแห่งรัตติกาล คือ ความรักความศรัทธาในพระพุทธองค์ และความกรุณา

สายวันนี้ คำถามผุดขึ้น “ความรักความศรัทธาในพระพุทธองค์และกรุณาทำให้เราห้าวหาญได้อย่างไร เกิดขึ้นได้อย่างไร”

แล้วฉันก็คิดถึงคำที่ได้ยินจากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ประมาณว่า “อยู่อย่างไร ตายอย่างนั้น”

ชีวิตมีทุกข์เข้ามาเป็นแบบฝึกหัดให้เราฝึกฝนใจอยู่เสมอ เรามีท่าทีต่อทุกข์ที่แวะเวียนเข้ามาในชีวิตอย่างไร ทั้งทุกข์ทางกาย และทุกข์ทางใจ

เราบ่น กร่นด่าสิ่งรอบตัวภายนอก หรือทบทวนเหตุปัจจัยแห่งทุกข์ เราพยายามทำความเข้าใจ ปล่อยวาง ให้อภัย หรือ จดจำ เจ็บแค้น เรามีวิธีคลี่คลายทุกข์อย่างไร — ท่าทีต่อทุกข์ วิธีการรับมือกับทุกข์ ความเห็นความเข้าใจในทุกข์ ต่าง ๆ เหล่านั้นที่เราทำอยู่ในชีวิตประจำวันจะเป็นอุปนิสัยของใจ และกำหนดท่าทีที่เรามีต่อความตายด้วยหรือไม่

ทบทวนตัวเอง ฉันพบว่า เวลาที่รู้สึกไม่สบายใจ เป็นทุกข์ ฉันจะเข้าหาพระพุทธองค์ ทุกครั้งที่นึกถึงด้วยใจ ด้วยการสวดมนต์ ด้วยการอยู่ใกล้และมองพระพุทธรูป ด้วยการระลึกถึงคำสอนของท่าน นึกถึงความเพียรและความกรุณาของท่านที่ฝึกฝนตนเพื่อช่วยเหลือเราและสรรพสัตว์ ใจจะมีพลังขึ้นมา รู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย วางใจ และท้ายที่สุด ยอมมอบ/วางชีวิตไว้กับท่าน พลังของพระพุทธองค์ยิ่งใหญ่กว่าความกลัว

พุทธานุสติ ฝึกแบบนี้เรื่อย ๆ ในชีวิตกับทุกข์ที่ผ่านมา เล็ก ใหญ่ ฉันหวังว่า ในโมงยามสุดท้าย ความเคยชินนี้น่าจะพอช่วยให้ฉันกล้าน้อมรับความเป็นจริงของชีวิตได้

นอกจากการระลึกถึงคุณพระพุทธองค์แล้ว อีกสิ่งที่ทำให้ใจห้าวหาญ คือ ความกรุณา ความรัก

ความรักทำให้เราทำอะไรได้เกินกว่าที่คาดคิด ความรักให้พลัง เรื่องราวพลังของความรักมีให้เราได้ยินและเห็นกันเสมอๆ เช่น แม่ พ่อ หรือผู้ที่เสี่ยงหรือสละชีพเพื่อผู้อื่น สัตว์ และสิ่งที่มีความหมายต่อผู้อื่น

ในวาระสุดท้าย หากเรานึกถึงความรัก ความกรุณาในหัวใจของเรา ที่มีมาตลอดชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ (อย่างพี่สาวของฉัน ที่ทุ่มเททำงานเพื่อเป็นปากเสียงให้คนเล็กคนน้อยผู้ทุกข์ยากในสังคม) ความกรุณาจะเป็นพลังที่ครอบความกลัวไว้ภายใน ความกลัวจะได้รับการดูแลโอบกอดด้วยความรักและกรุณาในใจของเรา ความรักจะเข้ามาแทนที่ความกลัว และหากเราสิ้นลมไปในเวลานั้น เราจะจากโลกนี้ไปด้วยความรักความกรุณา

ความกรุณาอีกแบบที่ทำให้กล้าตาย-ไม่กลัวเกิด เป็นความกรุณาที่มาจากโพธิจิต ที่ปรารถนาจะช่วยสรรพสัตว์ ความกรุณาเช่นนี้เปิดใจให้น้อมรับทุกข์นานา แบกรับทุกข์(อย่างพระเยซูคริสต์รับบาปของทุกชีวิตด้วยความตายของพระองค์) ความกรุณาและความปรารถนาที่จะช่วยสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์มีพลังยิ่งใหญ่กว่าความกล้วตายและกลัวทุกข์ จึงทำให้ผู้มีความกรุณานั้นทุกข์กับความตายน้อยลง หรือไม่มีเลย

ตระหนักรู้ทุกข์ จึงตัดกรรม

ฉันต้องขอบคุณความทุกข์ของน้องฟ้า (นามสมมติ) เด็กน้อยวัย 9 ขวบ ผู้ที่ความทุกข์ของเธอสร้างพลังและศรัทธาให้ฉันดูแลรักษาศีลข้อที่ 3 เพื่อแปรเปลี่ยนความทุกข์ในใจของตัวเอง และของเพื่อนร่วมโลก

…….

การสวดศีล 5 ตามแบบฉบับหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ มักขึ้นต้นด้วยวลีที่ว่า ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากการประพฤติผิดในกาม……..ข้าพเจ้าขอตั้งจิตมั่นว่าจะบ่มเพาะความรับผิดชอบ และเรียนรู้วิธีที่จะปกป้อง ความมั่นคงและความซื่อสัตย์……”

ฉันสวดไปก็คิดตามและทำความเข้าใจศีลแต่ละข้อ รายละเอียดของศีลแต่ละข้องดงาม สมสมัย เป็นเหตุเป็นผล ฉันน้อมรับประพฤติศีล 5 มาปฏิบัติในวิถีชีวิตด้วยความเต็มใจ แต่ฉันก็ยังทำได้ไม่เข้มแข็งเท่าไรนัก เรียกได้ว่ากระพร่องกระแพร่ง

ฉันนึกมาตลอดว่า การที่เราประพฤติศีลได้ไม่เต็มที่เพราะขาดความตั้งใจกระมัง หรือมันยากจริง ๆ เพราะเราคุ้นชินกับความไม่ปรกติ (ศีลแปลว่า ความเป็นปรกติ)

ฉันเพิ่งค้นพบเหตุที่ทำให้ฉันไม่อาจดูแลข้อประพฤติศีลได้หนักแน่นพอ คำตอบ ก็อยู่ที่ “ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จาก….” ฉันขาดความตระหนักรู้ทุกข์ นั่นเอง

ที่ผ่านมา ศีลเป็นเรื่องข้อปฏิบัติพึงทำ ข้อห้ามที่ไม่ทำเดี๋ยวโดนลงโทษ แต่ไม่ใช่ การตระหนักรู้ จึงขาดพลัง

การตระหนักรู้ทุกข์ต้องเกิดขึ้นที่ใจ ไม่ใช่ความคิด

ความทุกข์ที่กระทบใจอย่างแรงนั้นเป็นพลังแห่งการแปรเปลี่ยน มุ่งมั่นตั้งใจ สละตัวตนให้กับศรัทธาในการฝึกฝนอบรมตนให้พ้นจากทุกข์ พ้นจากการสร้างทุกข์ให้ผู้อื่นและสรรพชีวิต

ในวันนี้ ฉันต้องขอบคุณความทุกข์ของน้องฟ้า (นามสมมติ) เด็กน้อยวัย 9 ขวบ ผู้ที่ความทุกข์ของเธอสร้างพลังและศรัทธาให้ฉันดูแลรักษาศีลข้อที่ 3 เพื่อแปรเปลี่ยนความทุกข์ในใจของตัวเอง และของเพื่อนร่วมโลก

………………..

ครอบครัวของน้องฟ้ากำลังอยู่บนทางแพร่ง พ่อและแม่ของเธอกำลังเลือกที่จะเดินไปคนละเส้นทาง พ่อคิดจะเลือกเดินไปกับหญิงคนใหม่ที่สาวกว่าภรรยา ส่วนแม่ผู้ไม่มีงานทำมาปีกว่าแล้วจะอุ้มลูก ๆ 2 คน ไปพักพิงกับครอบครัวของเธอในต่างจังหวัด

…………..

น้องฟ้าเป็นเด็กเฉลียวฉลาด สติปัญญาดี และมีนิสัยจิตใจดี แต่เมื่อพ่อและแม่มีปัญหากันหนักเข้า เธอเริ่มมีอาการซึม วิตกกังวล ปวดท้องเพราะมีลมในกระเพาะมาก ที่รบกวนเธอที่สุด คือ เธอมักมีภาพความคิดแย่ ๆ เช่น เธอมักเห็นตัวเอง หกล้ม หัวฟาดพื้น เลือดอาบ หรือไม่ก็อยู่ในสถานการณ์อันตราย

ความคิดนี้อยู่กับเธอแทบตลอดเวลา เธอสลัดมันออกไปไม่ได้ “หนูจะทำอย่างไรดีให้ความคิดแย่ ๆ นี้ออกไป หนูไม่ชอบมันเลย” เธอถามคุณครู

แม้ครูจะให้คำแนะนำ เช่นว่า เล่นดนตรี ดูหนัง เล่นกับน้อง อ่านหนังสือ ฯลฯ ความคิดเหล่านั้น ก็ยังคงหลอกหลอนเธอ “หนูเล่นเปียโนเสร็จแล้ว มันก็กลับมา หนูอ่านหนังสือเสร็จมันก็กลับมา แล้วจะทำอย่างไรดีคะ”

กระทั่งวันหนึ่ง สิ่งที่ดูเหมือนเป็นต้นตอของความคิดร้าย ๆ ของเธอก็เผยออก “พ่อกับแม่หนูทะเลาะกันคะครู” เด็กน้อยเล่าให้ครูที่เธอไว้ใจฟัง “กลางดึกคืนหนึ่ง แม่มาปลุกหนูให้ลุกขึ้นและออกจากบ้านไปพร้อมแม่และน้อง บอกว่า พ่อไม่ให้เราอยู่บ้านนี้แล้ว” น้องฟ้าเล่าถึงเหตุการณ์วันนั้นทั้งน้ำตา

คืนนั้นแม่และลูกวัย 9 และน้องวัยอนุบาลออกจากบ้านไปอาศัยอยู่ที่บ้านญาติ

หนูน้อยถามครูต่อด้วยความอยากรู้ว่า พ่อของหนูออกจากบ้านไปตั้งแต่วันเสาร์ช่วงบ่าย ๆ ถึงเย็นวันอาทิตย์แล้ว ก็ยังไม่กลับ พ่อหายไปอย่างนี้ถือว่านานหรือยังคะครู หนูควรโทรตามพ่อไหมคะ”

น้องฟ้าเล่าว่า เธอโทรศัพท์ไปหาพ่อ แต่ปลายทางไม่รับสาย และบางครั้ง สัญญาณก็ติดต่อไม่ได้ คุณพ่อปิดมือถือ

ด้วยความเป็นเด็กช่างคิด จินตนาการและช่างสังเกต เธอเล่าให้ครูฟังอีกว่า คุณพ่อมักกลับบ้านดึก ๆ และแม่ก็ไม่ยอมนอน แต่จะนั่งรอคุณพ่อกลับบ้าน บางทีคุณแม่ก็ออกไปโทรศัพท์นอกห้อง น้องฟ้าได้แต่มองดูแม่ผ่านประตูกระจก และถามแม่ในใจว่า “หนูอยู่ตรงนี้ ทำไมแม่ไม่คุยกับหนู แม่คุยกับใคร”

น้องฟ้าแอบสังเกตเห็น และเก็บข้อมูลปฏิกิริยาของผู้ใหญ่มาตลอด เธอเท้าความว่าในบางคราวที่คุณแม่พาเธอไปบ้านคุณปู่คุณย่า คุณแม่ร้องไห้ต่อหน้าคุณปู่ และภายหลังแม่บอกกับเธอว่า “แม่ไม่ใช่คนในครอบครัวของพ่อ”

ความทุกข์ของคุณแม่กระแทกน้องฟ้าอย่างจัง บางทีคุณแม่ก็ให้เธอโทรเรียกให้คุณพ่อกลับบ้าน และเด็กน้อยก็ต้องรับฟังบางคำจากคุณพ่อซึ่งอาจไม่น่าฟังนัก ความรู้สึกกดดันและความเครียดของคุณแม่เอง ทำให้เธอมีอารมณ์หงุดหงิดกับลูก ละทิ้งลูกบ้างเป็นบางเวลา และไม่อาจเห็นทุกข์ของลูกได้

ส่วนคุณพ่อเองก็คงทุกข์ใจไม่น้อย แม้คุณพ่อจะออกจากบ้าน เอาตัวเองออกจากหลุมดำแห่งปัญหา และไปอยู่กับหญิงอื่น แต่เงาของความทุกข์ ความรู้สึกผิด หรือความคับข้องใจก็คงติดตามไม่ขาด ไม่ว่าคุณพ่อท่านนี้จะไปที่ไหน

น้องฟ้าไม่มีรายละเอียดของคุณพ่อมากนัก รู้แต่ว่า เธอกลัวและไม่กล้าคุยกับคุณพ่อ

ครั้งหนึ่ง ในยามที่เด็กน้อยป่วยนอนอยู่โรงพยาบาล แม่ไม่สามารถมาเฝ้าได้ เพราะต้องดูแลลูกอีกคนในวัยอนุบาล แม่บอกให้พ่อไปอยู่เป็นเพื่อนลูก ปรากฏว่า น้องฟ้างอแงมากกว่าทุกวัน เพราะรู้สึกกลัวและห่างเหินพ่อมาก

ในวันนี้ แม่บอกว่าจะแยกทางกับพ่อแล้ว และลูก ๆ จะไปอยู่กับคุณตาและคุณยายที่ต่างจังหวัด เด็กน้อยรู้สึกว่า ชีวิตเธอกำลังจะเปลี่ยนไป ไปอยู่ในที่ ๆ เธอไม่รู้จัก เธอต้องจากเพื่อนที่สนิทสนมคุ้นเคย “ชีวิตของหนูจะเปลี่ยนไปอย่างไรคะครู” เป็นคำที่เด็กน้อยถาม

………………….

สายใยแห่งกรรม

ชีวิตของน้องฟ้าและทุกคนในครอบครัวนี้จะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน แต่เปลี่ยนไปในทิศทางบวก หรือ ลบก็ขึ้นอยู่กับทุนเดิมในใจของแต่ละคน และปัจจัยใหม่ที่จะเข้ามาในชีวิต

แต่น่าหวั่นใจอยู่ไม่น้อย เพราะตอนนี้น้องฟ้ามีอาการวิตกกังวลสูงขนาดที่จิตแพทย์บอกว่า จำต้องได้รับคำปรึกษาอย่างสม่ำเสมอ และเราไม่อาจคาดเดาได้แน่ชัดว่า ปมปัญหา บาดแผลนี้จะฝากรอยอะไรไว้ในบุคลิกภาพของเธอบ้าง

คน ๆ หนึ่งที่มีความสุข สุขภาพกายและจิตดี และอาจพ่วงด้วยสติปัญญาดี จะทำประโยชน์ให้แก่โลกและสังคมได้มากมาย ในทำนองเดียวกัน คนมีปัญหาคนหนึ่งก็สร้างทุกข์ให้ผู้อื่นและโลกได้มากเช่นกัน

น้องฟ้าจะเติบโตไปเป็นคนแบบไหน ถ้าน้องฟ้ามีครอบครัว น้องฟ้าจะมีครอบครัวแบบไหน จะเป็นภรรยาและแม่อย่างไร

ความทุกข์ของพ่อ แม่ น้องฟ้า ไม่ไหลเวียนเฉพาะในครอบครัวนั้นแน่ ความทุกข์ภายในที่แต่ละคนมีและแบกไว้ จะตามไปกระจายผลในทุกที่ ทุกเวลาที่เขาเหล่านั้นอยู่ ตลอดชีวิต หากไม่ได้รับการเยียวยา

ดังนั้น ความทุกข์ของครอบครัวนี้เป็นความทุกข์ของสังคมด้วย และจริง ๆ แล้ว ความทุกข์ของสังคมนั่นเองที่สร้างทุกข์ให้ครอบครัวนี้ และครอบครัวอื่นๆ

ความทุกข์หล่อเลี้ยงความทุกข์ไปไม่จบสิ้น

……..

มีผู้รู้บางท่านอ้างการศึกษาวิจัยว่า ชายวัยกลางคนจะมีปมปัญหา midlife crisis เขาจะพยายามกลับมาหนุ่มอีกครั้ง ทำตัววัยกลับ ทั้งเรื่องการเลือกรุ่นรถที่ขับ สไตล์การแต่งตัว พฤติกรรมหลายอย่าง และที่สำคัญชาววัยนี้มักจะมีสาวรุ่นเคียงข้าง

มีผู้รู้อีกเช่นกันพยายามอธิบายว่า ชายที่มีพฤติการณ์เช่นนี้ก็เพราะที่ผ่านมา เขาทำงานหนักเพื่อครอบครัวมาตลอด ก่อร่างสร้างตัวมาและความมั่งคงให้ครอบครัว ถึงจุดหนึ่งอยากเป็นตัวของตัวเอง มีพื้นที่ของตน และทำอะไรตามใจตนบ้าง หาความสำราญและสบายให้ตัวเอง

บางทีคุณผู้ชายที่มีความคิด หรือ พฤติกรรมเช่นนี้ อาจลืมไปว่า ภรรยาของท่านก็เหนื่อยหนักไม่แพ้ท่านในการดูแลรักษาครอบครัว เธอเองก็คงอยากมีพื้นที่ส่วนตัว มีความเป็นตัวของตัวเอง อยากสบายและสุขสำราญเช่นกัน

คุณพ่อวาง ลูก ๆ ที่คุณรักและช่วยสร้างและเลี้ยงดูมาไว้ตรงไหน

พ่อที่อยากปลดปล่อยตัวเองมีความสุขแบบที่ตัวเองอยากได้ในวัย 50 ปีกำลังทำให้เด็กในวัยต้นของชีวิตเป็นทุกข์ และอาจถูกจองจำด้วยความทุกข์นี้ไปอีก 60 ปีของชีวิตเธอในอนาคต “เด็กทำอะไรผิด ผู้ใหญ่จึงต้องลงโทษหนักขนาดนี้”

พ่อเองก็คงมีเมล็ดพันธุ์ความทุกข์ไม่น้อย ไม่รู้ว่าพ่อของน้องฟ้าเติบโตมาในครอบครัวเช่นไร มีความเชื่อทัศนคติอย่างไร บางครั้งผู้หญิงก็แปลก สามีตัวเองมีภรรยาน้อย อาละวาด แต่ถ้าลูกชายมี ตัวเองบอกว่า เป็นธรรมดาผู้ชายให้ลูกสะใภ้ยอมรับเสีย – เป็นเสียอย่างนี้

สังคมเองก็หล่อหลอมความทุกข์อันเกิดจากการละเมิดทางเพศไม่น้อยเลย สังคมที่อ้างว่าตนเองเป็น “พุทธ” ยอมรับการมีภรรยามากกว่าหนึ่ง เรายอมรับวัฒนธรรม “กิ้ก” เรามีนิตยสารเริงอารมณ์ทางเพศเกลื่อน

สังคมที่เน้นภาพลักษณ์ภายนอกทำให้ผู้ชายกดดันต้องสร้างครอบครัว มีบ้าน รถ และปัจจัยต่าง ๆ ให้ครอบครัว จนภายหลังระเบิดออกเป็นพฤติกรรมตรงกันข้าม คือ เห็นแก่ตัวสุด ๆ และการที่เน้นความร่ำรวยก็อาจทำให้หญิงสาวหลายคนมองหาชายที่ฐานะมั่นคงมาค้ำชูสถานะทางเศรษฐกิจให้ตัวเอง

กรรม! สายใยแห่งกรรมถักทอไปทั่ว จากระดับปัจเจกสู่สังคม และ สังคมสู่ปัจเจก

นี่คือผลของกรรมอันเกิดจากการไม่ดูแลความเป็นปรกติของศีล ข้อที่ 3

เมื่อรู้ทุกข์แล้ว ต้องตัดกรรม เราตัดกันที่พฤติกรรม คือ เลิกทำพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดกรรมไม่ดีนั้นเสีย

เราจะแปรเปลี่ยนทุกข์ของเราและทุกข์ของสังคมได้ เราต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเรา

สังคมของเราต้องการความตระหนักรู้ถึงความทุกข์อันเกิดจากผลของการกระทำของเรา เราไม่เห็นทุกข์ ไม่เห็นความเชื่อมโยงของตัวเราและคนอื่น ๆ เราไม่มองการณ์ไกล คิดยาว ๆ ว่าสิ่งที่เราทำมีผลต่อใครบ้าง และมีผลในลักษณะใด

หากเราสามารถตระหนักถึงทุกข์และหยั่งเห็นผลกระทบอันเกิดขึ้นเสมือนน้ำที่กระเพื่อมไม่รู้จบ เราอาจเลิก ลดการกระทำหลายอย่างที่คิดจะทำ ตามใจเราเป็นศูนย์กลางก็ได้

ที่สำคัญ สังคมของเราต้องการบ่มเพาะความกรุณาให้มากขึ้นไปอีก

ใจที่กรุณาจะตระหนักรู้ทุกข์ของผู้อื่นได้ง่าย และความกรุณาจะช่วยให้เราก้าวข้ามความเห็นแก่ความสุขส่วนตัว เพื่อรักษาความสุขส่วนรวมได้ไม่ยาก

……….

ที่กล่าวมาทั้งหมด ใช่ว่า ตนเองขาวบริสุทธิ์ (ความจริงแล้วตัวดำปิ๊ดปี๋) แต่เพราะเรื่องราวของน้องฟ้ากระทบใจอย่างแรง ทำให้เห็นทุกข์อันเกิดจากการละเมิดศีล ข้อ 3  ซึ่งเป็นศีลที่ข้าพเจ้าเองก็พร่องอยู่มาก จึงเกิดศรัทธาที่จะรักษาดูแลศีลข้อนี้ เพื่อรักษาความสุขในใจของทั้งตนเอง ผู้อื่น และ สังคม

ฉันต้องการมีสังคมที่คนรักกัน มีความสุข เด็ก ๆ ผู้คนมีสุขภาพจิตที่ดี ดังน้้น ฉันจึงต้องฝึกฝนตนให้เป็นดังสิ่งที่อยากจะเห็น

Be the Change you want the World to Be.

“ด้วยความตระหนักรู้ถึงความทุกข์จากการประพฤติผิดในกาม ข้าพเจ้าตั้งปฏิญาณจะบ่มเพาะ ความรับผิดชอบ และการเรียนรู้วิธีที่จะปกป้อง ความมั่นคง และความซื่อสัตย์ของปัจเจกบุคคล คู่สมรส ครอบครัวและ สังคม ข้าพเจ้าตั้งจิตมั่นว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวมีเพศสัมพันธ์โดยปราศจากซึ่งความรัก และการมี พันธะสัญญา ระยะยาวต่อกัน หากแต่จะเคารพในพันธะสัญญาของตัวเองและผู้อื่น เพื่อถนอมความสุขของตนเอง และผู้อื่นไว้ ข้าพเจ้าจะทำ ทุกอย่าง ตามกำลังความสามารถเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กๆ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ตลอดจนปกป้องไม่ให้คู่สมรส และครอบครัว ต้องแตกแยก เนื่องจากการประพฤติผิด ในกาม”