เปิดตู้กับข้าว เสพศิลป์ กินม่วน ครั้งที่ 1

เมื่อความอร่อยและความงามตามาบรรจบกัน บนเมนูสร้างสรรค์ "ลาบอกเป็นย่าง" โดย food stylist ดวงฤทธิ์ แคล้วปลอดทุกข์

ลาบอกเป็ดย่าง โดย food stylist ดวงฤทธิ์ แคล้วปลอดทุกข์

กิจกรรมกันเอง ตอน เปิดตู้กับข้าว เสพศิลป์ กินม่วน ครั้งที่ 1

เสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2556

ณ ร้านไทสบาย บาย เขาค้อทะเลภู (ถนนเทียมร่วมมิตร ใกล้ศูนย์วัฒนธรรม ฯ)

ร้านไทสบาย บาย เขาค้อทะเลภู ร่วมกับ บ้านสวนน้ำฝน ชวนสมาชิกและผู้มีใจรักศิลปะและการทำอาหาร มาร่วมเรียนรู้ Cooking & Styling กับ ดวงฤทธิ์ แคล้วปลอดทุกข์ Food Stylist ที่จะช่วยให้คุณแปลงอาหารจานพื้น ๆ ให้เป็นงานศิลปะบนโต๊ะอาหาร ที่ทั้ง ง่าย งาม อร่อย และน่ารับประทาน

สำหรับกิจกรรม “เปิดตู้กับข้าว” ครั้งที่ 1 ที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2556 นี้ ดวงฤทธิ์ นำเสนอเมนูอาหารว่าง “ปอเปี๊ยะญวนดอกไม้สด” และ “ลาบอกเป็ดย่าง” ที่ทำได้ง่าย ๆ ใช้เวลาไม่นาน และสามารถจัดวางได้อย่างมีสไตล์หลายรูปแบบ

ปอเปี๊ยะญวนดอกไม้สด

ปอเปี๊ยะญวนดอกไม้สด

กำหนดการ เปิดตู้กับข้าว เสพศิลป์ กินม่วน ครั้งที่ 1

เสาร์ที่ 27 กรกฎาคม 2556

9.00 น.          ลงทะเบียนที่หน้าห้องกิจกรรม ชั้น ๒ ร้านไทสบาย บาย เขาค้อทะเลภู พร้อม

รับประทานอาหารว่างเพื่อสุขภาพ

9.30 น.           เรียนรู้เทคนิค Cooking & Styling ลาบอกเป็ดย่าง

11.30 น.        ร่วมกันรับประทานอาหารกลางวันจากเมนูที่รังสรรค์ด้วยตัวเอง

12.30 น.        เวลาอิสระสำหรับการพักผ่อนส่วนตัว

13.30 น.        เรียนรู้เทคนิค Cooking & Styling ปอเปี๊ยะญวนดอกไม้สด

15.30 น.        ร่วมกันรับประทานอาหารหวานจากเมนูที่รังสรรค์ด้วยตัวเอง พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยน

16.00 น.        เดินทางกลับบ้านด้วยความอิ่มเอม

หมายเหตุ       กิจกรรม “เปิดตู้กับข้าว” นำเสนอเมนูสร้างสรรค์ทุกวันเสาร์สุดท้ายของเดือน

รับผู้สนใจร่วมกิจกรรมจำนวน 16 ท่าน

ค่าใช้จ่ายในการร่วมกิจกรรมท่านละ 2,300 บาท (รวมค่าวัตถุดิบในการทำอาหารแล้ว)

สมัครร่วมกิจกรรมและสอบถามรายละเอียด ติดต่อ คุณฝน 081-994-4677

ความอร่อยที่สัมผัสได้ด้วยตา

ดวงฤทธิ์  แคล้วปลอดทุกข์ food stylist ที่จะพาคุณสัมผัสประสบการณ์แห่งสุนทรียภาพทางอาหาร

ดวงฤทธิ์ แคล้วปลอดทุกข์ food stylist ที่จะพาคุณสัมผัสประสบการณ์แห่งสุนทรียภาพทางอาหาร

ความอร่อยของอาหารไม่ได้อยู่ที่รสสัมผัสตรงปลายลิ้น แต่ยังเป็นเรื่องภาพสัมผัสที่ดวงตาอีกด้วย อย่างที่พ่อครัวมือละเมียด และฟู้ดสไตลลิสต์ (food stylist) ดวงฤทธิ์  แคล้วปลอดทุกข์ มักกล่าวเสมอ ๆ ว่า “นอกจากอร่อยแล้ว อาหารยังต้องสวยด้วย”

หนุ่มนักโบราณคดีผู้มีส่วนออกแบบเรื่องราวให้ “มิวเซียมสยาม” คนนี้สนใจศิลปะแห่งอาหารมาตั้งแต่วัยเยาว์ เข้าครัวกับคุณย่าอยู่เสมอ และภายหลังได้มีโอกาสเรียนรู้จากผู้ใหญ่ที่มีฝีมือทางด้านการครัว อย่าง หม่อมหลวงเนื่อง นิลรัตน์ และหม่อมหลวงต่อ กฤดากร ประสบการณ์ในครัวเหล่านี้ทำให้ดวงฤทธิ์เข้าใจอาหาร ทั้งการปรุง สร้างรสชาติ และออกแบบการนำเสนออาหารให้น่ารับประทาน

“อาหารการกินบางอย่างถูกประดิดประดอยและประจงจัดอย่าง “สวยสดงดงาม” จนกลายเป็นเสมือนของโชว์ที่ขาดความน่ากิน ซึ่งนั่นเป็นการทำให้อาหาร “เสียชาติเกิด” ที่อุตส่าห์เกิดมาเป็นของกิน”

ดวงฤทธิ์กล่าวเสริมว่า “อาหารบางอย่างเพียงแค่วางปิ้งอยู่บนเตาถ่านร้อน ๆ หรือกำลังทอดอยู่ในกระทะน้ำมันเดือดปุด ๆ กลับน่าดึงดูดมากกว่า และทำให้หลายคนน้ำลายสอ”

การทำให้อาหารน่ากิน จึงไม่ได้อยู่ที่ฝีมือการประดิดประดอยอาหาร แต่สำคัญที่การเข้าใจอาหาร วัตถุดิบหลักของเมนูนั้น ๆ และดึงเอาจุดเด่นของเมนูนั้นออกมานำเสนอให้น่าสนใจ … แต่ไม่ว่าอาหารจะถูกจัดวางให้เย้ายวนสักเพียงใด ดวงฤทธิ์ย้ำว่า ความอร่อยก็ยังเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้อยู่ดี

ร่วมเรียนรู้หลากเมนูแสนอร่อย และมีสไตล์ กับ ดวงฤทธิ์ แคล้วปลอดทุกข์ ในกิจกรรม “เปิดตู้กับข้าว” ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกวันเสาร์สุดท้ายของเดือน ที่ ร้านไทสบาย บาย เขาค้อทะเลภู (ถนนเทียมร่วมมิตร ใกล้ศูนย์วัฒนธรรม)

ปัจจุบันดวงฤทธิ์เป็นคอลัมนนิสต์ประจำในคอลัมน์ “Taste & Tales” ให้กับนิตยสาร Health & Cuisine รับผิดชอบการออกแบบอาหารและเขียนคอลัมน์ Bazaar Cuisine นิตยสาร Harper’s Bazaar เป็น Artistic Food Stylist ของ White Café และเป็น Guru และพิธีกรด้านอาหารประจำรายการ Food & Health Gang ช่อง True Vision 67

ท้าวโลกนาถ (Lokanat) เทพผู้ใช้ศิลปะสร้างสันติภาพให้โลก

ท้าวโลกนาถ เทพผู้ใช้ศิลปะแห่งเสียงเพลงและการร่ายรำ นำสันติภาพมาสู่โลก

ท้าวโลกนาถ เทพผู้ใช้ศิลปะแห่งเสียงเพลงและการร่ายรำ นำสันติภาพมาสู่โลก

ขณะที่เดินชมความงามและความอลังการของบัลลังก์กษัตริย์พม่าที่แสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งเมืองย่างกุ้ง ฉันสะดุดตากับประติมากรรมชิ้นหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ข้างล่างบัลลังก์ — Lokanat ฉันเรียกท่านเป็นไทย ๆ ว่า “ท้าวโลกนาถ”

ประติมากรรมท้าวโลกนาถ เป็นรูปปั้นที่มีลีลาท่วงท่าสง่างาม ท่านกำลังร่ายรำ มือทั้งสองจีบและตั้งขึ้นได้องศา หน้าเชิดเล็กน้อยแสดงถึงความสุข ที่เท้าทั้งสองมีฉิ่งไว้ตีให้จังหวะดนตรี (คือท่านเป็นศิลปินเดี่ยวทั้งเล่นดนตรี ร้อง รำ ทำเองหมด)

แต่เหนือความงามทางศิลปะ คือ เรื่องราวในเทวตำนานที่ทำให้ฉันตระหนักถึงความสำคัญของศิลปะต่อวิถีแห่งสันติ

รักแรกเห็นในครั้งนี้ดูเหมือนจะสะกดจิตฉันให้ดำเนินรอยตามความเป็นนักรัก…สันติภาพ เช่นท่านด้วย

ท้าวโลกนาถเป็นเทพผู้เป็นที่รักและนับถือของชาวพม่า ท่านเป็นเทพนักสันติวิธี (peacemaker) และผู้นำความสุขสงบมาสู่โลกด้วยวิถีแห่งศิลปะ

ตามตำนาน ท้าวโลกนาถทำหน้าที่เหมือนตำรวจ ท่านเป็นผู้พิทักษ์สันติของโลกและจักรวาล วันหนึ่ง ในขณะที่ท่านกำลังสอดส่องดูความสงบเรียบร้อยของจักรวาลอยู่นั้น ท่านก็เห็นว่า พญาราชสีห์และกรินทร์ปักษา (ช้างมีปีก) กำลังต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย ด้วยทั้งสองฝ่ายต้องการแย่งชิงความเป็นใหญ่เหนือเมฆา

ท้าวโลกนาถเล็งเห็นแล้วว่า หากปล่อยให้ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันต่อไป โลกทั้งใบจะลุกเป็นไฟ และถูกเผาไหม้เป็นธุลี ท่านจึงเข้ามาสงบศึก

วิธีการนำสันติภาพคืนสู่โลกนั้นน่าสนใจยิ่งนัก … ท่านไม่ได้ใช้เหตุผลอธิบาย หรือเรียกทั้งสองฝ่ายมาไกล่เกลี่ย — สิ่งที่ท่านทำคือ ขับมนต์เพลงและร่ายรำ

เมื่อสัตว์ที่กำลังสู้รบกันได้ยินเสียงเพลงอันไพเราะเสนาะโสต ก็ลามือจากการห้ำหั่น และหันมาฟังเพลง พากันชื่นชมท่วงท่าร่ายรำอันสง่างามของท้าวโลกนาถ เมื่อเพลิดเพลินกับเสียงดนตรี ลำนำเพลงและการร่ายรำ ใจของสัตว์ทั้งสองก็คลายจากความโกรธ ความขุ่นแค้นและขัดเคือง ท้ายที่สุด ในภาวะที่ใจผ่อนคลาย สบาย ความปรารถนาที่จะรบกันก็จางหายไป และสันติสุขก็เกิดขึ้น

เทวตำนานเรื่องนี้ดูเหมือนจะสะท้อนว่า เราอาจจะไม่ต้องการเหตุผล ข้อมูล หรือตรรกะใด ๆ มาแก้ปัญหาความขัดแย้ง เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตน เชื่อมั่นในความเห็นของตนเกินกว่าที่จะเปิดใจรับความคิดของฝ่ายอื่นได้ ยิ่งพูด อาจยิ่งทวีความขุ่นข้องหมองใจ

วิธีการสู่สันติภาพสำหรับท้าวโลกนาถจึงใช้สิ่งที่เหนือเหตุผล คือ ความรู้สึก …ทำในสิ่งที่จะเร้าความรู้สึกฝ่ายกุศลให้เข้ามาแทนที่ความรู้สึกที่ติดลบ ในเรื่องนี้ ท่านสร้างความรู้สึกเพลิดเพลินสบายใจ ผ่อนคลายให้เกิดกับผู้ที่เป็นอริกัน …

จะเห็นได้ว่า ศิลปะเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่จะช่วยประโลมใจของสัตว์ทั้งหลายได้ดี ไม่ว่าจะเป็นวรรณศิลป์ ทัศนศิลป์ นาฏศิลป์ ศิลปะแขนงต่าง ๆ มีผลต่อจิตใจและจิตวิญญาณของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง และศิลปะนำเราสู่สันติภาพได้ …

จึงให้น่าคิดว่า ปัจจุบัน ชีวิตของเราอาจห่างเหิน ห่างไกลจากสุนทรียภาพ ทั้งความงามจากธรรมชาติ และความงามที่คนสร้างขึ้น ทำให้เราเน้นถกกันด้วยเหตุผล และเพิกเฉยต่อความรู้สึกอันเป็นสำนึกสำคัญของความเป็นมนุษย์

หากสังคมของเราในเวลานี้ให้ความหมายและความสำคัญต่อศิลปะในพื้นที่ชีวิต และพื้นที่สาธารณะกันให้มากขึ้น จิตใจของคนจะละเอียดอ่อน อ่อนโยน และชื่นชมความงาม มีสุนทรียภาพในชีวิตกันได้ดีขึ้น เมื่อนั้นความรุ่มร้อน หยาบคาย หยาบกระด้างจะได้ลดน้อยถอยลงไป …. นี่คือสันติวิธีที่ฉันเรียนรู้จากท้าวโลกนาถ

ต้นธารแห่งความสุข

โดย กรรณจริยา สุขรุ่ง

(แปลและเพิ่มเติมจาก http://www.bangkokpost.com/arts-and-culture/art/319037/finding-joy-in-the-everyday)

“อะไรคือต้นธารแห่งความสุขในชีวิต” อโณทัย เจียรสถาวงศ์ ผู้ริเริ่มโครงการนิทรรศการ “ต้นธารแห่งความสุข” ถามคำถามนี้กับศิลปินระดับชาติ ๒๘ ชีวิตที่เข้าร่วมงานนิทรรศการครั้งนี้

ศิลปินแห่งชาติ อาจารย์ชลูด นิ่มเจริญ กล่าวถึงแม่ “ผมเป็นคนที่นับถือผู้เป็นเพศหญิงทุกคน เพราะผมนับถือแม่ มีแม่ที่ให้ความรัก เลี้ยงดูอบรม ส่งเสียจนเป็นตัวเป็นตนมาอย่างนี้ เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้รู้ว่า ชีวิตไม่ได้ขาดแคลนสิ่งใด ยังมีคนที่รักเราอยู่ …”

อาจารย์ สันต์ สารากรบริรักษ์ ย้อนนึกถึงต้นธารแห่งความสุขที่ช่วยให้อาจารย์รอดจากความเจ็บป่วย “ในปลายปี๒๕๔๐ หลังจากทำพิมพ์ปลาสเตอร์ท่านอาจารย์ (ศิลป์ พีระศรี) แล้ว อาการป่วยของผมก็ทุเลาขึ้นมาก แต่การเขียนรูปนอกสถานที่ยังเป็นเรื่องลำบาก เพราะต้องขับรถไปไกล ทว่าความต้องการเขียนภาพยังมีอยู่อย่างมาก จึงใช้วิธีจัดดอกไม้ต่าง ๆ ใส่แจกัน ช่วงนี้ผมเขียนด้วยเกรียงปาดสีที่บีบจากหลอดผมค่อย ๆ ดีขึ้นเพราะดอกไม้ดอกไม้ให้ความสดใส ทำให้ใจมีความสุข ผมคิดว่าผมรอดตายจากการป่วยครั้งนั้น” 

ศิลปินแห่งชาติอีกท่าน อาจารย์ทวี รัชนีกร กล่าวว่า “ผมดำรงชีวิตอยู่เพื่อสร้างสรรค์สิ่งสวยงามให้กับโลก เพื่อสร้างศิลปะ สร้างสุนทรียภาพ เพราะผมคิดว่าความงามเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์สมบูรณ์ขึ้น… เวลาเขียนงานผมไม่ได้บันทึกด้วยความเศร้าหรือความเกลียดชัง แต่บันทึกด้วยความเข้าใจว่า กี่ยุคกี่สมัยมนุษย์ก็เป็นเช่นนี้…. ผมเองมีความสุขได้เพราะพระพุทธศาสนา ไม่มีอะไรดีกว่าพุทธศาสนา แต่หน้าที่ของผมคือสร้างสรรค์ศิลปะ ผมต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด” 

ศิลปินท่านอื่น ๆ กล่าวถึงต้นธารแห่งความสุขในชีวิตในรายละเอียดต่าง ๆ กัน ทว่า สาระของความสุขนั้นดูจะคล้ายกัน คือ แรงบันดาลใจจากศิลปะ การทำงาน ความรักความเมตตา และธรรมะ อย่างที่ศิลปิน วิโชค มุกดามณี สะท้อนว่า “การทำงานด้วยจิตใจจดจ่อมีสมาธิอยู่กับงานนั้น ๆ เป็นการลดช่องว่างของจิตใจที่คิดฟุ้งซ่านหรือพะวง เพราะเมื่อสติมีความแน่วแน่อยู่กับงาน จะทำให้เราผ่านพ้นปัญหายุ่งยากที่เผชิญหรือความลำบากภายในใจได้ …”

คำตอบเหล่านี้จากบรรดาศิลปินคือสิ่งที่อโณทัย ผู้ริเริ่มโครงการต้นธารแห่งความสุข ปรารถนาจะให้สาธารณชนได้ลองใคร่ครวญบ้างเช่นกัน

“ศิลปะเป็นอีกหนึ่งหนทางที่จะช่วยเยียวยาความขัดแย้งและดับทุกข์ร้อนในสังคม ถ้าคนเราหันมาชื่นชมศิลปะกันให้มากขึ้น เราก็จะมีที่ว่างให้กับความสุขในหัวใจเพิ่มขึ้น แทนที่จะคิดหมกมุ่นกับความขัดเคือง ความไม่ชอบ ไม่พอใจ หรือใจที่คิดทำร้ายกล่าวด่าผู้อื่น เราหยุด ชื่นชมงานศิลปะและสัมผัสกับความปีติในจิตใจ” อโณทัยกล่าว

ตั้งแต่ช่วงต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๕ นี้ อโณทัยบ่มเพาะความสุขภายในของเธอ เพื่อโครงการนี้ที่เธอตั้งใจให้เป็นโรงบ่มเพาะต้นธารแห่งความสุขภายในใจของผู้คนในสังคม

สำหรับอโณทัยแล้ว ต้นธารแห่งความสุขของเธอมาจากการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน

“มรรควิธีทางพุทธคือหนทางสว่างที่สามารถเกื้อกูลให้เกิดการขัดเกลาและการพัฒนาทางจิต ส่งผลให้บุคคลมีความเจริญงอกงามของชีวิตด้านใน” อโณทัย อดีตนักธุรกิจเงินล้านกล่าว

 “วิชาของพระพุทธเจ้าดับทุกข์ได้จริง ขัดเกลาตัวเราได้จริง สิ่งที่เคยทำให้เราทุกข์มากก็มีผลกับใจเราน้อยลง … ทุกข์มาจากความไม่รู้ เรายึดมั่นถือมั่นกับสิ่งที่เราปรารถนา หรือไม่ปรารถนา การปฏิบัติธรรมวิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นหนทางให้เราเห็นความเป็นจริง และช่วยคลายความยึ่ดมั่นถือมั่น”

เมื่อคลายทุกข์ สุขก็เกิด อโณทัยจึงอยากแผ่ขยายความสุขที่เธอได้รับจากการปฏิบัติวิปัสสนาให้คนในสังคม โครงการ “ต้นธารแห่งความสุข” นี้จึงเกิดขึ้นเพื่อระดมทุนซื้อที่ดินและสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรมให้แก่ศูนย์กลางการศึกษาวิปัสสนาธุระพุทธวิหาร วัดพระธรรมจักร อ.เมือง จังหวัดนครนายก

วัดพระธรรมจักรเป็นวัดป่าที่เรียบง่าย ไม่มีอาคารตึกใหญ่โต มีเพียงโรงเรือนเพื่อทำกิจสำคัญ ๆ เช่น ศาลาฟังธรรม โรงครัว นอกนั้นก็เป็นพื้นที่ป่า ต้นไม้ ทั้งสงฆ์และผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน อยู่ในกุฏิเล็ก ๆ เป็นหลังเดี่ยวท่ามกลางต้นไม้ ในบรรยากาศที่ปลอดภัยและสงบสงัด

เจ้าอาสาสของวัด ผู้เป็นพระอาจารย์ของศูฯย์ปฏิบัติธรรมแห่งนี้ คือ พระปลัดชัชวาล ชินสโภ ท่านเป็นศิษย์ที่ได้รับการสืบทอดจากพระอาจารย์อาสภะมหาเถระ พระธรรมทูตสายวิปัสสนาธุระจาพม่าที่มาเผยแผ่วิปัสสนากัมมัฏฐานในเมืองไทย

แม้วัตถุประสงค์หลักของงานจะมุ่งระดมทุนเพื่อขยายศูนย์การปฏิบัติธรรม แต่อโณทัยก็หวังว่า การแสดงงานศิลปะจะเอื้อเฟื้อให้สาธาณะเข้าถึงผลงานศิลปะที่มีคุณค่าจากศิลปินชั้นครูกว่า ๗๐ ชิ้น

“ศิลปะเป็นสิ่งที่สามารถยกระดับจิตใจคน ให้เข้าถึงความดี ความงามและความจริงอันประเสริฐ” เธออธิบายความต่อว่า “ในเวลาที่เรายินอยู่หน้าภาพศิลปะ ขณะนั้นใจเราว่างจากอกุศล เราไม่ทำร้ายใครทางกาย ไม่ต่อว่าประหารน้ำใจใครทางวาจา จิตของเราเป็นสมาธิจดจ่ออยู่กับศิลปะ มีปีติเบิกบานใจกับความงามทางศิลปะที่เห็น

“นอกจากนั้น ภาพศิลปะยังสะท้อนความจริง ความหมายบางอย่างของชีวิตไว้ด้วย ช่วยยกระดับความคิด สำนึกของเราให้สูงขึ้น”

อโณทัยยกตัวอย่างภาพวาดของ อาจารย์ทวี รัชนีกร ศิลปินแห่งชาติ ผู้วาดภาพแม่นกคาบปลามาให้ลูกน้อย “ในภาพ อ. ทวีให้ภาพของแม่นกและลูกนกที่ดูโหดร้าย แต่ในความโหดร้ายนั้น เราเห็นความรักของแม่ แม่อาจจะทำลายชีวิตปลา แต่ก็ทำเพื่อให้ลูกรอด”

อโณทัยสะท้อนว่า การพินิจภาพและความหมายที่สื่อเข้าถึงใจเช่นนี้ ช่วยให้เราวางแนวโน้มที่จะตัดสินคนจากภาพที่เห็น

ถ้าคนในสังคมเรานิยมการไปเยี่ยมชมและชื่นชมผลงานศิลปะมากขึ้น ใจของผู้คนก็อาจจะเอนเอียงเข้าหาความงาม ความดี และความจริงมากขึ้นไปด้วย ซึ่งสำหรับอโณทัย แม้ความสุข สมาธิ ปีติที่เกิดจากการชื่นชมภาพศิลปะจะยังอยู่ในโลกียสุข แต่ก็เป็นโลกียสุขฝ่ายกุศล ที่เกื้อกูลต่อความสุขที่ละเอียดปราณีตและสูงขึ้นได้ต่อไป

โครงการนิทรรศการศิลปะ “ต้นธารแห่งความสุข”

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป (หอศิลป์เจ้าฟ้า)
๓ – ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕

นิทรรศการนี้จัดแสดงผลงานศิลปะ ๗๐ชิ้น จากศิลปิน ๒๘ ท่าน  เพื่อให้สาธารณะเรียนรู้ทั้งเรื่องศิลปะและธรรมะ รวมถึงให้ข้อมูลเรื่องการศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐานและสถานที่สำหรับปฏิบัติธรรมแก่ประชาชน

เปิดงานวันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕  

๑๖.๐๐ – ๑๗.๓๐ น.      ธรรมเสวนา “ตามรอยวิปัสสนากัมมัฏฐานจากชมพูทวีปสู่สุวรรณภูมิ”

โดย พระปลัดชัชวาล ชินสโภ

นพ. บัญชา พงษ์พานิช

มณเฑียร ธนานาถ

ดำเนินรายการโดย อัญชลีพร กุสุมภ์

๑๗.๓๐ น. เปิดงานโดย ดร.ชัยวัฒน์  วิบูลย์สวัสดิ์ (อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย) และ พญ.วิไล  ธนสารอักษร

รายชื่อศิลปินที่เข้าร่วมโครงการต้นธารแห่งความสุข

  1. ชลูด    นิ่มเสมอ          (ศิลปินแห่งชาติ)
  2. ประหยัด  พงษ์ดำ           (ศิลปินแห่งชาติ)
  3. พิชัย   นิรันต์                  (ศิลปินแห่งชาติ)
  4. สันต์   สารากรบริรักษ์ (ศิลปินแห่งชาติ)
  5. ทวี   รัชนีกร                    (ศิลปินแห่งชาติ)
  6. นนทิวรรธน์  จันทนะผะลิน (ศิลปินแห่งชาติ)
  7. อิทธิพล  ตั้งโฉลก           (ศิลปินแห่งชาติ)
  8. ปรีชา   เถาทอง   (ศิลปินแห่งชาติ)
  9. ปัญญา   เพ็ชรชู  (ศาสตรเมธีแห่งชาติ)
  10. ผ่อง   เซ่งกิ่ง
  11. วิโชค   มุกดามณี
  12. ปัญญา   วิจินธนสาร
  13. สมภพ   บุตราช
  14. สุวัฒน์   วรรณมณี
  15. ดินหิน   รักพงษ์อโศก
  16. จันทนา   แจ่มทิม
  17. เอกชัย   ลวดสูงเนิน
  18. อลงกรณ์   หล่อวัฒนา
  19. สุวัฒน์   แสนขัติยรัตน์
  20. จินตนา   เปี่ยมสิริ
  21. ไพโรจน์  วังบอน
  22. ชินสีห์  จันทร์มณี
  23. พีระศิลป์   ดวงอิน
  24. สุวรรณี   สารคณา
  25. สิโรจน์   พวงบุปผา
  26. ปัญญา  อภิญญานุรักษ์
  27. อรรถนิติ  ลาภากรณ์
  28. จริยา   เจียมวิจิตร (ศิลปินอิสระ)