ฝาก..ไว้ในลมหายใจ

“รู้สึกว่าที่ผ่านมาไม่ได้ทำประโยชน์อะไรเลย” ฉันอ่านเจอข้อความของพี่สาวคนหนึ่ง ฉันไม่รู้ว่าบริบทชีวิตอันใดที่ทำให้พี่รำพึงข้อความนี้ แต่มันก็ทำให้ฉันคิดต่อในบริบทของตัวเอง …
ฉันถามตัวเองบ้างว่า “ชีวิตนี้ได้ทำประโยชน์กับใคร สิ่งใด และตัวเองบ้างหรือไม่”
ฉันพยักหน้ากับตัวเอง “แน่นอน ฉันเชื่อว่า ที่ฉันได้ทำประโยชน์กับผู้อื่นหรือสิ่งอื่นได้ ก็เพราะฉันได้รับประโยชน์จากสิ่งอื่น คนอื่นมาก่อนด้วย ฉันเขียนบทความที่พอจะสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้ผู้คนและสังคมได้บ้าง ก็เพราะมีหลายสิ่ง หลายคนทำประโยชน์ให้ฉัน พ่อแม่ ครอบครัว ครู สังคมท่ี่ส่งเสียให้เรียนหนังสือ ฯลฯ”

“เราจะเป็น/ทำ/มีประโยชน์ให้มากขึ้นไปอีกได้หรือไม่ ต้องทำอะไร อย่างไร” ฉันถามตัวเองต่อ “เราจะมีประโยชน์กับคนอื่น สิ่งอื่นได้หรือไม่ ในยามที่เราอยู่คนเดียว”

ฉันก็นึกถึง “ลมหายใจ”
ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ เราหายใจเข้า-ออกตลอดเวลา หากเราทำลมหายใจให้เป็นประโยชน์ก็คงจะดีมากเลย

ลมหายใจเป็นพลังงานที่หมุนเวียนในโลกที่มีชีวิตใบนี้ สรรพสิ่งได้ประโยชน์จากลม-หายใจ
ฉันนึกถึงการอบรมเมื่อหลายปีก่อน เป็นการอบรมบ่มเพาะโพธิจิตกับครูชาวต่างชาติ ลูกศิษย์องค์ทาไล ลามะ ครูคนนี้แนะนำให้เราหายใจเข้าแล้วทำความรู้สึกว่า มีแสงสว่างกลางอกที่แปรเปลี่ยนอากาศที่เข้าไปนั้นให้เป็นพลังความเมตตากรุณา แล้วหายใจออก แผ่พลังแห่งความสุขให้กับโลก

หายใจเข้า-กตัญญูต่อโลกที่โอบอุ้มชีวิตเรา
หายใจออก-แผ่พลังความรัก ความเมตตาให้สรรพชีวิตทั้งมวล
หายใจเข้า – น้อมรับเอาความทุกข์ทั้งหลายในโลก
หายใจออก-แปรเปลี่ยนความทุกข์นั้นให้เป็นแสงสว่างแห่งความสุขสันติ จากหัวใจของเรา
หรือบางที เราก็อาจจะ
หายใจเข้า-รู้ว่าหายใจเข้า
หายใจออก-รู้ว่าหายใจออก
พลังแห่งสติไม่เพียงเป็นประโยชน์กับตัวเรา แต่ยังเป็นพลังที่ดูแลโลกด้วย

ฉันเคยดูภาพยนตร์สารคดีเรื่อง I AM ความตอนหนึ่งพูดถึงองค์ประกอบเคมีในลมหายใจที่มีมากมาย ไม่เพียงออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์และอีกมาก เคมีเหล่านี้แปรเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อมที่เราอยู่ แต่จะมีเคมีตัวหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงและหมุนเวียนเข้า-ออกในสิ่งมีชีวิต คน สัตว์ ต้นไม้ ดิน น้ำ มาตั้งแต่บรรพกาลก่อนยุคมนุษย์ครองโลกเสียอีก

นั่นหมายความว่าอะไร
ในลมหายใจของเรา มีลมหายใจที่พระพุทธองค์เคยหายใจ ลมหายใจที่ยาจก ราชา สัตว์น้อยใหญ่ พ่อแม่ ครอบครัว คนที่เรารักทั้งมวล ฯลฯ เคยหายใจเข้าไป

ฉันเลือกจะเชื่อความคิดนี้ั มันทำให้ฉันรู้ว่า
คนที่ฉันรักไม่เคยจากไปไหน แม้เขาตายจากไปแล้ว พวกเขายังอยู่ในลมหายใจเข้า-ออกของในกายฉัน

ฉันจะเป็นประโยชน์กับชีวิตทั้งหลายในปัจจุบัน และชีวิตที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ เพียงฉันรู้จักฝากความดีงาม พลังแห่งสติ ความกรุณาเมตตา และคุณงามความดีทั้งหลายไว้ในลมหายใจ และหวังว่า ใครก็ตามที่กำลังทุกข์ หากได้รับพลังดี ๆ ในลมหายใจที่ฉันฝากไว้ ก็ขอให้เขาพบความสุข เห็นทางออกจากทุกข์

ฉันว่า น่าจะจริงบ้างนะ เพราะบางเวลา ที่ฉันเศร้า เป็นทุกข์ บางลมหายใจก็ทำให้ฉันเกิดปัญญา

ฉันเชื่อว่า ทุกชีวิตมีประโยชน์และเป็นประโยชน์ต่อกันทั้งสิ้น ซากกิ่งไม้ก็เป็นประโยชน์ให้เห็ดแสนอร่อยเติบโต เพียงหายใจให้ดีก็เป็นประโยชน์

ขอบคุณพี่สาวที่ให้โจทย์ได้ใคร่ครวญ ทำให้ฉันระลึกถึงและพยายามทำตัวให้เป็นประโยชน์เท่าที่สถานการณ์และศักยภาพจะอำนวย ที่สำคัญ ในยามที่อยู่ลำพัง คำว่า “ประโยชน์” ก็ทำให้ฉันอยู่กับลมหายใจสบาย ๆ มีความสุข

เกมไม่รู้จบ (The Endless Game)

เราเคยนึกว่า คนเราเล่นเกมเพราะมีเวลาว่าง และไม่รู้ว่าจะเอาเวลาว่างไปทำอะไร

แต่พอเรากลายเป็นคนติดเกมเข้าบ้าง จึงได้รู้เพิ่มว่า การติดเกมสำหรับหลายคนไม่ใช่เรื่องของเวลาว่าง แต่เป็นเรื่องของเวลาวุ่น

หลายคนมีการบ้าน การงานต้องทำ แต่ยังสาละวนกับการเล่นเกม — นั้นเพราะวุ่น มากกว่า ว่าง

วุ่นอะไร ก็วุ่นวายใจ ว้าวุ่นใจ หรือ เครียด อะไรประมาณนั้น

การแก้อาการติดเกมเหมือนการรักษาโรค ที่ต้องเริ่มดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้น คือ ขั้นที่ ๑ หรือ ๒ (อย่ารอถึงขั้นสุดท้าย ไร้การรักษา) ฉันใช้เกมแก้เกม ประมาณ “หนามยอกเอาหนามบ่ง” เกมที่ว่านั้น คือ เกมแห่งสติ หรือเกมดูกายและใจไปด้วยในขณะเล่นเกม

….. ช่วงที่ผ่านมา เราติดเกม Bejewled เป็นเกมเบสิค (เด็กๆ) ที่เราต้องเรียงรูปทรงเลขาคณิตและสีให้ต่อกัน ๓ รูปหรือมากกว่านั้น เราเลือกโหมดการเล่นแบบ “ไม่รู้จบ” คือ endless ด้วยคิดว่า จะสบาย เล่นไปเรื่อย ๆ ไม่กดดันตัวเองให้ถึงเป้าหมายอะไร

เราก็เล่นเรื่อย ๆ ๆๆๆ จนถึงช่วงหนึ่ง น่าจะเป็นตอนที่เราขึ้นระดับที่ ๕๐ กว่า ๆ เราก็เริ่มเกิดรู้สึกเบื่อ และเกิดคำถามว่า “เมื่อไรจะจบ เราจะต้องเล่นไปถึงไหน”

“อ้าว ก็เล่นเกมไม่รู้จบอยู่ไม่ใช่เหรอ” ฉันท้วงตัวเอง

“เออ จริงด้วย” ฉันตอบ “อย่างนี้ ก็น่าเบื่อจริง ๆ”

จากเกม ใจวกมาพิจารณาชีวิต “ถ้าชีวิตไม่รู้จบเหมือนเกม จะว่าไง”

“เอ่อ ก็คงน่าเบื่อแย่ ชีวิตที่ไม่มี deadline (เส้นตาย) จะดีหรือ?”  ฉันถามตัวเอง

คำถามนี้ช่วยให้ฉันมองความตายในแง่มุมที่น่ามองมากขึ้น

ความตายให้กรอบเวลากับชีวิต เพื่อให้เราค้นหาความหมายในการดำรงอยู่ และอยู่อย่างมีความหมายในข้อจำกัดนี้ให้ดีที่สุด

… เริ่มรู้สึกดีขึ้นเมื่อรู้ว่า ชีวิตจะไม่น่าเบื่อเหมือนเกม … แต่เอ … ตามความเชื่อทางศาสนา คนเราเกิด-ตาย-เกิด-ตาย ในสังสารวัฏเรื่อย ๆ ไป จนกว่าจะหลุดพ้น ไม่ใช่หรือ แล้วอย่างนี้ เมื่อ เกม game over ฉันต้องขึ้นเกมใหม่เรื่อย ๆ ไป อย่างนั้นหรือเปล่า เกิด-ตาย-เกิด-ตาย …..

“เกมที่ชื่อว่า สังสารวัฏน่ากลัวและน่าเบื่อจริง ๆ” ฉันบอกตัวเอง

ตอนนี้ ฉันวางเกมลงไปแล้ว เลิกติดเกม เพราะขี้เกียจเล่นเกมไม่รู้จบ (จะเล่นบ้างก็เวลาว่างจริง ๆ และเล่นเพียงนิดหน่อยก็วาง ก่อนที่จะเบื่อ)

แต่สำหรับเกมแห่งสังสารวัฏ แม้จะเบื่อ จะขี้เกียจ ฉันก็ยังคงต้องเล่นอยู่ เพราะยังไม่อาจ “วาง” ได้  เมื่อไรเกมนี้จะจบก็ไม่รู้