“แม่คือโพธิสัตว์ของลูก”

“แม่คือโพธิสัตว์ของลูก” คำพูดนี้ผุดขึ้นในหัวใจ พร้อมหยดน้ำที่ค่อย ๆ รื้นและรินอาบแก้ม

ภาพและความคิดถึงคุณยาย แม่ น้า พ่อ ครอบครัว และบรรดาแม่ ๆ ทั้งหลายไหลเข้ามาในใจ “พวกแม่ ๆ ทั้งหลายทำได้อย่างไร มีลูกหลายคนที่ต้องดูแล แล้วยังต้องทำงานบ้าน ทำงานเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว พวกเธอทำได้อย่างไร” ฉันรำพึงกับตัวเอง

เพื่อน ๆ ที่เป็นแม่คนอาจจะซึ้งกับสิ่งที่ฉันคิดอยู่ตอนนี้มานานแล้วก็ได้ แต่สำหรับคนโสดสนิท ฉันไม่มีลูกให้ได้เรียนรู้ความเป็นแม่ แต่ฉันมีน้องหมา

เดิมที ฉันมีน้องหมาอยู่แล้ว ๒ ตัว แต่ในช่วงที่ผ่านมา ไปรับมา ๒ ตัวเพื่อมารักษาอาการป่วยและผอมขึ้นซี่โครงเพราะขาดอาหาร

ตลอด ๑ เดือน เจ้าหมา ๒ ตัวอยู่ที่คลินิคหมอ ซึ่งฉันแวะไปเยี่ยมเป็นประจำ จนเมื่อมันอาการดีขึ้นมากแล้ว ฉันก็ไปรับมันมาปรับตัวที่บ้านก่อนจะส่ง ๑ ตัวต่อไปให้เพื่อนรุ่นน้องที่ใจดีรับอุปการะ

ในช่วงเวลา ๔ วัน ๔ คืน กับหมาน้อย ๔ ตัว ช่างเหนื่อยมาก ฉันต้องทำงานบ้านสารพัด และทำงาน (หาเงิน) ไปพร้อม ๆ กัน อีกทั้งพยายามทำในสิ่งที่เป็นวินัยคือความปรารถนาส่วนตัวด้วย — ฉันเข้าใจหลายอย่างในชีวิต เข้าใจคนที่รับดูแลหมาในสภาวะทุกข์ยากหลายตัวที่บ้าน ที่สำคัญ ฉันเข้าใจความเป็นแม่มากขึ้นเลยทีเดียว

เหนื่อยกายมาก เพราะต้องทำอาหารให้น้องหมา พาเดิน ขับถ่าย เล่นด้วย ทำความสะอาดบ้าน ซักผ้า รีดผ้า และทำงานเขียน เรียกว่า ไม่ได้หยุดนั่งนิ่ง ๆ นาน ๆ เลย จะหาเวลานิ่งก็เพียง ๕-๑๐ นาทีเป็นห้วง ๆ จะเอาเวลาไปฝึกฝนภาวนาสักพักก็ไม่มี เลยผสานเข้าไปในกิจกรรมชีวิตเลย

ใจมีหงุดหงิด อารมณ์เสีย ต้องดุ/ขู่ปรามกันบ้างไม่ให้เห่าเล่นกันเสียงดัง ไม่กินข้าวผิดชามกัน ไม่แย่งของเล่นกัน .. ในความเหนื่อยกาย อารมณ์เสีย และเวลาส่วนตัวที่ถูกลดทอนไป ฉันถามตัวเองว่า “เป็นไงล่ะ” คำตอบคือ “ไหว ทนได้ เพราะเราอยากให้เขามีความสุข” เราพร้อมเหนื่อย ทน หาวิธีการที่จะทำให้ชีวิตของตัวเองและน้องหมาลงตัว ยิ่งเวลาส่วนตัวมน้อย เรายิ่งตั้งใจเจริญสติในชีวิตประจำวัน ยิ่งต้องฝึกใจเป็นสมาธิเพื่อให้ทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด (ในเวลาไม่นาน) ยิ่งต้องมีวินัยกับตัวเอง

ฉันนึกถึงแม่ ในวัยเด็ก บางทีเราก็ไม่เข้าใจความหงุดหงิด ความเครียด ความดุบางเรื่องของแม่ “เข้าใจอารมณ์แบบนี้ของแม่แล้ว และเห็นว่า เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ใครจะทำอะไรมากมายให้ดีทุกอย่าง แม่ต้องทำงานนอกบ้าน เหนื่อยกลับมา ก็ต้องดูแลลูก และทำงานบ้านอีก แม่คงเหนื่อยมาก” คิดถึงตรงนี้ ยิ่งรักแม่มากขึ้นไปอีก (รวมถึงคุณยาย พ่อ และน้า ๆ ที่เลี้ยงดูฉันมา)

ฉันนึกต่อไปถึง คุณยายของฉันและบรรดาแม่ ๆ (ในสมัยก่อน) อีกหลายคน ที่มีลูกมาก แต่ละคนอยู่ในวัยไล่เลี่ยกัน แม่ ๆ เหล่านี้ต้องทำงานในไร่นา สวน ตลาด แล้วก็ต้องทำงานต่าง ๆ ในบ้าน พร้อมกับดูแลลูกเป็นพรวน “โอ้ ทำได้ไงเนี่ย”

การเป็น “แม่คน” ยากกว่าการเป็น “แม่หมา” หลายเท่า

หมามีความต้องการไม่มาก มีที่นอน อาหาร ความรัก ก็พอ แต่คนต้องการมากกว่านั้น

หมาไม่ต้องไปโรงเรียนทุกวัน ไม่มีข้าวของเครื่องใช้ ค่าใช้จ่ายมากมาย ต่อเนื่องหลายปี

หมาไม่มีความเสี่ยงเรื่องปัญหายาเสพติด หมาไม่เมาเหล้า และถ้าเราทำหมันมันก่อน โอกาสท้องไม่พึงปรารถนาก็จะไม่มี

หมามีปัญหาเรื่องคบเพื่อน (แล้วเสียหมา) น้อยหรือแทบไม่มี แต่จะมีปัญหาที่ อยู่กับคนแล้วเสียความหมาไปเลย

อายุหมาสูงสุดก็ ๑๕ ปีโดยเฉลี่ย แต่แม่ต้องดูแลลูกอย่างน้อย ๒๒ ปี สำหรับบางคน อาจต้องดูแลไปจนถึง ๔๐ ๕๐ หรือ ตลอดชีวิตเลยก็ว่าได้

เราไม่ต้องคาดหวังกับหมา ให้มีงานทำและหาเลี้ยงดูแลแม่บ้าง เพราะกับหมา เราต้องเป็นที่พึ่งชั่วชีวิตของเขาอยู่แล้ว เลยไม่มีปัญหาความผิดหวัง

ฯลฯ

คำว่า “โพธิสัตว์” คือ สิ่งมีชีวิตที่เป็นที่พึ่งของลูก ผู้มีใจยิ่งใหญ่ ผู้เสียสละ ผู้เพียรและอดทนเพื่อลูก — คำนี้ไม่เกินจริงแต่อย่างใด

เราอาจจะอธิษฐานได้พบและฟังธรรมจากพระโพธิสัตว์ (ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต) แต่ในปัจจุบัน เราก็ได้พบและมีโพธิสัตว์อยู่ใกล้ ๆ แล้ว นับเป็นบุญของชีวิต และการดูแลโพธิสัตว์ทุกท่านในชีวิตก็เป็นบุญใหญ่เช่นกัน เป็นบุญที่ทำได้ทุก ๆ วันด้วย  

เหตุผลที่คนรักสัตว์

น้องหมานอนหงายให้เราเกาพุง
เรามองตากัน ฉันสัมผัสความรู้สึกรักที่กลางอก
ความรัก ความสุข ความซาบซึ้ง
คนเรารักสัตว์เพราะอะไร
อะไรในตัวสัตว์ที่ทำให้เรารัก

ฉันไม่ได้หวังอะไรจากน้องหมา แต่มันก็ให้ฉันหลายอย่าง ที่สำคัญ
มันช่วยให้ฉันเห็นความเป็นมนุษย์ในตัวเอง มันเปิดหัวใจฉันสู่ความกรุณาที่กว้างขวางขึ้น ทำให้ฉันกล้าทำในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะทำได้

ทุกครั้งที่มองตามัน ฉันเห็นดวงตา หัวใจ ชีวิต ของคนและสัตว์อื่นๆ
มันอาจจะถูกเรียกว่า สัตว์ หมา แมว นก กบ … แต่ใจฉันนิยามน้องหมาว่า เป็นเพื่อน เป็น
ครอบครัว และเมื่อเรานิยามสิ่งใดว่าเป็นเพื่อน เป็นครอบครัว ท่าทีต่อสิ่งนั้นก็จะเป็นเช่นนั้น เราจะมีความสัมพันธ์และชีวิตใหม่กับสิ่งนั้น 

ดิน สัตว์ ต้นไม้ สายน้ำ สายลม ไอแดด เมฆ ดวงดาว … ทั้งมวลคือเพื่อน (ผู้มีอุปการะต่อชีวิตเรา)


ฉันได้ยินพี่สาวคนหนึ่งพูดถึงการตรวจค้นและยึดไม้ซุงที่ถูกโค่นจำนวนมาก ภาษาที่เธอเล่าทำให้ฉันรู้สึกราวกับว่า ได้เสียเพื่อนไปจำนวนมาก … หากคนเห็นต้นไม้เป็นเพื่อน คงไม่ไล่โค่นทำลายอย่างนี้ ..กับเรื่องอื่นๆก็เช่นกัน

หากเรารักให้มากกว่านี้ ปัญหาต่างๆในโลกคงน้อยลง
ขอบคุณน้องตัวอ้วนขนขาวปุกปุย ที่ทำให้ฉันสุขใจก่อนนอน… เหมือนทุกๆคืน

ความรักคือปัญญา ปัญญาคือรัก ???

ความมี และความเป็นน บทเรียนจากหมาข้างบ้าน

บางที ความไม่มี ก็เผยให้เห็น ความเป็น ที่รอปรากฏ — ท้ายที่สุดในชีวิตของเราทุกคน ก็คงไม่มีอะไรเหลือ ความมีก็จะจากเราไป สิ่งที่จะเหลือ คือ ความเป็น (being) หรือเนื้อแท้ในจิต

————————————–

เมื่อกว่า 8 ปีที่แล้ว ครั้งที่เราย้ายมาอยู่ในหมู่บ้านนี้ หนึ่งในเพื่อนบ้าน ที่มีบ้านหลังใหญ่ มีรอดไวเลอร์ 2 ตัว โกลเดนท์รัทรีเวอร์ 1 ตัว เชาเชา 2 ตัว ยอร์คเชียร์ 1 ตัว ไซบีเรียนฮัสกี้อีก 1 ตัว และจะมีอีกไหมที่ฉันไม่เห็น ได้ยินเพื่อนบ้านบางคนพูดถึงบ้านนี้ว่า “เขาบอกว่า ต้องเปิดแอร์ทั้งวันทั้งคืน เพราะหมาพวกนี้บางตัวต้องอยู่ห้องแอร์” บ่อยครั้ง ในแต่ละเดือน จะมีรถแท๊กซี่ของร้านสปาหมาเข้ามารับตัวเจ้าตูบทั้งหลายไปทำความสะอาด งดงาม

จากทางหน้าต่าง ฉันเห็นเจ้ารอดไวเลอร์ 2 ตัว อยู่ในคอกที่เขาสร้างให้มัน ก็เป็นคอกที่กว้างขวางให้มันเดินได้ แต่ไม่อาจวิ่งสนุกได้เลย … ที่สำคัญ เป็นเวลาแรมปี ฉันไม่เคยเห็นมันได้ออกจากคอกนี้ ฉันเห็นความร่าเริงของมันทั้งสองค่อย ๆ ระเหยไปกับกาลเวลา นานวันเข้า ฉันไม่ได้ยินเสียงมันเห่า ไม่ได้เห็นมันเดินไปมา มันได้แต่นอนหงอยกับที่ … จนวันหนึ่ง เมื่อกว่าปีหรือกว่านั้น ฉันก็ไม่เห็นเงาของมันอีกเลย ทราบจากสัตวแพทย์ที่คุ้นเคย และบังเอิญว่าได้รักษาเจ้าหมาที่บ้านนี้เหมือนกันว่า รอดไวเลอร์ป่วยมากและมาพบหมอตอนเป็นหนักมากแล้ว เจ้าของทิ้งมันที่ร้านหมอและก็ให้มันตายที่นั่น

oleหลายเดือนที่ผ่านมา ฉันเห็นเจ้าโกลเดนท์รีทรีเวอร์เดินโซเซออกมาจากบ้าน คุ้ยเขี่ยอาหารจากถังขยะบ้านอื่น ๆ มันผอมซูบ ขากะเผลก เพื่อนบ้านหลายคนที่เห็นรู้สึกเวทนามันอย่างยิ่ง ฉันวิ่งไปเอาอาหารเม็ดที่มีมาให้ มันกินเหมือนไม่ได้กินอะไรมาเป็นวัน ๆ “มันแก่แล้ว” คุณตาเพื่อนบ้านที่เดินออกกำลังกายผ่านมาพูดขึ้น  “เขาจะปล่อยให้มันตายละมั้ง” คุณป้าเพื่อนบ้านอีกคนเสริม ทุกครั้งที่เจ้าของบ้านเผลอเปิดประตูไว้ เจ้าตัวนี้ก็จะได้โอกาสออกมาหาของกิน และทุกครั้งที่ฉันเห็นมัน ก็จะวิ่งไปหาอะไรมาให้เสมอ ๆ … ฉันมักจะแอบมองลอดรั้ว เข้าไปดูว่ามันอยู่ไหน เป็นอะไรมากหรือเปล่า ได้กินอะไรหรือยัง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะเกรงว่า หมาจะเดือดร้อน

ล่าสุด ก็เป็นเจ้าตัวเล็ก 2 ตัว มันแสนรู้ เอาตัวรอด ลอดรั้วออกมาได้บ้าง ฉันจึงให้อาหาร น้ำกับมัน เนื้อตัวของมันมอมแมม เห็บหมัดเต็มตัว หิวโซ บางทีก็เดินเซ คนสวนบอกว่า สงสัยโดนกินเลือดจนเซ ฉันเล่าให้สัตวแพทย์ที่คุ่นเคยฟัง คุณหมอให้ปลอกคอกันเห็บหมัดมา 2 กล่อง และฉันก็ใส่ให้มันเรียบร้อย เจ้าสองตัวกลายเป็นหมาริมรั้ว ริมทางในหมู่บ้านไปแล้ว ฉันไม่ได้ยินเจ้าของเรียกชื่อมัน ตามหามันเวลาที่มันยังไม่กลับบ้าน ในคืนที่หนาวจัด มันก็นอนขดกันกลมอยู่นอกบ้านmagic

คนในบ้านหลังใหญ่บอกว่า “ใครจะเอามันก็เอาไปได้เลย” รู้สึกว่า หมาตัวเล็กทั้งสองจะเป็นของขวัญที่เขาให้กันในวันเกิด ซึ่งตอนนี้เจ้าของวันเกิดอาจไม่อยู่บ้านนี้แล้ว ก็เลยไม่มีใครสนใจ

ปัญหามีไว้ให้ใช้ปัญญาขบคิดและลงมือแก้ไข … ฉันทำเท่าที่ทำได้ ตามสติ ปัญญา เงื่อนไขในชีวิต

โชคดีว่า คนในหมู่บ้านจำนวนมากรักสัตว์ เลี้ยงหมาอยู่บ้าง จึงไม่ว่าอะไร และเจ้าสองตัวนี้ก็น่ารัก แสนรู้ ฉลาดมาก จึงไม่เป็นที่รำคาญอะไร

ฉันให้อาหาร น้ำกับมัน จะพามันไปอาบน้ำและตรวจสุขภาพ คนสวนในหมู่บ้านช่วยดูแล ให้อาหารบ้าง ทำที่นอน มุ้งให้มันนอนตามแต่มันจะชอบ

สัตวแพทย์ประจำบ้านของฉันก็บริจาคยา หรือให้ส่วนลดกับการบริการดูแลสัตว์ทุกข์ยาก

ผู้ที่ทำงานเรื่องกฎหมายสิทธิสัตว์เคยเล่าให้ฟังว่า พยายามให้ร่างกฎหมายผ่าน แต่

ผู้ที่ทำงานเรื่องกฎหมายสิทธิสัตว์เคยเล่าให้ฟังว่า สัตว์เลี้ยงจัดเป็นทรัพย์สินของเจ้าของ เราทำอะไรกับมันไม่ได้หากเจ้า้ของไม่อนุญาต เพราะจะถือว่า ละเมิดทรัพย์ หรือขโมย … กลุ่มนักพิทักษ์สิทธิสัตว์พยายามแก้ไขและเสนอร่างกฎหมาย แต่ยังคาอยู่ที่สภา “เรื่องของสัตว์มักเป็นเรื่องท้ายที่สุดเสมอ ท้ายลงไปอีกจากเรื่องคนชายชอบ คนตกขอบทั้งหลายในสังคม” พี่นักพิทักษ์สิทธิสัตว์คนหนึ่งบอก
อาสาสมสัครผู้ที่ช่วยเหลือสัตว์ตกยากคนหนึ่งสะท้อนว่า “การดูแลสัตว์ของคนในสังคม วิธีปฏิบัติที่เรามีต่อสัตว์ สะท้อนใจของสังคม หากสังคมใดดูแลสัตว์ดี สังคมนั้นก็น่าจะเจริญ เพราะคนใจสูง ดูแลสัตว์ที่ด้อยโอกาส ดังนั้นจึงยากที่จะไม่ใส่ใจคนด้วยกัน”

ฉันมองกลับไปที่บ้านหลังใหญ่ มันคงมีเหตุให้เขาละทิ้งสัตว์เหล่านี้ เงื่อนไขปัจจัยในชีวิตคงไม่เอื้อให้เขาดูแลสัตว์เลี้ยงให้ดีเหมือนเดิม … แต่ฉันก็คิดด้วยว่า บางที ความมี ก็เป็นคนละเรื่องกับ ความเป็น (being)

ฉันเคยพบคนยากจนที่อาศัยชานบ้านของญาติอยู่ เธอรับจ้างทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้เงินวันละ 50-100 บาท แต่ไม่เคยปล่อยให้หมาข้างถนน ที่เธอเก็บมาดูแลต้องอดกว่าเธอ ทุกวัน เธอไปขอข้าวที่วัดบ้าง ขอน้ำแกงร้านก๋วยเตี๋ยวบ้าง เธอหุงข้าวหม้อใหญ่ให้หมา คลุกน้ำแกง มีเนื้อนิดหน่อยตามเงินในกระเป๋าของเธอ ส่วนตัวเธอเองกินน้อย “สงสารมัน มันหิว มันลำบาก” เธอบอก

บางที ความไม่มี ก็เผยให้เห็น ความเป็น ที่รอปรากฏ — แม้ไม่มีเงิน แต่มีใจ เพราะเธอ “เป็น” อย่างนี้

คนในบ้านหลังใหญ่ เมื่อ “มี” น้อยลง ความ “เป็น” บางอย่างก็ปรากฎ

ท้ายที่สุดในชีวิตของเราทุกคน ก็คงไม่มีอะไรเหลือ ความมีก็จะจากเราไป สิ่งที่จะเหลือ คือ ความเป็น (being) หรือเนื้อแท้ในจิต 

ความบังเอิญที่เลือกเอง

ชีวิตคือกรรม — การกระทำ หรือ ไม่กระทำ ซึ่งเป็นทางเลือกของชีวิต ที่เราเลือกเองว่าจะกระทำอะไร ไม่กระทำอะไรอยู่ทุก ๆ ขณะ เราล้วนกำหนดเอง กำหนดอนาคตจากทุก ๆ ปัจจุบันขณะ — ทุก ๆ ทางเลือกเล็ก ๆ น้อย ๆ ในแต่ละขณะชีวิต จะนำไปสู่อนาคต

นี่คือหนึ่งในตัวอย่างนั้น

วันหนึ่ง มีเหตุให้ต้องออกจากบ้านแต่เช้า ระหว่างขับรถ บังเอิญเหลือบมองไปยังร้านค้าข้างทาง แล้วก็ให้พอดีว่า เห็นหมาน้อย ๓ ตัว นั่งหน้าร้านค้าที่ปิดประตูอยู่ หน้าตาของมันมอมแมม เราวกรถกลับมาดูพวกมันอีกทีว่า มันมาอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร มีใครดูแลอยู่

มัน ๓ ตัวอยู่กันลำพังข้างอาคารที่ปล่อยทิ้งทั้งที่ยังสร้างไม่เสร็จ มีสายเคเบิล สายไฟกองสุม รวมกับถังสี ท่อนไม้ แท่งเหล็ก สภาพของมันทั้ง ๓ ตัว ขนยาวเกาะกรังเป็นก้อนตามตัว ขาทั้งสี่เลอะ และมีโคลนดำพอกทั้งสี่ขา เป็นถุงเท้ายาวสีดำ หน้าตามอมมาก ๆ

จุดที่ถูกทิ้ง edit               เรามองซ้าย-ขวา ไม่เห็นใคร และไม่เห็นน้ำ หรืออาหารที่เจ้าทั้งสามจะอาศัยประทังชีวิต — บังเอิญที่เช้านี้ เอากล่องพลาสติกใส่ผลไม้มากินระหว่างทาง เลยเอามาใส่น้ำให้เจ้าทั้งสามกินไปพลางก่อน

หมาพันธุ์ชิทสุ มันต้องเป็นหมามีเจ้าของ และเจ้าของมันน่าจะอยู่ตรงที่ ๆ มันนั่ง นอนตรงนั้น คือ หน้าร้านขายของ

เราบอกให้น้องสาวหาน้ำและอาหารมาให้มันก่อนไปทำงาน ส่วนตัวเอง หลังจากธุระเสร็จ ก็จะรีบมาดูอีกที

ช่วงบ่าย ๆ อากาศร้อนมาก และแดดเผา เรากลับมาดูเจ้า ๓ ตัวอีกครั้ง และมันยังอยู่ที่นั่น ที่ข้างตึกซีเมนต์ไร้ร่มเงา เราจอดรถ เอาน้ำ อาหารมาให้ มันกระดิกหางเข้ามาหา นัวเนียคลอเคลีย อย่างรู้ประสา และกินน้ำอย่างโหย กินอาหารบางส่วนที่เอามาให้ด้วย และเราก็ได้รู้ว่า ทำไมมันจึงมอมดำกันขนาดนั้น ก็เพราะเวลามันร้อน มันจะมุดลงไปอยู่ใต้ถันน้ำครำข้างล่าง และมันก็น่าจะกินน้ำจากจุดนั้นด้วยล่ะ

ภาพข้าวเจ้า                เรารีบไปรับหมอมาดูและช่วยกันอุ้มเจ้า ๓ ตัวนี้ ไปอาบน้ำ ทำความสะอาด ตัดขน ดูแลสภาพร่างกาย ถ่ายพยาธิ ฉีดยา — แม้มันจะเป็นหมามีเจ้าของ แต่เมื่อเจ้าของไม่ดูแล เราก็ไม่อาจทำใจปล่อยให้เจ้าหมา ๓ ตัวอยู่ในสภาพนั้นได้ — เราถามคนที่อยู่แถวนั้นว่า เจ้าของหมาอยู่ไหน “ไม่มา นานแล้ว” คือ คำตอบที่เราได้ — เรามองไปที่ร้านที่ปิดกิจการ

หมอและเราช่วยกันอุ้มเจ้า ๓ ตัวขึ้นรถเพื่อไปดูแลต่อที่ร้านหมอ คุณหมอบอกว่า เจ้าชิทสุตัวผู้และตัวเมีย น่าจะอายุสักเกือบ ๑ ปี หรือ ๑ ปีเศษนิด ๆ ส่วนตัวเมียอีกตัวที่กำลังตั้งท้องก็น่าจะคลอดอีกไม่นานนี้

น้องสาวของเราตั้งชื่อเจ้าตัวผู้ว่า ข้าวปั้น ตัวเมียว่า ข้าวสวย ส่วนตัวแม่ที่กำลังท้อง ชื่อว่า ข้าวแต๋น

วันรุ่งขึ้น คุณหมอบอกให้ร้านตัดขนที่รู้จักมารับตัวไปตัดขน และที่นั่น มันทั้ง ๓ ก็ได้พบกับเจ้าของคนใหม่

บังเอิญว่า ผู้หญิงคนหนึ่งตัดขนให้น้องหมาของพี่ตัวเองแล้วทำเสียทรง เลยต้องเอาน้องหมาไปทำทรงดี เลยพาน้องหมาของตัวเองไปที่ร้านตัดขนนั้น และก็พบกับสภาพน่าสังเวชของเจ้าข้าว ๓ ตัว เมื่อถามได้ความว่า เจ้าของทิ้ง เลยรีบโทรหาคนที่เพิ่งได้ยินเปรย ๆ ว่าอยากได้น้องหมา

ผู้ที่สนใจอยากได้น้องหมาก็รีบประชุมและรุดมาที่ร้านตัดขนเพื่อดูตัว และตกลงใจว่าจะรับมันทั้ง ๓ ตัวไปเลี้ยงที่บ้าน เขาโทรมาถามเราว่า จะให้ไหม

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก รวมถึงความรู้สึกผูกพันของเรากับเจ้าข้าว ๓ ตัว เราลังเลใจไม่น้อยที่จะตอบในทันที เพราะต้องการตรวจสอบให้แน่ว่า ผู้ที่จะรับไป มีความสามารถและศักยภาพพอที่จะดูแลมันทั้ง ๓ และอีกใจ เราก็คิดว่า ถึงเราจะไม่ใช่เจ้าของหมา ๓ ตัวนี้ แต่ตอนนี้ มันอยู่ในความรับผิดชอบของเรา ชีวิตของเขาอยู่ในความรับผิดชอบและการตัดสิดใจของเรา และอีกประการ เราลังเลว่า เราควรหาเจ้าของของมันให้มารับผิดชอบหมาของเขาหรือไม่ แต่เราก็ถามตัวเองว่า ถ้าเจ้าของหมาดูแลหมาของเขาอย่างนี้ เราควรให้เขานำมันกลับไปดูแลอีกหรือ?

ท้ายที่สุด หลังจากเจ้า ๓ ตัว ตัดขน อาบน้ำให้สบายตัว ให้ยา ถ่ายพยาธิ ฉีดวัคซีนต่าง ๆ (เว้นแต่เจ้าตัวท้อง) เราก็ตัดสินใจพาเจ้าทั้งสามไปส่งให้ถึงบ้านของเจ้าของใหม่ เพื่อจะได้รู้จักกัน และถามไถ่ทุกข์สุขของเจ้า ๓ ข้าวด้วย

วันที่เราพาเจ้า ๓ ตัวไปส่ง เราได้เห็นว่า สายสัมพันธ์ของหมาและคนเกิดขึ้นได้รวดเร็วเพียงใด พวกมันนั่งซุก คลอเคลียเราไม่ห่าง เราอยากให้มันอยู่ด้วยเหมือนกัน แต่โอกาสไม่อำนวยนัก ต้องตัดใจ

new 3 rice cropped          เจ้าของใหม่เป็นผู้หญิงวัย ๕๐ กว่า ใจดี บ้านมีเนื้อที่ให้น้องหมาวิ่งเล่น ซึ่งเธอมีหมาทั้งหมดเมื่อรวมเจ้า ๓ ข้าวแล้วก็ ๘ ตัว ทุกตัวอยู่ด้วยกันอย่างดี ดูสุขภาพกายและจิตดี และเจ้าของใหม่ยังเชื้อเชิญให้เรามาเยี่ยมแวะดูหมาได้เสมอ มานอนค้างก็ได้ หรือพามันไปเที่ยว — แถมขากลับจากเอาเจ้า ๓ ข้าวไปส่ง เขาให้ผลไม้ที่ปลูกเองในบ้านมากินด้วย — เราก็เลยได้เพื่อนใหม่เพิ่ม และวางแผนไว้ว่า ซื้ออาหาร ขนม และยา ไปฝากน้องหมาทั้งหลายบ่อย ๆ รวมถึงจะพาเจ้า ๓ ข้าวออกมาเที่ยวบ้างด้วย

เราอาจจะเรียกเหตุการณ์ทั้งหมดครั้งนี้ว่า “ความบังเอิญ ความโชคดี” แต่หากพิจารณาดูว่า ความโชคดีจะเกิดขึ้นหรือไม่ หากเราไม่แวะดูเจ้า ๓ ตัว ไม่นำมันไปหาหมอ หมอไม่พามันไปอาบน้ำตัดขนที่ร้านนั้น ลูกค้าที่พาหมามาตัดขนไม่โทรศัพท์ไปหาคนที่รู้ว่าอยากได้หมา ฯลฯ

ชีวิตมีเรื่องราว แต่เราก็เป็นตัวละครที่กำหนดความเป็นไปของเรื่องราวในบทละครแห่งชีวิตนี้ ว่าจะให้เป็นไปในทางใด สำหรับเรา — เราได้โอกาสพบเห็นเจ้าหมา ๓ ตัว แต่เราทำอะไรกับโอกาสนั้น นั่นเอง คือ กรรม ที่เรามีส่วนร่วมกำหนด ทั้งกรรมเรา และกรรมเจ้าหมา ๓ ตัว นั่นเอง คือ อนาคตที่เราร่วมสร้างขึ้น

เมื่อขับรถจากมา สายตาของเจ้า ๓ ตัว มองเราไม่วาง — ใจเราก็ไม่วางจากพวกมันเช่นกัน และนั่นทำให้หัวใจเราสลาย

เรานึกถึงทุกขสัจจ์ที่ฟังสวดอยู่บ่อย ๆ (ทุกขัง อริยสัจจัง) – “เราทุกคนต้องพลัดพรากจากของรัก ของชอบใจด้วยกันหมดทั้งสิ้น”

ทุกข์ในรูปแบบนี้เข้ามาในชีวิตเรา ระลอกแล้วระลอกเล่า ใจของเราแตก สลาย ครั้งแล้วครั้งเล่า เราถามตัวเองว่า “ต้องใจสลายกันอีกกี่ครั้ง อีกกี่หนที่เราต้องเจอเรื่องราวแบบนี้” — บางที ใจของคนเราอาจต้องสลายครั้งแล้วครั้งเล่า จนไม่เหลือใจ “ของเรา” ให้สลายอีกต่อไป