ขุมพลังของคนอาสาบ่มอารมณ์สุข

“อะไรคือตาน้ำแห่งพลัง ที่ทำให้คุณสร้างสรรค์กิจกรรมอาสาเพื่อสังคมได้ไม่ซ้ำแบบ และมีแรงทำไม่หยุดหย่อน” ผู้ดำเนินการสนทนาถามหนุ่มหน้าใส อารมณ์ดี คุณ จิระพงศ์ รอดภาษา หรือ นุ้งนิ้ง ผู้มาเปิดโลกอาสา ครั้งที่ ๔ โดย ธนาคารจิตอาสา เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

นุ้งนิ้ง โรงบ่มอารมณ์สุข

นุ้งนิ้ง โรงบ่มอารมณ์สุข

นักวิทยาศาสตร์ ผู้มีหัวคิดสร้างสรรค์และหัวใจใฝ่บุญ นิ่งไปสักครู่ แล้วบอกว่า “พูดถึงเรื่องนี้ทีไร ผมตื้นตัน น้ำตาจะไหล” แล้วเขาก็นิ่งไปจริง ๆ เหมือนพยายามสะกดน้ำตาไม่ให้ไหล

“คราวหนึ่ง ระหว่างที่ผมเดินทางอยู่ บังเอิญ มีขบวนเสด็จของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผ่านมา ผมก็เลยได้มีโอกาสรับเสร็จที่ริมถนน”

“รถพระที่นั่งอยู่อีกฟากของถนน ส่วนผมอยู่อีกฟาก ผมเห็นพระองค์ท่าน และผมก็รู้สึกเองว่า ท่านมองและเห็นผม มันเป็นความรู้สึกซาบซึ้ง ประทับใจมาก ที่ท่าน “เห็นผม” จุดนั้นเองที่ทำให้ผมรู้สึกว่า เราทำความดีนั้นยังไม่พอ เราต้องชวนคนอื่นให้ร่วมทำดีกับเราด้วย”

ทำความดีตามรอยท่าน และทำอย่างไม่เข็ดกับความเหน็ดเหนื่อย

นุ้งนิ้งรักการทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น เป็นนิสัยติดตัวตั้งแต่ครั้งเป็นลูกเสือสมัยเรียนหนังสือ เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย เขาก็ทำงานชมรมค่าย และเมื่อเข้าทำงานประจำเป็นนักวิทยาศาสตร์ของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ เขาก็ยังสร้างสรรค์กิจกรรมอาสาเพื่อสังคม

๕ วัน นุ้งนิ้ง เต็มที่กับหน้าที่งานประจำ ที่รับผิดชอบควบคุมดูแลการใช้กัมมันตภาพรังสีในอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และสาธารณสุข (อย่างรังสีรักษา) เพื่อให้ปลอยภัยกับประชาชน นอกจากนั้นยังเฝ้าระวังรังสีในสิ่งแวดล้อมและอาหาร เป็นต้น

วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และหยุดนักขัตฤกษ์ เป็นวันที่เขาให้กับการอาสา ที่เขาเรียกมันว่า โรงบ่มอารมณ์สุข “กิจกรรมอาสาเหล่านี้ เราทำแล้วมีความสุข เราก็ชวนคนอื่น ๆ มาสุขกับเราด้วย”

เมื่อนุ้งนิ้งและมือซ้ายของเขา (น้องปุ๋ม) มีความคิดบรรเจิดอะไร พวกเขาก็จะชวนคนอื่น ๆ ที่สนใจมาร่วมงานด้วยเสมอ “เราอยากฟื้นบรรยากาศแบบสังคมสมัยก่อน อย่าง ลงแขก ที่ใครทำอะไร คนอื่นก็มาช่วยกันทำ”

ที่ผ่านมา นุ้งนิ้งชวนคนไปทำห้องสมุดดิน ทำฝาย ปลูกป่าโกงกาง ทำโครงการครูอาสากลางกรุง ทำโครงการกระปุกความดีสู่วิถีชุมชน ฯลฯ

การทำความดีไม่มีเทศกาล — นุ้งนิ้งชวนให้ทุกคนที่สนใจร่วมกิจกรรม “๓๖๕ วันถักอุ่นให้คลายหนาว” ให้ผู้สนใจมาร่วมถักไหมพรมเป็นผ้าพันคอ เสื้อหนาว ถุงเท้า หมวก โดยใช้เวลาว่างในแต่ละวัน ถักไหมพรมไปเรื่อย ๆ ทุกเดือน หรือทั้งปี เสร็จเมื่อไรก็นำมาส่ง รวบรวมกันไว้ แล้วจึงนำส่งปลายทางที่มีความต้องการเครื่องกันหนาวที่ถักออกมาจากสายใยของใจผู้ให้

ในปีพุทธชยันตี นุ้งนิ้งและปุ๋มคิดกิจกรรม “ถุงออมบุญ” ชักชวนให้คนมาทำถุงผ้าเล็ก ๆ ด้วยตนเอง เพื่อเป็นเครื่องเตือนตนให้ทำความดี อย่างน้อยทุก ๆ วันพระ รักษาศีล ทำทาน ทำความดี ช่วยเหลือผู้อื่น เป็นต้น

รู้จักและร่วมกิจกรรมกับโรงบ่มอารมณ์สุขได้ที่ http://www.facebook.com/HappySeedsGroup

เปิดโลกอาสา ๒ ตอน เพราะรัก จึงปลูกผัก

เรื่องเล่าตอนนี้มาจากงานเปิดโลกอาสาครั้งที่ ๒ ตอน “พิทักษ์สิ่งแวดล้อม” จัดโดย ธนาคารจิตอาสา เมื่อวันอังคารที่ ๒๕ กันยายนที่ผ่านมา

เพราะรัก จึงปลูกผัก

มิ้ม อธิภาพร เหลืองอ่อน สาวน้อยวัย ๒๖ ปี เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการทำงานกับเครือข่ายตลาดสีเขียวว่า ความตั้งใจแรกเมื่อเรียนจบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือ กลับไปปลูกผัก ทำนา และอยู่กับพ่อแม่ที่ชลบุรี

ที่บ้าน เธอลงมือปลูกผักบนที่ดินที่พอมี “หนูปลูกผักไม่ขึ้นเลยคะ” เธอหัวเราะ พร้อมอธิบายต่อว่า เธอเอาใบมะม่วงมาคลุมแปลงผักแทนฟาง ตอนนั้นเธอไม่รู้ว่า ใบมะม่วงหนาทึบทำให้แสงและอากาศไม่อาจเล็ดลอดไปถึงเมล็ดและกล้าไม้

แต่ความล้มเหลวไม่ทำให้เธอเสียกำลังใจ เธอตั้งใจขึ้นมาใหม่ว่า เธอต้องหาความรู้ เธอเริ่มหางานที่จะสอนให้เธอรู้จักการทำการเกษตร และได้พบกับงานผู้ประสานงานเครือข่ายตลาดสีเขียว

ตลอดเวลา ๔ ปี ในหน้าที่การงาน มิ้มได้เดินทางไปทำความรู้จัก และสัมผัสเรื่องการทำสวน ปลูกผักจากเกษตรกรตามที่ต่าง ๆ มากมาย ในวันนี้ เธอกล่าวว่า “หนูปลูกผักเป็นแล้วค่ะ และได้กินผักที่ตัวเองปลูกด้วย” เธอยิ้ม แววตามีความสุข อาจจะยิ่งกว่าการได้รับปริญญาบัตรเสียอีก เพราะเธอได้ผลผลิตผักที่กินได้อย่างอุ่นใจ “ตอนนี้ มิ้มเริ่มทำนาแล้วด้วยค่ะ” เธอพูดด้วยความภูมิใจ ราวกับว่า เธอกำลังเรียนต่อในระดับปริญญาโทอย่างไรไม่รู้

“เวลาที่เรากินผักที่ปลูกเอง มีความสุขมากค่ะ เรารู้ว่าผักที่เราปลูกปลอดภัย มีคุณภาพ และเรารู้ว่า คนที่เรารักก็ได้กินสิ่งที่ดีด้วย”นอกจากนั้นเธอยังบอกอีกด้วยว่า ยามที่กินผักที่ปลูกเอง เธอรู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติที่ให้ของดีกับเธอ ดิน น้ำ อากาศ แสงแดด และแรงกายของเธอและครอบครัว

“หนูอยากให้ทุกคนกินอาหารที่ดี มีสุขภาพที่ดีค่ะ” เธอย้ำเสมอ “สุขภาพไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องครอบครัว สิ่งแวดล้อม ชุมชน งานการเกษตรอินทรีย์เป็นงานที่เชื่อมกับฐานทรัพยากร ระบบนิเวศ”

มิ้มเล่าว่า ตลาดสีเขียวพยายามทำให้มาตรฐานความปลอดภัยของผักที่เรารับประทานมีคุณภาพสูงขึ้น ปัจจุบัน ผักปลอดสาร คือ ผักที่ได้รับตรา “ปลอดภัย” (มีสัญญลักษณ์ Q) หมายถึง ผักที่มีการใช้ยาและปุ๋ยเคมี แต่ในระดับเวลาที่กำหนด คือ หลังจากใช้สารเคมีแล้วกี่วันจึงจะสามารถตัดผักขายได้ นี่คือระดับปลอดภัย

ส่วนผักอินทรีย์ที่เราเห็นตามตลาดทั่วไป เป็นผักที่ไม่มีการใช้ปุ๋ยหรือสารเคมีใด ๆ ทว่า อาจจะยังไม่มีการดูแลไปถึงคุณภาพของดิน น้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกว่า ดินที่ปลูกผัก หรือน้ำที่ใช้รดผักนั้นมีการปนเปื้อนสารเคมีใด ๆ หรือไม่ ดังนั้น สิ่งที่เครือข่ายตลาดสีเขียวพยายามทำ คือ ดูแลให้พื้นที่เกษตรกรรมของผู้ที่อยู่ในเครือข่ายใส่ใจและดูแลเรื่องนี้ด้วย

การทำเกษตรอินทรีย์ต้องการแรงสนับสนุนจากผู้บริโภค เครือข่ายตลาดสีเขียวมักจัดกิจกรรม farm visit พาผู้บริโภคที่สนใจไปเยี่ยมเยียนทำความรู้จักกับเกษตรกรเป็นประจำ — เป็นกิจกรรมที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคและผู้ผลิต การที่คนเรารู้จักกันจะทำให้เราคิดถึงกันมากขึ้น ผู้บริโภคอยากอุดหนนุน เกษตรกรก็อยากผลิตสิ่งดี ๆ ให้คนรู้จักได้กิน

มิ้มเล่าให้ฟังว่า คนจำนวนมากไม่รู้จักผัก โดยเฉพาะผักพื้นบ้าน อย่างผู้บริโภคบางคนที่เคยร่วมกิจกรรมนี้ หรือเป็นอาสาสมัครที่มาช่วยซ่อมแซมพื้นที่หลังน้ำท่วม เมื่อไปในพื้นที่สวน หลายคนไปเหยียบย่ำ หรือถอนทิ้งผัก พืชสมุนไพร เพราะนึกว่าเป็นวัชพืช — ทางเครือข่ายตลาดสีเขียวจึงริเริ่มกิจกรรมให้อาสาสมัครที่สนใจ มาเรียนรู้ผักพื้นบ้านมาทำงานร่วมกับเครือข่ายและเกษตรกร ในการสำรวจแปลงผัก จดบันทึกผักพื้นบ้านต่าง ๆ เป็นข้อมูล

ตลาดสีเขียวยังสร้างพื้นที่ให้ผู้ผลิตพบผู้บริโภคโดยตรงด้วย ทุกสัปดาห์ จะมีตลาดนัดสีเขียวไปตามจุดต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาล องค์กร ฯลฯ เป็นพื้นที่ให้ผู้ผลิตเอาสินค้าการเกษตรมาขาย ทั้งสินค้าบริโภค และอุปโภค เช่น แชมพู สบู่ น้ำยาเอนกประสงค์ กาแฟ น้ำตาลอ้อย รวมไปถึงอาหารพร้อมปรุง ที่ผู้คนสามารถเลือกซื้อและกินได้ทันที

เสน่ห์ของตลาดนัดอยู่ที่ผู้คนในตลาดพูดคุยกัน สอบถามที่มาที่ไป วิธีการทำสินค้าต่าง ๆ ไม่มีใครหวงสูตร ใครชอบน้ำเต้าหู้ ซุปผักของใครก็ถามกัน ลอกสูตรจดไป แชร์กันไป เพราะตลาดนี้ต้องการให้ทุกคนพึ่งพาตัวเองได้ และช่วยเหลือกันและกัน

หลายคนที่แวะเวียนมาสัมผัสตลาดนัดสีเขียว หรือสัมผัสกับเกษตรกร จะได้แรงบันดาลใจไปพึ่งตัวเอง มากน้อยตามกำลัง หลายคนผันตัวเป็นนักปลูกผักตามกำแพงบ้าน

พี่สาวคนหนึ่งกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ชีวิตเข้าออกโรงพยาบาลเสมอ และทุกครั้งหลังกินอาหารื้อผัก ก็จะลุ้นกันว่าจะไปโรงพยาบาลหรือไม่ เพราะหลายครั้ง หลังทานผักจะมีอาการแพ้เป็นผื่น บางครั้งหายใจไม่ออกหน้าและปากบวม — เมื่อเธอได้พบกับตลาดสีเขียว เธอเรียนรู้การปลูกผักทานเอง ผ่านโครงการ City Farm สวนผักคนเมือง เธอก็ได้ทดลองทำ ใช้พื้นที่เล็ก ๆ ในทาวน์เฮาส์ของเธอปลูกผัก เธอกล่าวว่า สุขภาพกายและใจของเธอและครอบครัวดีขึ้นมาก ไม่ต้องวิ่งไปโรงพยาบาลบ่อย ๆ แล้ว

แม้พื้นที่ปลูกผักที่บ้านจะไม่มากนัก แต่เธอมีเพื่อนปลูกผักมากมายที่จะแบ่งปันเมล็ดพันธุ์ และพืชผลให้กันเสมอ — ดูเหมือนว่า เอกลักษณ์สำคัญของผู้คนที่เข้ามาเป็นเครือข่ายในตลาดสีเขียวดูจะเป็นผู้มีใจ “แบ่งปัน” ในร้านหรือพื้นที่ตลาดสีเขียว จะมีสูตร มีข้อมูลความรู้สำคัญในการดูแลชีวิตและสิ่งแวดล้อมเสมอ

หลายคน จากผู้บริโภคที่ห่วงใยตัวเองและครอบครัว เติบโตเป็นผู้ประกอบการธุรกิจสีเขียว บางคนทำเว็บไซต์ส่งผลผลิตจากตลาดสีเขียวไปตามบ้าน บางคนก็สร้างร้านให้เป็นพื้นที่จำหน่ายสินค้าจากเครือข่ายเพื่อกระจายอาหารและผลิตภัณฑ์คุณภาพให้ผู้คนได้กว้างขวางขึ้น ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล

ในเครือข่ายตลาดสีเขียวยังมีโครงการ CSA เป็นบริการที่ให้ผู้ผลิตส่งสินค้าโดยตรงกับผู้รับปลายทางที่เป็นองค์กร ชุมชน เพื่อความสะดวกของผู้ซื้อ และประหยัดการเดินทาง เวลาขนส่งของผู้ผลิตด้วย (ไม่สิ้นเปลืองพลังงานน้ำมัน) เครือข่ายตลาดนัดสีเขียวเน้นความเป็นชุมชน ชุมชนผู้ผลิตและผู้บริโภค ชุมชนกรุงเทพและจังหวัดใกล้เคียง

ความเป็นชุมชนในระยะใกล้นี้เพื่อให้ผู้คนสัมพันธ์กันได้ในระยะทางที่ไม่ไกลนัก จะได้ไม่ต้องเดินทางไกล ใช้เวลานาน เผาผลาญพลังงานน้ำมัน อีกทั้งในเรื่องของผลผลิตทาการเกษตร การเดินทางส่างสินค้าในระยะทางใกล้ ๆ ใช้เวลาไม่นาน ยังช่วยรักษาความสดใหม่ของผักให้ผู้บริโภคอีกด้วย

เปิดโลกอาสา ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอ (ธรรมชาติ)

งามในความง่าย ยิ่งใหญ่ในความสามัญ

เมื่อวานเราได้ไปร่วมกิจกรรมในงานเปิดโลกอาสาครั้งที่ ๒ ตอน “พิทักษ์สิ่งแวดล้อม” ซึ่งจัดโดย ธนาคารจิตอาสา การร่วมงานในวันนี้ตลอดทั้งวันทำให้เรารู้สึกเหมือนว่า กำลังอยู่ในโลกเสมือนสวรรค์ (virtual heaven)

ผู้คนส่งสายตาและรอยยิ้มแห่งมิตรภาพให้กัน พูดคุยกันด้วยความเมตตา แม้เราจะเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน แต่เราเชื่อมกันด้วยหัวใจเดียว — หัวใจที่รักโลก รักตัวเอง รักผู้คนที่อยู่ร่วมกันในสังคม

ในยามเช้า เราได้รับแรงบันดาลใจมหาศาลจาก ๒ หนุ่ม ๑ สาว ผู้แปรความรักในหัวใจออกเป็นพลังปฏิบัติการเพื่อสร้างสรรค์โลกที่หล่อเลี้ยงชีวิตและมอบความรักให้พวกเขาตลอดมา ในช่วงบ่าย เราล้อมวงเรียนรู้พลังสุนทรียสนทนา และการใช้ภาษาแห่งความรู้สึก

วงสนทนาทั้งวันของเราเป็นพื้นที่ปลอดภัย เราไม่ได้หลีกหนีความปั่นป่วนภายนอก ทว่าการดำรงอยู่ร่วมกันของเราในช่วงเวลาสั้น ๆ นั้นเป็นห้วงเวลาที่เราร่วมเรียนรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง ให้มีพลังใจ พลังปัญญา ก่อนออกไปโอบกอดทุกข์ในโลกภายนอก

ในบทความนี้ ผู้เขียนสะท้อนความรู้สึกและแรงบันดาลใจจากงานเปิดโลกและสุนทรียสนทนา เป็น ๔ ตอนด้วยกัน ซึ่งจะทะยอยนำเสนอ ดังนี้

  • ยิ่งรู้จักยิ่งรักเธอ — ธรรมชาติ (มูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาฯ)
  • เพราะรัก จึงปลูกผัก (เครือข่ายตลาดสีเขียว)
  • ศรัทธาในสิ่งที่ทำ สำคัญที่แนวร่วม (จักรยานกลางเมือง)
  • ภาษาแห่งหัวใจ (สุนทรียสนทนา)

 ยิ่งรู้จักยิ่งรักเธอ — ธรรมชาติ

ยุทธ — ธีรยุทธ ลออพงษ์พล จากมูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (FEED) ได้รับการปลูกฝังความรักโลกจากพ่อแม่ ที่มักพาเขาไปท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติต่าง ๆ ยุทธจึงรักและอยากดูแลโลกให้งดงามอย่างที่เขาเคยเห็นเมื่อวัยเด็ก

แม้ว่าเขาจะเรียนจบด้านบริหารธุรกิจโฆษณา แต่เขากลับพบว่าตัวตนของเขาอยู่กับธรรมชาติ เมื่อเรียนจบเขาจึงสมัครเป็น “อาสาสมัคร” ในองค์กรทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือ WWF เขาเข้าเป็นอาสาสมัครไร้เงินเดือน แต่เปี่ยมด้วยโอกาสแห่งประสบการณ์ ในที่สุดเขาก็ได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ขององค์กรเต็มตัว จากวันนั้นจนวันนี้ ๑๕ ปีมาแล้ว เขากล่าวว่า สำหรับธรรมชาติ “ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอ”

ในวันนี้ยุทธยังทำงานกับ WWF ในนามขององค์กร FEED ที่เน้นสิ่งแวดล้อมศึกษา สร้างความตระหนักรู้ ปลูกความรักความเข้าใจธรรมชาติในหัวใจคน ด้วยการปฏิบัติงานที่ ๓ ศูนย์ คือ ศูนย์บางปู จังหวัดสมุทรปราการ ที่เน้นการศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลน ศูนย์ปทุมธานี ศึกษาเรื่องเกษตรกรรมธรรมชาติในที่ลุ่มน้ำภาคกลาง ตามแนวพระราชดำริ และศูนย์กรุงเทพที่ทำโครงการ “โรงเรียนใหญ่ รอยเท้าเล็ก” ให้เด็กนักเรียนในโครงการสำรวจพฤติกรรมในชีวิตประจำวันว่า เราได้สร้างรอยเท้าคาร์บอนไว้ในโลกมากเท่าไร และหากเรายังคงพฤติกรรมเช่นนี้ เราต้องการโลกอีกกี่ใบหรือต้องปลูกต้นไม้อีกกี่ต้น เพื่อที่จะอยู่ได้ต่อไปในโลกใบนี้

เด็กคนหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการรอยเท้าเล็กกล่าวว่า “ตอนนี้ผมกินข้าวหมดจานแล้วครับ”

“แต่ก่อนกินไม่หมดหรือ?” เจ้าหน้าที่ FEED ถาม

“หมดครับ”

“อ้าวแล้วน้องเปลี่ยนไปอย่างไรล่ะเนี่ย”

“ก็แต่ก่อน ผมกินข้าวหมดเพราะแม่สั่ง แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า ทำไมผมควรกินข้าวหมด เพราะมีคนไม่มีอาหารกินและอดตายวันหนึ่ง ๆ เป็นหมื่นคนทั่วโลก”

ยุทธกล่าวว่า มีกว่า ๔๐ วิธีที่เราทุกคนจะช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองเพื่อให้เรามีรอยเท้าเล็กลง เช่น ลดการรับประทานเนื้อสัตว์ ลดการใช้พาหนะที่เผาพลังงานฟอสซิล ลดการใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ฯลฯ และแน่นอนว่า ช่วยกันรักษาดูแลต้นไม้ให้อยู่กับเรานาน ๆ และจำนวนมากกว่าที่เป็นอยู่ เป็นต้น

ยุทธกล่าวถึงสิ่งแวดล้อมศึกษาในในโรงเรียน และนอกโรงเรียน ทั้งกับเด็ก และผู้ใหญ่ว่า “สิ่งแวดล้อมศึกษาเป็นกระบวนการที่ให้ผู้เรียนได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ในบรรยากาศที่ใกล้เคียงธรรมชาติ เพื่อให้เราเห็นห่วงโซ่สายสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่มีต่อกันและกัน” ดังนั้น การเรียนรู้ที่เหมาะจึงน่าจะเป็นกลุ่มเล็ก ๆ เพื่อให้ผู้คนได้เรียนรู้สัมผัสใกล้ชิดธรรมชาติ ใคร่ครวญชีวิตว่าได้รับประโยชน์หรือสัมพันธ์กับธรรมชาติอย่างไร ได้มีเวลาหยุดและนิ่งบ้างเพื่อจะชื่นชมความงามของธรรมชาติ ….

โรงเรียน หรือองค์กรเอกชน (CSR) ที่พานักเรียน และพนักงานไปทำกิจกรรมปลูกป่า สำหรับยุทธแล้ว ถ้าจะให้ได้ประโยชน์สูงสุดกับทุกฝ่าย เราจำเป็นต้องปลูกความรัก ความเข้าใจของคนที่ต่อโลกก่อน ผ่านกระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา เพราะเมื่อคนรักโลกเป็นแล้ว เห็นความหมาย ความสำคัญ ความงามของธรรมชาติและโลกที่มีต่อชีวิตเรา ความยั่งยืนในการดูแลรักษาป่าก็จะเกิดขึ้นเอง