เงิน กามารมณ์ สงคราม กรรม (ตอน๒ พุทธแนวตะวันตก)

เพื่อนคนหนึ่งกล่าวไว้ อย่างน่าสนใจว่า “อ่านหนังสือแล้ว ต้องอ่านผู้ที่เขียนหนังสือนั้นด้วย” หมายถึงเราต้องทำความรู้จักคนเขียนหนังสือนั้นสักนิดว่า เขาเป็นใคร มีความเชื่อ ความเห็นอย่างไร ทำอะไรมาบ้าง … เพราะตัวตนของคนเขียน เป็นข้อมูลประกอบ ให้เราได้เข้าใจสิ่งที่เขาเขียนมากขึ้นว่า เขาเขียนหนังสือจากโลกทัศน์แบบใด และอะไรคือสิ่งที่ผู้เขียนให้ความใส่ใจ หรือเป็นเจตนารมณ์ในการเขียนชิ้นงานนั้น ๆ

สำหรับผู้เขียนหนังสือ เงิน กามารมณ์ สงคราม และกรรม บันทึกเพื่อการปฏิวัติแนวพุทธ — อ. เดวิด อาร์ ลอย เป็นชาวอเมริกัน และอาจารย์ด้านปรัชญา ก่อนจะฝึกฝนปฏิบัติภาวนาตามแนวทางพุทธ นิกายเซน ในประเทศญี่ปุ่น หลายปี จนได้ใบประกาศรับรองให้ทำการสอนสมาธิได้

จากตัวหนังสือในตำรา อ. ลอย เดินเข้าสู่ธรรมะ ภาคปฏิบัติ เพราะเหตุ “เชิงประจักษ์” บางอย่าง ที่ทำให้ท่านเห็นว่า “เมื่อคนเราเห็นโลกต่างไป จิตสำนึกของคนเราจะเปลี่ยน การกระทำ คำพูดของเราก็จะเปลี่ยนไปด้วย” อ.ลอยย้อนความถึงยุคแสวงหา ที่บุปผาชนอย่างท่านไล่คว้าหาความหมายชีวิต และเข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามเวียดนาม ในตอนนั้น ท่านกำลังเรียนปริญญาเอกสาขาปรัชญาอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

                “คำถามที่ผมมีตอนนั้น คือ จะมีหนทางอะไรที่จะทำให้จิตใจของเราเปลี่ยนแปลงอย่างถาวร ไม่ใช่ชั่วครั้งชั่วคราว สั้น ๆ อย่างที่ผมมีประสบการณ์” อ.ลอยกล่าว

แล้วคำตอบก็มา เมื่อ อ.ลอยได้พบกับพระอาจารย์เซนรูปหนึ่งที่ฮาวาย และได้ติดตามท่านไปญี่ปุ่น เพื่อฝึกฝนสมาธิอยู่หลายปี อ. ลอยเล่าให้ฟังว่า โดยรวมแล้ว ต้องนั่งสมาธิวันละหลายชั่วโมงทีเดียว เป็นการฝึกฝนที่หนักมาก แต่ก็ให้ดอกผลอันงดงาม

แม้อายุจะล่วงเลย ๖๐ ปีแล้ว อ.ลอยยังดูสดใส มีพลัง ท่านบรรยายและตอบคำถามผู้คนในงานเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ ฉบับภาษาไทย เกือบ ๒ ชั่วโมง โดยไม่แสดงอาการเหนื่อยแต่อย่างใด นอกจากนั้น ท่านยังให้สัมภาษณ์กับสื่อ ๓ รายการได้ต่อ โดยที่ฉันเป็นคิวสัมภาษณ์สุดท้ายของวันนั้น ฉันสนทนากับท่านราว ๑ ชั่วโมง ท่านยังดูสดชื่น คมชัดในคำตอบ และแววตาก็เมตตาเหลือเกิน

ความเป็นชาวตะวันตก นักปรัชญา นักปฏิบัติภาวนา และนักเคลื่อนไหวทางสังคมตั้งแต่ยุค ๖๐ ทั้งหมดทั้งปวงในความเป็นตัวท่าน ส่งผลต่อมุมมอง วิธีตีความ และนำเสนอพุทธศาสนาในหนังสือที่ท่านเขียน

แม้พุทธศาสนาจะดำรงมาแล้ว ๒,๖๐๐ ปี แต่ “พุทธศาสนาก็อยู่ภายใต้กฎอนิจจังเช่นกัน” อ. ลอยกล่าว ศาสนาพุทธขยายตัว และเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย และถิ่นฐานที่พุทธธรรมเดินทางไปถึง เกิดเป็นแนวทางพุทธ ๓ แบบหลัก ๆ คือ พุทธมหายานในเอเชียตะวันออก พุทธวัชรยานแทบหิมาลัย และพุทธเถรวาทแบบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เป็นวิวัฒนาการของพุทธศาสนาในโลกตะวันออกทั้งหมด

บัดนี้ กึ่งพุทธกาล ถึงคราวของพุทธศาสนาในโลกตะวันตกบ้าง ช่วงศตวรรษที่ ๒๐ ถึง ๒๑ นี้ พุทธศานาได้แตกและโตในดินแดนตะวันตกอย่างกว้างขวาง ทั้งสายมหายาน วัชรยาน และเถรวาท —– อ.ลอยกล่าวว่า ปรากฏการณ์นี้น่าสนใจยิ่ง อาจถือได้ว่า เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ สำหรับพุทธศาสนาต่อจากนี้ ก็ว่าได้

พุทธศาสนา แบบตะวันตก ในยุคสมัยใหม่เป็นอย่างไร แน่นอนภูมิหลังของวัฒนธรรมตะวันตก และยุคสมัยของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีผลต่อลักษณะของพุทธศาสนา ตะวันตก

สิ่งที่ชัดเจน คือ เรื่องราวแนวตำนาน อิทธิปาฎิหารย์ พิธีกรรม จารีตหลายอย่างถูกตัดทิ้งไปในพุทธศาสนา แบบตะวันตก ส่วนสิ่งที่ถูกเลือกไว้ในพุทธแบบตะวันตก เป็นพุทธธรรมที่เป็นปรัชญา แนวทางปฏิบัติ วิธีการทางพุทธ ก็จะเน้นตั้งคำถาม สืบค้นคำตอบ รวมถึงการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เพื่อพิสูจน์ความบางอย่างในตำรา อย่างเช่นที่เราได้ยินเรื่องการทดลอง ความสัมพันธ์ของสมาธิกับคลื่นสมอง เป็นต้น

พุทธตะวันตก เลือกใช้ภาษาสมัยใหม่ในการสื่อสารธรรม ภาษาสมัยใหม่ในที่นี้ไม่ได้หมายเพียง “คำ” แต่หมายถึง “ภาษา” ที่เป็นโครงสร้างทางความคิดที่คนยุคนี้เข้าใจ พูดให้ชัด ก็คือ พุทธตะวันตกใช้ภาษาของวิทยาศาสตร์ ประสาทวิทยาและจิตวิทยาสมัยใหม่ ภาษาศาสตร์ และศาสตร์สมัยใหม่ต่าง ๆ ในการอธิบายพุทธธรรมและพุทธศาสนา ทำให้คนสมัยใหม่เข้าใจพุทธธรรมได้ง่าย และกว้างขวางขึ้น อย่างการวิจัยทางประสาทวิทยาและจิตวิทยาที่พบว่า “ตัวตน” เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นทางสังคม (social construction) หรือที่นักปราชญ์ทางภาษากล่าวว่า ภาษาสร้าง “ความรู้สึกตัวตน” (self perception) ฯลฯ

ในอีกแง่มุมหนึ่ง พุทธตะวันตกได้ผสมเข้ากับวัฒนธรรมบริโภคนิยม และทุนนิยมด้วย กลายรูปเป็น spiritual materialism and consumerism ที่ใช้เงินซื้อความสุขทางจิตวิญญาณ จ่ายเงินซื้อบุญได้ เป็นต้น หรือมุมมองของคนจำนวนมากที่เห็นว่า สมาธิเป็นยาแก้เครียด หรือทำสมาธิเพื่อหวังความสุข สำเร็จบางอย่าง

บริโภคนิยมและทุนนิยมที่อิงกับพุทธศาสนา และพุทธศาสนาที่เน้นพิธีกรรม จนละเลยแก่นธรรม สิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องที่อ. ลอยบอกว่า ทำให้พุทธธรรมเป็นเรื่องล้าสมัย ห่างไกลจากชีวิต และไม่ตอบสนองกับทุกข์ในสังคมได้

อ. ลอยกล่าวว่า พุทธศาสนาต้องตอบโจทย์ปัญหาสังคม เพราะพุทธศาสนาพูดถึงทุกข์ ไม่เพียงทุกข์ของปัจเจก แต่เป็นทุกข์ของสังคมด้วย ภายใต้กฎอิทัปปจยตา ทุกอย่างล้วนสัมพันธ์ อิงอาศัยกัน “หากว่า พุทธธรรมไม่สามารถช่วยเราให้พ้นทุกข์ได้ ผมว่า เราก็เลิก แล้วหันไปหาคำสอนอื่นดีกว่า”

ในหนังสือ เงิน กามารมณ์ สงคราม และกรรม บันทึกเพื่อการปฏิวัติแนวพุทธ อ. ลอยจึงพยายามเข้าไปที่แก่นสาระของคำสอนที่พระพุทธองค์สอน และน้อมนำแก่นพุทธธรรมนั้นมาดู “หลุมดำ” ในจิตใจคนและสังคมสมัยใหม่

ไม่ว่าเรื่องการแสวงหาเงินไม่รู้จบ การหมกมุ่นในความรักความสัมพันธ์ เพศสัมพันธ์ ความทุกข์ในสังคมอันเกิดจากระบบเศรษฐกิจ และการเมือง ประเด็นเรื่องความมั่นคงทางอาหาร การสะสมอาวุธ ความรุนแรงต่าง ๆ ในโลก ความอยุติธรรมในสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อม ฯลฯ เหล่านี้เป็นสิ่งที่จะได้พูดถึง และชวนใคร่ครวญ ขบคิดในตอนต่อไป

“คนสมัยใหม่พยายามเติมเต็มตัวเอง ด้วยเงิน เพศรส ความสัมพันธ์ และกิจกรรมต่าง ๆ ที่ล้วนแต่ทำลายตัวเอง และโลก — แต่เราเติมไม่เคยเต็ม ไม่มีวันที่เราจะเติม “ตัวตน” ของเราให้เต็มได้ เพราะ “ตัวตน” ไม่มีอยู่จริง” อ.ลอยกล่าว 

เงิน กามารมณ์ สงคราม และกรรม

Prologue

ในครั้งที่ ฉันมีนัดพบกับเพื่อนรุ่นพี่ ที่เป็นผู้บริหารในองค์กรอิสระท่านหนึ่ง ขณะที่รอเธออยู่ในห้องทำงาน ฉันเหลือบไปเห็นรูปพระพุทธเจ้านั่งสมาธิ และมีคำเขียนใต้ภาพว่า What would Buddha do? (พระพุทธเจ้า ท่านจะทำอะไร)

“จริงสิ พระพุทธเจ้าจะทำอะไรนะ หากเจอสถานการณ์….” ฉันรำพึงในใจ พร้อมร่ายรายการปัญหาและความทุกข์ต่าง ๆ ทั้งในชีวิตส่วนตัวและสังคม เพื่อจินตนาการดูว่า พระพุทธองค์ท่านมองเรื่องต่าง ๆ อย่างไร และจะทำอย่างไรถ้าท่านอยู่กับเราในเวลานี้

ฉันพบว่าคำถามนี้ และจินตนาการถึงพระพุทธองค์ ช่วยให้ฉันน้อมนำธรรมะ และเรื่องเล่าในพระไตรปิฎกเท่าที่เคยได้ยินได้ฟัง มาทำความเข้าใจ และเทียบเคียงกับประเด็นปัญหาที่พบเจอในโลกสมัยใหม่ เพื่อจะให้ได้คำตอบบางอย่างกับใจตัวเองว่า ถ้าพระพุทธองค์เจอเรื่องแบบนี้ ท่านจะมีท่าทีอย่างไร ทำอะไร พูดอะไร …

วิธีการนี้ได้ผลดีทีเดียว เพียงตั้งคำถามนี้ ความทุกข์ก็ชะลอพิษสง เพราะใจหันไปใคร่ครวญกับพุทธธรรม มากกว่าวนเวียนจมปลักกับปัญหา และที่สำคัญ ความพยายามจินตนาการถึงพระพุทธองค์มีมนต์วิเศษ ดึงดูดใจให้เข้าสู่ความเงียบสงบได้อย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนั้น เมื่อได้ใคร่ครวญธรรมะ ตามระดับสติปัญญาของตัวเอง ก็มักได้คำตอบที่จะเป็นแนวทางเดินออกจากปัญหา หรือคลี่คลายได้บ้าง

ครั้งหนึ่ง เมื่อหลายปีก่อน ฉันเกิดความท้อแท้ใจ เมื่อเผชิญกับควาทุกข์ยาก (ใจ) ในชีวิตบางอย่าง ฉันถามตัวเองว่า “พระพุทธองค์ ท่านจะทำอะไรนะ” แล้วฉันก็เห็นภาพเจ้าชายผู้เลือกเดินออกจากความสุขสบาย จาริกไปตามที่ต่าง ๆ จากที่มีบริวารคอยดูแล ท่านต้องดูแลตนเอง จากที่มีอาหารมาเสิร์ฟทุกมื้อ ท่านต้องเดินขอข้าวชาวบ้านกิน จากความสบาย มีแต่ความยากลำบาก — ในความเป็นมนุษย์ ฉันว่า ท่านคงรู้สึกแย่ไม่น้อย สถานการณ์ที่ฉันพบแม้จะรู้สึกว่าแย่ แต่ก็ยัง “ดีกว่า” สิ่งที่พระพุทธองค์ต้องฝ่าฟันมากมาย แล้วอะไรที่ทำให้ท่านผ่านความยากลำบากต่าง ๆ ไปได้

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ใจมีพลังขึ้นมากมาย

นับแต่นั้น พระพุทธองค์กลายเป็น “ไอดอล” (idol) ของฉัน ฉันมักเอาสิ่งที่ท่านทำ พูดมาเป็นหลักปรับในชีวิตบ้างเท่าที่พอจะทำได้ เอาแนวคิด ธรรม ของท่านมาทบทวนกับเรื่องราวที่พบเจอในปัจจุบัน แต่ด้วยสติปัญญาอันจำกัด ฉันจึงไม่อาจขยายความเข้าใจพุทธธรรม ให้มองเรื่องราวของตนเอง เรื่องราวของสังคมและโลกสมัยใหม่ได้กว้างขวางและลึกซึ้งนัก

จนเมื่อได้มีโอกาสพบกับ ศ. เดวิด อาร์. ลอย อาจารย์ด้านปรัชญา และสอนสมาธิแนวทางพุทธนิกายเซน เมื่อไม่นานมานี้ คราวที่ท่านเดินทางมาเปิดตัวหนังสือที่ท่านเขียน Money Sex War Karma: Notes for a Buddhist Revolution ซึ่งสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา ได้แปลและพิมพ์จำหน่ายเป็นฉบับภาษาไทยว่า “เงิน กามารมณ์ สงคราม และกรรม บันทึกเพื่อการปฏิวัติแนวพุทธ”

เงิน กามารมณ์ สงคราม และกรรม บันทึกเพื่อการปฏิวัติแนวพุทธ
โดย เดวิด อาร์. ลอย
แปลโดย พรรณงาม เง่าธรรมสาร

หนังสือ และการสนทนากับนักปรัชญาอาจารย์เซนท่านนี้ ช่วยให้ฉันเข้าใจพุทธธรรมมากขึ้น และเห็นว่า “ธรรม” ตอบโจทย์ความทุกข์ และปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต สังคม และโลกสมัยใหม่ได้อย่างไร

เดวิด ลอย พูดถึงปัญหาร่วมสมัยที่เราต่างร่วมทุกข์ ไม่ว่า พิษของบริโภคนิยมที่ทำให้หลายคนต้องแสวงหาเงินตราอย่างไม่รู้จบ การหมกมุ่นในชื่อเสียง เพศสัมพันธ์และความสัมพันธ์ในความรัก สงครามความรุนแรงในสังคม ภาวะโลกร้อน ประเด็นของโลกสมัยใหม่อย่าง อาหารดัดแปลงทางพันธุกรรม ปัญหาการปลุกปั่นและสร้างจิตสำนึกบางอย่างให้คนในสังคม ผ่านการโฆษณาชวนเชื่อ (ของรัฐ และอื่น ๆ) นอกจากนั้น ยังมีกระบวนทัศน์เรื่อง “กรรม” ที่ท้าทายความเชื่อเดิม ๆ ที่แพร่กระจายในสังคม

เหล่านี้เป็นเพียงหัวข้อบางส่วนที่ อาจารย์ลอย หยิบยกมาพูดถึง ซึ่งฉันจะขอนำมาเล่าสู่กันฟัง ตามความเข้าใจ โดยย่อ ทีละประเด็น และอยากชวนเชิญให้หาหนังสือนี้มาอ่านกัน เป็นหนังสือที่อ่านได้อย่างเพลิดเพลิน ได้ความรู้ทั้งพุทธธรรม และเรื่องราวทางโลกที่เราประสบพบเจอทุกวัน เข้าใจธรรม ตัวเอง และโลกที่เป็นอยู่ไปพร้อม ๆ กัน